สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ธรรมารมณ์กับธรรมายตนะต่างกันอย่างไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.74 KB
วันที่แก้ไข1 พฤศจิกายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ธรรมารมณ์กับธรรมายตนะต่างกันอย่างไร ธรรมารมณ์กับธรรมายตนะต่างกันอย่างไร? ธรรมารมณ์ คือความรู้สึก ธรรมายตนะ คือบทบาทการเชื่อมต่อ เป็นนามรูป คือธรรมารมณ์กับธรรมายตนะ อย่างคู่ของ อสัญญีสัตตายตนะกับเนวสัญญานาสัญญายตนะ ธรรมายตนะ คือตัวปรุงแต่ง ส่วนธรรมารมณ์ คืออารมณ์นี้ เจาะลงไปว่ามันสุขหรือทุกข์ เราก็จะรู้มโนปวิจาร คือพฤติกรรมของจิต ๑๘ ลักษณะ ที่เกิดจากสัมผัส ๖ และแยกเป็น ๓ สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เราก็สามารถอ่านวิจารของเคหสิตะ ทำให้เหตุปัจจัยลดให้เป็นเนกขัมมะได้ อ่านให้รู้วิตก วิจาร มันปรุงแต่งเราก็จัดการให้สำเร็จเป็นวิจาร ก็เป็นเนกขัมสิตเวทนา พวกเราเรียนมาขนาดนี้เข้าใจดีไหม เอาไปทำได้ไหมหรือสอบได้เข็มพระธรรมเฉยๆ ได้เข็มทองคำ แต่ไม่สำคัญเท่ากับการทำได้จริง นี่คือเป้าการศึกษา เวลาเราทำอย่างนี้เสร็จถึงอาสวะดับสิ้นได้ อาสวะที่เป็น ปฏิฆ ในจิต มันเกิด ปฏิกิริยาเป็นพลังงานสองสัมผัสกันแล้วเกิดภาวะ ตั้งแต่กาม ก็เป็นอาการโอฬาริกอัตตา ดับกามได้ก็เหลือ รูปอัตตา ลดรูปอัตตาก็เหลือ อรูปอัตตา เราเรียก อัตตาสอง ว่าเป็นรูปอัตตาที่มันปรุงแต่งเป็นเรื่องราว สังขารตามมา แล้วเราก็แยกสังขารนั้นได้ เป็นสมุทัยตัวชัดที่สังขารเป็นองค์รวมเป็น ฆ ถ้าเราทำได้เป็นผล ก็เกิดเป็นสองอย่าง ตอนแรกเป็นสังขิตตังจิตตัง กับวิกขิตตังจิตตัง สังขิตตัง คือ เป็น นิวเคลียร์ฟิวชั่น รวมตัว ส่วนที่มันกระจาย( วิกขิตตังจิตตัง )ไปก็เป็น นิวเคลียร์ฟิชชั่น ลักษณะ สังขิตตัง จะเป็นฟิวชั่นก็จะรวมตัวไม่มาก แต่สายศรัทธาจริตก็จะรวมแน่นกว่า ปฏิบัติมี สติสัมปชัญญะ แล้วปฏิบัติลืมตาทุกอิริยาบถ สั่งสมเป็นสัมมาวิมุติ สั่งสมเป็นสันโดษ เป็นความพอความหยุด เราหยุดแล้วเธอสิยังไม่หยุด เรา

อ่านต่อ

หยุดจริงๆมันพอ เราไม่ได้มากดข่ม แต่มันพอจริงที่ใจ เราใช้แค่นี้ก็พอ ที่เหลือเราสะพัดแจกจ่ายได้ ตั้งแต่เป็นชิ้นเป็นก้อนผลผลิต จนแรงงานกาย วจี มโน หรือความรู้ที่ถ่ายทอดออกมาก็ได้ สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ได้จริง เป็น กถาวัตถุ ๑๐ คือองค์รวมของสันโดษใจพอ พอได้ก็วิเวก ไม่มีสวรรค์นรก อสังสัคคะ มีสมรรถนะ ตามจริงของตน เป็นโลกวิทู รู้จักการงาน มีพลัง ๔ คือ ปัญญาพละ วิริยพละ อนวัชชะ สังคหะ แจกจ่ายเจือจานผู้อื่น มีปัญญารู้จริงๆ เป็นญาณ วิชชา เรารู้อย่างมีพลัง สามารถสร้างสรรได้ดี เหนือกิเลสได้ มีพลังวิเศษมาก เป็นพลังของวิริยะด้วย เป็นวิริยินทรีย์ มีวิริยพละ ทำการงานอันไม่เป็นโทษตลอด ไม่ใช้พลังงานมอมเมาสูญเปล่าหรือมีพิษภัยแต่เป็นพลังงานเป็นประโยชน์แก่โลก เห็นจริงเลย สังคหะ เกื้อกูลช่วยเหลือผู้อื่นอย่างมีพลัง ๔ ผู้ใดปฏิบัติได้เป็น อาริยะ ทั้ง ศีล สำรวมอินทรีย์ สติสัมปชัญญะ ทั้งสันโดษ แต่ก็ยังอยู่ในอาราม พระเจ้าอชาตศัตรูไปพบในอาราม เขาคิชกูฏ ก็ไม่ไกลจากวัง พอบอกว่าจะไปก็ยกทัพไป ช้างห้าร้อย ม้าห้าร้อย นางกำนัลห้าร้อย ไปประเดี๋ยวก็ถึงแล้ว แสดงว่าใกล้เมืองแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสอันนี้ คือ concept การปฏิบัติธรรมสมัยนั้นคือย่อมต้องเข้าไปป่า ปลีกวิเวก ทั้งภูเขาป่าถ้ำที่แจ้งลอมฟาง ลอมฟางก็ควรอยู่ในเมือง ชาวไร่ชาวนา หรือชนก็ไม่ใช่ป่าเขาถ้ำ ก็เป็นนิคมแล้ว แม้จะเป็นอย่างนี้ก็ตาม 590106_พุทธศาสนาตามภูมิ สามัญผลสูตร ตอน ๕

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน