สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน สัมมากัมมันตะกับสาธารณโภคี.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน สัมมากัมมันตะกับสาธารณโภคี สังคมใดประเทศใดที่มีระบบสาธารณโภคี ปกครองบริหารกันด้วยสาธารณโภคีนั่นคือประเทศที่สุดยอด เพราะว่ามีแต่ส่วนดี ไม่เห็นแก่ตัวมีแต่สร้างสรรทำเพื่อผู้อื่นแล้วไม่เสียดาย รู้อยู่แล้วว่าเสียหรือสละให้ผู้อื่นเสียนั่นแหละคือเราได้ คือปรัชญาที่ลึกที่สุดเราเสียนี่แหละคือเราได้ เราได้สร้างสรรเป็นสิทธิของเรา และเราก็เสียให้แก่ผู้อื่น เป็นสุดยอดแล้ว ผู้ใดทำได้อย่างนี้ แล้วตัวเองก็ไม่ขาดแคลนไม่ได้เดือดร้อนอะไร ตนเองก็อยู่เย็นเป็นสุขพอกินพอใช้ เหลือส่วนเหลือก็ทำเพื่อผู้อื่นไป เราไม่ได้สะสมกองไว้ ส่วนแผนที่จะไปเสียสละให้ผู้อื่นก็ทำไปเราเองก็พอกินพออยู่แล้ว เราก็ไม่ได้งอมืองอเท้า เราก็สร้างสรรคนอื่นก็สร้างสรรมารวมกันอยู่แล้ว เป็นระบบที่สมบูรณ์แบบ ทำงานฟรี แล้วก็ร่วมกินใช้ในนี้ร่วมกันบริหาร เพื่อประโยชน์ผู้อื่นอย่างบริสุทธิ์ใจจริงใจ สังคมใดเป็นแบบนี้เป็นสังคมที่มีประโยชน์แก่ผู้อื่นตลอดกาล ส่วนประโยชน์ตนก็พึ่งตนเองได้แล้วไม่เอาเปรียบใคร ไม่ให้คนอื่นลำบาก มีแต่เราเหลือเฟือ เป็นสุดยอดแห่งเศรษฐศาสตร์ ในโลกต้องตามเรียนรู้ แล้วพยายามทำ จะเป็นสังคมกลุ่มเล็กน้อยก็ตามที่ทำสาธารณโภคีได้ด้วยความจริงใจ แล้วมีปัญญาชัดเจน ทำแล้วตนเองไม่เดือดร้อน หมู่กลุ่มก็ไม่เดือดร้อน ได้ช่วยผู้อื่นอย่างแท้จริง สี่นัยยะนี้สุดยอด หนึ่งเราไม่เดือดร้อนไม่เป็นหนี้ สองพอกินพอใช้ สามทำให้เหลือ สี่แบ่งแจกผู้อื่น ได้เริ่มต้นทำจริงจนป่านนี้ คนรู้ก็จะตามมาทำช่วยเพิ่ม จะเกิดจิตอาสาที่มาช่วยร่วม จิตเข้ามาอาสาร่วมสร้างสรรสละให้ผู้อื่น จิตอาสา มาร่วม ขอร่วม เห็นเขาทำได้ดีจังเลย ตนเองก็อาจสามารถทำร่วมกัน เพื่อผู้อื่นๆ สุดยอด ในหลวงร.10 ของเรามีพระปัญญาธิคุณเรื่องของจิตอ
อ่านต่อ
าสา สูง เพราะท่านเริ่มอันนี้แล้ว คนเข้าใจแล้วร่วมกันทำเหตุการณ์สังคมที่ทำให้เห็นทันทีชื่นอกชื่นใจทันที suddenly สัมปติเลย But NOW! ทีนี้มาต่อ หน้า 5 เกิดได้ถึงขั้นเป็นชุมชนเศรษฐกิจ“สาธารณโภคี” อันเป็นจริงได้ นั่นคือ ชุมชนที่ดำเนินชีวิตเป็นอยู่ประจำวันปกติจริงๆของคนชุมชนนั้น ทุกคนที่สามารถทำงานเลี้ยงชีพอยู่ทุกวัน โดยไม่แลกเอารายได้มาเป็นของตนเลย(ลาเภน ลาภัง นิชิคิงสนตา) เกิดมีอะไรก็รวมกันเป็นของส่วนกลาง ซึ่งเป็นชุมชนที่พิสูจน์ว่ามี“สัมมาอาชีพ”ขั้น“โลกุตระ”ถึงระดับสูงสุดได้จริง เป็น“คนจน”มหัศจรรย์ ที่เกิดในยุคนี้ เป็นสัจจะที่สมบูรณ์แบบแล้ว Axiom เป็นสัจจะที่เป็นนิรันดรแล้ว แล้วผู้ร่วมทำนั้นเป็นคนจนไม่สะสมสมบัติส่วนตัว จนเพราะว่าตัวเองไม่เอามาเป็นของตน มีแค่ใช้แค่พอ ปัจจัย 4 มีประโยชน์สูงประหยัดสุด หรม.ครน.เต็มที่ อะไรที่จะเอาออกก็ออกให้เกลี้ยง อะไรที่ต้องการให้ก้าวหน้า ก้าวหน้าได้มากสุด ครน. แต่ไม่เบียดเบียนใครมาร่วม คนมาร่วมจะน้อยก็ไม่ว่า ไม่เบียดเบียนใครแต่ทำให้ก้าวหน้าให้ได้มากที่สุด เรียกว่าคูณร่วมน้อย เป็นลักษณะสัจจะที่ทำอยู่ ไม่เบียดเบียนใครแต่สร้างประโยชน์ได้สูงสุด ประโยชน์สูงประหยัดสุดจะประกอบด้วย หรม.ครน. สมณะเพาะพุทธว่า...เช่น ครน.ก้าวหน้ามากสุด เบียดเบียนคนอื่นน้อยสุด พ่อครูว่า...หรม.นี้ไปทำลาย หารร่วมมาก เอาออก คนมีโทษมากมีการทำลายมากก็เอาออกให้ได้มากๆ เรียกว่าหารหรือประหารทำลายสิ่งร่วมกับเรา โดยคำนึงประโยชน์ที่สูงเพราะอันนี้เป็นสิ่งที่เป็นพิษ ทำลาย เสียหาย ก็ต้องคัดออกให้ได้มากที่สุด อย่างอโศกเราทำให้สำคัญ สมณะเพาะพุทธว่า...เราเน้นเนื้อให้เหนือกว่ามาก เน้นลากแม้นยากกว่าแล่น เน้นจริงให้ยิ่งกว่าแค่น เน้นแก่นให้แน่นกว่ากว้าง หรม.นี้หมายถึง สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง คือจัดการบาปอกุศลเอาออกให้ได้มากที่สุด ส่วน ครน.เป็นการทำสิ่งที่ก้าวหน้าที่สุด โดยเบียดเบียนคนอื่นน้อยที่สุด เรียกว่าครน.คือกุสลสูปสัมปทา พ่อครูว่า...ถูกแล้วพูดอย่างนั้นก็ได้ ที่อาตมากำลังขยายความ เพื่อให้คนเข้าใจแล้วเต็มใจมาร่วม จนกระทั่งมาเป็นมวลเดียวกัน มาเป็นจิตอาสาแล้วเลิกมาเป็นมวลอันเดียวกันเลย ไม่แยกเลย อาศัยเลย หยุดจากอาสาก็มาเป็นอาศัย มาอยู่ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวกันเลย นี่คือสัจธรรมที่ค่อยๆเจริญ เป็นคนจนสมบูรณ์แบบแล้วก็จะไม่รวยอีก เพราะตนเอง สูญ มีเท่าที่ตัวเองพอกินใช้เป็นปัจจัยชีวิตบริขาร ที่เอามาใช้นี้ ของตัวเองก็เป็นแค่ข้าวผ้ายาบ้าน เต็มที่นอกนั้นจะมีเครื่องใช้ประกอบ สมัยโบราณก็มี บริขาร 8 จอกใส่น้ำ มีดโกน ผ้าสามผืน เป็นต้น แต่ทุกวันนี้มันมีมากกว่านั้นบริขาร อย่างน้อยก็มีแว่นตา ใช้แว่นตาทำงานได้ดีขึ้นได้มากขึ้น เอาไป เผื่อแผ่คนอื่น มีเทคโนโลยีต่างๆที่พอเหมาะสมกับฐานะ ถ้าไม่ใช่ฐานะก็ไม่ต้องเอามา หรือฐานะควรได้แต่เขาไม่ให้เราก็พอ เอาแค่นี้ก็ได้ บางอย่างของดีราคาแพง แต่เอามากอบโกยใส่ตน โดยไม่มีประโยชน์ อย่างนี้ก็เสียของเสียเศรษฐกิจ ของดีราคาแพงด้วย สมณะเพาะพุทธว่า...บริขาร 8 หมายถึงเครื่องใช้ไม้สอยที่จำเป็นของภิกษุซึ่งมี 8 อย่าง เรียกว่าอัฐบริขาร (อ่านว่า -อัดถะ) แปลว่าบริขาร 8 คือสบง (ผ้านุ่ง) จีวร (ผ้าห่ม) สังฆาฏิ (ผ้าซ้อน) บาตร มีดโกน เข็ม ประคดเอว ธมกรก (ที่กรองน้ำ) พ่อครูว่า...เดี๋ยวนี้ต้องมีคอมพิวเตอร์ มีปากกา มีแว่นตา อะไรที่จำเป็นจริงๆแล้วเป็นประโยชน์ ผู้มีปัญญาแล้วก็ไม่มีปัญหา สำคัญที่สุดคือทำงานฟรี เอาเงินเข้าส่วนกลาง ส่วนกลางหมู่นี้บริหารทรัพย์สินส่วนกลางอย่างสุจริต บริหารส่วนกลางอย่างเป็นประโยชน์สูง ดีที่สุด ไม่มีใครมาคอรัปชั่นมากคอมมิชชั่นในนี้เลย นี่คือสังคมที่จัดสรรได้ดี แล้วจะเป็นสังคมที่พากันเจริญของมนุษยชาติอย่างดีมาก สรุปแล้วรวมความรู้ความจริง ที่มันไม่มีอะไรจะปฏิเสธขัดแย้งได้ ประพฤติอย่างนี้สุดยอดดีที่สุดแล้ว มาทำงานฟรีได้ กินใช้สาธารณโภคี แค่นี้ก็พอแล้ว สันโดษในตัว ไม่เอามากกว่านี้ไม่เปลืองมากกว่านี้แล้ว อย่างมีปัญญามีความจริงใจ เจโตเป็นได้จริงปัญญาก็รู้จบแล้ว ทั้งคู่สิ่งที่เราอาศัย คือเจโต และความรู้ของเราก็ชัดเจน เช่นว่ากินแค่นี้ก็พอแล้ว จะไปตะกละทำไม ไม่ต้องสะสมเลย อยู่อย่างมีพฤติกรรมร่วม หน้าที่สำคัญครบ ไม่ขาดตกบกพร่องอะไรในสังคมนี้ไม่ตกหล่น เป็นเรื่องสมบูรณ์แบบจริงๆ สังคมแบบนี้จะเริ่มเป็นรูปร่าง ขออภัย อโศกเราเข้าใจ มีปัญญาและได้เริ่มทำอย่างมีรูปร่างแล้ว เป็นแบบฉบับน่าจะเป็นตัวอย่างให้คนอื่นได้มาดูมาศึกษา เอาแต่พูดก็พูดไป คนที่เอาความรู้ไปฟังแล้วเอาไปคิดไปทำ เขาก็จะได้ แต่ถ้าเขามาสัมผัสเองรู้เองทั้งรูปคลำจับสัมผัสเห็น มันก็ยิ่งจะเข้าใจได้ง่ายเข้าใจได้ชัด และยิ่งทำไปแล้วก็จะมีพัฒนาการ มีปฏิภาคทวีมีความเจริญขึ้น ดีขึ้น กล่าวคือ เป็นคนทำงานเลี้ยงชีพโดยไม่มีลาภแลกลาภกันจริงๆ นั่นคือทุกคนทำงานฟรีอยู่ในชุมชนนั้น ซึ่งเท่ากับทำงานแล้วเสียภาษีเข้าส่วนกลาง 100 % นั่นเอง เป็น“คนไม่มีรายได้-ไม่มีเงินมาสะสม”แท้จริง จึงจน แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่สร้างไม่ทำ แต่มีผลผลิตแรงงานด้วยความรู้ความสามารถ มีแรงงานในการคิด กาย วาจา มีแรงงานสร้างวัตถุเป็นผลผลิต เป็นชิ้นเป็นอันสำหรับกินใช้ เรื่องอาหารเป็นหนึ่งในโลก อาหารคือพืชพรรณธัญญาหาร เราไม่เลี้ยงสัตว์แล้วเอาสัตว์มากิน ก็ไม่ทำ เรากินแต่พืชผัก ชีวิตคนไม่ต้องกินสัตว์ ไม่ต้องเอาเนื้อสัตว์ ไม่ต้องเอาส่วนของสัตว์มาใช้ ไข่มันก็ไม่เอา น้ำมันมันก็ไม่เอา พูดให้ชัด ตดมันก็ไม่เอา เราจะไม่ต้องอาศัย สิ่งที่มาจากสัตว์ เราอยู่กับพืชพันธุ์ธัญญาหารก็สมบูรณ์แบบแล้วเป็นคน รับรองว่าอายุยืนเจ็บป่วยน้อยแน่นอน ใครไม่เชื่อก็แล้วไป ใครเชื่อก็มาปฏิบัติ แล้วจะรู้เองจะเข้าใจเอง ยิ่งทำอาตมาก็ยิ่งเห็นประหลาด ทำไมกล้วย มะละกอ แกล้งลูกโต เนื้อดีด้วย ประชดเราหรือเปล่า ซึ่งไม่ใช่ เป็นเหตุปัจจัยที่เรามีความรู้มีความเอาใจใส่ แล้วชัดเจนว่าเราต้องเติมธาตุนี้ ให้น้ำให้อะไร ให้สมบูรณ์แบบ แม้สิ่งที่จะสร้างช่วยพีชะก็สมบูรณ์ มันก็สร้างอุตุ ผสมผสาน มีความรู้ที่จะทำให้เจริญไม่มีพิษมีภัย เป็นความซับซ้อนสุดยอดแห่งกรรม การกระทำ การงานที่สุดยอดแล้วในโลก ในชีวิตมนุษย์ อาตมาว่าอันนี้อาตมาพูดไปแล้วพวกเราพากันทำ อาตมาก็ว่า อาตมาพูดได้เท่านี้ มีพวกเราฟังอาตมาแล้วเข้าใจ ฉลาดกว่าอาตมา ไปทำไปสร้างสรรฉลาดกว่าอาตมามันถึงพัฒนาการสร้างสรรร่วมกันไปเป็นเรื่องจริง อาตมาทำไม่เก่งเท่ากับผู้ที่ทำเขาทำแล้วฉลาดดี อาตมาคิดยังไม่ออกเลยพวกเขาทำได้แล้วเป็นความฉลาด ผู้ทำนี้ช่วยกันสร้าง อาตมามีความคิดทางนี้ก็ช่วยคิด เขาก็คิดเพิ่มเสริมดีกว่าเก่าอีก นี่เป็นสัจจะ จึงเป็นการสร้างที่เจริญงอกงามได้ดีได้มากขึ้น คุณภาพและปริมาณได้มากขึ้น สิ่งที่จะเป็นประโยชน์ก็จะสูงขึ้นไปอีก เสริมสร้างพัฒนาไปเรื่อยๆ สิ่งเหล่านี้อาตมาว่า พูดกันอย่างผยองๆ อาตมาไม่กลัวตกต่ำ พวกเราเข้าใจอย่างนี้แล้วร่วมมือกันทำก็จะไม่มีตกต่ำ ทำไปก็พัฒนาไป เราทำดีได้มากก็ไม่ได้เอาไป โลภโมโทสันเอาเปรียบเอารัด แต่ได้มากขึ้นก็เอาไปเผื่อแผ่ผู้อื่น เราทำแล้วเราก็ได้อาศัยทันทีเลย เราก็ใช้เหลือเราก็แจกจ่ายเจือจานช่วยเหลือผู้อื่นไป เป็นสุดยอดแห่งเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์แท้ๆ มีการงานทั้งหลายต่างๆในชุมชนก็ต่างช่วยกันทำเป็นอยู่ร่วมกัน(สัมมากัมมันตะ) คือ กรรม + อันตะ(ไม่ประมาณ) ในกรรมที่เราเห็นว่าดีที่สุดแล้ว ทุกคนไม่มีเจตนามาแกล้ง มีแต่เจตนาบริสุทธิ์ใจ กรรมนั้นจึงเจริญ แม้แต่พีชะ จะเรียกว่าไม่มีปัญญาก็ไม่ใช่ แต่มันมีสังขารกับสัญญา จะมีเรี่ยวแรงอะไรที่ทำได้ดีขึ้นมาก็ทำ เราก็เสริมให้พืช เจ้าพืชก็พัฒนาได้ ยิ่งทำเจริญไปอีก อาตมาถึงได้ใช้ภาษาว่าทำประชดหรือเปล่า แต่ไม่ใช่หรอก พืชประชดไม่เป็นหรอก แต่มันเป็นปฏิภาคทวี คูณแล้วก้าวหน้ายกกำลังไปได้เรื่อยๆ คุณภาพก็จะดีขึ้นปริมาณก็จะได้มากขึ้น ลูกก็โต เนื้อก็ดี เพิ่มมากขึ้น มันเป็นสัจจะ อาตมาถึงบอกว่า เรายิ่งทำไปพิสูจน์ความจริงนี้ไม่น่าเชื่อ นี่ก็ขยายความซ้ำละเอียดมากขึ้น 601029_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก จนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจได้ด้วยสังกัปปะ 7