สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน สัมมาสังกัปปะกับสาธารณโภคี.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข1 พฤศจิกายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน สัมมาสังกัปปะกับสาธารณโภคี มาเข้าสู่สังกัปปะ … ตัวนี้แหละสำคัญตัวนี้แหละดีที่สุด ในประดาความคิดอ่าน จิตวิญญาณเป็นจิตที่เป็น ธาตุจำ ธาตุรู้ ธาตุคิด ธาตุคิดคือปรุงแต่งเปรียบเทียบเอามาสังเคราะห์เพื่อให้หาจุดลงตัว หาจุดดีที่สุด เป็นการ บวกลบคูณหาร ที่ลงตัวที่สุดดีที่สุด อันนี้แหละไม่เที่ยง ตัวธาตุคิดนี้แหละไม่เที่ยง ธาตุจำ ธาตุคิดนี้ เป็นสิ่งที่ทำอยู่ตลอดเวลา ธาตุจำนี้สะสมอยู่ เท่าไหร่เท่านั้น เจโตกับปัญญา เจโตคือธาตุจำ ส่วนปัญญาคือธาตุที่ปรุงแต่ง ธาตุคิดคือเอาอย่างที่ดีที่สุดบวกลบคูณหาร สังเคราะห์สังขารปรุงแต่งคิดทำให้ได้สัดส่วนดีที่สุด 3 ลักษณะนี้ของพลังงานจิต มีจำ รู้ คิด สามอย่างนี้ ทำงานอย่างได้สัดส่วนดีที่สุด ถ้าไม่มีความจำก็ไม่มีต้นทุน ก็ต่อไม่ได้ ทีนี้รู้ เฉลียวฉลาด เป็นของสำคัญ ธาตุรู้คือธาตุอนาคต ธาตุจำคือธาตุอดีต ธาตุคิดคือธาตุปัจจุบัน ที่ต้องทำให้เหมาะสมดีที่สุด คนใช้พลังงาน ธาตุจำ ธาตุรู้ ธาตุคิด 3 อย่างนี้สังเคราะห์กันได้สัดส่วน สังกัปปะ พระพุทธเจ้าแยกแจ้งไว้หมดแล้ว ฝ่ายไตร่ตรอง-ริเริ่มเคลื่อนไหว 1. ความตริ,ตรึก-แรกเริ่มนึกคิด (ตักกะ) . . 2. ความตรอง-คิดวิตกยิ่งขึ้น (วิตักกะ) . 3. ความดำริ-มีความคิดปรุง (สังกัปปะ) . . . (วิมุติแล้วย่อมมีชำนาญในครรลองแห่งใจ จะคิด-ไม่คิด ก็ย่อมทำได้ตามประสงค์ เพราะมี “เจโตวสิปัตตะ”) ฝ่ายตั้งมั่น (static ขั้วบวก/Potential) เป็นแกนพลังศักย์ให้มั่นคง . . 4. ความแน่วแน่ (อัปปนา) . . 5. ความแนบแน่น (พยัปปนา) 6. ความปักใจมั่น (เจตโส อภินิโรปนา) . 7. วจีสังขารเตรียมจะพูด (วจีสังขาโร) . . . . (พตปฎ.เล่ม 14 ข้อ 263)

จะมีพลังงานบวกพลังงานลบและพลังงานตัวประธานจัดการ

อ่านต่อ

1 2 3 อย่างนี้เสมอ พีชะนี้มีประธาน แต่อุตุ ไม่มีประธาน ทุกสิ่งแวดล้อมให้มันสังขารกัน ดิน น้ำ ไฟ ลม มันถูกพลังงานอื่นบีบให้มันทำ มาเป็นดินน้ำลมไฟ มันไม่มีตัวตน จัดการตัวมันเองไม่ได้ อุตุนิยามก็มีธาตุ 2 พอเป็นพีชนิยามก็เป็นธาตุ 3 กล้วยน้ำว้าไม่ขบถตัวมันเอง มันไม่เอาอย่างอื่นที่ไม่มาสังเคราะห์เป็นตัวมันเอง มันไม่เปลี่ยนเป็นใคร ไม่แย่งใคร คนอื่นแย่งได้ก็เอาไป แม้มันไม่พอมันก็เสื่อม สุดท้ายก็ตาย หายสลายแตกตัว ก็ได้ มันไม่เบียดเบียนใครเลย คุณค่าที่ไม่เบียดเบียนใครเลย พระพุทธเจ้าเอามาใช้ให้คนทำจิตให้เป็นพืช เพราะว่าจิตนี้ไม่เบียดเบียนใคร สมณะเพาะพุทธว่า..สัญลักษณ์แบบนี้ทำให้เห็นว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่จะตรัสรู้ก็จะตรัสรู้ใต้ต้นไม้ ที่พ่อครูว่า พีชนิยามคืออรหันต์ พ่อครูว่า...พีชนิยามเป็นแกนของอรหันต์ แล้วมีตัวปัญญาธาตุรู้ที่เข้าใจว่าอะไรดีอะไรไม่ดี แก่คน แก่สัตว์ แก่ดินน้ำลมไฟ ก็สร้างสิ่งดี เผื่อคนก่อน พอแล้วก็เผื่อพืช เผื่อ ดินน้ำไฟลม

นักสร้างนักปรุงแต่งซึ่งเป็นนักสร้างนักปรุงแต่ง ที่มีแต่ประโยชน์ ตัวเฉลียวฉลาดจริงๆ มีแต่จิตที่หวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ จะว่าไปแล้วเรายังเบียดเบียนดินน้ำไฟลม เรายังเบียดเบียนเพ้อเจ้อ แต่เราเลือกที่จะเบียดเบียนสัตว์ก่อน ยิ่งคน เราก็ไม่เบียดเบียน สัตว์เราก็ไม่เบียดเบียน ถ้าจำเป็นที่สุดเราก็ต้องเบียดเบียนสัตว์ก่อน เช่นว่า เราจะมีชีวิตอยู่ต่อไปมันเป็นประโยชน์ได้มากเลย แต่จำเป็นเกิดมาก็ต้องกินเนื้อสัตว์เพื่อเป็นสิ่งที่สร้างเสริม เราก็กินไข่ เพื่อที่จะยอมเสียส่วนน้อยเพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ เราก็จำเป็นต้องทำอย่างนี้เป็นต้น แต่ถ้าไม่จำเป็นเราก็ไม่ต้องทำ ถ้าไปเบียดเบียนอะไรก็เป็นกรรมวิบาก เบียดเบียนน้อยก็เป็นน้อย เบียดเบียนมากก็เป็นมาก เราไม่เบียดเบียนอะไรเลยก็ไม่มีอะไรมาย้อนหาเรา เราจะต้องเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้วทำไปตามฐานะ ผู้ที่จะชัดเจนแล้วในเรื่องของกรรม การกระทำ หยาบตั้งแต่กายกรรม วจีกรรมมโนกรรม เราก็จะไม่ทำอย่างหยาบไม่ทำก่อน ถ้าจำเป็นต้องทำหยาบอยู่ก็ถึงวจี ยังว่าอยู่ เบียดเบียนใจ มันพูดกวนชะมัด แต่กวนคุณนี่คุณยึดสิ่งที่คุณยึดนี้กวนพอสมควร บางคนก็ว่าคนนี้น่าสักพั๊ว แต่เขาทำไม่ได้เพราะอาตมามีรังสี พอสมควร พูดไปก็จะหาว่าท้าทาย มาเข้าเป้าแกนเจโต แกนศรัทธา แกน static กับแกน dynamic พลังงานที่จะร่วมกันเป็นบวกลบ ต้องมีธรรมะ 2 ตลอดเวลาซึ่งจะเกิดการสร้างสรรค์ คนที่รู้แล้วการสร้างสรรค์จะต้องเข้าหาสอง ถ้าจะไม่สร้างสรรค์ก็ใช้พลังงานหนึ่งเดียวไปเรื่อยๆ ไม่ต้องไปเอาสอง เช่น คุณเองมีชีวิตอยู่ มีชีวิตที่จะมีอาการ 32 ก็จะมีพลังงานต้นทุน คนไม่เติมธาตุอะไรเข้าไปข้างใน มันก็จะมีพลังงานเก่าเลี้ยงตนเอง แต่ไม่ช้ามันก็หมด หมดก็คือตาย ก็เท่านั้นเองไม่เห็นจะไปยากอะไร แต่ถ้าเราคิดว่าจะอยู่ก็ต้องเพิ่มเติม เรื่องสัจจะนี้สุดท้ายพระพุทธเจ้าก็ ตรัสถึงสามลักษณะ อุปจยะ สันตติ ชรตา ส่วน อนิจจตานั้นยกไว้ ถ้าเราไม่ต่อสันตติเลยก็มีแต่จะหาเสื่อม ถ้ามีความเติม ส่วนเติมไปก็จะพัฒนาก้าวหน้ามี Coefficient ทำให้ถึงขีด เริ่มต้นตั้งแต่คูณแล้วก้าวหน้าไปถึงขั้นยกกำลัง ก็ทำ แต่ถ้าก้าวหน้าไม่ถึงยกกำลัง แต่มันไปทำลายก็ไม่ทำ ก็ต้องทำให้พอเหมาะพอดี เรามีธาตุบวกกับลบ static กับ dynamic ทำงานร่วมกันก็จะเจริญตลอดเวลา ถ้ามีต้นทุน กับสองเพิ่มขึ้น สามเพิ่มขึ้น ก็มีต้นทุนเพิ่ม ก็ต้องรู้ว่าเรามามีต้นทุนแล้วมันเหลือเผื่อทำให้คนอื่นขาดผลหรือเปล่า เราก็ไม่เอามาเติม เราเอาแค่นี้ ที่จะรู้แค่นี้ก็คือความฉลาดหรือปัญญา ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ตักกะคือตัวเริ่มมีอุปจยะ เริ่มดำริ เริ่มผลิ ก็จะเอาผลิมาผลิ มาให้เกิดผลผลิต ก็ต้องรู้ว่าที่จะเอามาใช้ มันมีเชื้อโรคไหม มันมีกามผสมไหม มีพยาบาทผสมไหม เอาแค่กามกับพยาบาท ส่วนวิหิงสามันอีกชั้น เราก็เอาจากหยาบก่อน แล้วได้กลาง แล้วไปละเอียด คนที่ชัดเจนแล้วก็จะทำได้ชัดเจนละเอียดลออ จะใช้พยัญชนะว่าลหุตา ย ร ล , ว ส ห ฬ อ ตัวที่สาม คือ ล ส่วน ุ ก็เป็นตัวที่ 3 ของพยัญชนะ ของ ะ ิ ุ ถ้าเข้าใจแล้วแม้แต่สระ แม้แต่พยัญชนะ แม้แต่ เส้าต่างๆ ล้วนแต่เป็นสถานะ ไม่ใช่โมเม เป็นเรื่องของสัจจะ ตัวปัญญา ตัวเฉลียวฉลาด ก็มีต้นกลางปลาย เมื่อเริ่มดำริ ก็ต้องวิจัยว่า มีตัวเชื้อโรคเชื้อร้ายแฝงมาใหม่ คือ มีกาม พยาบาท ผสมมาไหม แกนนี้คือแกนทำงาน เมื่อเจอ กามก็ต้องจัดการ ตามทฤษฎีที่พระพุทธเจ้าสอน ก็รู้ว่าพลังอันนี้มันไม่ดีก็ต้องลดละให้มันอ่อนจางลงไป จนดับไม่มีก็ไม่มีพลังงาน ในกาม ก็เป็นวิเศษ เป็นวิตักกะ ที่ริเริ่มปนมาก็เอาออกเป็นวิเศษ คือวิ คือไม่ เศษคือเหลือ ก็คือเอาสิ่งที่ไม่ต้องการออกไปหมดแล้ว ที่เหลือก็คือวิเศษ วิ เป็นได้สองนัยคือไม่กับยิ่ง เอาไม่ออกเหลือแต่ยิ่ง เหลือแต่สิ่งยิ่งๆ ด้วยความรู้สร้างสรรค์ ก็ได้แต่สิ่งยิ่งวิเศษ เป็นวิตักกะ แล้วเอาไปทำงานร่วมกับต้นทุน static สังกัปปะ เป็นตัวสมบูรณ์ในความนึกคิดปรุงแต่ง สะสางตัดสินให้ดีแล้วเอามาร่วมกับตัว static ตัวที่ปัญญาก็ยอดคัดมาต้นทุนก็มี ถ้าคุณมีต้นทุนมากก็เอามาต้นทุนใช้พอเหมาะได้ พลังงานนี้ต้องใช้ต้นทุนเท่า ถ้าหากต้นทุนไม่พอมีปัญญามากเกิน สัดส่วนที่ออกไปก็ไม่ดี แต่ถ้าเอาต้นทุนมาให้พอเหมาะพอดีเหมาะสม ปโหติ ก็ปรุงแต่งมาเป็นสังขาร สังขารในจิตเป็นตัวที่ 7 หากยังไม่มีชื่อก็ยังไม่มี อธิวจนะ ยังไม่ตั้งชื่อก็เป็นสภาวะเท่านั้นชื่อว่า วจีสังขาร เป็นคำลำลอง หากจะออกไปก็มีชื่อตั้ง เมื่อมีชื่อแล้วก็ออกไปเป็นวจีกรรมได้ วจ คือ ตัว ว คือพฤติกรรม จ คือตัวรู้แจ้งรู้ออกเป็นวจ วจี ก็ต้องเป็นสภาวะที่คุณจัดสรรเอง เมื่อเป็นสังกัปปะมาร่วมกับ static ตัวฐานได้สัดส่วนที่ดี กลุ่มแต่งเป็นวจีสังขารในใจ วจีสังขารไม่ใช่วจีกรรม แต่เป็นพลังงานจิต วจีสังขารเป็นการทำงานของมโนกรรม มาหยุดรอ ที่จะออกมาเป็นวจีกรรม ส่วนวจีสังขารเป็นการปรุงแต่งสัตว์ในจิต ถ้ามีกามพยาบาทตัวเลว วจีสังขารก็เป็นตัวเลวร้าย ออกไปเป็นวจีกรรมกายกรรมที่เลวร้าย ประธานอยู่ที่สังกัปปะนี้หมดเลย ผู้ที่ไปนั่งหลับตาไม่มีการวิจัย ไม่รู้รูปนาม ไม่รู้สังกัปปะ ไม่รู้เจโตกับปัญญา ไม่รู้ตัวต้นทุน ไม่รู้ทำอะไรก็ไม่เป็นไปนั่งหลับตา จะไปรู้เรื่องหรือขนาดอาตมาพูดนี้ เข้าใจไหม ก็มีหลายระดับความเข้าใจ เข้าใจแล้วก็เอาไปทำอย่าช้า เมื่อสามารถที่จะจัดการกับจิตตัวประธานได้อย่างที่อาตมาว่า ทุกอย่าง ทุกกรรมก็ดีหมดเพราะว่าประธานอยู่ที่จิต พฤติกรรมกายกรรมอาชีพในโลก ทุกอย่างเป็นสิ่งดีหมด ไม่มีการเบียดเบียน ถ้ามีปัญญาและทำจริง อย่างนี้ไม่มีอะไรตกต่ำ ง่ายไหม รู้ง่าย พอรู้ได้ง่าย แต่ทำคงจะต้องฝึกฝนไป แต่เอาเถอะ ผู้ที่สามารถทำได้ 1.ยังไม่รู้ 2. เริ่มรู้ 3. ฝึกฝน 4. ฝึกฝนจนช่ำชองชำนาญ 5. ลงมือกระทำ 6. เกิดผล 7. แจกจ่าย 8 9 ไม่ต้องพูดเลยมีมากก็ต้องแจก ถ้าหากจะเกินจริงเอาจะเอาหน้าก็อย่าไปทำ ต้องดูตัวเองให้ดี ที่อธิบายไปนี่มันไม่ยากหรอกชัดเจน ไม่ได้ไปอ่านมาจากตำราที่ไหนหรอกมันเป็นสัจจะที่มีอยู่แล้ว อธิบายให้ฟัง ตามหลักเกณฑ์ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้แล้วเอามาขยายสังกัปปะ 7 ให้ฟัง เป็นต้นตอของกรรมทุกอย่าง สังกัปปะ 7 เป็นต้นตอของกรรมทุกอย่างเป็นประธาน ใครที่จัดการสังกัปปะ 7 นี้ได้อย่างจริงใจและมีปัญญาทุกต้องจะมีสัมมาปฏิบัติ ได้แล้ว ก็จะปลอดภัยไม่มีวิบากไม่มีภัยโทษอะไรเลย สร้างขึ้นมาจะมีแต่ดี หากใช้ไม่ได้ไม่มีใครรับก็ไม่เป็นไร เพราะของเราไม่เน่าไม่เสีย เป็นธาตุของจิตวิญญาณ ไม่มีการเน่าเสีย แต่ที่เป็นดินน้ำไฟลมก็มีเน่าเสียเสียหายได้ ที่อาตมาพยายามขยายความให้ลึกซึ้ง คนที่ยังไม่มีภูมิปัญญาเข้าใจที่พูดนี้ เขาก็ไม่รู้เรื่องหรอก บอกว่าพูดอะไรไปก็เป็นนามธรรม คำอธิบายสังกัปปะ 7 นี้ ใช้พยัญชนะสื่อสาร ถ้าหากไม่มีพยัญชนะตั้งชื่อ ตักกะ เป็นพยัญชนะเป็นภาษาแล้ว แล้วก็มากำหนดว่าอย่างนี้คือตักกะ อย่างนี้สังกัปปะ อย่างนี้วิตักกะแล้ว กำหนดสถานะต่างกันนะ แล้วกว่ามันจะมาเป็นสังกัปปะ ก็เกิดวิตักกะอย่างไร อธิบายกระบวนการให้ฟังแล้ว หากไม่เข้าใจนามธรรมเหล่านี้ก็จะฟังไม่รู้เรื่อง จะใช้ภาษาเรียกมันอย่างไร คุณก็ไม่เข้าใจ อะไรคือตักกะ วิตักกะ เขารู้กันแต่เรื่องขนม เงินทอง เพชรนิลจินดา แต่อันนี้คุณไม่เคยศึกษาว่า อธิวจนะที่ตั้งมาเรียกนามธรรม ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ตั้งขึ้นมาเพื่อเรียกนามธรรม แล้วให้รู้ชัดเจนมาก ตักกะ ต่างจากวิตักกะ ต่างจากสังกัปปะนะ วิตักกะคือตัวสำเร็จ จะปรุงแต่งด้วยกิเลสหรือไม่มีกิเลสก็แล้วแต่ หากมีกิเลสก็จะปรุงแต่งแบบเลวร้าย ใส่เข้าไป แต่คนไม่มีแล้วเลวร้าย จะปรุงแต่งอย่างไรก็ไม่มีความเลวร้ายมาร่วม มีแต่จิตที่สะอาด ก็ปรุงแต่ของสะอาด เป็นแต่เพียงว่าทำให้สัดส่วนพอเหมาะนะ หากสะอาดจริงแต่มากไปหรือน้อยไปก็ไม่มีผลดีมากไปก็ทำร้ายตัวเอง จึงต้องจัดสรรให้พอเหมาะ ปโหติ ปโหติ เป็นพยัญชนะตัวปัจจัย ท้ายของต่างๆ ติแปลว่า สาม ประทับตราจบแล้วแต่ตัวทำงานจริงคือตัวหนึ่งกับสอง ได้ผลมาเป็นตัวที่ 3 สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ศึกษาจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้มาทุกพระองค์ ท่านรู้สิ่งเหล่านี้ อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์เรียนรู้ตามปางนี้ มีความรู้เท่านี้ขยายให้ฟังเท่านี้ ไม่ขยายในสิ่งที่ไม่รู้ รู้ที่ยังไม่แน่ใจก็ยังไม่เอามาขยาย เดี๋ยวพลาดเป็นกรรม เราทำแล้วแบ่งคนอื่นไม่ได้เราก็ต้องรับอีก สะสมกรรมไม่ดี ใส่ตัวเองก็ไม่ไหว ทำให้ตัวเองมีวิบากต่อไปก็โง่ไม่เสร็จ อาตมาพอแล้วไม่โง่ต่อแล้ว อาตมาเอาแต่ที่ให้คุณได้ มากกว่านี้อวดดี มากแล้วผิดหรือถูกก็รับรองไม่ได้จะเสี่ยงไปทำไม หาวิบากใส่ตน ใครยังโง่ตรงนี้ไม่เสร็จก็เชิญ อยากอวดดีเข้าใจไม่ชัดอยากจะอวดอ้างผิดๆถูกๆ ก็ตัวใครตัวมัน อธิบายธรรมะแล้วชัดเจน คุณสนุกไหม เข้าใจสิ่งเหล่านี้ คือเข้าใจอาการเคลื่อนไหวของพลังงาน ที่เราจะสามารถจัดสรรพลังงานเหล่านี้ได้ พลังงานเหล่านี้จะเป็นกรรม ให้พลังงานมีปฏิกิริยาเป็นอาการที่มันเกิด กิริยา กรรม ออกมาสู่ภายนอก หากปรุงแต่งอยู่ภายใน วจีสังขาร ตามเหตุปัจจัยที่มีกาม พยาบาทผสมก็เป็นวจีสังขารเป็นพิษภัย แต่ ถ้าเป็นวจีสังขารที่ปราศจาก กาม พยาบาท ก็จะเป็นสิ่งที่ประเสริฐ นี่คือความรู้ที่อาตมาได้จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างนี้ อาตมาว่าเป็นของดีที่สุดที่มนุษย์ควรได้ ไม่เห็นร่วมด้วยกับอาตมา นี่ล่ะดีที่สุดแล้วที่มนุษย์ควรได้ นอกนั้น เงินทองข้าวของเพชรนิลจินดาเป็นเรื่องเล็ก เพราะสิ่งนี้ มันอยู่กับเรา ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ใครปล้นจี้ไม่ได้ ความรู้ความเข้าใจปัญญาของเราเมื่อเอาออกมาทำก็เป็นพลังงานตรงแต่งให้คิด ก็เสียพลังงานเท่านั้น เอามาพูดและกระทำเป็นกายกรรมออกไปเลย พลังงานก็เพิ่มขึ้นมาเป็นผลเป็นรูปร่างเป็นสิ่งสำเร็จ สมณะเพาะพุทธว่า...พ่อครูอธิบายสังกัปปะ ให้เราเข้าใจกระจ่างขึ้น ตัวปฏิบัติจริงๆคือ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ ฟังพ่อท่าน คือตัวสังกัปปะ เป็นตัวภายในของเรา พ่อท่านได้กล่าวอาชีวะ 5 ให้เราได้ฟังลึกซึ้งขึ้น ให้เราเรียนรู้ สังกัปปะ ในธาตุจำ(อดีต) ธาตุรู้(อนาคต) ธาตุคิด(ปัจจุบัน) 601029_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก จนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจได้ด้วยสังกัปปะ 7

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน