สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน สันโดษอันเป็นอาริยะเกิดผลอย่างไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข1 พฤศจิกายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน สันโดษอันเป็นอาริยะเกิดผลอย่างไร [๑๒๔] ดูกรมหาบพิตร อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ? ดูกรมหาบพิตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรเป็นเครื่องบริหารกาย ด้วยบิณฑบาตเป็นเครื่องบริหารท้องเธอจะไปทางทิศาภาคใดๆ ก็ถือไปได้เอง ดูกรมหาบพิตร นกมีปีกจะบินไปทางทิศาภาคใดๆก็มีแต่ปีกของตัวเป็นภาระบินไปฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรเป็นเครื่องบริหารกาย ด้วยบิณฑบาตเป็นเครื่องบริหารท้อง เธอจะไปทางทิศาภาคใดๆ ก็ถือไปได้เองดูกรมหาบพิตร ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ. [๑๒๕] ภิกษุนั้นประกอบด้วยศีลขันธ์ อินทรียสังวร สติสัมปชัญญะและสันโดษอันเป็นอริยะเช่นนี้แล้ว ย่อมเสพเสนาสนะ อันสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง ในกาลภายหลังภัต เธอกลับจากบิณฑบาตแล้ว นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า เธอละความเพ่งเล็งในโลก มีใจปราศจากความเพ่งเล็งอยู่ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความเพ่งเล็งได้ ละความประทุษร้ายคือพยาบาท ไม่คิดพยาบาทมีความกรุณาหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความประทุษร้ายคือพยาบาทได้ ละถีนมิทธะแล้ว เป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะ มีความกำหนดหมายอยู่ที่แสงสว่างมีสติสัมปชัญญะอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะได้ละอุทธัจจกุกกุจจะแล้ว เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบ ณ ภายในอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจกุกกุจจะได้ ละวิจิกิจฉาแล้วเป็นผู้ข้ามวิจิกิจฉา ไม่มีความคลางแคลงในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉาได้. พ่อครูว่า แม้แต่ลืมตาก็ถีนมิทธะได้ จมภพอยู่กับอะไรก็แข็งทื่ออยู่ ถ้านั่งหลับตาก็ไม่ได้สังวรศีล สำรวมอินทรีย์ ถ้าทำแบบลืมตาก็จะทำไปตา

อ่านต่อ

มลำดับได้ เกิด ศรัทธา มีหิริ ละอายต่อบาป จนอินทรีย์ของหิริมากขึ้นจนเป็นโอตัปปะ เกิดกลัวต่อบาป มี พหุสัจจะ ปฏิบัติอยู่กับชีวิต อยู่กับเครื่องอุปโภคบริโภค สิ่งบันเทิงเริงรมย์เราก็หยุดแล้ว ไม่เอามาเล่นหัว เอามาใช้อาศัยเท่านั้น ไม่ฟุ้งเฟ้อ แฟชั่นนั้นใส่แล้วเหาะได้หรืออย่างไร เลอะเทอะเสียเปล่า ใส่แล้วทรมาน แต่หลงว่าเท่ชะมัดหลงฟูใจ เราไม่บ้าก็เห็นแปลก สมัยดาราอาตมาก็จอมแฟชั่นบ้าไปกับเขาสั่งซื้อเสื้อมองตากูเลย ซื้อทุกสีเลย ซื้อมาแล้วต้องใส่ออกไปนั่งรถไปโชว์เขาอีก เปลืองอีก สร้างบ้านช่องก็ต้องชวนเพื่อนฝูงมากินฉิบหายไปเรื่อย ติดแอร์ที่ห้องก็พาเพื่อมาเล่นไพ่ในห้องแอร์ โชว์ไปสารพัดบ้าๆบอๆ เรารู้แล้วเราก็ลดลงมา ชีวิตก็มีสันโดษ จิตที่เจียนสิ่งที่ติดออกเรียกว่าเพ่งรู้เพ่งเผาเป็นฌาน ฌาน ๑ ก็มีวิตกวิจาร แยกโลกียะโลกุตระออก จนทำได้ดี วิตักกะสำเร็จเป็นสัมมาสังกัปปะ มีวิตกอย่างสำคัญ ต้องใช้การเคร่งคุม วิตก คือยังไม่โปร่งไม่ง่ายไม่อัตโนมัติ แม่นว่าอาการอย่างนี้ในใจ ให้ออกมาเป็นวจีกรรม เป็นกายกรรมอย่างนี้ให้มีมุทุภูตธาตุ มีกัมมนิยะเพิ่มขึ้นจนปีติก็ลด สุขก็ลด เป็นฌาน ๔ มีญาณปัญญารู้ของจริง เรียกว่าวิปัสสนาญาณ ได้มโนมยิทธิ มีฤทธิ์ทำได้หลากหลาย มี variety มี diversity มีอิทธิวิธญาณ คือทำมโนมยิทธิ ทำได้สำเร็จด้วยอนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ อย่างไม่ใช่เรื่องลึกลับอะไร เสร็จแล้วก็ละเอียดสูงไปเป็นทิพยโสต คือแกนของเจโตปริยญาณ ๑๖ จนถึงสมาหิตัง จนอนุตตรจิตสุดท้าย สุดท้ายก็เป็นอาสวักขยญาณ ต้องมีบุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ วิชชา ๘ ก็เกิดตามจรณะ ลืมตาปฏิบัติตามทฤษฎีพระพุทธเจ้า

ทำได้แล้วเหมือน อุปมานิวรณ์ [๑๒๖] ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงกู้หนี้ไปประกอบการงาน การงานของเขาจะพึงสำเร็จผล เขาจะพึงใช้หนี้ที่เป็นต้นทุนเดิมให้หมดสิ้น และทรัพย์ที่เป็นกำไรของเขาจะพึงมีเหลืออยู่สำหรับเลี้ยงภริยา เขาพึงมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเรากู้หนี้ไปประกอบการงาน บัดนี้ การงานของเราสำเร็จผลแล้ว เราได้ใช้หนี้ที่เป็นต้นทุนเดิมให้หมดสิ้นแล้ว และทรัพย์ที่เป็นกำไรของเรายังมีเหลืออยู่สำหรับเลี้ยงภริยา ดังนี้ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัส มีความไม่มีหนี้นั้นเป็นเหตุ ฉันใด. ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงเป็นผู้มีอาพาธถึงความลำบาก เจ็บหนักบริโภคอาหารไม่ได้ และไม่มีกำลังกาย สมัยต่อมา เขาพึงหายจากอาพาธนั้น บริโภคอาหารได้และมีกำลังกาย เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเราเป็นผู้มีอาพาธถึงความลำบาก เจ็บหนักบริโภคอาหารไม่ได้ และไม่มีกำลังกาย บัดนี้ เราหายจากอาพาธนั้นแล้ว บริโภคอาหารได้และมีกำลังกายเป็นปกติ ดังนี้ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัส มีความไม่มีโรคนั้นเป็นเหตุ ฉันใด. ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงถูกจำอยู่ในเรือนจำ สมัยต่อมา เขาพึงพ้นจากเรือนจำนั้นโดยสวัสดีไม่มีภัย ไม่ต้องเสียทรัพย์อะไรๆ เลย เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเราถูกจองจำอยู่ในเรือนจำ บัดนี้ เราพ้นจากเรือนจำนั้นโดยสวัสดีไม่มีภัยแล้ว และเราไม่ต้องเสียทรัพย์อะไรๆ เลย ดังนี้ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัส มีการพ้นจากเรือนจำนั้นเป็นเหตุ ฉันใด. ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงเป็นทาส ไม่ได้พึ่งตัวเอง พึ่งผู้อื่น ไปไหนตามความพอใจไม่ได้ สมัยต่อมา เขาพึงพ้นจากความเป็นทาสนั้น พึ่งตัวเอง ไม่ต้องพึ่งผู้อื่นเป็นไทยแก่ตัว ไปไหนได้ตามความพอใจ เขาจะพึงมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเราเป็นทาสพึ่งตัวเองไม่ได้ ต้องพึ่งผู้อื่น ไปไหนตามความพอใจไม่ได้ บัดนี้ เราพ้นจากความเป็นทาสนั้นแล้ว พึ่งตัวเอง ไม่ต้องพึ่งผู้อื่น เป็นไทยแก่ตัว ไปไหนได้ตามความพอใจ ดังนี้ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัส มีความเป็นไทยแก่ตัวนั้นเป็นเหตุ ฉันใด. ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษ มีทรัพย์ มีโภคสมบัติ พึงเดินทางไกลกันดารหาอาหารได้ยาก มีภัยเฉพาะหน้า สมัยต่อมา เขาพึงข้ามพ้นทางกันดารนั้นได้ บรรลุถึงหมู่บ้านอันเกษมปลอดภัยโดยสวัสดี เขาจะพึงมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเรามีทรัพย์ มีโภคสมบัติเดินทางไกลกันดาร หาอาหารได้ยาก มีภัยเฉพาะหน้า บัดนี้ เราข้ามพ้นทางกันดารนั้นบรรลุถึงหมู่บ้านอันเกษม ปลอดภัยโดยสวัสดีแล้ว ดังนี้ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัส มีภูมิสถานอันเกษมนั้นเป็นเหตุ ฉันใด. ดูกรมหาบพิตร ภิกษุพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ประการเหล่านี้ที่ยังละไม่ได้ในตนเหมือนหนี้ เหมือนโรค เหมือนเรือนจำ เหมือนความเป็นทาส เหมือนทางไกลกันดาร และเธอพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ประการที่ละได้แล้วในตน เหมือนความไม่มีหนี้ เหมือนความไม่มีโรค เหมือนการพ้นจากเรือนจำ เหมือนความเป็นไทแก่ตน เหมือนภูมิสถานอันเกษม ฉันนั้นแล. พ่อครูว่า...ได้ฌานก็ได้ความหลุดพ้น เป็นวิมุติหรือนิพพานเป็นผล ท่านสรุปไว้ [๑๒๗] เมื่อเธอพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ เหล่านี้ ที่ละได้แล้วในตน ย่อมเกิดปราโมทย์เมื่อปราโมทย์แล้วย่อมเกิดปีติ เมื่อมีปีติในใจ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบแล้วย่อมได้เสวยสุขเมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น. เธอสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจารมีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เธอทำกายนี้แหละให้ชุ่มชื่นเอิบอิ่มซาบซ่านด้วยปีติและสุขเกิดแต่วิเวก ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว ที่ปีติและสุขเกิดแต่วิเวกจะไม่ถูกต้อง ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนพนักงานสรงสนาน หรือลูกมือพนักงานสรงสนานผู้ฉลาดจะพึงใส่จุรณสีตัวลงในภาชนะสำริด แล้วพรมด้วยน้ำ หมักไว้ ตกเวลาเย็นก้อนจุรณสีตัวซึ่งยางซึมไปจับติดกันทั่วทั้งหมด ย่อมไม่กระจายออก ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล ทำกายนี้แหละให้ชุ่มชื่นเอิบอิ่มซาบซ่านด้วยปีติและสุขเกิดแต่วิเวก ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัวที่ปีติและสุขเกิดแต่วิเวกจะไม่ถูกต้อง ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่าทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ. พ่อครูว่า..ถ้าทำจิตให้ระงับเป็นจิตสังขาร ก็ทำจิต ให้มีอภิปโมทยังจิตตังเบิกบานไม่ร่าซ่า ลืมตาไม่เศร้าโศกไม่แข็งทื่อ เป็นคนสดชื่นเบิกบาน อาตมาว่าอาตมามีสภาพนั้น ไม่สนุกสนานแบบโลกๆ ก็ไม่มีปัญหา อยากจะสนุกก็ทำได้ ไม่สำรวมก็เป็นลิงเป็นค่างได้ บางครั้งก็ทำไป เราไม่ได้ติดยึด เรารู้ว่าเราปรุงแต่งทำไม จุณสี คือก้อนสีน้ำเงินเหมือนผลึก เหมือนสารส้มออกสีน้ำเงินสีฟ้าใส่ลงไปแล้วละลายเหมือนสารส้ม อยู่ในอ่างน้ำของเรา [๑๒๘] ดูกรมหาบพิตร อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุทุติยฌานมีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะวิตก วิจารสงบไป ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ เธอทำกายนี้แหละ ให้ชุ่มชื่นเอิบอิ่มซาบซ่าน ด้วยปีติและสุขเกิดแต่สมาธิไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว ที่ปีติและสุขเกิดแต่สมาธิจะไม่ถูกต้อง. ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนห้วงน้ำลึกมีน้ำปั่นป่วน ไม่มีทางที่น้ำจะไหลมาได้ ทั้งในด้านตะวันออกด้านใต้ ด้านตะวันตก ด้านเหนือ ทั้งฝนก็ไม่ตกเพิ่มตามฤดูกาล แต่สายน้ำเย็นพุขึ้นจากห้วงน้ำนั้นแล้ว จะพึงทำห้วงน้ำนั้นแหละให้ชุ่มชื่นเอิบอาบซาบซึมด้วยน้ำเย็น ไม่มีเอกเทศไหนๆแห่งห้วงน้ำนั้นทั้งหมด ที่น้ำเย็นจะไม่พึงถูกต้องฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล ย่อมทำกายนี้แหละให้ชุ่มชื่นเอิบอิ่มซาบซ่านด้วยปีติและสุขเกิดแต่สมาธิ ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว ที่ปีติและสุขเกิดแต่สมาธิจะไม่ถูกต้อง ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ. พ่อครูว่า เป็นพลังงานแทรกตัวในทั่วทุก cytoplasm แทรกตัวยิ่งกว่ายาดำ อยู่อย่างลหุ มีวิการรูป อยู่อย่างเบามีมุทุ และพร้อมที่จะทำงาน เป็นกัมมัญญตา นี่คือวิการรูป ๓ ที่จะใช้งาน ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา เป็นการงานอย่างยิ่ง ได้อย่างรู้ว่าเราจะไม่รุนแรงมีมุทุภูตธาตที่คล่องแคล่วทั้งเจโตและปัญญา คล่องแคล่วทั้งเวทนาสัญญาสังขาร เป็นกายกัมมัญญตา เป็นองค์ประชุมรูปนามที่คล่องแคล่วว่องไว มีกายปาคุญญตา ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาเฉื่อยเนือยเฉย ขออภัยไม่เหมือนอย่างหลวงพ่อเกษมที่นั่งทื่อ ไม่ยิ้มไม่แย้มถามอะไรไม่รู้เรื่องตอบเล็กๆน้อยๆ [๑๒๙] ดูกรมหาบพิตร อีกประการหนึ่ง ภิกษุมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌาน ที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่าผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข เธอทำกายนี้ให้ชุ่มชื่นเอิบอิ่มซาบซ่านด้วยสุขอันปราศจากปีติไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัวที่สุขปราศจากปีติจะไม่ถูกต้อง ดูกรมหาบพิตรเปรียบเหมือนในกอบัวขาบ ในกอบัวหลวง หรือในกอบัวขาว ดอกบัวขาบ ดอกบัวหลวงหรือดอกบัวขาว บางเหล่าซึ่งเกิดในน้ำ เจริญในน้ำ ยังไม่พ้นน้ำ จมอยู่ในน้ำ น้ำหล่อเลี้ยงไว้ดอกบัวเหล่านั้น ชุ่มชื่นเอิบอาบซาบซึมด้วยน้ำเย็นตลอดยอด ตลอดเหง้า ไม่มีเอกเทศไหนๆแห่งดอกบัวขาบ ดอกบัวหลวง หรือดอกบัวขาว ทั่วทุกส่วน ที่น้ำเย็นจะไม่พึงถูกต้อง ฉันใดภิกษุก็ฉันนั้นแล ย่อมทำกายนี้แหละให้ชุ่มชื่นเอิบอิ่มซาบซ่านด้วยสุขปราศจากปีติ ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว ที่สุขปราศจากปีติจะไม่ถูกต้อง ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ. พ่อครูว่า ฌาน นี้จะมี ตัววาง ตัวกลางไม่บวกไม่ลบ ปลดปล่อยวางได้ เรารู้ตั้งแต่อุปาทายรูป ๒๔ ทำมา จนทำให้เป็นปุริสภาวะ จับองค์ประชุมรูปนาม ที่หทยรูป ที่รู้ว่ามีชีวิตินทรีย์ กำหนดรู้ชีวิตสัตว์ แล้วทำการดับชีวิตของสัตว์ หมดสัตตาวาสไปเรื่อยๆ รู้สภาวะรูปนาม เป็นกายที่ปราศจากกิเลสตั้งแต่กาม จนถึงอุปกิเลส วิตกวิจาร ปีติ จนถึงสุข แล้วเจริญถึงอุเบกขา ฌาน ๓ เร่ิมมีลักษณะปล่อยวางได้ อ่านอาการไม่สุขไม่ทุกข์เป็น ขณะสัมผัสอย่างลืมตามี supraconcentration รับรู้ทุกทวาร สุ คือดี ข คือความว่าง ก คือเซลล์เร่ิมเกิด หากไม่หยั่งลงไม่ตั้งลงก็ไม่เกิดอะไรแต่ถ้าอยู่ได้ก็เกิดสอง ส่ิงที่มีก็อยู่ในความว่างยังไม่เกิดกิเลสไม่มีselfish ใครเข้าใจว่าสุขโลกุตระคืออย่างไร เราก็ยืมคำว่าสุขมาใช้เท่านั้น เคหสิตโสมนัสกับเนกขัมสิตโสมนัสต่างกันอย่างไรเราก็รู้ [๑๓๐] ดูกรมหาบพิตร อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุขเพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่เธอนั่งแผ่ไปทั่วกายนี้แหละ ด้วยใจอันบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว ที่ใจอันบริสุทธิ์ผ่องแผ้วจะไม่ถูกต้อง ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงนั่งคลุมตัวตลอดศีรษะด้วยผ้าขาว ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายทุกๆ ส่วนของเขาที่ผ้าขาวจะไม่ถูกต้อง ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เธอนั่งแผ่ไปทั่วกายนี้แหละด้วยใจอันบริสุทธิ์ผ่องแผ้วไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว ที่ใจอันบริสุทธิ์ผ่องแผ้วจะไม่ถูกต้อง ดูกรมหาบพิตรนี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ. พ่อครูว่า สรุปว่าฌานทั้ง ๔ ของพพจ.นั้นมีครบรูปนาม นอกใน ครบเวทนา ๑๐๘ มีตัณหา ๖ ให้ปฏิบัติจัดการกับตัณหา ๓ ใช้วิภวตัณหาล้างตัณหา ล้างกามภพ หมดแล้วก็ทำภวภพให้หมด แล้วก็ยังมีความต้องการสามัญที่ไม่มีตัวเองไม่มีภพชาติของตัวเองทำงานเพื่อจะอยู่กับสังคมช่วยสังคม เราทำงานเรียกว่าเราเสีย แต่นี่และคือเราได้ เราเป็นคนไม่สูญเปล่าเป็นคนมีประโยชน์คุณค่าตลอดเวลา เป็นส่ิงประเสริฐที่ควรเกิดได้ ผู้ที่มีฌานถึงฌาน ๔ ถึงอุเบกขาฐานแล้ว ที่ประเสริฐสุด [๑๓๑] ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อญาณทัสนะ ๑- เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า กายของเรานี้แล มีรูปประกอบด้วยมหาภูต ๒- ๔ เกิดแต่มารดาบิดา เติบโตขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมสดไม่เที่ยง ต้องอบ ต้องนวดฟั้น มีอันทำลายและกระจัดกระจายเป็นธรรมดาและวิญญาณของเรานี้ ก็อาศัยอยู่ในกายนี้ เนื่องอยู่ในกายนี้ ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนแก้วไพฑูรย์อันงาม เกิดเองอย่างบริสุทธิ์ แปดเหลี่ยม นายช่างเจียระไนดีแล้ว สุกใสแวววาวสมส่วนทุกอย่าง มีด้ายเขียวเหลืองแดงขาวหรือนวลร้อยอยู่ในนั้น บุรุษมีจักษุจะพึงหยิบแก้วไพฑูรย์นั้นวางไว้ในมือแล้วพิจารณาเห็นว่า แก้วไพฑูรย์นี้งาม เกิดเองอย่างบริสุทธิ์แปดเหลี่ยม นายช่างเจียระไนดีแล้ว สุกใสแวววาว สมส่วนทุกอย่าง มีด้ายเขียวเหลืองแดงขาวหรือนวลร้อยอยู่ในแก้วไพฑูรย์นั้นฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิ(สมาหิเต จิตเต) บริสุทธิ์(ปริสุทเธ)ผ่องแผ้ว(ปริโยทาเต) ไม่มีกิเลส(อนังคเณ) ปราศจากอุปกิเลส(วิคตูปักกิเลเส) อ่อน(มุทุภูเต) ควรแก่การงาน(กัมมนิเย) ตั้งมั่น(ฐีเต) ไม่หวั่นไหว(อเนญชัปปัตเต)อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อญาณทัสนะ เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า กายของเรานี้แลมีรูป ประกอบด้วยมหาภูต ๔เกิดแต่มารดาบิดา เติบโตด้วยข้าวสุกและขนมสด ไม่เที่ยง ต้องอบ ต้องนวดฟั้น มีอันทำลายกระจัดกระจายเป็นธรรมดา และวิญญาณของเรานี้ก็อาศัยอยู่ในกายนี้ เนื่องอยู่ในกายนี้ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ. [๑๓๒] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อนิรมิต รูปอันเกิดแต่ใจ คือนิรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักไส้ออกจากหญ้าปล้อง เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่านี้หญ้าปล้อง นี้ไส้ หญ้าปล้องอย่างหนึ่ง ไส้อย่างหนึ่ง ก็แต่ไส้ชักออกจากหญ้าปล้องนั่นเองอีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักดาบออกจากฝัก เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า นี้ดาบ นี้ฝัก @๑. ญาณทัสสนะ เป็นชื่อของญาณชั้นสูง คือมรรคญาณ ผลญาณ สัพพัญญุตญาณ @ ปัจจเวกขณญาณ และวิปัสสนาญาณ ฯ @๒. ได้แก่ธาตุ ๔ คือ ดิน, น้ำ, ไฟ, ลม ฯ ดาบอย่างหนึ่ง ฝักอย่างหนึ่ง ก็แต่ดาบชักออกจากฝักนั่นเอง อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักงูออกจากคราบ เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า นี้งู นี้คราบ งูอย่างหนึ่ง คราบอย่างหนึ่งก็แต่งูชักออกจากคราบนั่นเอง ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ เธอย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อนิรมิตรูปอันเกิดแต่ใจ คือนิรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ. พ่อครูว่า คุณมีฐานนิพพานมีวิมุติแล้ว ก็เพิ่มฐานความเก่ง เป็นอิทธิวิธญาณ คือสามารถเนรมิต คือทำจิตของเรา คือองค์ประชุมรูปนามคือกาย ที่เราจะอภิสังขารปรุงแต่งขึ้น เช่นเราสามารถสร้างสังขารใหม่เป็นวจีสังขาร ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ได้ก็มีอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ก็จัดสังขารอย่างวิเศษเป็นวิสังขาร จัดการปราบอกุศลหมดแล้วเหลือแต่คุณวิเศษ เป็นวิสังขาร คือสังขารที่ไม่มีกิเลส แต่เป็นสังขารที่ยิ่งใหญ่ที่จะสามารถปรุงแต่งเนรมิต ด้วยสัปปุริสธรรม ๗ มหาปเทส ๔ เพราะมีสังขารุปเปกขาญาณ มีสัจจานุโลมมิกญาณ ในการทำงานร่วมกับโลก มีปฏิสังขารญาณคือทำเพิ่มขึ้น จะมีการทำงานอย่างสัจจานุโลมมิกญาณ คือการทำงานเนรมิต อยัง กายยัง อยังคือปัญญา คือปัญญาสุดยอด อัญญา แต่ถ้าเป็น อัญญาณ คือ ไม่มีญาณปัญญา แต่ถ้า อัญญา คือสุดยอดของญาณของศาสนาพุทธ สร้างองค์ประชุมรูปนามด้วยกายา ด้วยอัญญา ที่อาตมาพาพวกเราไปทำงานแสดงก็คือด้วยปรุงแต่งสร้างสรรเนรมิต ไม่ใช่เรื่องเลอะเทอะมอมเมาแล้ว จบ.. 590106_พุทธศาสนาตามภูมิ สามัญผลสูตร ตอน ๕

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน