560729_รายการเรียนอิสระ โดยพ่อครูและส.ฟ้าไทเรื่องแจ้งชัดหลุมดำต้องเปิดตาทำวิปัสสนาญาณ ตอน ๒.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
560729 รายการเรียนอิสระ(ตามสำนึก) โดยพ่อครูและส มณะ ฟ้าไท เรื่อง แจ้งชัดหลุมดำต้องเปิดตาทำวิปัสสนาญาณ ตอน 2
ส มณะ ฟ้าไท ว่า…วันนี้ วันจันทร์ ที่ 29 เดือน กรกฏาคม 2556 ที่บ้านบวรราชธานีอโศก ...บ้านราชฯเมืองเรือ บ้านไม้เมืองหิน บ้านดินเมืองน้ำ บ้านงามเมืองพุทธ บ้านพิสุทธิ์เมืองอมตะ พ่อครูก็มาสอนให้คนเป็นคนอมตะ เมื่อวานนี้พ่อครูก็ได้แสดงธรรมโดยสากัจฉากับ sms ของคุณ 8705 ทำความเข้าใจกับข้อความที่เขาส่งมา นำมาเป็นประโยชน์ และ เมื่อ วานนี้ พ่อครูได้สาธยายเรื่องของ ปฏิจจสมุปบาท ให้เราเข้าใจเรื่องของวิญญาณ แต่ก่อนเขาว่ามีผีตัวเป็นๆ ให้เ ห็ นแต่เราก็ไม่เคยเห็น แต่ว่ามาอยู่กับพ่อครูก็ได้เห็นผีที่แท้จริง อยู่ในตัวเรานี่แหละ ให้เราแยกผี เทวดาที่แท้จริง ในตัวเรานี่แหละ ถ้าไม่เจอพ่อครูก็คงไม่รู้จักผี, เปรต, เทวดาที่แท้จริง ขนาดรู้แล้วยังยากที่จะฆ่าให้มันตาย มันอยู่กับเรามานานแล้ว พ่อครู ว่า ...ขอแวะขยายความคำว่า “ผี” เพิ่มเติมอีก คำว่า “ผี” และ “เทวดา” หรือ “พรหม” คือจิตวิญญาณ, ใจ, มโน ซึ่งนอกจากจิตวิญญาณแล้ว จะเป็นผี เป็นเทวดา เป็นพรหมไม่ได้ และวิญญาณนี้ อนิทัสสนัง(เห็นไม่ได้) อสรีรัง(ไม่มีรูปร่าง) แต่เห็นได้ด้วย “อาการ ลิงค นิมิต อุเทศ” สัมผัสได้จริง จิตวิญญาณเกิดเมื่อมีผัสสะ 3 (ตากระทบรูป หูกระทบเสียง...และมีนามของเรามารับรู้) เช่นเห็นฟักทองบนโต๊ะแล้วอยากได้ ก็คือวิญญาณเปรต ดังนั้น คำว่า ผีเปรต เทวดาก็คือคำเรียกจิตวิญญาณ จะเป็นผีเปรต เทวดาก็คือจิตวิญญาณ จะรู้จิตวิญญาณได้ต้องมีสัญญากำหนดรู้ในนามธรรม รู้จิต เจตสิก รูป นิพพาน การเห็นผีไม่ใช่ว่าเห็นรูปร่าง อย่างไปนั่งหลับตาเห็นผีเป็นรูปร่างอย่างนั้นอย่างนี้ มีสรีระ มีรูปโฉม ก็คือไปติดที่รูป ก็เลยไม่อ่านไปถึงนามธรรม ไม่มีโอกาสเข้าใ
อ่านต่อ
จจิต เจตสิก รูป นิพพาน ไม่รู้จัก อาการ ลิงค นิมิต เหมือนคุณ 8705 แต่เห็นว่าปัญญาคืออาการแวบขึ้นมารู้เลย เป็นต้น เมื่อวานนี้ มี sms มาหลายรายน่าอ่านให้ฟัง _ 0800026 xxx ว่า… พ่อครูครับสมาธิโดยไม่หลับตาคือพิจารณาขณะเห็นใช่ใหม่ครับ 09:27:28 พ่อครูว่า … ก็เร ิ่ มมีคนรู้ขึ้นมาเรื่อยๆ ก็ถูกแล้ว พระพุทธเจ้าให้ลืมตาสัมผัส ทางทวาร 5 ต่อเนื่องไปถึงอุปาทายรูป มันจะมีภาวะรูป เช่นที่นายกฯแสดงอิตถีภาวะให้คนทั่วโลกเห็นในวันที่โอบามามาเยือน แต่อิตถีภาวะคือลักษณะไม่จบ แต่ว่ามันเป็นการเกื้อกูลกันทั้งสองอย่างทั้งอิตถีภาวะและปุริสสภาวะ คือมีให้เกิดการเปรียบเทียบเหมือนขาวกับดำ ค. ภาวรูป 2 (รูปที่เป็นภาวะแห่งเพศ - material qualities of sex) 10. อิตถัตตะ, อิตถินทรีย์ (ความเป็นหญิง - femininity) 11. ปุริสัตตะ, ปุริสินทรีย์ (ความเป็นชาย – masculinity) ในสิ่งที่เรายังมีเราก็รู้ว่ายังมี ในส ิ่ งที่เราจะไม่ให้มีอย่างเด็ดขาดเที่ยงแท้ถาวรจิตเราก็สามารถทำให้มันไม่มีได้ โดยเฉพาะสภาวะนามธรรม ส่วนรูปธรรมเป็นทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ ในทวารทั้ง 5 เราผัสสะแล้วทำให้เราเห็นนามธรรมที่เกิดจากการผัสสะ เรียกว่ามี “วิปัสสนาญาณ” จะมีความรู้จริงแท้ ทั้งรูปและนาม รูปคือส ิ่ งที่ถูกรู้ ส่วนนามคือญาณปัญญา มีทั้งรูปและนาม ตั้งแต่สัมผัสที่ 1 คือตา 2 คือหู 3 คือจมูก 4 คือ ลิ้น 5 คือ กาย และสัมผัสที่ 6 คือใจ สัมผัสที่ 6 ของ 8705 เป็นเรื่องลึกลับพิสูจน์ไม่ได้ เหมือนกับคนที่ว่าเขาได้นิโรธแบบสมาธิหลับตา ก็คือหายเข้าไปในหลุมดำ นิโรธคือเข้าไปในหลุมดำ ซึ่งเรียกอีกอย่างว่า เทหวัตถุแท่งทึบ ใครเข้าไปก็หายไปเลย แต่มันมีสารพัดในนั้น เพราะมันเป็นเอกภพ เหมือนคนที่หายเข้าไปในสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า นี่คือนิโรธมืด แต่ของพระพุทธเจ้า มีจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ซึ่งต่างจากนิโรธฤาษีคนละอย่างเลย มีสัมผัสทั้ง 5 และรู้สัมผัสที่ 6 ตลอดเวลา มีทั้งรูปและนามอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ว่ามีแต่สัมผัสที่ 6 อย่างเดียว ไปรู้แต่ในภวังค์ เป็นสิ่งลึกลับมหัศจรรย์เหมือนคนเข้าไปในหลุมดำ เป็นเทหวัตถุแท่งทึบ เป็นกิณหะ พวกที่มีสัมผัส 6 ครบ จะสัมผัสรู้ทุกอย่างอย่างไม่ลึกลับ แต่คนที่ตกเข้าไปในหลุมดำจะไม่เห็นอะไรเลย คือไปเดี่ยว มันเอกจรัง มุ่นอยู่แต่ของตนเอง คุณสร้างภพในภวังค์อย่างไร ตายไปก็ตกภพนั้นแหละ เมื่อเข้าไปอยู่ในนั้นแล้วคุณเคยเสพทางทวาร 5 มาก่อน คุณเคยสุขที่ได้เสพรส อยากเหยียดขาก็ทำได้ อยากกินอะไรก็เอามาเสพ แล้วตายไปไม่มีทวาร 5 ให้เสพแล้ว จะดิ้นขนาดไหน แม้แต่ต้องการอยู่เฉยๆ ก็ทุกข์ เพราะไม่มีอาการ 32 แล้ว มีแต่อาการที่ 33 เป็นตาวติงส์ คืออาการดิ้นไปในกามานุสัย ดิ้นไปตามกามุปาทาน คุณไม่รู้ว่ามีอนุสัย แต่มันมีจริง คุณจะไม่ได้สัมผัสในส ิ่ งที่อยากอีก เพราะไม่มีอะไรให้บำเรอ จะได้อย่างเดียวคือหยิบสัญญาเก่ามาปรุงอีก เป็นการตื่นในภพแต่ตื่นมาอยากโดยคุณไม่รู้ว่าคุณไม่มีทวาร 5 ให้เสพ คุณไม่รู้ว่าคุณตายหรอก ส มณะ ฟ้าไทว่า … แค่เหยียดแข้งเหยียดขาก็เป็นนรกแล้วหรือ? พ่อครูว่า … มันละเอียดมาก ลองดูสิว่าเราอยู่นิ่งๆ มันก็อยากขยับ ในอิริยาบถที่เราอยู่อย่างมีอาการ 32 มันก็อยากไปสารพัด เมื่อคุณตื่นอยู่คุณก็หาบำเรอไปตามเรื่องตามราว เขาก็หามาเสพเท่าที่สามารถ แต่ตอนตาย อนุสัยยังเต็มเบ้าเลย แต่ตายแล้วไม่มีสัมผัสเหมือนเดิม คุณไม่มีสวรรค์หรอก แต่คุณอยากสัมผัสมันก็จะมีแต่นรกและนรกอยู่แทบตลอดเวลาเลย อธิบายเป็นสัจจะ ไม่ได้ขู่ให้กลัว แต่พอฟังได้ เข้าใจได้ ซึ่งถ้าไม่เรียนรู้สัมผัสทั้ง 6 ให้ครบ และลดละล้างอนุสัย ล้างอุปาทานไปเรื่อยๆ จนแม้สัมผัสคุณก็ไม่สุขไม่ทุกข์ ตอนเป็นๆ ตายไปก็ไม่ดิ้น อย่างอนาคามี ก็หมดอุปาทานในกามภพแล้ว ที่เหลือก็เบาบางแล้ว ถ้าเข้าใจว่าสวรรค์มันจี๊ดเดียวแวบเดียว แล้วคุณไปจำว่าเป็นสวรรค์ นั่นมันของจำ ไม่ใช่ของจริง เพราะสุขมันแวบเดียว ที่ว่าจำความรู้สึกดีๆนั้นไว้ อย่างนี้ก็ทุกข์ไปนาน โลกเขาสอนอย่างนี้กัน อาตมา ต้องมาสอนใหม่ แต่ทุกวันนี้สื่อมันมอมเมา เปิดทีวีมันก็เล่นงานแล้ว ทั้งเสียงและรูป และยังมีของจริงกันโจ๋งครึ่ม อยู่ในอโศกไม่เท่าไหร่ แต่ข้างนอกเขานึกว่าเก๋เท่ห์ด้วยนะ
_ 888705xxx ว่า … หนังฉาย 1 นาทีแต่สลับด้วยโฆษณา 5 นาที แล้วคนอื่นจะดูหนังรู้เรื่องไม๊เนี่ย? พ่อครูว่า … รู้ดีเลยว่าหนังที่ฉายไปน่ะหนังมอมเมา หนัง 1 นาทีเป็นหนังมอมเมาหนังเลอะเทอะ ก็เลยขยายความไป อาตมา ถามว่าพวกเรารู้เรื่องไหม?...ตอบ..รู้เรื่อง อาตมา ว่าก็เห็นใจคนที่ไม่รู้เรื่องเขา
_ 0888705xxx ว่า … เสด็จปู่พธร.ดิ้นรนเป็นทุกข์มาก..เพราะจ้องจะไปเถียงกับคนทั้งโลก อาตมา ว่า …อาตมา ไม่เถียงหรอก แต่เป็นการสากัจฉา อาตมา รู้ว่าคนทั้งโลกเขาเป็นอย่างไรกัน คุณรู้สึกเองว่าเถียง ไม่คิดว่าจะทำแบบที่คุณพูดหรอก
_ 0888705xxxว่า … นักบวชที่ต้องอาบัติหนักแล้ว สัมผัสที่ 6 จะหายไป..กลายเป็นพิการทางจิตวิญญาณ! จึงห้ามสวรรค์-ห้ามนิพพานแล้วสำหรับปู่พธร.เน้อ! อาตมา ว่า … นี่เป็นความเข้าใจของ 8705 ก็เห็นใจคุณมากเลย อาตมา เข้าใจชัดเจนว่า คุณมีสัมผัสที่ 6 อย่างไร อาตมา ว่าถ้าทวาร 5 ไม่มีธาตุรู้มาร่วมด้วย สัมผัสที่ 6 ไม่เกิด แต่ถ้าจะเกิดก็อยู่ในภพ เป็นการสำเร็จด้วยจิต เป็นอัตภาพที่อยู่ด้วยมโนมยัง เป็นจิตที่ปั้นเสพเอง ในภพ ถ้าคุณมีสติ แต่มันไม่ง่ายเวลาสติตกภพมันไม่ง่ายเลย ดังนั้นคุณเอง เวลาคุณตกภวังค์ก็สร้างวิมานได้เสพสุข คุณตายไปคุณก็ได้สุขเวลาฝัน แต่เวลาตายจริงๆ อนุสัยอาสวะมันจะทำงานเต็มที่ ซึ่งเวลาคุณมีชีวิตคุณก็อยู่กับทวาร 5 เป็นธรรมดา แต่เวลาตายไปมันจะกระตุ้นให้คุณอยากคุณดิ้นทุกข์ทรมาน คำว่า วิปัสสนา แปลว่า ต้องมีผัสสะ มีสัมผัส การไปนั่งหลับดับสมาธิอย่างเดียว ในสายนั่งหลับตาคือพวกไปหาหลุมดำอย่างเดียว จะไม่เกิด จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง พุทธะ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ไม่ใช่ไสยศาสตร์
_ 0888705xxx ว่า… พิจรณาดีๆ จะเห็นว่า พธร.เล่นการเมืองโดยอาศัยศาสนาบังหน้า..รึเป่า? _ 0888705xxx ว่า … สมัยที่พึ่งจะบวช พธร.เอาทุนมาจากไหนหลายสิบล้านตั้งโรงพิมพ์ๆ หนังสือแจก! อาตมา ว่า … กำลังเขียนเล่มหนึ่ง แต่ที่ผ่านมาหนังสือ อาตมา พิมพ์ออกมาเป็นล้านกว่าเล่มแล้ว เอาทุนจากไหน? เป็นเรื่องเศรษฐศาสตร์บุญนิยม ซึ่งคิดเอาได้ยาก วันนี้คุณในน้ำคำก็พูดมาเรื่องสาธารณโภคี จะออกสื่อเรื่องเครื่องมือที่ใหญ่โตของเราได้ไหม เราก็หมู่บ้านนิดเดียวแต่ทำไม มีรถแบ็คโฮล 800 ซึ่งเป็นคันใหญ่หายาก และก็มีอุปกรณ์มากมาย เช่น โรงพิมพ์ เขาว่าเอาเงินมาจากไหน? ตั้งแต่ตั้งโรงพิมพ์มาใหม่ๆ ก็พิมพ์ฉับแก ร ะ ทำจนนิ้วขาดไปหลายคน ได้เครื่องออฟเซ็ตจากนายห้างเกรย์ขายถูกๆ มาให้ ต่อมาตั้งตัวได้ก็ซื้อมือสอง จนตอนหลังก็ซื้อแกะกล่องได้ เป็นเรื่องเศรษฐศาสตร์บุญนิยม อีกหน่อยเขาจะมาศึกษา คุณ 8705 มาก็ดีทำให้เราได้อวดในสิ่งที่ดีส ิ่ งที่จริง ต้องขอบคุณที่เปิดทางให้พูด ถามว่าเอาเงินจากไหน? ก็จากเลือดและวิญญาณของชาวอโศก ทุกวันนี้เราก็ยังแข็งแรงในกฏที่จะรับเงินของคนภายนอกเมื่อต้องมาคบคุ้นกับเราอย่างดีแล้ว แม้คนบริจาคภายนอกมาเราก็เอาเข้าเป็นเงิน “กองสา ธารณโภคี ” คือให้ทำงานกับคนข้างนอก ถ้าหมดกิจกรรมก็หยุดรับเงินบริจาค แต่เข้าภาวะปกติก็ไม่รับเงินบริจาค แต่จะเอาของมาทำทานก็ได้ไม่มีปัญหา แต่เงินเราไม่รับ เราเลี้ยงตัวเองด้วยลำแข้งของเรา เป็นเรื่องสัจจะ พวกเรามาปฏิบัติแบบพระพุทธเจ้าจะมีพลัง 4 มีปัญญาเลือกเฟ้นงานที่ไม่มีโทษ ผู้รู้ไม่ติเตียน เราทำมาได้มีส่วนเกิน เพราะเรามาลดละไม่เปลืองไม่ถูกมอมเมา เราขยันหมั่นเพียร ไม่เสียเวลาไปพักผ่อนบันเทิงเริงรมย์ เราทุ่นไปหลายอย่าง ประหยัดจริงๆ economy จริงๆ เราเป็นเศรษฐกิจประหยัดจริง เราไม่หรูหราฟุ่มเฟือย แต่เราขยัน มีพลัง 4 แล้วสละช่วยคนอื่น เราเหลือกิน เหลือ ใช้แล้วให้คนอื่น คนก็ทึ่งบอกว่ามันมีแต่แจก มันเอาที่ไหนมาแจก มันไม่ใช่เรื่องลึกลับ แต่เป็นเรื่องลึกซึ้ง ไม่ใช่เรื่อง magic แต่เป็นเรื่อง enlightenment
_ 0888705xxx ว่า … ถ้าไม่ได้ปกครองด้วยลัทธิคอมฯแล้ว ทำไมสมณะอื่นๆ จึงเหมือนลูกกะโล่..ไม่ค่อยได้พูดเท่าไรนัก! ส มณะ ฟ้าไทว่า...พวกผมพูดก็ไม่ได้ดี ไม่ได้สาระเท่าพ่อครู และพวกเราไม่ค่อยอยากขึ้นเวที พ่อครูว่า … มันซ้อนว่าผู้ที่ไม่อยากเด่น อยากดัง ก็ไม่ต้องการหรอก แต่คุณเดาเอาจากการที่มีอัตตาก็เดาผิดสิ ตนเองก็เดาว่าเราเป็นเราคิดอย่างนี้ แต่เขาไม่เป็นอย่างเราก็ได้ อาตมา ก็ไม่ได้บังคับใคร ทุกคนก็เต็มใจ ไม่ได้แย่งหรอก แต่เข็นกันแทบตาย จะยอมขึ้นเวที
_ 0888705xxx ว่า … บาปที่พธร.สอนผิดๆ จะบาปหนักยิ่งกว่านิกร+ยันดะ+พุทโธ+เณรคำ รวมกันเสียอีก! พ่อครูว่า … ก็ไม่เป็นไรเป็นความเข้าใจของคุณ เราก็รับฟังตรวจสอบ ขอบคุณที่ให้เราตรวจสอบตนเอง อาตมา ว่าไม่ได้ไปทำอย่างนั้นเลยมั่นใจ อุ่นใจ ดีใจว่าเรายังเป็นลูกพระพุทธเจ้าไม่นอกรีตนอกรอย ห้ามคุณคิดอย่างนั้นไม่ได้ แต่ทั้งที่รู้ว่า อาตมา เคร่งไม่เป็นอย่างนั้นแต่เจตนาประจานก็ได้ ต้องการดิสเครดิต เรียกว่าใส่ไข่ ใ ส่ความ ถ้าคุณทำจริงก็บาป นี่คือการเดาเอานะ แต่ว่าถ้าคุณเข้าใจอย่างนั้นจริงก็ไม่เป็นไร อาตมา ว่าคุณเข้าใจผิด พระพุทธเจ้าว่าถ้าคนเขาบอกว่าเราเป็นเช่นไร แต่เราไม่เป็นเช่นที่เขาบอกก็ต้องบอกไปชี้แจ้งให้เขาเข้าใจ
_ 0888705xxx พธร.อยู่กับนาม-รูปแท้ๆ แต่ไม่เคยเห็นนาม-รูปจ ริ งๆ เพราะใจบอดสนิทแล้ว! ต่อมามี sms ของคนอื่นอีก _ 0817404 xxx ว่า… คนเคยรู้รสกามราคะแล้วกับคนไม่เคย สงสัยอยู่นั่น ใครปฏิบัติธรรมง่ายกว่า พ่อครูว่า...ตอบตายตัวไม่ได้ แล้วแต่บารมี คนที่ถูกครอบงำมา คนที่ตายแล้วเกิดมาก็ไม่ได้เอาความจำเก่ามาใช้เลย แต่เอาสัญชาติที่ติดตัวมาใช้แค่นั้น แต่ของเก่าทั้งของดีคุณก็ไม่ได้ใช้ คุณเป็นลิงลมอมข้าวพองมาก่อน แม้พระพุทธเจ้าก็ถูกครอบงำ ต้องถึงเวลาค่อยตื่นเป็นพระพุทธเจ้า อาตมา มีเรื่องลึกที่จะอธิบาย...ผู้ที่มีบารมีแล้ว แต่ยังไม่ถึงเวลา แต่เมื่อตั้งใจจริง เมื่อมีสมาธิเป็นจิตตั้งมั่นของตนเอง แล้วระลึก ของเดิมก็จะขึ้นมา อันนี้ของจริง ผู้ที่มีของจริง เมื่อระลึกแล้วก็จะได้ของจริง อย่างพระพุทธเจ้าไปทำทุกรกิริยา ทำได้ยอดกว่าคนอื่นเลยใน 6 ปี พระพุทธเจ้ามาบอกทีหลังว่านี่คือไม่ใช่ทางบรรลุธรรมเลย เป็นการไปใช้หนี้วิบาก แต่คนไปหลงว่า 6 ปีคือทางปฏิบัติ และมีพระสูตรในอุบาลีสูตร ก็ตรัสถึงโทษของการออกป่า พวกเรานั่งสมาธิน้อย แต่การไปนั่งจะได้ 2 อย่างคือ ของจริง กับของปลอม อาตมา ไม่ได้คัดค้านการนั่งสมาธิ แต่ถ้าคุณมีจริงมันก็จะได้ แต่ถ้าคุณไม่มีของจริง นี่แหละคือความเสียหาย ถ้าคุณไม่มีมรรคผล คุณได้แต่เรียนรู้เพ้อผัน ไปตามที่เรียนมาคุณก็ไปปั้นเอาแล้วคิดว่าใช่ ได้ของปลอมเยอะถ้าคุณไม่มีของจริง คุณปั้นจนคุณมั่นใจว่านี่ของจริง เรียกว่า “มโนมยอัตตา” เช่นคุณได้ยินว่า สระอโนดาษเป็นอย่างนี้ สวนอัมพวันต์เป็นอย่างนี้ อาตมา ก็เคยเล่นมา แต่ปั้นไปคนละเรื่องราวเลย แม้คุณจะไปเรียนมาเหมือนกัน แม้จะปั้นตรงตามที่ติวมาเหมือนเป๊ะ ก็ของใครของมันไม่ใช่อันเดียวกัน แต่ยังไงก็ไม่เหมือนเป๊ะ ปรมาณูสองตัวก็ไม่เหมือนกัน คนนั่งสมาธิ อย่างพระพุทธเจ้ามีของจริง ท่านมีฤทธิ์มากดึงออกมาพรวดเดียวเลยหลายล้านชาติ ท่านตั้งใจว่า “แม้เนื้อและเลือดในสรีระเราจะแห้งเหือดไปหมดสิ้น จะเหลือแต่หนัง เอ็น กระดูกก็ตามที หากเรายังไม่บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ก็จักไม่ทำลายบัลลังก์นี้” ท่านก็รู้ว่าท่านคือพระพุทธเจ้า อาตมา ว่า ทุกวันนี้ไม่ได้ฝึกเรื่องเหล่านี้เลย แต่ให้มันไหลออกมาเอง เช่นตอนที่นอนแล้วคุยกับเทวดา มันหาคำตอบก็จะค้นของตนเอง จึงเป็นสองอย่างในการทำสมาธิ คือของจริงและของปลอม คนที่มีแล้วเคยแล้ว ถ้ามีบารมีแล้วคุณก็ละได้ง่าย แต่เคยแล้วแต่คุณไม่มีบารมี แม้ไม่สงสัย แต่คุณติดก็ช้า เพราะมันมีนัยลึกซึ้งหลายอย่าง
_ 0847599xxxว่า … เพิ่งติดตามได้ 3 เดือน ข้าพเจ้า รู้จัก ... 1 ลดอัตตาตัวเอง 2 สมาธิลืมตา ผ้สสะ 3 วจีสังขาร ทำทันบ้างไม่ทันบ้าง แต่ดีใจที่ได้รู้จักวิธี และได้ทำตามคำสอน และจะทำต่อไป พ่อครู ถาม ว่า … ใครรู้จักวจีสังขารของตนเองบ้าง...ยกมือกันค่อนห้องเลย
_ 0824039xxx ว่า… ธรรมะย่อมชนะอธรรม! ปชช.ไม่มีธรรมแท้มีแต่ธรรมเทียมจึงแพ้อธรรมโดยมิรู้สึกว่าตัวเองแพ้! เพราะบางคนก็เอากะมันด้วย! ปชช.ต้องดึงศีลธรรมกลับมาปท.ไทยจะไม่พินาศ! พ่อครูว่า...เมื่อวานนี้อธิบายถึงนามรูป อธิบายถึงว่าต้องรู้รูปและนาม ได้อธิบายในรูป 28 ก็ลองแจกแทรกในอุปาทายรูป 24 และมหาภูตรูป 4 คร่าวๆ มหาภูตรูป ๔ คือดิน_น้ำ_ไฟ_ลม ยกตัวอย่างเช่น มะเขือก็เป็นดินน้ำไฟลมที่ไม่มีวิญญาณครอง เป็นอนุปาทินกสังขาร เป็น “ชีวะ” นิยาม แม้มันจะสัมผัสกันอย่างไรมันก็ไม่รู้ ไม่มีเวทนา ไม่มีเวรภัย ไม่รักไม่ชังไม่เจ็บไม่ปวด จะมีภัยและบาปก็ต่อเมื่อ ที่เป็นสัตว์แล้วที่เป็นอุปาทินกสังขาร(มีจิตวิญญาณครอง) ส่วนจิตวิญญาณมีเวทนา มีอุปาทานยึดถือสะสม สร้างอะไรเป็นกรรมวิบากไปได้เรื่อยๆ [40] อุปาทารูป หรือ อุปาทายรูป 24 (derivative materiality) มนุษย์มีทวาร 5 ครบ ก็มีปสาทรูป แล้วก็จะไปมีผัสสะ เช่นกับคนกับส ิ่ งของ ก็มีการสัมผัสก็จะเกิดวิญญาณ รู้ได้จึงเรียกว่า “นามรูป” ถ้าสัมผัสกัน 2 อย่างก็เป็นองค์ประชุม และเกิดวิญญาณเป็น 3 อย่างก็คือ กาโย แล้วจะมีกุศลอกุศล เพราะในวิญญาณจะมี เวทนา สัญญา สังขาร สัญญาเป็นคลังความจำ หน้าที่ของวิญญาณเป็นการกำหนดรู้ กำหนดหมาย กับการกำหนดจำได้หมายรู้ ว่าสักแต่ว่ารู้ในปุถุชนก็ได้ชั่วคราว แต่อรหันต์ทำได้ตลอดไป แต่ถ้าคุณไปรู้วิญญาณล่องลอยเป็นรูปร่าง ก็ไม่เข้าถึงนามธรรม ของตนเอง คือเวทนา สังขาร วิญญาณของตนที่ปรุงแต่งเป็น เทวดา เป็นผี คุณก็ไม่รู้ ไปติดที่รูป แต่แม้คุณระลึกก็จะรู้ได้ว่าตนเคยเป็นเทวดาเป็นผี แต่ไม่ศึกษาในอาการก็ไม่รู้ ไม่รู้ว่าจิตนี่มีกุศลหรืออกุศลจิต คนศึกษาจิตตนเป็นจะแยกแยะได้ มีตีรณปริญญา (แยกแยะ) และมีปหานปริญญา (ทำลายกิเลสได้) และจะรู้สังขาร ซึ่งก็คือวิญญาณนั่นแหละ และก็คือเวทนานั้นแหละ เมื่อสามารถอ่านนามธรรมตนได้ ก็ปฏิบัติมีผัสสะ 6 อายตนะ 6 ตัณหา 6 เกิดทางทวาร 6 ร่วมกันเกิดกิเลส คุณก็สามารถแยกแยะได้ (ตีรณปริญญา) รู้ของเรา มันไม่มีรูปร่างเส้นแสง แต่รู้ได้ด้วย “อาการ” เมื่อกระทบสัมผัสมหาภูตรูปแล้วมีการรับรู้กำหนดรู้ เรียกว่า “กายในกาย” และมีตีรณปริญญาหรือธัมวิจัยสัมโพชฌงค์และรู้ตัวที่จะต้องกำจัด จับอาการของตัณหาได้ และทำให้มันดับได้ ตัณหาดับอุปาทานก็ดับได้ มันเป็น kinetic energy และ potential energy อ่าน กายวิญญัติได้ (เป็นองค์รวมที่แสดงออกมา) เป็นการเคลื่อนไหวให้รู้ได้กระทบสัมผัส มีทั้งกรรม 3 ร่วมกัน แม้แต่เหลือ วจีวิญญัติ เช่นการมี นัจจะ คีตะ แต่มีตรง วาทิตะก็มีวจีวิญญัติ แต่องค์รวมของการเคลื่อนไหวก็เป็น กายวิญญัติ เปรียบเหมือนเมื่อดับไฟมืดเป็นเทหวัตถุแท่งทึบก็ไม่เห็นอะไร แต่ว่าพอเปิดไฟก็เห็นได้ ก. ปสาทรูป 5 (รูปที่เป็นประสาทสำหรับรับอารมณ์: sensitive material qualities) 1. จักขุ (ตา - the eye) 2. โสต (หู - the ear) 3. ฆาน (จมูก - the nose) 4. ชิวหา (ลิ้น - the tongue) 5. กาย (กาย - the body) ข. โคจรรูป หรือ วิสัยรูป 5 (รูปที่เป็นอารมณ์หรือแดนรับรู้ของอินทรีย์ : material qualities of sense-fields) 6. รูปะ (รูป - form) 7. สัททะ (เสียง - sound) 8. คันธะ (กลิ่น - smell) 9. รสะ (รส - taste) 0. โผฏฐัพพะ (สัมผัสทางกาย - tangible objects) ข้อนี้ไม่นับเพราะเป็นอันเดียวกับมหาภูต 3 คือ ปฐวี เตโช และ วาโย ที่กล่าวแล้วในมหาภูต ค. ภาวรูป 2 (รูปที่เป็นภาวะแห่งเพศ - material qualities of sex) 10. อิตถัตตะ, อิตถินทรีย์ (ความเป็นหญิง – femininity) คืออาการที่ยังไม่เรียบร้อย ยังไม่ลงตัว 11. ปุริสัตตะ, ปุริสินทรีย์ (ความเป็นชาย – masculinity) อาการที่ลงตัวถาวรแล้ว ง. หท ั ยรูป 1 (รูปคือหทัย - physical basis of mind) (แปลตามทั่วไปตามพจนานุกรมประมวลศัพท์ฯ) 12. หทัยวัตถุ* (ที่ตั้งแห่งใจ, หัวใจ – heart-base) อาตมา ว่าคือรูปที่เป็นส ิ่ งที่ตั้งของการเกิด ถูกรู้ตรงไหนตรงนั้นคือหทัยรูป รู้ตรงไหนก็ตรงนั้น ไม่ได้มีที่อยู่เป็นรูปร่าง เพราะจิตวิญญาณคุณ อสรีรัง ทุรังคมัง เอกจรัง พวกที่เล่นถอดจิตนั้นไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่มีจริง แต่มันยาก แต่ไม่รู้จะทำไปทำไม ท่องเที่ยวไป พระพุทธเจ้าบอกว่า อย่างนั้นมันล่องลอยไม่รู้เรื่อง ต้องอ่านเข้ามาหาจิตวิญญาณในกายนี้ ที่เกิดสุขเกิดทุกข์นี้ ต้องรู้ความจริงอันนี้จึงไปสู่นิพพาน ต่อให้คุณออกจากร่างได้จริง เห็นคนมาล้อมรอบเราเลย สมมุติว่าจริง ซึ่งคันธารีสอน ฤาษีเขาสอน แต่พระพุทธเจ้านั้นตรัสว่า... ดูกรเกวัฏฏ์ เราเล็งเห็น โทษในอิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปฏิหาริย์ อย่างนี้แล จึงอึดอัด ระอา เกลียดอิทธิปาฏิหาริย์. อฏฺฏิยามิ หรายามิ ชิคุจฺฉามิ
จ. ชีวิตรูป 1 (รูปที่เป็นชีวิต - material qualities of life) 13. ชีวิตินทรีย์ (อินทรีย์คือชีวิต - life-faculty; vitality; vital force) คือความเป็นชีวิตของสิ่งที่ถูกรู้ อย่างพืชนี้ไม่มีวิญญาณครอง แต่ว่าคนที่มีวิญญาณครองก็ของเขาเราไม่ต้องไปรู้หรอก เรารู้ของเรานี่แหละ ซึ่งชีวิตจะมีหลายหลาก คำว่า “ชีวิต”นี้มันจะมีอะไรบ้างในจิตของคุณ เช่น ชีวิตของอุปาทาน มันมีชีวิตแต่กบดาน ว่างๆ ก็ออกมาแสดงตัวเป็นตัณหา ออกมาแต่ละที ชีวิตินทรีย์ของผีตัวนี้ทำไมมันแรง ถ้าไม่ศึกษาคุณก็ไม่รู้ ถ้ามันดำฤษณากันมันแย่งขี้หมากันในสังคมหน้ามื ด ตาบอดกัน ชีวิตของผีของเทดาจะอยู่นานแค่ไหน ก็แล้วแต่คุณเลี้ยง ผีกับเทวดาคือตัวเดียวกัน เทวดาเป็นของปลอมเป็นเท็จทั้งนั้น ผีสิของแท้กว่า มันหน้าด้านอย่างนี้จริงๆ สมมุติเทพคือเทวดาโลกีย์ลดกิเลสได้ก็เป็นอุบัติเทพ กิเลสหมดก็เป็นวิสุทธิเทพ ฉ. อาหารรูป 1 (รูปคืออาหาร - material quality of nutrition) 14. กวฬิงการาหาร (อาหารคือคำข้าว, อาหารที่กิน : edible food; nutriment) ในอาหารที่กินเป็นคำข้าว มันก็มีผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหารในนั้น ยามผัสสะ เมื่อไม่เป็นอนาคามีก็มีกิเลสในทวารนอก คุณต้องมีผัสสะรู้ในทวาร 5 1 . กวลิงการาหาร (อาหารคำข้าว ให้กำหนดรู้กิเลสเบญจกาม) . . 2 . ผัสสาหาร (อาหาร คือ ผัสสะกระทบให้กำหนดรู็การเกิดเวทนา) . 3 . มโนสัญเจตนาหาร (อาหารใจที่เจตนามุ่งกับตัณหากำหนดตัณหา) . . 4 . วิญญาณาหาร (อาหารของวิญญาณ คือ กำหนดรู้จักแยกแยะนาม-รูป แล้วกำจัดเฉพาะอาสวะให้จบสิ้น) # จากมหาภูตรูปก็เนื่องมาเป็นอุปาทายรูป ก็ต้องรู้ว่ามีกิเลสมาร่วม(สัมปยุตตัง) เราก็กำหนดศีล ภายนอกเราไม่ละเมิดแล้วก็มาอ่านจิต ที่มันเร ิ่ มคิดดำริ มันมีการปรุงในนั้นไหม มันจับอาการกามได้ไหม? คุณกำจัดมันสำเร็จก็เป็นวิตักกะ สังขารก็เป็นวิสังขาร ถ้ากำจัดมันไม่ได้ก็เป็นมิจฉาสังกัปปะ ลดได้บ้างก็มีส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์บ้าง ทำบ่อยทำสมุทเฉทปหานได้ก็ทำอาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมังไปจนเป็นนิสรณปหานได้ การปหานไม่ใช่แค่กดข่ม การกดข่มก็ช่วยด้วย ต้องรู้ว่ามันเป็นเรื่องเลวร้ายไม่อยู่ถาวร แต่มันลดได้ ไม่ให้บำเรอมันก็ไม่ตาย และไม่เปลืองด้วย มีประโยชน์อีกเมื่อลดมัน พระพุทธเจ้าให้รู้ ทาน ศีล สวรรค์ทางกาม โทษของสวรรค์ ให้รู้ว่าสวรรค์นั้นมันเป็นสมมุติเทพ การทานไม่ใช่บำรุงกิเลสโต ในสัมมาทิฏฐิ 10 ต้องทำให้เกิดสวรรค์ของอุบัติเทพ เป็นเนกขัมมสิตะ ไม่ใช่เคหสิตะ ต้องเห็นอย่างมีปัญญาญาณ เห็นโทษภัย มีญาณ 16 มันลดละได้จริง อาการของมันมีคุณเห็นอย่างมีปัญญาญาณ เจริญเป็นญาณ 16 ที่ได้ขยายความให้ฟัง ที่เกิดจากมีสัมผัสทั้ง 6 จึงเป็นพระพรหม เป็นเทวดา สู่งขึ้นเรื่อยๆ เราเห็นสัตว์อบายตายไปเรื่อยๆ หมดเรี่ยวแรงไปเรื่อย จนเป็นเทวดาแท้ นี่คือเห็นเทวดา สัตว์นรก พรหม อย่างแท้จริงไม่เป็น magical แต่มีจักษุ ญาณปัญญา วิชชา แสงสว่าง ช. ปริจเฉทรูป 1 (รูปที่กำหนดเทศะ : material quality of delimitation) อาตมา ว่าแปลอย่างนี้ไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่คือการกำหนดขอบเขต(เทศะ) คำว่า “ปริ” ก็คือ “รอบ” ส่วนคำว่า “เฉท” คือ “การตัด” คือเราตัดรอบของเราเอง 15. อากาสธาตุ (สภาวะคือช่องว่าง : space-element) คือรูปที่คุณตัดมาได้ลอกมาได้เรื่อยๆ คือตัดรอบ พารากราฟหรือปริเฉท ให้มันลดลงๆ เป็นส่วนๆ ลดได้ก็เป็นปริเฉทรูปคือลดจนเป็นอากาสธาตุเลย ปริเฉทรูปคือรูปตั้งแต่หยาบปริเฉทใหญ่ๆจะไปถึงละเอียดจนเป็นปริเฉทขนาดอากาสธาตุ เป็นการบอกขนาดนั่นเอง ญ. วิญญัติรูป 2 (รูปคือการเคลื่อนไหวให้รู้ความหมาย : material intimation; gesture) 16. กายวิญญัติ (การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยกาย : bodily intimation; gesture) 17. วจีวิญญัติ (การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยวาจา : verbal intimation; speech) ฏ. วิการรูป 5 (รูปคืออาการที่ดัดแปลงทำให้แปลกให้พิเศษได้ : material quality of plasticity or alterability) 18. (รูปัสส) ลหุตา (ความเบา - lightness; agility) 19. (รูปัสส) มุทุตา (ความอ่อนสลวย : elasticity; malleability) 20. (รูปัสส) กัมมัญญตา (ความควรแก่การงาน, ใช้การได้ : adaptability; wieldiness) 0. วิญญัติรูป 2 ไม่นับเพราะซ้ำในข้อ ญ. ฏ. ลักขณรูป 4 (รูปคือลักษณะหรืออาการเป็นเครื่องกำหนด : material quality of salient features) 21. (รูปัสส) อุปจย (ความก่อตัวหรือเติบขึ้น : growth; integration) 22. (รูปัสส) สันตติ (ความสืบต่อ : continuity) 23. (รูปัสส) ชรตา (ความทรุดโทรม : decay) 24. (รูปัสส) อนิจจตา (ความปรวนแปรแตกสลาย : impermanence) ส ิ่ งต่างๆ นั้นอนิจ จ า ไม่เที่ยง แต่ว่า ส ิ่ งเที่ยงแท้มีอย่างเดียวคือ “นิพพาน” และเกิดได้ในมนุษย์เท่านั้น ที่มีทั้งรูปธรรมและนามธรรม ส.ฟ้าไทสรุปว่า...วันนี้พ่อครูอธิบายช้าๆ ค่อยๆ ง้างมือและเข้าเป้าค่อยๆต่อยเข้าเป้า วันนี้ได้ฟังเรื่องเกี่ยวกับ 8705 ว่าเขาเพ่งร้าย แต่พ่อครูฉลาดกลับทำให้เกิดส ิ่ งที่ดีได้ ต้องมีความสามารถมากจึงทำได้ เช่น อธิบายเศรษฐศาสตร์บุญนิยมก็อาศัยคำย้อนเขามาอธิบายได้ “ อโศกบอกว่าเป็นคนจนแต่เอาที่ไหนมาแจก? ถามว่าเอาเงินจากไหน? ก็จากเลือดและวิญญาณของชาวอโศกไง!”....จบ