571231_ทวย.งานว.บบบ.ครั้งที่ ๓ แบบคนจนถึงนิพพาน .doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์344 KB
วันที่แก้ไข14 กันยายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

571231_ท ำวัตรเย็น งานว.บบบ.ครั้งที่ 3 “ แบบคนจนถึงนิพพาน ” พ่อครูว่า…วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2557 ที่ บวร ราชธานีอโศก มนุษย์คนใด ถ้ามีธรรมะ ซึ่งทุกศาสนาก็มีธรรมะ ถ้าเราจะพูดถึงความเป็นอยู่ของเรากับทั้งสังคมนั้น จะไม่แปลกแยกกัน ทุกศาสนา เพราะ ธรรมะ นั้นจะ ต้องเกี่ยวข้องกับการเป็นอยู่ในสังคม อย่างศาสนาอิสลามเขาใช้ศาสนาเป็นกฎหมายเป็นหน้าที่เลย อย่างน้อยเขาต้องละหมาดวันละหลายครั้ง แต่ศาสนาพุทธนี่บางที่ก็ไม่เกี่ยวเลย ไม่ไปวัดวาหรอก ยามปกติ จะไปก็ตอนทุกข์มาก หรือตอนตายแล้ว มันน่าสงสารนะ แต่เนื้อแท้นั้น พระพุทธเจ้าท่านศึกษาความเป็นมนุษย์และสังคม ไม่ใช่ศาสนาหนีปลีกเดี่ยวเข้าป่าเขาถ้ำ แล้วคิดว่าจะหลุดพ้น ก็เข้าใจเนื้อหาศาสนาผิดไปไกลลิบ ทั้งที่ ศาสนาพุทธ นั้น เป็น พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) ซึ่งเป็นความหมายที่ตรงกับป ระชาธิปไตย เลย สร้างความสุขให้กับหมู่มวลประชาชน นี่คือสาระสัจจะของศาสนา น่าเสียดายที่เราศึกษาเพี้ยนผิดไป อาตมาพยายามพาพวกเราทำปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้า ที่คิดว่าเป็นเช่นนี้ ได้มรรคผลเช่นนี้ ก็ทำอย่างที่มั่นใจจนเกิดผล แล้วพาเกิดประโยชน์ต่อประชาชนตามลำดับ ใครจะเข้าใจไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร เราไม่ทวงหนี้บุญคุณด้วย ใจเราจริงก็ทำตามใจจริง ตามสัจจะ แล้วเห็นได้ชัดว่าคนไทยไม่ค่อยแยแสธรรมะแบบนี้ แต่ที่จริงเราให้สิ่งประเสริฐสูงสุด เป็นอาริยธรรม แต่เขาเข้าใจไม่ได้ ไปเอาแค่โลกียธรรม ที่จริง ศาสนาพุทธเป็นโลกุตระ เต็มๆ และแปลกกว่าศาสนาอื่น เพราะเป็นโลกุตระระดับที่ทวนกระแสกับโลกีย์ สิ่งที่ได้คือ สิ่งที่ให้ แล้วไม่ได้จดจำยึดถือว่าเรามีบุญคุณกับเขาด้วย เป็นสิ่งยิ่งใหญ่มาก อาตมาก็เสียดายมาก

อ่านต่อ

ก็เลยพยายามกอบกู้ ทุกวันนี้ แม้แต่ผู้นำศาสนา พุทธกระแสหลัก เขาก็ให้ประโยชน์ แค่ช่วย จารีตประเพณี นอกนั้นก็เป็น ไสยศาสตร์ เดรัจฉานวิชา เป็นจารีต ในงานเผา ก็เพี้ยนด้วย ไปทำบุญทำทาน ก็กลายเป็นเรื่องโลกๆ ทำทานแทนที่จะเป็นโลกุตระกิเลสลด ก็กลายเป็นกิเลสมาก หรือกลายเป็น ศีลพตุปาทาน ติดยึดศีลพรต แล้วหวงแหน มิจฉาทิฏฐิ ของตนด้วย เกิด มิจฉาผล ก็ไม่ร้ ู ว่าได้มิจฉาผล ซึ่งถ้าทำได้ถูกพุทธแล้ว เมืองไทยจะไม่โกงกันขนาดนี้ เป็นอันดับต้นๆของโลกเลย เลขสองตัวเลย ประเทศไทยลำดับสองในเอเชียนะ องค์กรเพื่อความโปร่งใสและคอรัปชั่นสำรวจ ปี 2557 พบว่า เมืองไทยเป็นลำดับ 85 ใน 170 ประเทศ และเป็นอันดับ 28 ในเอเชียแปซิฟิกส์ นี่หมายความว่าคอรัปชั่นนะ ซึ่งอันดับต้นๆก็คือว่าคอรัปชั่นน้อย เทียบกับประเทศต่างๆ

มาฟังกวี ปฏิรูปด้วย "แบบคนจน" ( 1 ) ปฏิรูป..ปฏิรูปไซร้ อะไร ปฏิรูปกันยังไง ลึกตื้น จึ่งจักเจริญไกล ยิ่งกว่า เคยเฮย ปฏิรูปกันแค่พื้น ไม่พ้น "อวิชชา" ( 2 ) ต้องหาจุดบอดให้ จนเห็น หาเหตุที่แท้เป็น จุดแก้ หากหลงแต่ประเด็น เช่นเก่า ก็บ่พ้นวนแพ้ แก่ผู้ "อวิชชา" ( 3 ) ประดาคนหลากรู้ มีมาก แต่หนึ่งรู้สุดยาก สัจแท้ คืออริยสัจหาก พ้น"อวิช- ชา"ฮา จึงจักเห็นจุดแก้ ถูกถ้วนถาวร ( 4 ) สุนทรคนสุขด้วย อามิส ทั้งเสพทั้งยึดติด ไป่รู้ "อวิชชา"แน่นสนิท หลงแต่ "วิชา รา จึงจบแค่กอบกู้ สุขซ้ำโลกีย์ ( 5 ) เพราะมีภูมิแค่รู้้ สุขทุกข์ แต่ลึกโลกุตรสุข ไป่แจ้ง สุขเท็จ-สุขแท้ฉุก ใจบ่ คนเอย ไทยชาติพุทธใช่แล้ง ฉลาดชั้น"วิชชา" ( 6 ) ศาสดาพุทธสุดรู้ สังคม มนุษย์แล ทรงกอบกู้มนุษย์จม โลกฟื้น ด้วยโลกุตระสม- ใจอยาก จริงเลย แต่ปราชญ์โลกยังตื้น ไป่รู้"อาริยา" ( 7 ) หลง"อารยะ"พื้น ปุถุชน ปฎิรูปกันวกวน ย่ำย้ำ ไม่รู้"แบบคนจน" จนจบ จนจริง ปฏิรูปจึ่งซ้อนซ้ำ ไม่รู้"จน"แล้ว

"สไมย์ จำปาแพง" 16 ธ.ค. 2557 [นัยปก "เราคิดอะไร" ฉบับ 295 ประจำเดือน กุมภาพันธ์ 2558 ]

คำว่า “ จน ” จึง ลึกซึ้งมาก อาตมาพูดถึงเรื่องนี้แล้ว คำว่าจนนี่ เป็นคำที่ไพเราะ เป็นคำยิ่งใหญ่ เป็นคำประเสริฐสุด เป็นคำที่มนุษยชาติต้องเข้าใจดีแล้วศึกษาให้เป็นคนเช่นนี้ คนจะเข้าใจคำว่าจน แล้วมามีชีวิตเป็นคนจน อยู่ด้วย ระบบแบบคนจน ตามในหลวงตรัส ซึ่งธรรมะของพระพุทธเจ้ามีคุณวิเศษ มีมากก็เป็นคุณนิธิ เป็นคลังเก็บสะสม เป็นกองสมบัติ มีมากจนเป็นราศี แสดงราศีเปล่งออกเลย แต่นี่เมืองไทยกลับไม่ ศาสนา พุทธเร ิ่ มต้นที่โลกุตระ คือ โสดา ปัตติ มรรค ไม่ได้หมายความว่าบรรลุธรรมแล้วต้องมาเป็นนักบวช แต่ว่าทำงานกับโลกเหมือนธรรดา นอกจากเป็นพระนี่ท่านจัดสัดส่วนให้เห็นเป็นความบริสุทธิ์จริงๆ ถ้าจะพูดไปนั้น ในบางยุค พระพุทธเจ้าชื่อว่า เป็น จอมจักรพรรดิ์ ซึ่งจอมจักรพรรดิ์นี่บริหารประเทศเป็นฆราวาส เหมือนทั่วไป แต่เป็นผู้มีอาริยธรรมสูงสุด เป็นอรหันต์ได้ แต่ไม่ใช่จอมจักพรรดิ์อย่างเจ็งกิสข่าน แต่เป็นผู้มีศีลมีธรรมจริงๆ มีทศพิธราชธรรม แล้ว บริหารบ้านเมืองได้ด้วยโลกุตรธรรม เสียสละ เหมือนอย่างในหลวงเรา เป็นอาริยะที่ท่านเป็นโพธิสัตว์ แต่เขาเข้าใจไม่ได้ ในความซับซ้อนว่า ทำไมต้องไปแต่งงานมีลูกเมีย มันมีความซับซ้อน อย่างอาตมาเคยบอกว่า ไอสไตน์ คานธีก็เป็นโพธิสัตว์ แม้มีลูกเมีย แต่โดยองค์รวมแล้วเป็นโลกุตร เป็นปฏินิสสัคคะ ในพระไตร ปิฎก ไม่มีกล่าวไว้ด้วย เพราะจอมจักพรรดิ์นี่ เป็นหนึ่งในนี่บุคคลที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ควรนำเอากระดูกใส่เจดีย์ไว้บูชา เนื้อแท้ โสดาบันมีศีล 5 เป็นหลักใหญ่ พอดีมีพระท่านส่งคำถามมาว่า จะแปลคำเหล่านี้ ปฐพฺยา เอกรชฺเชน (ยิ่งกว่าเอกราชทั่วทั้่งแผ่นดิน) สคฺคสฺส คมเนน วา (ยิ่งกว่าขึ้นสวรรคาลัย) สพฺพโลกาฑิปจฺเจน (ยิ่งกว่าอธิปไตยใดในโลกทั้งปวง) โสตาปตฺติผลํ วรํ . . . (คือพระโสดาปัตติผล)

ย ิ่ งกว่าเอกราชทั่วทั้งแผ่นดินนั้นสุดยอด เป็นสุขแก่ตนแล้ว ย ิ่ งถ้าทั้งประเทศเป็นได้ มีอาริยธรรม โลกุตรธรรม เร ิ่ มตั้งแต่โสดาบัน ยิ่งกว่าเอกราชทั่วทั้งแผ่นดินก็คือ หลุดพ้นจากส ิ่ งติดยึดเบื้องต้น คือ อบาย เช่นไม่เอาเลยการพนัน คืออบายมุขต่ำๆ แล้วผู้บรรลุก็เป็นผู้อยู่เหนือ ไม่ว่าจะมีการพนันที่ไหน ก็ตาม ผู้บรรลุโสดาบันแล้วจะไปที่ไหนก็ตาม ท่านหลุดพ้นหมด ท่านไ่ม่เกี่ยวข้อง แต่สิ่งยั่วยวน ท่านไม่ไปสังสรรค์ ทั่วทั้งโลก Than sole sovereignty over the earth, Than going to celestial worlds, Than lordship over all the worlds, Better is the fruit of a Stream-Winner.

เมืองไทยเต็มไปด้วยอบายมุข ออกทางทีวีทุกวันออกมอมเมาเล่นเกมก็เป็นอบายมุข สื่อสารอย่างบุญนิยมทีวีเขาไม่สนใจ แล้วก็โกงกินกันมากมาย โกงระดับล้านๆแล้ว โดยเฉพาะนักการเมือง ส่วนใหญ่โกง ทำมา 80 กว่าปีนี้ ขอเว้นวรรคไว้ก่อน ให้คนที่เขาไม่มีเหลี่ยมการเมืองมาทำแทน ล้างบางเลยก่อน คนเห็นเช่นนี้ก็เยอะ เพราะว่า นักการเมืองนี่ เป็นยอดนักอบายมุข เป็นความเสื่อม ไม่ใช่ความเจริญ แม้แต่การละเล่น บันเทิงเรงรมย์ก็เป็นอบายมุข แต่เลอะจัด เป็นกามจัด ดูพวกดัดจริตออกอากาศ โดยเฉพาะผู้หญิงท่าทีลีลา มันจัดจ้าน ผู้มีสติปัญญา อย่าส่งเสริมเลย ถ้ายุคที่อาตมาเป็นฆราวาสทำอยู่ใน พวกผู้หญิงที่แสดงอย่างนี้ ไปอยู่ข้างป่าช้าโน้น แต่ยุคน ี้ โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมก็มากมาย แต่ละคนก็ไปนิยมอย่างนั้น ถ้าไม่อย่างนั้นคนไม่ดู ก็มีแต่ช่องนี้แหละที่เชยๆ แม้แต่ช่องของรัฐ ก็พลอยเป็นเช่นนั้น จะไปไหวอย่างไร? พระโสดาบัน นี่ ยิ่งกว่าสวรรค์ เลยนะ คือ สวรรค์ของโลกียะ คือสุขัลลิกะ ในพระโสดาบันก็ ไม่สุขไม่ทุกข์ในอบาย แล้ว จะมีเชื้อเหลือ ก็ในภพบ้าง แต่ถ้าเป็นอรหัตตผลในโสดาบัน ก็ไม่มีอาการเหลือ แม้เศษรูปราคะ อรูปราคะก็ไม่มี สวรรค์นั้นไม่มี ศาสนาพุทธมีอุเบกขา มีเนกขัมมะ เป็น ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุกัมมัญญา ประภัสสรา เป็นคุณสมบัติ อุเบกขา 5 โสดาบันก็มีอุเบกขา จึงไม่สุขทุกข์ในอบาย ที่หยาบ หรือยังมีรูปราคะ อรูปราคะก็ต้องล้างต่อไป ยิ่งกว่าขึ้นสวรรค์ ก็คือ ยิ่งกว่าสุข แล้วคือ ย ิ่ งกว่าอธิปไตย ตัวนี้แหละคือ sovereignty แต่ท่านใช้คำว่า lordship แม้มีตำแหน่งหน้าที่ในสังคม ก็ไม่ใช้ข่มเบ่ง มีวรรณะทางธรรม ไม่ใช่ธรรมะโลกีย์ เป็น วรรณะ 9 เป็นคุณสมบัติชั้นสูง เป็นผู้ สุภระ เลี้ยงง่าย บำรุงง่าย เป็นคนมักน้อย กล้าจน เป็นคนตั้งใจจน แบบคนจนมักน้อย สันโดษ (ใจพอ) เป็นผู้มี สัลเลขธรรม ขัดเกลาใจตน เป็นผู้มีศีลเคร่ง ( ธูตะ ) อย่างพระกัสสปะมีศีลเคร่งถึง 13 ข้อ ท่านทำได้ก็เป็นปกติไม่เคร่งอะไร แล้วมีอาการน่าเลื่อมใส ป าสาทิกะ คือมีพฤติกรรมที่ชั้นสูง เป็นอาริยชนที่แท้จริง ไม่โลภ ไม่โกรธ ติดดิน มักน้อยสันโดษ และ อปจยะ คือไม่สะสม เป็นคนจนที่ชัดทั้งรูปธรรม และนามธรรม แต่อันนี้แหละยาก อย่างคนไปเพ่งโทสในหลวง ที่เขาว่ารวยที่สุด เขาไม่รู้ว่าเรื่องทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้นเป็นส่วนกลาง แต่ว่าเป็นกษัตริย์ที่จะรักษาไว้ เป็นนิธิของกษัตริย์ แล้วจะให้ในหลวงเหมือนกับคนทั่วไป แท้จริงท่านเป็นมี วรรณะ 9 สมบูรณ์ ซึ่งก็ต้องมีผู้ยกให้ตามฐานะสมมุติที่ควร จิตใจท่านไม่ได้อยากแต่ต้องทำเพราะไม่ทำรูป นามก็ไม่สมบูรณ์ เหมือนนิ้วมือ คนมี 5 นิ้วเท่ากัน แต่แต่ละนิ้วก็ไม่ได้เท่ากัน เพราะหน้าที ่ คนละอย่าง ตามฐานะ แต่ในความซ้อนฐานะ เราดูอาการปาสาทิกะได้ น่าเลื่อมใสได้ อย่างในหลวงเรา อาการของ ป ระธานาธิบดี อุรุกวัย อันนั้น ประธานาธิบดี ไม่ได้เป็นในหลวง แต่ท่านก็มีอาการน่าเลื่อมใส ไม่ยอมรับแม้รถประจำตำแหน่ง บ้านประจำตำแหน่ง ใช้ของตน จนๆ ก็มีอาการน่าเลื่อมใส ในหลวงเราก็มีอาการน่าเลื่อมใส ติดดิน จนกระทั่ง king ของอังกฤษต้องอุทานว่าไม่น่าเช ื่ อว่าจะได้เห็น king of king s คนไม่เข้าใจสัจธรรมก็ยากจะทำให้สังคมอยู่อย่างพอเหมาะ เจริญรุ่งเรือง แล้วไม่จำเป็นต้องรุ่งเรืองอย่างมหาอำนาจทุนนิยมนะ แต่เขาให้เองเป็นสัจจะ แล้วคนได้รับก็ไม่เบ่งอวด ไม่ทำให้เป็นส ิ่ งไม่ดีงามซ้อน ท่านไม่เอาความสูงมากดขี่ทำร้ายใคร อย่าง คานธี ตลอดชีวิตไม่มีตำแหน่งทางราชการเลย แต่ว่าท่านพูดอะไร ผู้บริหารประเทศยอมคานธีเลย แล้วคานธีก็ไม่ได้เบ่งกับใคร อาตมาก็มั่นใจว่าเมืองไทยต้องมีอาริยธรรมเกิดขึ้น เพราะโลกุตระนั้นได้มีเนื้อแท้มีแก่น แก่น คือ วิมุติ แก่นคือ สิ่งไม่เปลี่ยนแปลง แต่ต่อไปจะเสื่อมก็ธรรมดาแต่ตอนแรกนั้นมีคนได้แก่นแท้ โลกุตรธรรมในประเทศไทยเกิดแล้ว อาตมาเขียนหนังสือไม่รู้เท่าไหรว่าโลกุตระในเมืองไทยไม่มีแล้ว

โลกุตระ นั้นเร ิ่ มที่ กายในกาย ใน สติปัฏฐาน 4 ผู้ใดมีความรู้คำว่ากาย แล้วจั บสักกายะเป็น พิจารณากายในกายได้ถูกต้อง มีสัมมาทิฏฐิ แล้ว สัมผัสวิโมกข์ด้วยกาย เกิดความเจริญทางกาย ใจ เข้าหาเวทนา จิต ธรรม ที่จริง กายก็คือจิต อย่างพระไตร ปิฎก เล่ม16 ข้อ 230 พระพุทธเจ้าตรัสชัดว่า กาย คือ จิต คือ มโน เขาเข้าใจเพี้ยนผิด แม้ในวงการศาสนาพุทธ ในพระบาลีใช้คำว่ากาย แต่เขาแปลว่าร่างกาย เสียอีก พระพุทธเจ้าก็ว่า กาย คือ มโน จิต วิญญาณ ผู้ที่ไม่รู้จักกาย เช่น นักการเมือง ที่รับเงินคอรัปชั่น รับเงินสินบน ถูกจ้างไว้ด้วยเจ้าของเงิน นี่คือ ค อ รัปชั่น ก็ไม่เข้าใจว่านี่คือ อบายภูมิ ถ้าจะปฏิรูปประเทศไทย ต้องจัดการคอรัปชั่นที่เป็นอบายภูมินี้ ต้องปราบ จะปราบได้อย่างไรก็ต้องใช้คน ที่ปฏิรูปกันจะทำอย่างไร ทำแค่พื้นๆ ก็แค่พายเรือในอ่าง พ้นไม่ได้ ต้องหาจุดบอดให้เห็น แก้ให้ชัด โดยเฉพาะคำว่าทุจริต คอรัปชั่น ทำอย่างไรจะทำได้ อาตมาก็พยายามบอกแนะ ถ้าไม่ฟัง ไม่ศึกษา ไ่ม่ปรโตโฆษะ ก็ยากจะปฏิูรูปได้ แล้วจะทำอย่างไรให้เปลี่ยนใจคนได้ ตั้งแต่กั้นไม่ให้คนทุจริต โลภมาก มาบริหาร นักการเมืองก็ต้องชำระ เป็นฤกษ์ดีที่จะจัดการกับคอรัปชั่น แม้ในระดับนายพลตำรวจ และพวก ก็ทำกันได้เป็นปาฏิหาริย์อย่างหนึ่งในประเทศไทย ยุคนี้มีปาฏิหาริย์เช่นนี้ ก็น่าชื่มชม ในกรมกองอื่นก็เช่นกัน ควรทำเช่นนี้ นี่คือการปฏิรูปต้องจัดการอันนี้เป็นหลัก เรื่องร่างร ัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องรอง สิทธิในการบริหารประเทศก็มีแล้ว อย่างคสช.ทำนี่มองเผินๆเหมือนเผด็จการ แต่ไม่ใช่นะ แต่ก็มีติดข้องที่ว่าทำไมไม่จัดการรัฐบาลที่แล้ว อาญาสิทธิ์ก็มี แม้แต่อยู่ในรูปเผด็จการ คอมมิวนิสต์ แต่ถ้าพฤติกรรมทำเพื่อมวลประชาชน จะอยู่ในยี่ห้อเผด็จการก็ตาม ก็แค่ยี ่ ห้อ แต่สัจจะแท้อยู่ที่พฤติกรรมจริง สมควรก็ทำ เหมือนพระพุทธเจ้าตรัสกับนายกาสี คนเลี้ยงม้า อนาคามีกับอรหันต์ นั้น อนาคามียังจะดูเต๊ะท่ามากกว่าอรหันต์ เหมือนถือศักดิ์ถือศรี แต่อรหันต์จะดูติดดินมากกว่าอนาคามี ยิ่งโสดาบัน สกิทาคามีก็มีมานะมาก ก็ดูแอ็คมากกว่า แต่เป็นคนทำประโยชน์แก่สังคมตามฐานะ มีคุณค่าต่อสังคม พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) อาตมาแสดงออกนี่ มีบทบาท นั้นรู้อยู่ว่าไม่ได้น่าเลื่อมใสในสายตาของผู้ที่มองไม่ออก แต่จะน่าเลื่อมใสในสายตาของผู้ที่เข้าใจ แต่ไม่เข้าใจก็มีเยอะ อาตมาก็ทำด้วยจำเป็น กายสักขี คือ องค์รวมของสังคม ยกตัวอย่างเช่น องค์รวมของกลุ่มชาวอโศก ก็เป็นสักขีพยาน เราทำมาได้ 40 กว่าปีแล้ว ทำกับสังคมอย่างจริงใจจริงจัง สังคมนี้มีองค์รวม กาโยทั้งรูปและนามเช่นนี้ สังเกตเรื่องกายแต่งตัว นุ่งห่ม ชาวอโศกองค์รวมดูได้ชัดเจนเลยว่า นี่คืออโศก นี่คือคนจน เป็นภาวะซับซ้อนมากเลย ในกายสักขี ที่จิตของเราสัมผัสวิโมกข์ 8 แม้แต่รูป 28 ไม่ได้หนีสังคม ไม่ได้ไปนั่งหลับตาปฏิบัติ แต่ ไม่ได้ไปตีทิ้งนั่งหลับตา นะ แต่ถ้าใครจะฝึก เป็นทั้งเจโตสมถะและวิปัสสนาก็ยิ่งดี และจะได้เร็วที่สุดด้วย เพราะได้ครบ ทำ เจโตสมถะ นั้น ได้พัก ได้สงบจิต ได้ศึกษาจิตในภวังค์ ที่จะรู้จิตรู้ในรู้นอก อ่านอาการใจได้ชัดขึ้น แต่ถ้าเราลืมตาปฏิบัติแล้วเกิดอาการกาม ก็อ่านยากกว่า ตอนนั่งหลับตา ตอนนั่งนั้น มันอยู่ใน ภพความจำไม่ใช่ความจริง เราต้องทำให้ครบองค์รวมทั้งนอกและในครบ รูป 28 ทำให้เป็นเอกบุรุษสมบูรณ์ ด้วยการรู้ต่อใน หทยรูป วิญญัติรูป วิการรูป ลักขณรูป

วิโมกข์ 8 ของพุทธ....วิโมกขสูตร [ 163 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิโมกข์ 8 ประการนี้ 8 ประการเป็นไฉน คือ บุคคลผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย นี้เป็นวิโมกข์ ประการที่ 1 คนหนึ่งมีอรูปสัญญาในภายใน ย่อมเห็นรูปทั้งหลายในภายนอก นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ 2 คนที่น้อมใจว่า งาม นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ 3 เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา บรรลุอากาสานัญจายตนะ โดยมนสิการว่า อากาศไม่มีที่สุด นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ 4 เพราะก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง บรรลุวิญญาณัญจายตนะโดยมนสิการว่ า วิญญาณ ไม่มีที่สุด นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ 5 เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง บรรลุอากิญจัญญายตนะ โดยมนสิการว่า ไม่มีอะไรหน่อยหนึ่ง นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ 6 เพราะล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ 7 เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวง บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธนี้ เป็นวิโมกข์ประการที่ 8 ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิโมกข์ 8 ประการนี้แล ฯ จบสูตรที่ 13

เขาไปแปลกันว่า ไม่ใส่ใจในนานัตตสัญญา ที่คืออัตตาต่างๆ แต่ ไม่ใช่ว่าไม่ใส่ใจ แต่ว่าท่านทำมนสิการได้หมดแล้ว ผ่านโอฬาริกอัตตามาแล้ว ผ่านขั้นรูปภพ มาถึงอรูปแล้ว มีฐานคืออากาสาฯ ก็ตรวจสอบวิญญาณต่อว่ามีด่างพร้อย มีเศษส่วนเหลือไหม อากิญจัญญะ เนวสัญญาฯ มาสู่แดนสะอาด เป็น สัญญาเวทยิตนิโรธ การมนสิการว่า อากาศไม่มีที่สุด อนันโต อากาโสติ ถ้าเป็นรูป 28 ก็คือทำถึงปริเฉทรูปที่ตัดถึงความว่างแล้ว …จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน