570405_พ่อครูที่ป้อมมหากาฬ เรื่อง ปาฏิหาริย์ของการปฏิบัติ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570405 พ่อครูที่ป้อมมหากาฬ เรื่อง ปาฏิหาริย์ของการปฏิบัติ
วันนี้วันเสาร์ที่ 5 เมษายน 2557 ที่ ณ ป้อมมหากาฬ พรุ่งนี้เราก็จะเร ิ่ มปลุกเสกพระแท้ๆ ของพุทธครั้งที่ 38 แล้ว เราได้ประโยชน์กับธรรมะจริงๆ และผลที่ได้นั้น เป็นส ิ่ งที่ปรากฏ ในงานนี้อาตมาตั้งใจจะเรียบเรียบสัจจะที่ปรากฎ ให้พวกเราได้ฟัง ว่ามันใช่ไหม เกิดเป็นจริงไหม มีปรากฏการณ์จริงไหม จะได้ช่วยกันตรวจสอบดูว่าจะจริงหรือไม่? ตอนนี้เหตุการณ์บ้านเมือง ถ.อักษะก็กำลังร้องเพลงคึกคะนองกัน ก็มากของเขาอยู่ มีผู้สังเกตการณ์ว่า มีเป็นแสน เมื่อเกิดจากความไม่รู้ก็จะมีผลเสีย เท่าที่อาตมามองคือ ทำให้คนต้องฆ่าตัวตาย ต้องทำให้คนต้องฆ่ากันตาย มีไหม? ทำให้คนทะเลาะกันทั้งประเทศ ทำให้มิตรส ห ายต้องแตกแยกเข้าหน้ากันไม่ติด ทำให้คนหลงยึดมั่นประชาธิปไตยผิดๆ อาการหนักถึงคลั่งไคล้ ทำให้คนก่อบาปใส่ตนได้ทั้งมากทั้งหนักและยาวนาน อึดอัดทรมานกันได้ถ้วนหน้า ทั้งฝ่ายถูกและผิด ทำความอึดอัดให้ได้ครบทุกด้าน เรียกว่าชั่วได้ที่ ทำให้สังคมแตก เศรษฐกิจตก การเมืองต่ำ ได้หนักหนาฉกาจฉกรรจ์ เห็นไหม? นี่คือส ิ่ งที่เกิดจากฝีมือของเขาจริงๆ จากที่ปรากฏ พรุ่งนี้เร ิ่ มงานปลุกเสกพระแท้ของพุทธ คำว่า พระนี่คือผู้ประเสริฐ ไม่ใช่หมายถึงแค่ผู้โกนหัวนุ่งจีวร แต่ พระคือประเสริฐนี่ได้ทั้งในฆราวาสและนักบวช ตั้งแต่โสดาบันเป็นต้นไป เอาที่คุณธรรมคุณสมบัติแท้ๆ ใส่ตนเองได้ และก็มีการประพฤติ เช่นเลิกทำชั่ว เลิกละได้อย่างที่เข้าเ ข ตอาริยะหรือพระหรือวระ ที่แ ปลว่าผู้ประเสริฐ ต้องนับเอาที่คุณสมบัติแท้จริงของจิตวิญญาณ เช่นศีล 5 ท่านให้เวรมณี เช่นศีลข้อ 1 พฤติกรรมข้างนอกไม่ฆ่า วาจาก็ไม่บอกให้ฆ่า ไม่ทำตลอดชีวิตก็ไม่ถือว่าเป็นอาริยะแท้ จะเป็นอาริยะต้องตัดสินเอาที่จิตวิญญาณเป็น
อ่านต่อ
ตัวจริง ไม่มีจิตดำริเลย เช่นเกิดอยากประสงค์ฆ่า ที่จะทำร้ายเขา ฆ่าเขา จิตมันไม่เกิดอาการนี้จริงๆ มีสองลักษณะ 1 .ไม่เกิดเพราะไม่คิด พักยก อาจพักยกเป็นชาติๆ ได้ มัน อั พ ยากฤต ไม่เ กิดอาการ ผลักหรือดูด เฉยๆ อุเบกขา เคหสิตอุเบกขา ไม่ได้เกิดจากการเรียนรู้ว่า มีความเข้าใจเห็นจริง มีหิริโอตตัปปะ มีนิพพิทา มีปัญญาเห็นจริงเข้าใจ เป็นภยตูปฐานญาณเห็นโทษภัยของการเกิดอกุศลจิตนี้ มีปัญญาญาณจนเป็นพลังอำนาจ มีแรง ฤทธิ์ ท่านเรียกว่า อินทรีย์หรือพละ เป็นกำลังแท้ๆ เป็นอำนาจของความรู้ญาณปัญญา ไม่ใช่กดข่มกำราบ ใช้เรี่ยวแรงดันกันไว้ ไม่ใช่อำนาจอย่างนั้น แต่เป็นอำนาจรู้แจ้ง เห็นจริงเข้าใจ อย่างนี้ไม่เอาจริงๆเลย จิตจะเกิดญาณปัญญ า เห็นภัยเห็นโทษมีอาทีนวานุปัสสนาญาณ จนไม่เอาจริงๆ เป็น นิพพิทานุปัสสนาญาณ ไม่ต้องไปกดข่มเลย ไม่เบียดเบียน แต่มีฤทธิ์แรงเห็นเลยว่าเลิกปล่อยวางคลาย เรี ยก มุ ญ จิตุกัม ย ตาญาณ อ อกเปลื้องปล่อยทิ้งไปเลย ไม่เวียนกลับด้วย แบบอื่นที่ไม่ใช่ของพุทธบางอย่างก็สามารถสะกดข่มได้นานนับชาติ แต่เวียนกลับได้ มันไม่ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) มี อุภโตภาควิมุติ เลิก ได้จริง และมีปัญญารู้เห็นรู้อย่างจริงแจ้งชัดทุกอย่างเลย เรียกว่าหลุดพ้้นด้วย เจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติอันไม่กลับกำเริบ มีปัญญาญาณเห็นได้ว่าไม่มีนี่สุดยอดแล้ว เหมือนคนรู้ว่าเป็นไฟนี่ร้อนไม่เอาจริงๆ ชัด รู้แจ้งเห็นจริง จึงถาวร มั่นคงไม่กลับกำเริบแท้จริง ผู้ทำได้ จะเห็นว่าเราหลุดพ้นจริงไม่มีใครมาหลอกลวง ไม่มีใครมาทำให้เราเข้าใจผิดได้ เราจะเห็นเองรู้เอง ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ ถูกต้องถูกตรงถูกถ้วน ไม่ใช่เดาเอาหรือคลุมเครือ เป็นนามธรรมแท้ไม่มีเส้นแสงสีเสียงอะไร แต่เห็นได้ด้วยญาณแท้ ความลึกซึ้งลึกล้ำก็ท้าทายให้มาพิสูจน์ จะรู้เองเห็นเองของตนเอง
มีคนส่งคำถามมา คำถามถึงพ่อครูครับ กราบเรียนถามพ่อครูค่ะ ดิฉันได้ไปเยี่ยมเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อนแห่งหนึ่ง เห็นความพิการของเด็กที่นอกเหนือจะตาบอดแล้ว ยังมีความพิการต่างๆ ตั้งแต่กำเนิด หรือบางคนก็เริ่มเป็นตอนโต ทั้งหูหนวก อาการทางสมอง ควบคุม ดูแล ตนเองไม่ได้ ต้องพึ่งคนอื่นตลอด เขามีขา เขาเดินได้ แต่ตามองไม่เห็น เดินชนนั่น ชนนี่ บางคนร้องโหยหวน เหมือนลิง เหมือนค่าง ทำร้ายตนเอง เอาหัวโขกเสา โขกพื้น และ มีเวทนา สารพัด ทำให้คิดถึงเรื่อง "กรรม" ว่าเขาได้ทำกรรมอันใด ทำให้เขาต้องมารับทุกข์ เวทนาประมาณนี้ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่สอนว่า ทุกอย่างมาแต่เหตุ ทั้งพ่อท่านก็ย้ำว่า กรรมไม่มีระเหิด ไม่มีระเหย ไม่ว่าทำที่ลับหรือ ทำในที่แจ้ง กรรมนั้นมีผลหมด พอได้ศึกษา ติดตามเหตุการณ์บ้านเมือง เห็นการกระทำของนักการเมือง ข้าราชการที่กินเงินเดือนจากภาษีของคนทั้งประเทศ แต่เขาไม่ได้ทำหน้าที่สมกับค่าตอบแทนที่ได้รับเลย มิหนำซ้ำ ยังเนรคุณต่อแผ่นดินเกิดอีก ยิ่งไปกว่านั้นกลับทำร้ายเจ้าของเงินภาษี ด้วยการไปรับสินบนจากคนชั่ว มาทำลายบ้านเมือง เงินที่เขารับมาถือเป็นเงินร้อน เพราะรับมาด้วยความโมหะ ทั้งยังปลุกปั่น ให้คน (ที่ฉลาดน้อย) เห็นผิด เป็นถูก สร้างความแตกแยกให้เกิดในแผ่นดิน วิบากจะประมาณไหนคะ พ่อครู จะหนักเท่าคนพิการที่ดิฉันไปเจอไหม หรือ จะมากกว่านั้น คะ และพ่อแม่ ผู้ให้กำเนิด คนเหล่านี้มา จะบาปประมาณไหนคะ และในส่วนของผู้ที่ให้การสนับสนุนการทำชั่ว เขามีวิบากกรรมร่วมกันอย่างไรคะ กราบขอบพระคุณ และ กราบนมัสการค่ะ จาก คนกั๋วบาป ?
ตอบ ส ิ่ ง เหล่านี้ยกตัวอย่าง คนเกิดมาพิการ บางคนได้มาแต่กำเนิด บางคนได้มาตอนหลัง แล้วก็ได้รับ แต่ตัวร่างกายก็ทุกข์ เหตุการณ์ของชีวิตก็ต้องทุกข์ร้อนไม่เป็นสุข อาตมาจะยกตัวอย่างต้องหกล้มขาหักขาแพลง ตกลงไปขาเจ็บ มันก็เห็นแล้วว่าเป็นการได้รับผลทุกข์ทรมานอย่างหนึ่ง มา ก หรือน้อยไม่รู้ได้ แต่ก็ไม่น่าจะเจ็บนานขนาดนี้นะ แล้วคนที่มาทำก็ต้องร่วมรับวิบาก ถามว่าจะหนักเท่าที่ดิฉันไปเจอไหม อาตมาคาดคะเนว่า แค่ตาบอดหูหนวกก็ประมาณหนึ่งอาตมาก็ว่าน่าจะหนักกว่านั้น เพราะบาปกรรมที่เขาทำ มันมีผลกระทบต่อผู้ได้รับพิษภัย มากมาย เหตุมีฆ่ากันตายทะเลาะแตกแยกมีผลกระทบมากมาย คนธรรมดาทำได้ไม่มีผลกระทบขนาดนี้ ตั้งแต่คิดเร ิ่ มลงมือทำจนคนพิการบาดเจ็บทุกข์ทรมาน ไม่ใช่เป็นพัน แต่เป็นล้าน อาตมาว่าจะได้รับวิบากมากกว่าเด็กที่คุณไปเห็น แล้วพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดจะบาปประมาณไหน ...อาตมาเข้าใจเอาเองว่า คงถามถึงผู้ทำผิด ไม่ใช่หมายถึงพ่อแม่เด็กพิการ ..ตอบว่าไม่ พ่อแม่เขาไม่ได้เป็นคนพูดบอกหรือส่งเสริม นอกจากพ่อแม่เขาเป็นคนพูดส่งเสริม แต่เชื่อว่าพี่เขาเป็นคนบอกนี่ก็ด้วยกันนะ หรือพี่สาวเขา ทำแล้วก็น่าสมเพศ คืออาการย ิ่ งกว่าสงสาร มันมอกุศลผสมจนเห็นชัดว่าไม่น่าเลย อะไรไม่รู้ถึงขนาดนั้น นอกจากสงสารนั้นแน่นอนอยู่แล้ว แต่ทำไมถึงได้หน้าด้านหน้าทนไม่รู้ขนาดนี้ คนเราเป็นเช่นนี้ กรรมวิบากเป็นตัวแปร จากความตกต่ำ เวียนเกิดตายในโลกจะกี่ชาติก็แล้วแต่ เราก็ต้องเกิดในโลกอีก แต่กรรมวิบากจะลดสิ่งเลวร้ายชั่วไม่ดีงาม จะลดได้ด้วยภูมิรู้ด้วยการล้างเหตุในจิต เป็นความรู้ที่พระพุทธเจ้าค้นพบจริง ศาสดาหลายท่านก็รู้ แต่ของพระพุทธเจ้านี้ทำได้อย่างรู้แจ้งเห็นจริงเป็นจริง เมื่อทำได้คุณจะเกิดเป็นมนุษย์อีก กี่ชาติ จิตนั้นสามารถล้างเหตุที่จะไปทำเลวได้ เป็นอรหันต์แล้วหมดเกลี้ยงไม่ทำชั่วบาปได้ เป็น สัพพปาปัสสะ อกรณัง ได้ล้างกิเลส สจิตตปริโยทปนัง เป็นวิชาการที่ยิ่งใหญ่ในมนุษย์ ที่ควรศึกษาก่อน ในคามเป็นมนุษย์หากได้ศึกษาความรู้นี้ได้ แล้วคุณอยากศึกษาความรู้ทางโลกเทคนิค จะเอามาทำประโยชน์ต่อตนต่อโลก ยกตัวอย่างปลูกผักแต่เราเรียนรู้ล้างกิเลสจนเป็นอรหันต์ได้ แล้วมาเรียนรู้กสิกรรม ก็เรียนได้ แล้วไม่เบียดเบียนใครด้วย จะปลูกเป็นหรือเป็นวิชาอื่นก็จะรู้ได้ว่าควรเรียนอะไร เช่นการพนัน มอมเมา ก็ไม่ไปเรียน หลอกกันให้หลงติดยึด แต่เมื่อล้างกิเลสแล้วก็จะทำแต่ไม่ทำเพื่อล่าเอาลาภ ยศ สรรเสริญ สุข หรือกามหรืออัตตาแก่ตน ก็ไม่ไปศึกษาส ิ่ งมอมเมา แต่ศึกษาส ิ่ งที่เป็นประโยชน์เอามาทำดีงามเป็นกุศล ยิ่งทำย ิ่ งดี ยิ่งทำยิ่งชำนาญ รู้เข้าใจขึ้น ทั้งดีทั้งเร็วทั้งมากวิเศษ ก็ได้ช่วยคนได้มาก ผู้ที่มาศึกษาให้เป็นอรหันต์ก่อนแล้วจะไปศึกษาวิชาการโลกอะไรก็ได้ แล้วจะเป็นได้ดีด้วย คนบรรลุธรรมสัมมาทิฏฐิ อรหันต์แท้ ไม่ใช่ปลอม จะเป็นประโยชน์ตน ท่านแท้จริง เป็นพหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่ชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่ชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) แท้จริง คนที่บอกว่าเรียนรู้โลกก่อนธรรมะ คุณจะตายเปล่าก่อนหรือเปล่า? ….อาตมารู้ว่าที่เขาไม่เอา เพราะเขาไม่รู้ว่าธรรมะเป็นอย่างที่อาตมาว่า คือ เมื่อได้ธรรมะของพระพุทธเจ้าแล้วจะสามารถเพ ิ่ มความรู้ทางโลกได้ จะไปเอาความรู้ไปล่า โลกธรรมก็ได้ แต่มีหลักประกันว่าจะไม่หลงในโลกธรรม แล้วจะเอาความรู้สามารถไปเพิ่มโลกธรรม ได้ แล้วมีหลักประกันว่าทำแล้วไม่เป็นโทษภัยแก่ตนและผู้อื่น คุณจะได้ลาภ ยศ สรรเสริญ แต่ซ้อนว่าได้แล้วคุณจะไม่ยึดว่าเป็นเราเป็นของเรา จึงเป็นจอมแห่งนักเศรษฐศาสตร์ไม่สะสมกักตุน ไม่เกิดการติดขัดเสียเวลาคุณค่า สุดยอดแห่งเศรษฐศาสตร์ เป็นความรู้สุดยอดของ สังคมศาสตร์รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ส่วนความรู้เทคนิคอื่นๆ ค่อยเติมเอาทีหลัง แต่สามศาสตร์นี้อยู่ในตัวพร้อม เป็นเรื่องของมนุษย์และสังคม ผู้ใดย ิ่ งมีสัมมาธรรมะ มี อาริยธรรมแท้จะเป็นประโยชน์ต่อโลก สังคม ตามฐานะ คุณธรรมมากก็เป็นประโยชน์มากขึ้นๆ นอกจากไปหลงผิด เช่นไปอยู่คนเดียว เช่นหลวงพ่อเกษม แห่งสุสานไตรลักษณ์ เป็นต้น ขออภัยที่ยกตัวอย่าง ท่านเป็นทักขิเณยบุคคล แต่เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นคนน่าเคารพควรให้ของทาน ควรลุกรับ เพียงแต่ว่าส ิ่ งที่ท่านได้ไม่ถูกพุทธศาสนา พูดเป็นวิชาการไม่ได้ไปข่มเบ่ง แต่อธิบายความถูกผิด เข้าใจเจตนาอาตมา อาตมาไม่มีอกุศลอะไรในการพูดว่านี้ และท่านก็เสียชีวิตไปแล้ว ท่านไม่ได้รับรู้แก้ไขอะไรไม่ได้ อาตมาอ้างอิงให้คนเ ข้ าใจเท่านั้นเอง อาตมาพูดนี้คนอาจชิงชังอาตมาเสียนะคนเข้าใจผิดได้ แต่จะได้ก็คือคนเข้าใจได้ ซึ่งอาจมีน้อยกว่าคนที่เขาเคารพนับถือ และจะเกลียดอาตมาได้มากกว่าคนได้ประโยชน์ อาตมารู้แต่เลี่ยงไม่ได้ แค่คนได้รู้มากขึ้น 1 หรือ 2 คนก็พอแล้ว เพราะคนที่จะรู้ถูกต้องและกล้าพูดจะมีกี่คน ศาสนาจะสูญหายหมดไป ก็ไม่มีใครรู้ คนก็ไม่ได้รับประโยชน์อาตมาละเลยไม่ได้ ขออภัยที่ต้องใช้โอกาสในการอธิบาย อาตมาว่าอาตมาออกบวชแต่แรกอาตมาก็ยังพูดไม่ได้ จนมาบัดนี้อาตมาก็ว่ามีเหตุปัจจัยพูดได้มากพอก็พูดเป็นเช่นนี้ ตอนหลังอาตมาก็จะพูดในส ิ่ งที่หลายคนก็ว่าไม่น่าพูดได้ ก็มี แต่อยู่ในการประมาณที่ต่างกัน อาตมาใช้ สัปปุริสธรรม 7 ธัมมัญญูตา (รู้จักทุกองค์ประกอบ) 2 . อัตถัญญูตา (รู้จักเนื้อหาเป้าหมาย) 3 . อัตตัญญูตา (รู้จักตนเอง) 4 . มัตตัญญูตา (รู้จักประมาณสัดส่วน) 5 . กาลัญญูตา (รู้จักกาลสมัย) 6 . ปริสัญญูตา (รู้จักหมู่กลุ่มบริษัทอื่น) 7 . ปุคคลปโรปรัญญูตา (รู้จักบุคคลอื่น) (พตปฎ. เล่ม 23 ข้อ 65 ) คนทำดีต่อโลกหลายคนก็ถูกฆ่าตาย คานธี ลินคอร์น พระเยซู มาร์ติน ลูเทอร์คิง ก็เยอะไป แม้แต่พระโมคคัลลานะ ส่วนมากทำดีก็ตายได้ ไม่ใช่ตายเพราะทำความเลวร้าย ท่านทำดีมาทั้งนั้นเลย อาตมาตอนนี้นึกไม่ทัน ไม่ใช่เรื่องแปลก อาตมาก็คิดว่า เราน่าจะประมาณให้ดี อย่าให้ตายก่อนควร แต่ถ้าจะมีวิบาก หรือการประมาณของเราผิด เราก็ตายไม่สมควรได้ แม้ว่าจะต้องถูกฆ่าตายแต่สมควรอย่างยิ่งก็น่าทำ แลกด้วยชีวิตจะเกิดประโยชน์ต่อโลกเยอะ เช่นพระโมคคัลลานะเป็นต้น เป็นอจินไตย ลึกซึ้งลึกล้ำ เป็นจริงในผู้ที่เข้าใจจริงเป็นจริง ได้ ที่อาตมาตั้งใจทุกวันนี้ ตั้งใจเพ ิ่ มอายุ อาตมามีอายุขัย 72 ปีก็ต้องตายไป แต่พอใกล้ถึง 72 อาตมาก็เห็นว่ามันมีอัตราการก้าวหน้า ยังไงก็ต้องพยายามมีอายุให้ยืนขึ้นก็ใช้ความรู้คืออิทธิบาท ก็เลยทำมาก่อน 72 ปี ทำมาก็ได้เลยมาจน จะ 80 ปีแล้ว แต่ก็ยังจับเหตุที่เป็นโรค ไม่ถึงเป็นโรคแต่ก็ไม่สมดุล มีอวัยวะเจ้าการขาดสมดุล อย่างพระพุทธเจ้าว่าถ้าอานนท์อาราธนา ท่านก็อยู่ต่อไปได้ เป็นเรื่องที่ไม่ลึกลับ มีเหตุปัจจัยทำได้ อาตมาอธิบายเป็นหลัก หลัก 8 อ.เพื่อขยายอายุขัย 1 . อิทธิบาท 2 . อารมณ์ 3 . อาหาร 4 . อากาศ 5 . ออกกำลังกาย 6 . เอนกาย 7 .เอาพิษออก 8 .อาชีพ ถ้าทำได้สมดุลจริง แม้อาหารนี่ก็ฝึกละกิเลสอย่างสำคัญ อย่างอากาศนี่ไม่ต้องใช้จิตมาก ออกกำลังกายก็ต้องใช้จิต การนอนนี่สมณะห้ามนอนกลางวัน หัดฝึกมีสติตอนนอน เช่นตีระฆัง ทุกชั่วโมง หลับให้เร็ว ตื่นอย่าให้งัวเงีย ที่มันติดหลับเพราะติดอารมณ์งัวเงีย อย่าทำ เวลาตื่นแล้วให้สลัดเลย อย่าเก็บงัวเงียเอาไว้ มันติดอย่างนั้น ถ้าตื่นลืมตาสว่างเลย แล้วจะสดใสแจ่มใสกว่างัวเงีย แล้วหัดนอนหลับให้เร็ว จะใช้วิธีอย่างไรก็แล้วแต่ อย่างอาตมาก็ใช้กสิณ อาตมาฝึกตั้งแต่กำหนดลมหายใจ สร้างภาพในใจ เมื่อฝึกก็ทำได้เร็วขึ้น ทำได้ การเอนกาย เอาพิษออก หรืออาชีพจะทำได้ส ิ่ งที่ชะลออายุขัย เป็นศาสตร์ พวกเราก็พยายามอยู่ ทำศาสตร์นี้เพื่อเอามาใช้ในชีวิต พวกเราก็ขวนขวาย ศึกษาเรื่องสุขภาพ อาตมาเคยบอกว่าพวกเราชาวอโศก ต่อไปจะเป็นกลุ่มที่อายุยืนยาว พระกรรมฐาน แม้มิจฉาทิฏฐิ แต่ก็ยังมีส่วนอายุยาว อายุเกือบร้อยเยอะ หรือร้อยขึ้นไปก็มี ถ้าทำได้ถูกนี้ เก้าสิบเรื่องเล็ก ต่อไปจะมีอายุเป็นร้อยก็ยังแข็งแรง อาตมาภาคภูมิใจ จนกระทั่งอีกฝ่ายก็ยังยินดีในสันติอหิงสาจนอีกฝ่ายก็พยายามทำ แม้จะมีอะไรแฝง แต่ก็พยายามประกาศว่าต้องสันติ อหิงสา อาตมาถือว่านี่เป็นผลสำเร็จอันยิ่งใหญ่ จะจริงขนาดไหนเขาก็รับว่าดี จะมีแฝงก็เรื่องของเขาแต่ของเรานี่มั่นใจว่าทำได้จริง เป็นปาฏิหาริย์ที่ศักดิ์สิทธิิ์ เป็นวิชาการที่เป็นวิทยาศาสตร์ชัดเจน เป็นส ิ่ งสุดยอดประเสริฐ ชีวิตอย่าทิ ้ งธรรมะ ปฏิบัตได้ทุกลมหายใจทุกอานาปานะ มีสติให้ได้ทุกขณะ สติเป็นตัวนำ หากไม่มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมปฏิบัติธรรมไม่ได้หรอก เป็นสภาวะจากความรู้ตัว มี สัมปชัญญะ = ความรู้ต่อจากการมีสติรู้สึกตัว สัมปชานะ = ความรู้สึกตัวในการปฏิบัติอยู่ สัมปาเทติ = เหตุไปสู่การละเลงเพื่อสัมปัชชติ สัมปัชชติ = ความรู้จากการแยกแยะขจัด สัมปาเปติ = การสังเคราะห์กันขึ้นอย่าง อวจร สัมปฏิสังขา = ญาณรู้จักการทบทวนกระทำซ้ำ . สัมปัชชลติ = เข้าสู่การโหมไหม้ สว่างเรืองรอง สัมปัตตะ, สัมปันนะ = การเข้าบรรลุผล . สัมปฏิเวธ = ความรู้ที่รู้แจ้งแทงตลอด
ชีวิตเกิดมาควรได้ก่อนอื่นคือธรรมะ ได้อรหันต์แล้วจะเกิดอีกกี่ชาติก็ได้ คำสอนที่ว่าเป็นอรหันต์แล้วต้องดับสูญ ไม่เกิดอีก นี่เป็นคำสอนที่ผิด เหมือนธาตุน้ำมี H2o ผู้รู้แล้วก็จะสามารถแยกธาตุได้ เป็น Hydrogen และ Oxygen ไม่มีแล้วน้ำ เหมือนการตายแล้วหากไม่สังเคราะห์ต่อ ก็สลายไป ปรินิพพานไป แต่ถ้าจะต่อ ก็ทำได้ จิตไม่มีอกุศลแล้ว ไม่มีกิเลสแล้ว ก็มีแต่กุศลจิต ไปอีกนานเท่าไหร่ก็ได้ นี่คือตายเที่ยงตายแล้วตายเลย คือกิเลสอกุศลต่างหากที่ตายไปเลย อกุศลจิตตายไปไม่เหลืออนุสัยอาสวะ ส่วนกุศลจิตเป็นสังขตธรรม อรหันต์จะรู้ปล่อยวางแยกแยะดับได้ เพราะทำมาตั้งแต่กิเลสอบายมาแล้ว กิเลสกาม..และหมดได้สิ้น ทำได้แล้วก็ปล่อยได้แม้อรูปอัตตาก็ล้างเป็น เป็นอรหันต์ก็ทำได้ แต่ถ้าตั้งจิตต่อก็ทำได้ ไม่มีพิษมีภัยต่อกัน เป็นคนมีกุศลคุณค่าประเสริฐแท้ เป็นผู้ที่ต้องเคารพบูชาส่งเสริม ท่านรับใช้โลกแท้ๆ นี่คือสัจจะไม่มุบมิบ โมเม ไม่ใช่ศักดินา แต่เป็นสัจจะที่คนจะให้ท่าน เพราะท่านให้คุณหมด แต่คุณให้ท่านไม่เท่าท่านให้คุณหรอก ส ิ่ งที่คุณให้ท่านนั้นค่าสูงกว่ามาก เป็นธรรมะ คุณก็ให้ได้แต่วัตถุ แต่ธรรมะนั้นคุณให้ท่านไม่ได้ แต่ค่าสูงประเสริฐทำได้ยากยิ่ง ไม่ได้ตีราคา แต่ตามหลักเศรษฐศาสตร์ ส ิ่ งหายากมากค่าก็ต้องสูง แล้วจำเป็นมากไหม ก็มาก อุปสงค์สูงสุดในสังคมคือคุณธรรม อาริยธรรมกิเลสลดได้ก็ค่าแพงมาก ไม่ได้หลงใหลนะ แต่เป็นสัจจะที่พูดสู่ฟัง ประเทศใดสังคมใด มีอาริยบุคคล โอ้โห ราคาแพงมาก อาริยธาตุ แพงมาก เป็นอุปสงค์ที่สูงมาก ไม่ว่าสังคมไหน กลุ่มไหนมีไม่เป็นภัยเลย ไทยเราหากมีสัก 50 % จะเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ไม่ต้องเรียกร้อง เขาจะประเคนยกย่องเชิดชูคุณเอง ด้วยปัญญาของเขาเอง อาตมาจึงอยากจะรักษาชีวิตไว้ เพราะเห็นผลนะ อย่างพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้เสร็จก็ปริวิตก ว่าคนทุกวันนี้มีแต่กิเลสหนาจะสอนไหวหรือจะเสียของไปเปล่า คนจะรู้ได้หรือ ท่านปริวิตก จนเกิดสหัมบดีพรหม ก็ว่าฉิบหายใหญ่หากท่านไม่ประกาศศาสนา เพราะโลกขาดอย่างยิ่ง ท่านก็เลยตรวจสอบว่า ต้องสอนต้องประกาศศาสนา แต่ท่านตรวจสอบทุกอย่าง ท่านมีบารมีเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ที่ท่านต้องไปออกป่านั้น เป็นวิบากเพราะชาติก่อนทำวิบากไว้ เราเป็นผู้ชื่อว่า โชติปาละ ได้เคยกล่าวกับพระสุคต พระนามว่า กัสสปะ ว่า “การตรัสรู้เป็นของได้โดยยาก ท่านจะได้จากโพธิ-มณฑลที่ไหน โพธิญาณท่านได้ยากอย่างยิ่ง” ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราได้บำเพ็ญทุกกรกิริยาเป็นอันมาก สิ้นเวลา 6 ปี เราถูก บุรพกรรมตักเตือนแล้ว (ปุพพกัมเมนะ โจทิโต) จึงแสวงหาโพธิญาณโดยทางผิด เรามิได้บรรลุการตรัสรู้โดยทางนั้น ต่อจากนั้นจึงได้บรรลุการตรัสรู้ ไม่มีโศก ฯลฯ (ล. 32 ข. 392 ) มาถึงกาละนี้แล้วอาตมาก็ต้องพูด พวกเราอยากได้ก็มาเอาฟรี พรุ่งนี้เป็นงานปลุกเสกฯ อีกครั้งหนึ่งก็ตั้งใจขยายความธรรมะให้ดีๆ จะสอนเรื่องสัจจะที่ปรากฎ ก็เป็นเรื่องธรรมะที่จะเจาะลึก ให้รู้เพ ิ่ มขึ้น เช่น สุริยเปยยาลสูตร เป็นต้น แล้วจะเชื่อมโยงไป เป็นทิฏฐิธัมมิกัตถ เป็นต้น