560321_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู เรื่อง ถ้ามีวิมุติในตนใยต้องโหนกระแสโลกีย์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์346 KB
วันที่แก้ไข27 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

560321_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู ราชธานีอโศก เรื่อง ถ้ามีวิมุติในตนใยต้องโหนกระแสโลกีย์ พ่อครูว่า… วันนี้ วันที่ 21 มีนาคม 2556 จัดรายการที่บ้านราชฯ ในช่วงปีใหม่ไทยในเดือนเมษายน ที่จะมาถึงเราก็จะมีการจัดงาน เราเป็นคนเล็กๆ จึงต้องจัดงานใหญ่ๆ ปีนี้เรามีงานตลาดอาริยะ ที่เราจะมีโครงการ "คืนชีวิตให้แม่มูน" เราเห็นว่าแม่น้ำมูน ทั้งกว้างใหญ่ สะอาดสะอ้าน แต่ไม่มีชีวิตชีวา ไหลอยู่เฉยๆ ไม่มีประโยชน์เท่าที่ควร แต่ในอดีตเคยเป็นที่ใช้สอย เป็นที่คมนาคม เราก็เห็นว่าประโยชน์น่าจะมีมาก เช่นทำเป็นตลาดน้ำ พวกเราก็พยายามกัน เราทำตลาดน้ำ ก็จะเอาพืชพันธุ์ธัญญาหาร ที่เรากำลังปลูกกำลังทำกัน ตลาดอาริยะเรามีวันที่ 13-15 เมษายน หลังงานปลุกเสกฯ ที่จะจัด วันที่ 6-12 เมษายน เดิมเราจัดตลาดอาริยะ 12-14 เมษายน แต่เนื่องจากความต่อเนื่องจากงานปลุกเสกฯ จึงต้องเลื่อนการจัด เราจะมีเรือใหญ่ที่เราได้ซ่อมแซมขึ้นมา ลงที่ลำน้ำมูน จะมีเรือเครื่อง เรือพาย มีเรือใช้ติดต่อกันระหว่างท่าเรือบ้านราชฯ กับท่าน้ำกรมเจ้าท่า ที่อยู่ใกล้กับตลาดเมืองอุบลฯ เราจะมีเรือใหญ่เป็นเรือเวที และเรือตั้งร้านขายสินค้าด้วย ที่ท่าน้ำกรมเจ้าท่า มีร่องน้ำที่ตื้น ก็ขอให้เรือดูดทรายไปดูดทรายออกให้ร่องน้ำลึกขึ้น เพื่อให้เรือใหญ่เราไปจอดได้ ที่ผ่านมามีคนที่เขียนพาดพิงถึงพวกเราอโศก _มีคุณสุรพจน์ ทวีศักดิ์ ได้ถาม อ.ส.ศิวรักษ์ ว่าสันติอโศกปฏิเสธอำนาจมหาเถระ แต่มหาเถรขึ้นอยู่กับระบบสมณศักดิ์ ซึ่งขึ้นตรงต่อพระราชอำนาจ ทว่าสันติอโศก กลับต่อสู้ทางการเมืองด้วยการโหนเจ้า และยึดอุดมการณ์ชาตินิยม อาจารย์มองว่า อนาคตของศาสนากับการเมืองตามแนวทางสันติอโศกจะเป็นอย่างไร? อ.ส.ศิวรักษ์ ว่า...ก็ไปถามสันติอโศโดยตรง ผมก็ไม่เข้าใจเขาเหมือนกั

อ่านต่อ

นเรื่องนี้ เขาเป็นขบวนการประชาชน เขาพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียงก่อนคนอื่นเลย แล้วเขาทำจริงด้วย เขาปฏิเสธทุนนิยม บริโภคนิยมชัดเจน แล้วสมัยหนึ่งเขาก็ปฏิเสธศักดินาทั้งหมด แต่ตอนหลังผมก็ไม่เข้าใจ อาจจำเป็นที่ว่าเขาจะไม่เอาทักษิณลงก็ได้เลยหันมาเข้าร่วมทางนี้ อาจเป็นแผนที่พวกเสื้อเหลืองต้องรวมตัวกันเอาทักษิณลง เลยต้องอิงกันไว้ พวกนี้เห็นว่าอิงเจ้าก็ไม่เป็นไรหรอก อันนี้ผมเคยถามท่านจันทร์ ท่านไม่ตอบผมด้วยซ้ำ อันนี้สำนักเขาอาจถือเป็นอุปายโกศลอย่างหนึ่ง แต่ผมเห็นว่าอันตราย โดยเฉพาะอ้างว่าเป็นสมณะ สมณะจุดยืนต้องมั่นคง ชัดเจนในจริยธรรม ถ้าไม่มั่นคงในจริยธรรมก็เป็นสมณะปลอม พ่อครูว่า...ที่จะพูดอธิบายนี้ ไม่ได้โต้แย้งโต้เถียง แต่เป็นความต่างทางความคิดเห็น ของอาตมาเข้าใจความเป็นจิตวิญญาณ เข้าใจอุปาทาน ตัณหา หรือจิตของคน ที่จะมีธรรมชาติอย่างไร และแต่ละคนจะไปยึดอะไรของแต่ละคน อาตมาว่าได้ศึกษาเรื่องปรมัตถ์ ก็เข้าใจค่าต่างๆ เช่นนี้อยู่ เท่าที่อาตมาเป็นได้ คนเราก็รู้ของตนเองว่าเป็นอย่างไร คนที่จะเข้าขั้นไม่ยึดถือไม่มีอุปาทาน คือคนที่เข้าถึงมัชฌิมา มาสภาพอตัมยตา เป็นก็ได้ไม่เป็นก็ได้ เรื่องของปัจจัตตังนั้นเดายาก คำว่าโหนเจ้า คือคนอาศัยเจ้าเพื่อต้องการผลประโยชน์อะไรบางอย่าง แต่อาตมาเห็นมั่นใจว่าไม่ได้โหนในหลวง โหนเจ้า เพื่อจะได้ประโยชน์อะไรส่วนตัว แต่ผู้ที่เข้าใจว่าเราโหนเจ้านั้นเห็นว่า เรายกย่องพระเจ้าอยู่หัว ที่ท่านตรัสเราก็เอามาออกซ้ำๆ อย่างเช่น แบบคนจน ขาดทุนคือกำไร เป็นต้น เพื่อให้คนได้ฟังได้ยินได้เห็น จะได้ปฏิบัติได้ เราเห็นว่ามันดี เป็นสิ่งวิเศษที่ในหลวงทำ ทำแบบคนจน ทำแบบขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา จะว่าเราโหน โดยจะเอาประโยชน์ อย่างที่เราหมายก็ได้ แต่เราไม่ได้ไปเกาะโหนเพื่อเอาประโยชน์อะไรจากท่าน เรื่องการยกหรือการข่มเราทำตาม พระพุทธเจ้าว่า นิคคันเห นิ คคะหาระ หัง ปัคคันเห ปัค คะหาระ หัง คือยกคนที่ควรยก ข่มคนที่ควรข่ม ในประเทศไทยมีคนที่ควรยกจริงๆ เป็นตัวอย่างให้สังคมไทยนั้น มีเท่าไหร่กี่คนเชียว แล้วเราเห็นว่าในหลวงท่านประเสริฐ ท่านเป็นโพธิสัตว์ เราเห็นอย่างนั้นจริงเลย ท่านเป็นประมุขของประเทศ แต่ท่านตรัสว่า ให้บริหารแบบคนจน เราเลยบอกว่า ถ้าจะแนะนำได้ ต้องทำ "แบบคนจน" เราไม่เป็นประเทศร่ำรวย เรามีพอสมควร พออยู่ได้ แต่… ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก ก็ จ ะ มี แ ต่ ถ อ ย ห ลั ง ประเทศเหล่านั้นที่เป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมก้าวหน้า จะมีแต่ถอยหลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัว แต่ถ้าเริ่มมีการบริหารที่เรียกว่า " แบบคนจน" แบบที่ไม่ติดกับตํารามากเกินไป ทําอย่างมีสามัคคีนี่แหละ คือเมตตากัน ก็จะอยูได้ตลอดไป คำตรัสนี้ถือว่าเป็นภาษิตที่เยี่ยมยอด แสดงถึงภูมิรู้ที่สูงส่ง ท่านเป็นประมุขของประเทศ ท่านตรัสโดยแก่สาธารณชนเลย ท่านก็ต้องการให้เป็นจริงเลย แต่คนไม่ค่อยเข้าใจ เพราะคนส่วนใหญ่มีกิเลสมาก คนที่เป็นปุถุชนทั่วไป ก็จะทำตามกิเลส ก็อยากรวยทั้งนั้น แต่ ท่านตรัสอย่างนี้ต้องไม่ใช่คนธรรมดาเลย แต่คนรับความรู้ของท่านเอาไปทำจริงไม่ได้ แต่ชาวอโศก (ขออภัย) ที่ต้องบอกว่าเราทำได้ ตรงตาม ในหลวงตรัส เราก็ต้องยกย่องบูชา เราเห็นว่าดีจริงเราก็ต้องยกย่องชมเชย ซึ่งไปเข้าใจว่าการยกย่องของเราคือการโหนเจ้า เขาก็มองตามภูมิของเขา เขาว่าสันติอโศกปฏิเสธอำนาจมหาเถรสมาคม แต่มหาเถรสมาคมกับอยู่ใต้อำนาจสถาบันมีศักดินา แล้วอโศกปฏิเสธศักดินา แต่ทำไมกลับไปยกเจ้าโหนเจ้า เขาเห็นว่าเจ้าก็มีศักดินา ทำไมอโศกไปส่งเสริมแต่ คุณ ส.ศิวรักษ์ ว่า แต่ก่อนเขาก็ปฏิเสธศักดินา แต่ตอนหลังผมก็ไม่เข้าใจเขา อาตมาว่า ความเสมอภาคในโลกนี้มันไม่มี ไม่มีอะไรเท่าเทียมกันเลย แม้แต่ปรมาณูเล็กที่สุดก็ไม่เท่ากัน ยิ่งนามธรรมยิ่งไม่เท่ากัน นิ้วมือยังไม่เท่ากันเลย คนที่คิดว่าทุกอย่างต้องเสมอภาคนั้น เป็นความคิดสุดโต่ง ยกตัวอย่างว่า แม่ของคุณ ก็คือสมมุติสัจจะอย่างหนึ่ง ถ้าสมมุติว่า แม่คุณชั่ว คุณจะต้องไปประจานแม่ไหม จะต้องให้เท่าเทียมกันทุกคนใช่ไหม แล้วคุณจะยกแม่คุณไว้ไหม? อย่างนี้เป็นต้น อาจมีตัวอย่างอื่นก็ได้แต่ยกแค่นี้พอ ในโลกนี้จะให้เท่ากันเสมอภาคหมด ไม่ต้องมีผู้ใหญ่ ผู้น้อย ผู้กลาง ผู้ที่จะต้องยกย่องนั้น มันไม่ได้ มันต้องมีตามขนาด และต้องมีการประมาณว่าขนาดนี้พอเหมาะ มันไม่เที่ยง ไม่คงที่ สัตบุรุษต้องมีการประมาณ อาศัยองค์ประกอบอยู่ตลอดเวลา อาศัย สัปปุริสธรรม 7 อยู่ตลอดเวลา ต้องเข้าใจความสำคัญของแต่ละครั้ง แต่ละเรื่อง และต้องรู้ตัวเราที่จะไปจัดสรร ต้องรู้หมู่กลุ่มบุคคล กาละ เวลา ต้องเอามาประมาณให้หมด ซึ่งมันจะเปลี่ยนไปตามข้อมูลในปัจจุบัน ทุกวันนี้ อาตมาใช้สัปปุริสธรรม กับมหาปเทส ในการประมาณ บอกตายตัวไม่ได้ ภูมิของแต่ละคนมีหลากหลาย จะถือว่าอะไรจริงอะไรถูก อะไรเท็จ อาจตัดสินไม่ได้เลย ยากคาดเดา แต่ก็ต้องอธิบายตามสัจธรรม ก็ตอบอีกทีว่า หลายเรื่องที่เราทำ เป็นเรื่องโลกุตรธรรม เป็นสัจจะย้อนสภาพ ใช้สัจจานุโลมมิกญาณ ในการร่วมกับสังคม ใครจะว่าอาตมาชั่ว ผิด ก็แล้วแต่ อาตมาก็ใช้สัปปุริสธรรม 7 กับมหาปเทส 4 ในการตัดสินอยู่ตลอด ซึ่งทุกวันนี้ความไม่เที่ยงมันจัดจ้านมาก มันต้อง up to second แล้ว ไม่ใช่ up to date แล้ว มันมีอะไรเปลี่ยนแปลงเร็วมากเยอะมาก สิ่งที่ทำนี้เป็นการให้ความรู้ความเข้าใจ ในกลุ่มอโศก ที่อาตมาพาทำ และพวกเราก็เชื่อมั่นในการทำ อาตมาไม่ได้บังคับให้ทำ เพียงขอความร่วมมือ ก็มาทำ โดยไม่ได้อาศัยอามิส หรือโลกธรรม ทุกวันนี้อาตมาภูมิใจ ที่พาพวกเราดำเนินชีวิตโดยไม่เป็นทาส โลกธรรม อย่างโลกียสุข พวกเราก็ฝืนฝึก เพื่อละล้าง ตั้งตนบนความลำบาก อย่าว่าแต่ลาภ ยศ สรรเสริญเลย แม้แต่ความสุขที่จะเสพสบาย พวกเราก็ไม่ปราถนา พยายามลดล้างอยู่ตลอด พยายามตั้งตนบนความลำบาก กุศลธรรมเจริญยิ่ง พวกเราทำมาก็ได้ผลเรื่อยๆ ดูหัวหอมที่อยู่บนโต๊ะอาได้หัวใหญ่เท่ากำปั้น (เป็นหอมแขก) ปลูกที่สวนงานเมืองใหม่ พวกเราทำอย่างที่อาตมาพาทำ ไม่ได้ไปโหนผู้มีอำนาจ ไม่ได้โหนกาม โหนอัตตา หรืออามิสใดๆ เราไม่ต้องไปอาศัยอิทธิพลของโลกธรรม ผู้ที่พ้นความเป็นทาสแล้วก็ไม่โหนอะไร แต่เราก็ทำไปอย่างอาศัยการศึกษา สังคม ทำงาน โดยไม่ได้ไปเอาเปรียบ การศึกษาเพื่อล่าโลกธรรม หรือไปทำงานการเมืองเพื่อไปล่าโลกธรรม จากงานการเมืองเราก็ไม่ไปทำ อาศัยสังคม เราก็ไม่ได้ไปล่าอะไรจากสังคม หรือไปเอาเปรียบสังคม พวกเราไปเสียสละ ไปเสียเปรียบ เรามั่นใจว่าพึ่งตนรอด 1. ไม่เป็นหนี้ 2. พึ่งตนเองรอด 3. พัฒนาสร้างสรรมีส่วนเกิน 4. เอาส่วนเกินไปช่วยเขา ตั้งแต่วัตถุ แรงงาน เรามีแรงงานเหลือก็ไปออกแรงให้ข้างนอกโดยไม่คิดค่าแรงงาน หรือจะไปได้อะไรตอบแทนมา แต่เพื่อสงเคราะห์เกื้อกูลมนุษยชาติ พูดไปเหมือนยกตัวข่มคนอื่น เราทำอย่างนั้นจริง เรามาแบบหัวเดียวกระเทียมลีบ ไม่มีใครช่วยเหลือสนับสนุนเลย แล้วก็กว้างมาเรื่อย คนที่เห็นดี เห็นงามก็ไม่มีคนที่มีอำนาจทางสังคม จะมีก็แต่ คุณจำลอง ศรีเมือง ที่มา เราก็อาศัยกันบ้างพึ่งพากัน แต่ก็ไม่ได้ไปรบกวนเขามากมาย ไม่ได้เอาอิทธิพล อำนาจ คุณจำลอง ไปเบ่ง ไปเอาอะไร แม้แต่บางคราว ที่ คุณจำลอง จะแสดงที่ คุณจำลอง เป็นประธานมูลนิธิกองทัพธรรม ก็แสดงบ้าง คนจะเข้าใจในพฤติกรรมอาริยะได้ยาก เพราะเป็นธรรมทวนกระแสสังคม มันยาก มีคนมาย้อนแย้งก็เป็นอย่างนั้น เพราะมันเข้าใจไม่ง่าย ต้องเป็นคนที่มี วิมุติ เรื่องของวิมุติ มีอยู่ใน พร 5 ประการ คือ 1. อายุ มีเครื่องแสดงคือ อิทธิบาท จะเห็นว่าคนที่ยังมีชีวิตจะมีอิทธิบาท มีความยินดีขยันเอาใจใส่ ทำการงานอันไม่มีโทษ นี่คือเครื่องแสดงความเป็น ผู้มีอายุของผู้บรรลุธรรม 2. วรรณะ คือมีศีลเป็นเครื่องแสดง ศีล 8 จะสูงกว่าศีล 5 (ใครไม่เห็นว่าสูงกว่าก็แล้วไป) ผู้มีศีลนั้น คือผู้บรรลุศีล คือจิตจะบรรลุเลยในศีลแต่ละข้อ ในโสดาบันก็บรรลุศีล 5 จิตเป็นปกติที่จะไม่ฆ่าสัตว์ คำว่าปกตินี้ ลึกซึ้งถึงปรมัตถ์ อย่างศีลข้อ 1 จิตล้างกิเลสอยากฆ่าสัตว์ไม่เหลือ จนเป็นปกติสามัญชีวิต นี่คือปกติที่เป็นศีล มันไม่ใช่เรื่องตื้นเขิน ผู้มีวรรณะ คือผู้มีศีล อย่างจิตไม่ฝืนเลย ไม่ต้องการของๆ คนอื่น ไม่มีกิเลสไปนอกใจคู่สามี ภรรยาของเรา ไม่ติดในสิ่งมอมเมา อบายมุข เราก็ปกติสบาย ศีล 5 เป็นโสดาบัน ศีล 8 เป็นสกิทาคามี ศีล 10 เป็นอนาคามี จิตจะสูงขึ้นจริง ไปถึงศีลโอวาทปาติโมกข์ ผู้มีชั้นวรรณะ จะเอาศีล เป็นเครื่องแสดง ยิ่งบรรลุแล้วก็จะไม่แสดงออกทางกายวาจา ดีไม่ดีจะมีการใช้สัจจะย้อนสภาพได้ด้วย 3. สุข เพราะมีฌาน ฌาน คือจิตที่ไม่มีนิวรณ์ อย่างลืมตา เราจะไม่มีนิวรณ์ได้ระดับไหน เรามีไฟฌานในการเผากิเลสให้หมด เราก็สุข สงบจากกิเลส แม้ลืมตามีการกระทบเราก็เฉยได้ สงบ สบาย ผู้มีฌาน จะอยู่กับโลกสัมผัสกับโลกธรรมจิตก็ไม่หวั่นไหว ( ผุฏฐัสสะ โลกะ ธัมมเมหิ จิตตัง ยัสสะ น กัมปติ ) นี่คือ นิพพานังปรมังสุขัง มันนัตถิอุปมา ไม่มีอะไรเปรียบได้ 4. โภคะ โภคทรัพย์ มีอปมัญญา หรือพรหมวิหาร 4 เป็นเครื่องแสดง มีจิตอยากช่วยโลกเป็นจิตพระเข้า ผู้มีทรัพย์มหาศาล คือผู้ที่มีพรหมวิหาร นี่คือคนรวยมากๆ มันเป็นอาริยทรัพย์ 5. พละ หรือพลัง มีวิมุติเป็นเครื่องแสดง อันนี้คนเข้าใจยาก อย่างพวกเรานี่ทำอย่างด้วยจิตที่ไม่ได้มีอามิสล่อ เราทำอย่างตั้งใจทำ ยิ่งไม่มีกิเลสยิ่งเป็นพลังที่ประเสริฐ เราทำงานที่ไม่มีโทษ ทำเพื่อเกื้อกูลผู้อื่น เพราะเราเองเหลือกินเหลือใช้แล้ว เรามีพลัง 4 พ้นภัย 5 ได้ เราไม่กลัวการมีชีวิตแม้มาอยู่อย่างไม่มีเงินเราก็ไม่กลัว เรามาอยู่กันหลายคนอายุมาก ไปไหนไม่รอดแล้ว ก็ไม่กลัวว่าชีวิตจะอยู่ต่อไปไม่ได้ ไม่ได้มีเงินทอง ทรัพย์สินเป็นประกัน เราเชื่อระบบสาธารณโภคี เราเชื่อบุญ เราเชื่อมิตรดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี สอดคล้องกับธรรมะพระพุทธเจ้า จะอธิบายได้ตรงชัดหมด เพราะเราทำตรงตาม พระพุทธเจ้า อาตมา มีวุฒิทางโลกเขาเทียบแล้วแค่อนุปริญญา แต่ไม่ได้น้อยใจ ความรู้ที่ได้เรียนมาก็เอามาใช้บ้าง แต่ใช้ความรู้ เรื่องศีลธรรมเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้ดูแคลนความรู้ทางโลก ถ้าเรามีปัญญา เลือกเฟ้นสิ่งที่ควรและไม่ควร เรามี มหาปเทส เราก็เอามาใช้ได้ ถ้าชีวิตเรามีธรรมะเราก็สบาย เราใช้เวลา เดี๋ยวหมดวันๆ เลยแก่ไม่ทันเลย รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ย้ำว่าไทยเรามีคนที่ควรถูกยกมากหรือไม่อย่างไร? อาตมา ก็เห็นว่าในหลวงทรงงานหนัก แม้มีคนมองว่าในหลวงทำงานอย่างไร ไม่เห็น เขาก็มองไม่ออก เพราะกิเลสบัง แล้วมองไปสุดโต่ง ว่าต้องเท่าเทียมกัน ต่อไปเป็นการตอบประเด็น ปัญหา? _ นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ เป็นแก๊งค์เดียวกันกับ นายสมศักดิ์ หรือไม่ เพราะเวลา นายสมศักดิ์ วิจารณ์สถาบันก็แย้งนิดหน่อย แล้วก็เออ ออไปด้วย พ่อครู ว่า … ไม่มีสิทธิไปวิพากษ์วิภาษณ์อะไร เพราะเขามีภูมิความรู้มากอย่างเขา อาตมา ไม่ขอบังอาจไปวิจัยวิจารณ์ วัยวุฒิ อ.ศ ิวรักษ์ แก่กว่า อาตมา 2 ปี ส่วนคุณวุฒิก็สูงกว่าเยอะ จบปริญญาหลายใบ ได้ถูกขนานนามว่า เป็นปัญญาชนสยามด้วย

_ การทำบุญด้วยการกรวดน้ำได้ผลอย่างไร? พ่อครูว่า ...คำว่า บุญ ทุกวันนี้เพี้ยนไปไกล อาตมา จึงต้องมาสร้างความเข้าใจให้ถูก คำว่าบุญ นี้ มาจากภาษาบาลีว่า ปุญญะ จากรากศัพท์ แปลว่า "ชำระจิตสันดานให้ผ่องแผ้ว สะอาด" ชำระไปถึงสันดานที่อยู่ภายใน ก็คือกิเลสนั้นเอง ให้บริสุทธิ์สะอาด แต่เขามาเข้าใจว่า บุญ คือคุณค่าประโยชน์อย่างโลกียะ เป็นโลกธรรม เมื่อมันเพี้ยนแล้ว เอาไปแปลเป็นบุญในเรื่องสังขารอย่าง ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร เขาก็ไปแปลผิดๆ ที่จริง อปุญญาภิสังขาร ควรหมายความว่า ไม่ต้องปรุงบุญ คือการชำระบาปแล้ว ในพระไตรฯเล่ม 35 ข้อ 257 ว่าไว้ดังนี้ [257] "สังขารเกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย เป็นไฉน ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อาเนญชาภิสังขาร กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร ในสังขารเหล่านั้น ปุญญาภิสังขาร เป็นไฉน กุศลเจตนา เป็นกามาวจร เป็นรูปาวจร ที่สำเร็จด้วย ทาน ที่สำเร็จด้วยศีล ที่สำเร็จ ด้วยภาวนา นี้เรียกว่า ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร เป็นไฉน อกุศลเจตนาเป็นกามาวจร นี้เรียกว่า อปุญญาภิสังขาร อาเนญชาภิสังขาร เป็นไฉน กุศลเจตนาเป็นอรูปาวจร นี้เรียกว่า อาเนญชาภิสังขาร กายสังขาร เป็นไฉน กายสัญเจตนา เป็นกายสังขาร วจีสัญเจตนา เป็น วจีสังขาร มโนสัญเจตนา เป็นจิตตสังขาร เหล่านี้เรียกว่า สังขารเกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย" อาตมาขยายความ....อกุศลเจตนาเป็นกามาวจร คืออกศุลเจตนาที่เป็นกามาวจร อกุศลเราก็ไม่ต้องชำระแล้ว แม้ในกามาวจร พระพุทธเจ้าท่านอธิบาย ผู้บรรลุธรรมพระพุทธเจ้า แม้ในกามาวจร กิเลสท่านก็ไม่มี นี้คือ ปุญญาภิสังขารของท่านผู้บรรลุธรรม อย่าง อเนญชาภิสังขาร คือ อรูปาวจรในจิต จิตของผู้นี้ ถึงขั้น อรูปาวจร ก็เป็นกุศลหมด เมื่อข้างในเป็นกุศลหมด ข้างนอกก็ต้องเป็นกุศลหมด คือ จิตผู้ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม แม้อยู่กับภายนอก จิตเป็นประธาน จิตของผู้บรรลุธรรม ไม่ต้องชำระจิตอกุศลเจตนา และในขณะอวจรในอรูปภพ ท่านก็ไม่หวั่นไหว มีอเนญชา การเรียนรู้ที่จะพ้นอวิชชา ต้องเรียนรู้สังขาร 3 ที่มี กายสังขาร ต่อเนื่องไปสู่ จิตสังขาร ท่านให้ศึกษา จิตในจิต คือสติปัฏฐาน 4 ทำใจในใจเป็น เช่นทำสังกัปปะ 7 เป็น ก็จะเห็น วจีสังขาร ถ้าผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมถึงขั้นทำใจในใจเป็น จนกระทั่งรู้ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโนอภินิโรปนา วจีสังขาร คือการสังขารในจิต แล้วก็รู้ชำระสังขาร อย่างปุญญาภิสังขาร ศึกษาวจีสังขารอย่างไรให้ไม่มีกิเลส ก็ทำตั้งแต่ในจิต ซึ่งจะเจริญไปตามลำดับของ พระโยคาวจร เกินสามัญเกินที่คนคาดเดา ถ้าไม่รู้สังขาร ก็จะปรุงแต่งไปตามกิเลส แต่ถ้าปฏิบัติ รู้สังขาร ตั้งแต่ควบคุม ตักกะ วิตักกะ ก็จะมี สังกัปปะที่เป็นกุศล เราวิจัยจิตว่า มีโทสะ ราคะ โมหะ ให้มันลดลง ตาม ปหาน 5 หรือพิจารณาในไตรลักษณ์ มันไม่เที่ยง มันพาทุกข์นะ สุขน่ะ สุขหลอก มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ เมื่อกำจัดเหตุได้ จึงจะเข้าใจ อภิสังขารได้อย่างไม่เดา บุญ คือการชำระกิเลส คือสิ่งยิ่งใหญ่ ถ้าไม่เข้าใจก็แค่แปลกลับไปกลับมา เหมือนกับแปล สุขกับทุกข์ แค่กลับกันไปมา เช่นในพรหมวิหารแปลกันว่า เมตตาคือให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ กรุณาคือให้เขามีสุข อย่างนี้มันแปลวนไปมา ไม่ใช่โลกุตระ ประเด็นที่กรวดน้ำ พ่อครูว่า...ยิ่งกรวดน้ำยิ่งบาปมากขึ้น เพราะคุณไปทำทาน แล้วก็ไปกรวดน้ำ ส่งไปให้ผู้ตาย เขาไปแปลว่า บุญคือตัวตน หรือโลกธรรมก็ยังวนอยู่ คุณจะได้บุญ คือต้องชำระกิเลส แต่คุณทำทานก็ต้องชำระกิเลส โลภ ทาน หรือ สละ ของตัวให้คนอื่น มือและปากบอกให้ ใจก็ต้อง สละ ด้วย แค่คุณอยากได้ นั่นก็ไม่เป็นบุญแล้ว เป็นบาปแล้ว ยิ่งไปกรวดน้ำ ย้ำไปอีก มียายคนหนึ่งแกกรวดน้ำเอาถังใบใหญ่เทลงไปเลย นั้นยิ่งย้ำลึกเข้าไป ให้โลภมากขึ้นๆ ว่าจิตเราต้องเอาให้ได้ เป็นมโนกรรมที่ยิ่งโลภเข้าไปอีก _มีกลอนตลกๆ ว่า ธรณี นี่นี้ เป็นพยาน อันตัวลูกได้ทำทาน เสร็จแล้ว จึงยืมถังท่านสมภาร มากรวด น้ำเฮย คนอื่นใช้ขวดและแก้ว ลูกว่า เล็กไป เพราะสิ่งหวังในใจลูก มากมี ขึ้นศกใหม่ทั้งที ต้องเริ่ด จะขอเผื่อสามี และบุตร ด้วยแฮ ชวนมาวัดทำเชิ่ด ทั้งลูก และผัว หากชาติหน้าเกิดอีก ฉันใด ขอเกิดประเทศไทย นะแม่ เกิดต่างแดนคงทำใจ ลำบาก ภาษาอังกฤษฉันแย่ แต่เล็กจนโต ขอให้สวยสุดหล้า ปฐพี ได้ประกวดบนเวที หมู่บ้าน มีสติปัญญาดี มิโง่ ให้โลกสะเทือนสะท้าน นี่แหละ หญิงไทย ขอผัวที่ดี เก่ง และรวย ผัวกระบักกระบวย ขอเว้น มีผัวผิดคิดจนงงงวย ผัวเหี่ยว ได้ดั่งใจลูกจะเซ่น ด้วยกิ๊กหนึ่งคน ถ้ามีลูกขอลูกอย่า ทิ้งฉัน เวลาแก่ตัวมัน ลำบากเน้อ เลี้ยงโตแล้วทิ้งกัน หนีหมด ปล่อยแม่คิดถึงเก้อ นี่หรือลูกเรา ขอตัดเวรกับเจ้าหนี้ ทั้งปวง ชาตินี้ไม่มีดวง จ่ายให้ จงอย่าเสียเวลาทวง วานบอก ทีแม่ ชาติหน้าอาจจ่ายได้ ถ้าผัวฉันรวย ขอมากไป? หรือแค่ ชิวชิว? แต่ตอนนี้ ลูกเป็นตะคริว ช่วยด้วย!!!!! ว้าย ! เป็นเรื่องบานปลายของพิธีกรรม ถ้าอนุโลมก็คือ การระลึกถึง บุญคุณพ่อแม่ เป็นการเผื่อแผ่ เป็นสังคมศาสตร์นิดๆ แต่ทำลาย สัจธรรมพุทธศาสนา ทำให้เข้าใจผิดเป็นทานที่เพิ่มกิเลส เป็นมิจฉาทิฏฐิ

_ ขอพค.อธิบายว่า อภิสังขารมารของพระอาริยะคือ?? พ่อครูว่า. ..พระอาริยะมีหลายระดับ ของโสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ ก็ยังมีมาร แม้แต่ พระพุทธเจ้า ก็มีมาร อย่างในโสดาฯ ก็มีอภิสังขารมาร คือมารที่ปรุงแต่งในใจ หลอกเรา เป็นอรหันต์แล้ว จึงหมดอภิสังขารมารสำหรับปรมัตถ์ แต่อภิสังขารมารที่อธิบายภายนอก คือมารที่ปลอมตัวเป็นเทพบุตร ในปรมัตถ์คือหลอกตัวเอง ในรูปธรรม คือพวกขี้โกงที่เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในสังคม ดูดี แต่จิต มีแต่กิเลสทำชั่ว

_ อย่าไปสนใจ คุณ ส.ศิวรักษ์ ผมรู้มาแต่เด็ก ว่าคนนี้เขาไม่สนใจความดีสถาบันหรอก ขอโทษผมรู้สึกหงุดหงิด พ่อครูว่า ...จริงๆ แล้ว คุณสุรักษ์ มีแนวคิดตน และเลื่อมในสถาบันลึกๆ แต่ในแง่รัฐศาสตร์ เขาว่าควรวิพากษ์ได้ ไม่อย่างนั้นจะเหลิง ถ้าแตะไม่ได้เลยก็ไม่ดี ควรแตะให้พอเหมาะ พอควร เขาก็ต่อสู้ตามความเห็น เขาเห็นว่า ถ้ายกไว้หมดทั้งประยูรวงศ์อย่างนี้เขาไม่เห็นด้วย

_ มีคนได้ยินพค.ตอบกรณีโหนกษัตริย์....แสดงความเห็นว่า รู้ว่าพค.ไม่ได้โหนสถาบัน แต่มีคนกล้าหาญทำเพื่อประเทศเท่า ท่านไหม _ ชาวอโศกมีวิธีจัดการมดแมลงสาป หนู อย่างไรไม่ให้ผิดศีล พ่อครูว่า ...โยมๆ ตอบว่า ทำ 5 ส. หรือใช้จุลินทรีย์ไล่มันไป เป็นเรื่องยาก คนที่ทนไม่ได้ก็ฆ่าแกงกัน แม้จะเสียของบ้าง ก็ยอมให้มดปลวกบ้าง แล้วแต่ว่าใครจะกล้าปล่อยให้สัตว์ทำข้าวของเสียหายไหม มันก็มีส่วนบาปและบุญ มันมีวิบากซ้อนอยู่มาก ถ้าวิบากดี ก็มีคนรองรับ คนที่ยังมีอาชีพ เป็นเพชรฆาตก็ฆ่าคน เขาก็ต้องรับฐานะฆ่าคน เขาก็บาป แต่จิตเขาไม่ได้ฆ่า เพราะมีกิเลสโกรธเกลียด แต่เขาฆ่าตามหน้าที่ ต่างกับคนที่ฆ่าเพราะโหดร้ายอยากฆ่า เพรชรฆาตเขาสงสารอยู่ แต่คนนี้เป็นคนร้ายก็ต้องฆ่า เพราะปล่อยไปก็ทำร้ายสังคม หรืออย่างตำรวจทหารต้องฆ่าคนเพื่อบ้านเมือง ก็ทำหน้าที่ไป ก็เป็นบาปได้เขาก็โกรธแค้นได้ แต่เราไม่มีเจตนาด้วยโกรธเกลียดแต่อย่างใด แม้แต่เราไปเหยียบหัวงูตาย เราไม่มีเจตนา แต่งูจะพยาบาทเรา เป็นเวรภัยแล้ว เป็นอจินไตย

_ ช่วยขยายอรหันต์ 7 ข้อ 1 สัทธวิมุติด้วยครับ? พ่อครูว่า. ..เป็นทักขิเนยบุคคล 7 มากกว่าอรหันต์ 7 และข้อสัทธาวิมุติ ก็เป็นข้อ 3 ต่างหาก ...ค่อยๆ ฟังไป อรหันต์ 7 นั้นเป็นคำอธิบายของ วิสุทธิมรรค ไม่ใช่คำสอน พระพุทธเจ้า ทีเดียว อย่างเช่น สุขวิปัสสโก คือ อรหันต์ที่ไม่มีฌานเลย ก็ค้นไม่เจอในไตรปิฎก

_ สุตมยปัญญา กับจินตามยปัญญาอะไรมาก่อน พ่อครูว่า… อะไรมาก่อนก็ได้ ถ้าคุณคิดของตน ไม่ฟังใครมาก่อนก็ได้ แต่จริงๆ แล้วเขาจะเอา สุตมยปัญญามาก่อน แล้วค่อยขบคิดใคร่ครวญ แต่ก็เป็น สภาพตรรกะทั้งสิ้น จนกว่าจะทำจนบรรลุ

_ หากเราถูกเขาชี้ชุมทรัพย์แล้วเราก็นิ่งฟัง โดยจิตเราก็ไม่หวั่นไหว แล้วเราก็วิจัยวิจาร์ของเราถูกไหม? พ่อครูว่า. ..ถูกทำให้ได้

_ อุปกิเลส 16 ทำไม ไม่มีสายพยาบาท ? พ่อครูว่า… อภิชฌาวิสมโลภะ คือข้อ 1 เป็นสายโลภ แต่ข้อ 2 ไปเรื่อยๆ เป็นสายพยาบาทไปหมดเลย

_ การทดแทนพระคุณพ่อแม่ที่ตายไปแล้วทำอย่างไร? พ่อครูว่า ...การตอบแทนคุณ ต้องทำตอนเป็น พระพุทธเจ้า ไม่เคยเห็นว่า ท่านสอนการทดแทนบุญคุณพ่อแม่ตอนตายไปแล้ว ก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตาย เพราะ พระพุทธเจ้า สอนว่า กัมมัสโกมหิ (กรรมเป็นของๆ ตน) กัมมทายาโท (เราเป็นทายาทรับกรรมที่เราทำ) กัมมโยนิ (เรามีกรรมเป็นที่เกิดที่กำเนิด) กัมมพันธุ (เราเกิดมีกรรมเป็นเผาพันธุ์) กัมมปฏิสรโณ (เรามีกรรมเป็นที่พึ่ง) ถ้าเข้าใจอันนี้แล้วจะไม่หลงผิด พ่อแม่ตายแล้วอย่าไปห่วงหาอาวรณ์ ตายไปแล้วก็ไปรับวิบากของท่าน เราเองก็มีวิบากเรา ไม่ได้พูดให้ไปลบหลู่คุณท่าน แต่ให้ปฏิบัติให้ถูก

_ บารมี อุปบารมี ปรมัตถบารมี ต่างกันอย่างไร?? พ่อครูว่า ...บารมี คือคุณธรรม เป็นคำกลางๆ อุปบารมี คือบารมีที่สูงขึ้น เพิ่มขึ้น เป็นลักษณะกลางๆ โลกียธรรมก็ได้ โลกุตรธรรมก็ได้ ปรมัตถบารมี คือบารมีในระดับ จิตเจตสิก รูป นิพพาน เช่น บารมี 10 ทัศน์ เข้าถึงจิต เจตสิก รูป นิพพาน ในขณะเป็นๆ เลย

_ ทางสันติอโศกจะเข้าข้างปชป. รังเกียจพรรค เพื่อไทย ผมอยู่ภาคใต้รู้ดีว่าปชป.มีสิ่งไม่ดีมาก หากจะเชียร์ฝ่ายใดจะไม่ถูก พ่อครูว่า. ..อโศกจะเชียร์ทุกพรรคที่ทำถูกต้อง พรรคไหนทำไม่ถูกต้องก็ไม่เชียร์ แม้พรรค เพื่อฟ้าดิน ใครทำไม่ถูกก็ไม่เชียร์

_ พค.ช่วยการเมืองเป็นอนัตตาหรือไม่? ถ้าไม่ ทำไมไม่วาง เพราะเป็นเหตุขวางคนเข้ามาขัดเกลากิเลส พ่อครูว่า ...ใช่ ช่วยการเมืองด้วยจิตอนัตตา จะว่างอย่างไรก็ไม่มีตัวตนแล้ว และ อาตมา ก็เดาความเข้าใจคุณไม่ออก คุณเข้าใจอโศกไม่ถูกนะ....ตอบไม่ไหว?............จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน