560331_รายการวิถีอาริยธรรม โดยพ่อครูและส.ฟ้าไท เรื่อง ดับกิเลสสดๆแบบเห็นๆเป็นเช่นนี้.docx
เนื้อหาในไฟล์
560331_รายการวิถีอาริยธรรม โดยพ่อครูและสมณะฟ้าไท ราชธานีอโศก เรื่อง ดับกิเลสสดๆ แบบเห็นๆ เป็นเช่นนี้ สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้ วันที่ 31 มีนาคม 2556 ที่ ราชธานีอโศก แจ้งข่าว สำรหับ นิสิตว.บบบ. ที่ได้รับเข็มพระธรรมเข็มที่สอง ให้มารับ ในวันที่ 7 มีนาคม นี้ เวลา 7.77 นาที ในงานปลุกเสก รายการของพ่อครู ในรายการที่ผ่านมา ได้บรรยายถึงสังขาร 3 ซึ่งมีความละเอียดลึกซึ้ง และเราก็ช้าในการรู้และปฏิบัติด้วย ต่างจากภูมิรู้ของ พ่อครูมาก ทุกขอาริยสัจ ต้องเป็นอาริยบุคคลเท่านั้นจึงรู้จักได้ และต้องกำหนดหมาย เรียกว่า "ทุกขสัญญา" และจะมี "ทุกขลักษณะ" ว่ามีอย่างไรบ้าง เหตุแห่งทุกข์คือ อุปาทาน พ่อครูว่าคือ อนุสัย (กิเลสที่ฝังลึกในก้นบึ้งของจิตใจ) หรือกิเลสอย่างละเอียด ที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน (เหมือนไม่มีแต่ถึงเวลาแสดงออกก็มาทำให้เราทุกข์) เรามาเรียนรู้ว่าทำอย่างไร จะหมดกิเลสที่เป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ได้ ใครไม่ทำก็ไม่ได้ แม้ฟังรู้เรื่องก็ตาม พ่อครูว่า… ขออภัย ที่ต้องพูดเรื่องธรรมะขั้นลึกนี้อีก สำหรับผู้ที่ฟังยังไม่เข้าใจ แต่ก็ต้องขอเวลาลุยไปบรรยาย ไปอย่างต่อเนื่อง ให้จบก่อน แล้วค่อยย้อนไปหาเบื้องต้น ท่ามกลางต่อไป ขอย้ำว่า เราเริ่มต้นงานปลุกเสกพระแท้ๆ ของพุทธ ในวันที่ 6 ไปถึง วันที่ 12 เมษายน 2556 เรากำหนดเวลา 7.77 นาที (คือ 8.11 น.) เราจะเริ่มต้นแจกเข็ม ว.บบบ. และเสื้อรุ่น จากนั้นก็จะถึงงานตลาดอาริยะ พวกเราก็เตรียมงานจนเข้มเลย ผิวเข้ม อุณหภูมิบางวันถึง 50 องศาเซลเซียส เลย ในบริเวณกลางแดด พวกเรามีไม่มากคน แต่ก็มีพฤติพุทธ มีกำลัง 4 พ้นภัย 5 เราทำอย่างอิสระ เราทำอย่างรู้คุณค่า เพื่ออะไร ไม่ใช่อยากเอาหน้า ใจเราจะอ่านอาการจิตว่าเรามี สาเฐยยะจิตหรือไม่ ถ้ามีก็ต้องปราบของตนเอง ต้องรู้ตัว ทุกขสมุทัย
อ่านต่อ
ต้องรู้ ทุกขสัญญา กำหนดหมายรู้ ต้องทำงานเป็นว่าจะ รู้ทุกขลักษณะ รู้ลักษณะเหตุแห่งทุกข์ ก็จะสามารถรู้ได้ และรู้ลึกละเอียด โดยมีญาณปัญญาหยั่งรู้ได้ ลักษณะของทุกข์ที่เป็นอนิจจัง ที่มันบีบคั้นเราอยู่ตลอดเวลา แต่เราไม่สามารถเลิกมันได้ หรือว่ามันคงอยู่ไม่ได้ในสภาพเดิม มันทนได้ยาก ต้องเปลี่ยนไป เรียกว่า อนิจจัง ผู้อวิชชาจะไม่รู้ภาวะเหล่านี้ได้ พระอาริยะจึงจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ในสภาวะทุกข์นี้ หรือว่าสภาพที่มันตั้งอยู่ที่ไหน ก็ที่ใจเรา เราจะมีญาณอ่านเห็นทันที เป็นประสพการณ์ทันทีเลย เรียกว่า (ญาณินทรีย์) คือเห็นเป็นประสพการณ์ ในเฉพาะหน้าทันทีเลย เห็นที่ตั้งแห่งทุกข์หลัดๆ เลย แต่ถ้ามันมีอยู่แต่ไม่รู้ ในภาวะที่แย้งหรือปฏิเสธความสุข แต่คนไม่รู้เป็นทาสความทุกข์ คนที่มีสภาวะเหล่านี้ จะบอกได้อธิบายได้ กล่าวถึงอย่างชัดเจน ไม่ใช่พูดแต่พยัญชนะ ทุกข์กับสุขเป็น "ทวิภาวะ" ถ้ายังมีสุขก็จะมีทุกข์อยู่ ดังนั้น ถ้าผู้ใดไม่มีทุกขสัญญา คือไม่มีความกำหนดหมายรู้ว่าเป็นทุกข์ หรือไม่มีการกำหนดหมาย ให้มองเห็นสังขารที่เป็นทุกข์ได้จริง ผู้นั้นก็ไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงทุกขลักษณะ (เครื่องกำหนดว่าเป็นทุกข์, ลักษณะที่จัดว่าเป็นทุกข์,ลักษณะที่แสดงให้เห็นว่าเป็นทุกข์) ได้แก่ 1. ถูกการเกิดขึ้น และการดับสลายบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา (ผู้อวิชชาไม่รู้สึกหรอก ว่าภาวะเหล่านั้นบีบคั้นตน ยอมเป็นทาสให้บีบคั้น ไม่สามารถเลิกความบีบคั้นนั้นได้) 2. ทนได้ยาก หรือคงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ (ซึ่งหมายถึงอนิจจัง ผู้อวิชชาไม่รู้จักหรอก ว่า ภาวะเหล่านั้นมันเป็นดังที่ อาริยบุคคลรู้จัก ดังนั้น ผู้รู้จักรู้แจ้งรู้จริง อนิจจัง ดังว่านี้ได้ ก็ต้องมีภูมิอาริยบุคคล) 3. เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ (ผู้อวิชชานั้นรู้ไม่ได้หรอก ว่า ภาวะเหล่านั้นเป็นที่ตั้ง แห่งความทุกข์อย่างไร อยู่ที่ไหน และไม่คิดจะหาทางขจัดภาวะนี้ออกไปจากจิตให้หมดสิ้น) 4. แย้งต่อสุข หรือเป็นสภาวะที่ปฏิเสธความสุข เมื่อปฏิเสธความสุข หรือแย้งความสุข มันก็คือทุกข์นั่นเอง ทุกข์จึงตรงกันข้ามกับสุขตลอดกาลนาน เป็นภาวะคู่ที่แท้จริง ถ้ายังมีสุขก็ยังมีทุกข์อยู่ ต้องหมดสิ้นสุขจึงจะหมดสิ้นทุกข์แท้ คนที่หลงติดสุขว่าเป็นภาวะที่น่าได้น่ามีน่าเป็น จึงดิ้นรนแสวงหา สุขอยู่ตลอดเวลา ไม่หยุดสนิท ชนิดที่ไม่เกิดอีกเลยตลอดกาลเด็ดขาด ก็ยังมีทุกข์ แต่โดยสามัญปุถุชนคนทั่วไปก็ตาม ก็จะมีหยุด คือมีอารมณ์ไม่สุขไม่ทุกข์ อารมณ์เฉยๆ แบบพักยกตามธรรมชาติอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ว่า อารมณ์ไม่สุขไม่ทุกข์ หรืออุเบกขา (เคหสิตอุเบกขา) นี้จะพักนานหรือ จะพักสั้นเท่านั้นเอง ซึ่งมันก็ยังมีภาวะบีบคั้นในใจอยู่ เพียงแต่ผู้มีนั้นไม่สามารถรู้ตัวเองได้ ความบีบคั้นให้ดิ้นรนแสวงหาเพื่อมาบำเรอเวทนา ภาวะฉะนี้แหละ ที่เป็นตัวการจริงๆ คือเหตุแท้ จึงเป็นตัวทุกข์แท้ เวทนาที่ตนติดยึด (อุปาทาน) ว่า น่าได้น่ามีน่าเป็น อยู่ จึงดิ้นรนไม่หยุดเด็ดขาดลงได้ จะต้องให้เกิด เวทนานั้นอยู่ไม่คราใดก็คราหนึ่งจนได้ เมื่อมันเกิดการบำบัดอารมณ์ ที่น่าได้น่าเป็นของตนขึ้นมาทีไร ก็เรียกมันว่าสุข กระนั้นโดยธรรมชาติมันก็ยังมีโอกาสที่ไม่ทุกข์ไม่สุข (อุเบกขา) เป็นครั้งคราว ทว่าผู้หลงมัวเมาติดสุขก็ยังไม่เข้าใจความไม่ทุกข์ไม่สุข หรืออุเบกขานี้ ว่าเป็นความสงบจากทุกข์ จากสุข (วูปสมสุข=อทุกขมสุข,อุเบกขา) แม้จะเป็นอารมณ์ที่เกิดโดยธรรมชาติ แค่มันพักยกก็ตาม ซึ่งความสงบนี้เป็นอารมณ์ที่ดีวิเศษกว่าอารมณ์สุข เพราะอารมณ์สุข (สุขเวทนา) นั้นเกิดขึ้นเฉพาะขณะที่บำเรอตัณหา อุปาทานอยู่เท่านั้น แล้วมันก็หายวับไป เมื่อหมดสิ้นสัมผัส (ผัสสะ) ลงคราใด ภาวะนั้นก็หายไป ไม่มีอยู่ ซึ่งปราชญ์และศาสดาทั้งหลายต่างยืนยันตรงกันว่า อารมณ์สงบนี้แหละ ยิ่งกว่าสุข (ปรมัง สุขัง) หรือสุขวิเศษกว่าสุขที่ไม่สงบ (วูปสมสุข) ผู้อวิชชา หรือหลงติดสุขอยู่ นึกไม่ออกแน่ๆ เขาเดาลักษณะจิตใจของผู้เห็นจริงเป็นจริงแล้วว่า สุขสงบนี้แหละวิเศษกว่าสุขแบบโลกีย์ หรือสุขที่ต้องบำเรออารมณ์ (โลกียสุข) นี้ ไม่ได้จริงๆ (อตักกาวจร) เพราะเขายังหลงจมดำฤษณาอยู่กับ ความสุขแบบโลกีย์ ยังไม่หมดเชื้อ เพราะผู้อวิชชาอยู่จริง ไม่รู้หรอกว่า สุขที่ต้องบำเรออารมณ์นี้แหละ คือ ตัวหลอก เป็นเท็จ (สุขัลลิกะ) แท้ๆ มีทุกข์เป็นเหตุอยู่ ยังยึดอยู่ และ ความสงบนั้น ก็มีนัยสำคัญอย่างยิ่งอีก นั่นคือ ปราชญ์ผู้ใด จะสามารถ ทำให้ความสงบของตนได้แท้แน่นอนยิ่ง ถาวรยั่งยืนจริง ยิ่งกว่ากัน ซึ่งลัทธิทั้งหลายที่แสวงหาความสงบเช่นกันนั้น ล้วนยังค้นหา ตัวตนของเหตุ ที่เป็นตัวการก่อความไม่สงบ คืออัตตา หรืออาตมัน หรือปรมาตมัน ซึ่งตัวการแท้ตัวนี้ก็คือ อวิชชานุสัย นั่นเอง เขายังสัมผัสอัตตาไม่ได้ อวิชชาก็ดี อนุสัยก็ดี นี้แหละคือ ตัวตนแห่งผีร้าย ที่รู้ตัวยากยิ่งที่สุด หรือแม้จะสามารถจับตัวตนของอัตตาได้แล้ว ก็ต้องมีวิธีดับที่วิเศษสำคัญอีกด้วย ถ้ายังไม่มีแม้แค่วิธีดับที่วิเศษ ก็ยังไม่สามารถดับตัวเหตุให้หมดเกลี้ยงสิ้นสนิท จนกระทั่งดับหมดสิ้น อย่างละเอียดสัมบูรณ์ได้ ดังนั้น การรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ความเป็นตัวตน ที่บาลีว่า อัตตสัมปทา นั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า เป็นแสงอรุณก่อนพระอาทิตย์จะขึ้น หรือก่อนจะมี สัมมามรรคอันมีองค์ 8 ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติอันเอกได้ ด้วยประการฉะนี้ ด้วยความตรัสรู้แท้ๆ พุทธจึงสามารถพิสูจน์ด้วยของจริง ทำจริงบรรลุผลสำเร็จจริง แล้วยังตรวจแล้ว ตรวจอีกด้วย ทั้งอรูปฌาน หรือวิโมกข์ 8 และทั่งปฏิบัติจนกระทั่งเกิดความตั้งมั่น ด้วยกาละ 3 คือ อดีต ปัจจุบัน อนาคต โดยการทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ด้วย อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง จนมั่นใจในสัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ จึงถึงที่สุดแห่งความสงบสัมบูรณ์แท้ ดังนั้น ผู้ที่แม้แค่ความสงบก็ไม่มีปัญญารู้ว่าวิเศษกว่าสุข ผู้นี้ก็แก้ยากแน่ สงบแบบพุทธไม่ใช่เฉยๆ แต่สงบแล้วช่วยคนด้วย จะทำประโยชน์ เพื่อคนอื่น เราอยู่เฉยๆ ก็ตายไว น้ำนิ่งๆ นั้น จะเน่าง่ายกว่าน้ำที่ไหลอยู่เสมอๆ เราออกไปทำงานเพื่อคนอื่น เราก็ได้ประโยชน์ด้วย เราทำอย่างไม่อยากได้อะไรตอบแทน ยิ่งอยากได้ตอบแทนยิ่งลดค่าสิ่งที่เราทำ ยิ่งเราไม่อยากได้อะไรตอบแทนสิ่งที่เราทำยิ่งจะมีค่า คนที่ยังหลงผิด เชื่อว่า สุขมันเป็นของถาวร มันมีอยู่จริง ก็เพราะผู้นั้นยังยึดมั่นไว้ อยู่ในอนุสัยอยู่นั่นแหละ..นี่หนึ่ง ความยึดว่าสุขอย่างนี้ๆ เอง ที่ยึดว่าจริง ตนยังต้องได้ต้องมี ฉะนี้แล คืออุปาทานที่ฝังลึกอยู่สุดลึกในใจ อีกอย่างหนึ่ง..ก็คือ ไปหลงสัญญา ซึ่งเป็นแค่ความจำเท่านั้น ว่า เป็นความจริง คือหลงเอาความจำ มาเป็นความจริงสดๆ นี่ก็หลงผิดแล้ว ที่แท้อารมณ์สุขนั้นมันหายไป ตั้งแต่ไม่มีผัสสะ (สัมผัส) แล้ว เมื่อไม่มีผัสสะ ก็ไม่มีความจริงสดๆ ที่มี ที่เป็นอยู่ มันหายไปแล้ว ผู้แยกแยะได้ว่า ความจำไม่ใช่ความจริง เพราะมีอาการแตกต่างกัน ภาวะที่สัมผัสอยู่สดๆ หลัดๆ นี้ จริงกว่าภาวะที่เราไม่ได้สัมผัสอยู่สดๆ จริง ณ บัดนี้ ฉะนี้คือ วิทยาศาสตร์ ที่จริงทั้งเป็นสิ่งมีอยู่โทนโท่ และทั้งปัจจุบันกาล ความจำมันเป็นของแห้ง ที่ธรรมชาติของจิตมันเก็บไว้ได้เท่านั้น คนผู้ที่มีภาวะสดๆ สัมผัสอยู่ก็รู้สึก หิริถึงขั้นโอตตัปปะ ในภาวะสดนั้นได้แล้ว แต่ยังเหลือภาวะแห้งอยู่บ้าง นั่นคือผู้สิ้นทุกข์ภายนอกได้ ถือว่าสิ้นกิเลสในกามภพ ถ้าทำได้อย่างนั้นจริงถาวรยั่งยืน ก็นับเป็นผู้เข้าสู่ อนาคามีภูมิ ผู้แยกความแตกต่างได้ว่า การระลึกเอาของแห้งขึ้นมา ระลึกเมื่อใดก็เป็นของแห้งเมื่อนั้น ซึ่งมันไม่ใช่ของสด แล้วเห็นได้ว่า สดกับแห้งนี้ เข้าใจได้ว่า สดมันจริงกว่าแห้ง มันเป็นความจริงกันคนละระดับ ผู้นั้นก็มีภูมิรู้ยิ่งกว่าสามัญ ผู้บรรลุธรรมสัมบูรณ์ของพุทธนั้น หมดสิ้นความสุขความทุกข์แท้ ในภาวะที่เป็นทั้งของสดทั้งของแห้ง กล่าวคือ มีหรือไม่มีของสดอยู่ ก็ไม่สุขไม่ทุกข์ มีหรือไม่มีของแห้งอยู่ ก็ไม่สุขไม่ทุกข์ หมายความว่า มีหรือไม่มี ก็ไม่สุขไม่ทุกข์ แต่ความจำก็ยังมีได้ มีของแห้งได้ แม้ว่า ผู้นั้นจะระลึกนึกดึงเอาความจำ หรือของแห้งนั้นๆ มารู้อีกเห็นอีกอย่างไร มันก็ไม่มีความสุข และไม่มีความทุกข์ กันอีกแล้ว ซึ่งความจริงสดๆ นั้นไม่มีความสุข ความทุกข์แล้ว ผู้บรรลุพุทธธรรมต้องมีถึงขั้นดังว่านี้ ดังนั้น แม้สัมผัสอยู่สดๆ มันก็ ไม่สุข ไม่ทุกข์ ที่ได้พิสูจน์กับตัวเองแล้วจริง และเป็นความสงบที่ปราศจากความสุขความทุกข์ถาวรยั่งยืนตลอดไป ความสงบที่ ไม่มีทั้งความสุข และไม่มีทั้งความทุกข์นี้ แม้เราจะสัมผัส อยู่กับเหตุปัจจัยที่เราเคยหลงว่าสุขนั้นปานใด สำหรับผู้บรรลุธรรมแบบพุทธ ที่เป็นโลกุตระจริงนั้น จะไม่มีทั้งสุข ทั้งทุกข์ ทั้ง 2 อย่าง แม้บัดนี้เราจะสัมผัสมันอยู่อย่างไร จิตใจเราก็ไม่มีอารมณ์สุข เพราะทุกข์ที่มีเหตุปัจจัย เราได้กำจัดเหตุนั้นหมดสิ้นแล้วสนิท ทุกข์ก็ไม่มี เหตุแห่งทุกข์ก็ไม่มีในใจเราอีกเลย สุขจึงไม่มี เพราะเหตุแท้ เราได้ดับมันสนิท ไม่เกิดอีกถาวรแล้ว พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ทุกสรรพสิ่งล้วนมาแต่เหตุ เมื่อเหตุดับ ทุกสรรพสิ่งย่อมดับ จึงเป็นสัจธรรมที่จบบริบูรณ์ ด้วยประการฉะนี้ เห็นได้ไหมว่า ทุกข์ต่างหากที่มันเป็นสัจจะยิ่งกว่า เป็นต้นตอยิ่งกว่าสุข เพราะสิ่งนี้มี (คือทุกข์) สิ่งนั้นจึงมี (คือสุข) พระบรมศาสดาจึงตรัสเรียกทุกข์ ว่าทุกขสัจจ์ มีคำว่า สัจจะ กำกับอยู่ชัดๆ ส่วนคำว่าสุขนั้น ท่านกลับตรัสเรียก สุขตัวนี้ไว้ชัดอีกเช่นกันว่า สุขัลลิกะ มีคำว่า อลิกะ กำกับอยู่แท้ๆ ที่ว่าทุกข์มันจริงกว่านั้น เพราะทุกข์ที่มีเหตุแห่งทุกข์ของผู้อวิชชานี้ มันฝังอยู่ในใจคนผู้อวิชชา เรียกด้วยภาษาว่า อุปาทาน มันเป็นอนุสัยเชียวนะ อนุสัยนี้คือ กิเลสที่ฝังลึกอยู่ในก้นบึ้งของจิตใจ, กิเลสอย่างละเอียด ที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน นี่แหละคือ จิตสันดานที่ต้องชำระ ให้หมดสิ้นเกลี้ยงให้ได้ อนุสัยหรือกิเลสตัวอื่นๆ ก็ล้วนเป็นตัวตนที่หยาบกว่าตัวตนที่เรียกด้วย คำว่าอนุสัยทั้งนั้น จริงๆ นั้น อนุสัยหรือกิเลสทั้งหลาย มันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงอะไรเลย มันแค่เป็นอาคันตุกะ แค่ตัวอื่น ไม่ใช่ตัวเรา แต่มันเข้ามาเยือนจิตใจเรา แล้วเราก็โง่ (อวิชชา) ไปหลงยึดว่ามันเป็นตัวเรา มันจึงมีตัวตน (อัตตา) ฝังลึกอยู่ในตัวเราด้วยความโง่คืออวิชชาแท้ๆ ที่เรียกว่าอนุสัยนี่ไง! คนที่หมดสิ้นอวิชชาสวะ หรืออวิชชานุสัย จึงจะหมดสิ้นตัวตนเกลี้ยง ถ้าใครมัวไปหลงอยู่แต่ว่า กิเลสที่เราจะต้องเรียนรู้ตัวตน (อัตตา) ของมัน ที่มันฝังตัวอยู่ในจิตใจเรา แม้เราจะเข้าใจในความหมายแล้วล่ะว่า มันไม่ใช่ตัวตน, มันไม่ใช่ตัวเราอะไรนั่นหรอก แต่มันมีตัวตนในตัวเราไหมล่ะ? เราหมดสิ้นอวิชชาสวะหรืออวิชชานุสัยแล้วหรือ? กำจัดละล้างตัวตนขั้นอนุสัยสุดท้ายออกไปไม่ได้หมดสิ้นเกลี้ยงจนเด็ดขาด กระทั่งไม่มีการวนกลับมาเกิดอีก (อสังกุปปัง) ได้จริงแท้หรือยัง? ถ้าผู้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงว่า ในจิตใจเรานั้น หมดสิ้นอวิชชานุสัยแล้วจริง เราก็ไม่มีตัวตนใดๆ อีกแล้ว แต่ถ้าใครตรวจจิตใจตนเองได้ว่ายังมีอนุสัย ตราบใดที่ยังกำจัดชำระล้างอนุสัยออกจากจิตใจไม่หมด ก็ยังไม่หมดตัวตน ยังไม่หมดสิ้นทุกขอริยสัจ ยังไม่ชื่อว่า อรหันต์ จึงยังเป็นผู้หลงใหลสุขโลกีย์นี้อยู่ ว่า สุขนี้แหละต้องได้ต้องมีต้องเป็น เพราะไม่เห็นว่า สุขนี้เป็นเท็จ (อลิกะ) สุขนี้มันไม่ใช่ของจริง (อลิกะ) สุขนี้มันผ่านมาหลอกคนแล้วก็ผ่านไป ไม่มีอะไรเหลือ,ว่างเปล่า,ไร้ประโยชน์ (ตุจฉ) ทุกข์ต่างหากที่จริงกว่า บีบคั้นเราอยู่ประจำชีวิตของผู้อวิชชาตลอด ที่มันยังไม่หมดตัวตนสิ้นเกลี้ยงไปจากจิตใจเรา แล้วมันก็บังคับให้ผู้อวิชชานั้น หลงเป็นทาสหาทางบำบัดทุกข์อยู่ทุกลมหายใจที่ยังมีตัวตน ผู้ที่มีปัญญารู้แจ้งเห็นจริงตัวตน แล้วกำจัดออกได้หมดสิ้น จนกระทั่งไม่มีตัวตน (อนัตตา) จึงเห็นชัดแจ้งได้ว่า มีแต่ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เพราะเห็นจริงว่า กามาวจร คือ ในขณะที่เราดำเนินชีวิตท่องเที่ยวอยู่กับ กามภพ เป็นสามัญแล้วก็ยังเสพสุข รวมทั้งท่องเที่ยวอยู่กับ รูปภพ (รูปาวจร) ในภาวะที่ภูมิสูงขึ้นด้วย เราก็เสพสุข ตามที่มียืนยันอยู่ใน ปุญญาภิสังขารนี้ จึงต้องชำระจิตสันดาน คือทำบุญนี้ให้หมดจด กระทั่งสูงขึ้นสู่ความเป็น อปุญญาภิสังขาร จึงจะเห็นความจริง ระดับปรมัตถธรรม ทุกภพ ทุกภูมิ อย่างสัมบูรณ์ จึงรู้ตัวเองว่าเป็นคนผู้ยังไม่หมดอวิชชา เพราะรู้จักสังขาร ฉะนี้เอง แล้วก็ปฏิบัติความเป็นสังขารนั้นๆ อย่างมีวิชชาให้ได้ (อภิสังขาร) จนกระทั่งสามารถชำระจิตสันดานให้หมดจด (ปุญญ) ได้ไปตามลำดับ ถึงขั้นสำเร็จก็เข้าสู่ภูมิอปุญญาภิสังขาร ซึ่งปฏิบัติที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงกิเลส ทั้ง ในกามาวจร และรูปาวจร จึงเหลือก็แต่ อรูปาวจร ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสไว้ ในภูมิ ที่เป็น อาเนญชาภิสังขาร ผู้ใดไม่รู้ภพภายนอก ตั้งแต่กามาวจร และรูปาวจร จึงขาดธาตุรู้ คือวิญญาณ 6 ที่ต้องร่วมรู้จักรู้แจ้งรู้จริงทั้งรูปธรรม และนามธรรม ครบหมดทุกภพภูมิ หากขาดธาตุรู้ คือวิญญาณ 6 ก็รู้รูปธรรมนามธรรมภายนอกไม่ได้ จะรู้ความเป็นกายไม่ครบ ก็ไม่สามารถจะสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ ทั้งอาสวะของผู้นั้นก็หมดสิ้นแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม 36 ข้อ 151 สำเร็จสัมบูรณ์ไม่ได้ การปฏิบัติธรรมของพุทธจึงต้องมี วิญญาณ 6 ทำงานร่วมอยู่ตลอด จึงจะชัดเจนใน วิญญาณฐีติ 7 และมีวิโมกข์ 8 สัมบูรณ์ แต่ถ้าปฏิบัติปิดทวารภายนอกหมดสนิทแล้ว ก็ย่อมไม่พ้นอวิชชาแน่นอน ดังนั้น คำว่ากามาวจร จึงเป็นภาวะที่บ่งชี้ชัดเจนถึง ภาวะผู้ปฏิบัติธรรมที่บรรลุ อปุญญาภิสังขาร ด้วยประการฉะนี้ และเมื่อถึงภูมิอปุญญาภิสังขารก็ไม่ต้องกล่าวคำว่า รูปาวจร อีกแล้ว เพราะเราต้องทำสำเร็จตั้งแต่ภูมิปุญญาภิสังขารโน่นก่อนแล้ว ได้สำเร็จแล้วจึงจะผ่านพ้นเข้ามาสู่ภูมิอปุญญาภิสังขาร เมื่อบรรลุหลุดพ้นภูมิปุญญาภิสังขาร เป็นผู้มีภูมิอปุญญาภิสังขารนั้น ก็มีชีวิตอยู่กับกามาวจรอยู่เป็นปกติสามัญนั่นเอง พระวัจนะจึงมีแค่กามาวจร ทีนี้ อีกคำหนึ่งที่ว่า อกุศล คำนี้ท่านตรัสไว้ในภูมิของอปุญญาภิสังขาร โดยมีคำว่าเจตนา ที่แปลว่า ความมุ่งหมาย หรือความจงใจ เป็นคำสำคัญอีกคำหนึ่ง ที่ทำให้ความจริงชัดเจนยิ่งขึ้น ในความเป็นพุทธธรรม ที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง ผู้มีภูมิอปุญญาภิสังขารนั้น คือ ผู้ ไม่ต้องทำบุญและบาปแล้ว ตามที่ได้อธิบายมาตลอด แต่ยังมีชีวิตจึงทำกุศลได้ ดังโอวาทปาฏิโมกข์ที่ว่า ไม่ทำบาปทั้งปวงแล้ว สัพพปาปัสสะ อกรณัง แต่ยังกุศลให้ถึงพร้อม กุสลัสสูปสัมปทา คือ ยังทำกุศลให้ถึงพร้อมอยู่ สำหรับผู้ทำจิตสะอาดผ่องใส (อรหัตผล) ดังนั้น ทุกกรรม ทุกการกระทำของท่านผู้ที่อปุญญแล้วนี้ เมื่ออภิสังขารคือปรุงแต่งใดๆ ตามฐานะของท่าน ก็ต้องคำนึงอย่างสำคัญ สังวรอกุศลเสมอ เพราะในโลกีย์ไม่มีอะไรเที่ยง มันเกิดจากเหตุปัจจัย ซึ่งก็ไม่เที่ยงอยู่ตลอดเวลา มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ และเป็นเหตุที่ พาอกุศลได้มากเหลือเกินในกามาวจร แม้ตัวท่านแน่นอนว่า ไม่ทุกข์ ไม่มีอกุศลจิต แต่ท่านก็ต้องทำความสุข ให้แก่มวลชนเป็นอันมาก ( พหุชนสุขายะ ) ตามคุณธรรมแท้ของพุทธอยู่ จึงต้องใช้ความระมัดระวังอย่าให้เกิดอกุศลให้ได้เสมอ กระนั้นในสังคมโลก ที่มีลาภสักการะเสียงสรรเสริญ พระพุทธเจ้าตรัสสำทับไว้ว่า มันยังเป็นอันตรายอันแสบเผ็ด แม้แต่กับอรหันต์ หรือขีณาสพปานนั้นทีเดียวใน การดำเนินชีวิตอยู่กับแดนดงกาม (กามาวจร) นี้ จึงต้องระมัดระวังอกุศลตัวนี้อยู่ อย่าให้เกิดได้ ต้องมัตตัญญุตา ด้วยสัปปุริสธรรม 7 และมหาปเทส อย่างสำคัญ ตัวท่านเองไม่ใช่ตัวอันตราย แต่แม้มีอรหัตตผลแล้ว ทำการงานก็อาจจะเกิดขาดตกบกพร่องได้ อาจจะหนักถึงขั้นเป็นอันตรายได้ ถึงขนาดอันตรายอันแสบเผ็ดก็เป็นได้ พระพุทธเจ้าจึงต้องให้สังวรเสมอ จึงเป็นการอภิสังขารกับชาวโลกีย์เขา กับพหุชนเขา (มวลชนเป็นอันมาก) ที่ต้องอนุโลม ปฏิโลม อย่างมีการประมาณ (มัตตัญญุตา) ด้วยสัจจานุโลมิกญาณ คือ ด้วยปัญญาที่ใช้ประมาณในการอนุโลม ตามสมุติสัจจะนั้นๆ ให้เป็นกุศลอันถึงพร้อมเสมอ อย่าให้เกิดอกุศลเป็นอันขาด นี้คือ เจตนา (ความมุ่งหมาย) ที่ต้องระมัดระวัง ด้วยความไม่ประมาท อย่างยิ่ง ถ้าขืนผิดพลาดบกพร่องแล้ว มันเสียหาย เป็นอันตรายต่อสังคม สำหรับผู้มีอรหัตตผลขึ้นไป ความเสียหายต่อสังคมนั้น แม้เล็กแม้น้อย ก็ต้องสังวรอย่างยิ่ง ว่า เป็นความแสบเผ็ดเสมอ สาธยายมาถึงตรงนี้ ก็คงมีบางคน ที่พอได้ฟังที่อาตมาพูดอย่างนี้ ก็คงจะสะดุดใจว่าทำไมอาตมาพูดอย่างนี้ อรหันต์ทำอะไรบกพร่องทำผิดได้ด้วยเหรอ? มีคนไม่รู้แจ้งสัจธรรม มักเดาเลยเถิดไปว่าอรหันต์ทำอะไรไม่ผิด หรือทำผิดไม่ได้ บกพร่องไม่ได้ ซึ่งเป็นการเดาที่ผิด อรหันต์ก็ทำผิดได้ ตามภูมิรู้แห่งฐานะหรือตามบารมี ซึ่งอรหันต์ย่อมมีความรู้ในทางโลกมากบ้าง น้อยบ้าง ไม่เท่ากัน อรหันต์แต่ละท่าน จะใช้ สัจจานุโลมิกญาณ หมายถึง ปัญญาของอรหันต์แต่ละท่าน ที่จะอนุโลมกับสังคมโลกเขา ท่านก็ต้องประมาณด้วย สัปปุริสธรรม 7 และมหาปเทส 4 ของท่านให้พอเหมาะ ของแต่ละท่าน และโดยส่วนตัวอรหันต์แต่ละท่านก็มี สังขารุเปกขาญาณ อันเป็นภูมิปัญญาที่มีกำลัง 4 (พลัง 4) ที่จะทำงานกับสังคม ได้แก่ 1. พลังปัญญา ถ้าปัญญาที่รู้กิเลส กำจัดกิเลสของท่าน ท่านมีเต็มแล้ว แต่ปัญญาที่รู้จักสังคม รู้จักสังคมและความสามารถทางสังคม ท่านมีเท่าที่ ท่านมาบารมี 2. พลังความเพียร ท่านมีเต็มที่ตามบารมี หมดความขี้เกียจแน่ๆ เมื่อกิจตนหมดแล้ว จึงมีแต่กิจเพื่อผู้อื่น เพื่อสังคม เพื่อโลก ตามที่พระพุทธเจ้า เริ่มมีอรหันต์ 60 องค์แรก ก็ตรัสว่า พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ เธอจงไปทำเถิด 3. พลังการงานอันไม่มีโทษ ท่านจะต้องระวังอกุศลดังกล่าวแล้ว ต้อง ทำการงานอันไม่มีโทษ ต้องประมาณด้วย สัปปุริสสธรรม 7 และมหาปเทส 4 ด้วยความไม่ประมาทจริง และด้วยพลังปัญญาแห่งความเป็นอรหันต์ ซึ่งไม่มีกิเลสมานะ 4. พลังการช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น ซึ่งเป็นน้ำใจของอรหันต์ทุกองค์ เพราะมันเป็นธรรมชาติของผู้หมดความเห็นแก่ตัว และชีวิตก็ยังอยู่ กินข้าว มีชีวิตอาศัยสังคมอยู่ ท่านมีกตัญญุตาแน่นอน จึงต้องทำงานช่วยสังคม ช่วยโลกอยู่จริงๆ ซึ่งอรหันต์แต่ละองค์ โดยภูมิธรรมของจิตแต่ละท่าน ตามสัจจะก็มี อุเบกขาบารมี คือ ความวางเฉย ( อุเบกขา ) และมีการปรุงแต่ง ( สังขาร ) ขั้น อภิสังขารแน่นอน จะมากและเข้มแข็ง พอที่จะสามารถอนุโลม ได้แค่ไหน อย่างไร ก็ตามภูมิบารมีของแต่ละท่าน เท่าที่ท่านได้สั่งสมมา เป็นบารมี ที่สัมมาทิฏฐิ ตั้งแต่ โสดาบันภูมิมาทีเดียว อรหันต์แต่ละท่านต้องประมาณด้วยความสังวรยิ่ง ที่จะไม่ให้เกิดอกุศล อย่างสำคัญ ด้วยความมุ่งหมาย ( เจตนา ) ที่แน่นอนว่า สำหรับคนระดับอรหันต์ ย่อมไม่มีอกุศลเจตนานั้นแน่ยิ่งกว่าแน่อยู่แล้ว ความผิดของพระอรหันต์หรือความบกพร่องของอรหันต์ จึงไม่มีอกุศลเจตนาแน่ นี้เป็นสัจธรรม ซึ่งไม่ใช่อรหันต์เก๊ นะ! นี่คือ ข้อยกเว้นที่เรียกว่า สติวินัยของพระอรหันต์ ไม่ให้เอาผิดกับอรหันต์ แม้จะมีความผิดบกพร่อง จึงไม่ปรับอาบัติอรหันต์ สมณะฟ้าไทว่า…สรุป ทุกข์คือความดิ้นรนแสวงหา แล้วทำให้เราทุกข์มากขึ้น พ่อครูได้อธิบายให้เราได้เรียนรู้เหตุแห่งทุกข์คือกิเลส ทั้งของสดและของแห้ง คนที่หมดกิเลสสดๆ คือพระอนาคามีเหลือแต่กิเลสแห้ง ได้ฟังแล้วเราก็ต้องไปทบทวนที่พ่อครูเทศนา ฟังซ้ำอ่านซ้ำให้เกิดความเข้าใจ เราต้องพยายามศึกษา เพื่อความเข้าใจลึกซึ้งเป็นบัณฑิตได้...... พ่อครูว่า… ตอนนี้อากาศร้อนมาก น้ำซับที่เราใช้ก็ออกไม่ทัน เวลาจะอาบน้ำก็ให้ไปอาบที่แม่มูนได้ อีกอย่างคือ ป่ายางที่ใกล้เฮือนสุดชีวิตเรา มีไฟไหม้ป่า ให้ช่วยกันไปดับไฟด้วย....เอวัง