560329_รายการเรียนอิสระ(ตามสำนึก) โดยพ่อครูและส.ฟ้าไท เรื่อง ทุกขสัญญาพาให้เกิดสังขาร.docx
เนื้อหาในไฟล์
560329_รายการเรียนอิสระ (ตามสำนึก) โดยพ่อครูและสมณะฟ้าไท ราชธานีอโศก เรื่อง ทุกขสัญญาพาให้เกิดสังขาร สมณะฟ้าไทว่า… วันนี้ วันที่ 29 มีนาคม ที่บ้านราชฯ ตอนนี้พ่อครูสอนธรรมที่ลึกซึ้งถึงขั้นนิพพาน ที่จะต้องรู้จิต เจตสิก รูป นิพพาน รู้ได้ด้วย อาการ ลิงคะ นิมิต อุเทศ เราต้องเรียนรู้สังขาร ที่แบ่งได้เป็นหลายแบบ ตั้งแต่สังขาร 3 (กายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขาร) หรือว่า เป็น ปุญญาภิสังขาร อปุญญา ภิสังขาร และอเนญชาภิสังขาร ถ้าเราไม่ได้ฟังพ่อครูอาจเข้าใจผิดได้ เช่น เรื่องอปุญญาภิสังขาร ที่เป็นสังขารของผู้ที่ไม่ต้องลดกิเลสแล้ว เพราะไม่มีกิเลสให้ลด เพราะทำมาแล้วใน ปุญญาภิสังขาร พ่อครูว่า… ขออธิบายแก่ประชาชน มีผู้ที่รายงานว่า มีผู้ส่งข่าวว่า ขณะนี้ในโลกโซเชียลมีเดีย กำลังอึงมี่ ในการวิพากษ์วิจารณ์การถูกแบนของ FMTV จากจานดาวเทียมไทยคม C - band เรื่องนี้ไปถึง คุณสุภิณยา กลางณรงค์ บอร์ด กสทช. แต่ก็ยังไม่มีปฏิกิริยาอะไร อยากทราบความรู้สึกอาตมา ในเรื่องนี้ กรณีนี้ อาตมาก็ได้ข่าว ก็ดำเนินไปตามความจริง ขอยืนยันว่าที่ทำนี้เพื่อประโยชน์สังคม ด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆ ไม่ได้มาเอาโลกธรรม แต่ก็ธรรมดา ในโลกเราพูดความจริงก็ไปกระทบคนอื่น และคนไม่ดี คนชั่ว เขาก็ทำชั่วได้ เราจะไปทำชั่วตอบก็ไม่ได้ บุญใครบาปมัน เราเชื่อในกรรมในวิบาก เราเชื่อว่าสิ่งที่เราทำเป็นเรื่องดี ไม่มีแฝงอะไร มีความจริงใจจะทำ ส่วนจะเกิดผลให้ทำงานได้เท่าใดก็ไม่เป็นอะไร เรายืนยันในธรรมะ ในสัจจะ คนที่เขาว่าเราทำไม่ดีเป็นบาปก็มีด้วย เราบังคับใครไม่ได้ อาตมาก็รู้สึกว่ามันเป็นไปตามสัจธรรม ไม่ได้ดิ้นรนอะไรหรอก มีอะไรควรก็ทำไปตามควร มากน้อยเท่าที่ทำได้ บอกตามความจริง จะอยู่อย่างไรไม่ให้ทุกข์เดือนร้อนกับการทำชั่วของคนชั่ว...เราก็อยู่ไป เ
อ่านต่อ
ข้าใจเขาว่าเขาต้องทำชั่ว เราจะไปฆ่าเขา เราไปทำรุนแรงกับเขา เราทำไม่ได้ เราจะเอาอะไรไปสู้เขาได้ เราไม่ทำหรอก เราเชื่อมั่นในธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม มันจะเป็นไปตามธรรม ถ้าเราไม่มีบุญพอไม่มีใครช่วย ให้เราหยุดเราก็หยุด เรามีงานอื่นทำมากมาย แต่งานนี้เราเห็นว่าจะมีประโยชน์ต่อมนุษยชาติเราก็ทำ คนชั่วย่อมทำชั่ว เป็นธรรมดา เราอย่าไปยึดถือ ทำให้เราทุกข์ หัดวาง ไม่ใช่ว่าเราจะไปแกล้งคนชั่ว ที่เราไปขัดขวาง แต่เราไม่อยากให้เขาทำชั่วเพิ่มขึ้นเท่าที่เราจะทำได้ ทำไม่ได้เราก็วาง _0838677xxx เห็นแจ้งแล้วแต๋สอนตามที่เห็นแจ้งไม๋ได้ ต้องอาศัยคัมภ์เขา มาดัดแปลงสภาวะ แต๋ใช้สอนไม๋ได้ ใช้อ้างตอนเถียงกับคนอื่น อย๋างเดียว อัตตวาทุปาทาน เห็นเป็นอยู่คนเดียวตลอด แต๋ชอบยัดเยียดให้คนอื่น พ่อครูว่า…ก็ว่าสอนอยู่ แต่คนไม่รู้เรื่อง ก็ว่าไม่ได้สอน แต่คนรู้เรื่อง เขาก็ว่าอาตมาสอน ก็ขอยืนยันว่า ธรรมะของพุทธนั้นเพี้ยนไปแล้ว อ้างอิงหลักฐานที่พระพุทธเจ้าตรัส เรื่องกลองอานกะ ตอนที่พระพุทธเจ้าตรัสธรรมะยังไม่เพี้ยน แต่ท่านพยากรณ์ไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย ! กลองศึก เรียกว่า อานกะ มีอยู่ เมื่อกลองอานกะนี้ มีแผลแตก หรือลิ, ซึ่งเนื้อไม้เดิมของตัวกลองหมดสิ้นไป เหลืออยู่แต่เนื้อไม้ที่ทำเสริมเข้าใหม่เท่านั้น; ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้น ในกาลยืดยาวฝ่ายอนาคต จักมีภิกษุทั้งหลาย, สุตตันตะ (ตัวสูตรส่วนที่ลึกซึ้ง) เหล่าใด ที่เป็นคำของตถาคต เป็นข้อความลึก มีความหมายซึ้ง เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วย เรื่องสุญญตา, เมื่อมีผู้นำ สุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่; เธอจักไม่ฟังด้วยดี จักไม่เงี่ยหูฟัง จักไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และจักไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน ส่วนสุตตันตะเหล่าใด ที่นักกวีแต่งขึ้นใหม่ เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน มีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นเรื่องนอกแนว เป็นคำกล่าวของสาวก, เมื่อมีผู้นำสูตรที่นักกวีแต่งขึ้นใหม่เหล่านั้นมากล่าวอยู่; เธอจักฟังด้วยดี จักเงี่ยหูฟัง จักตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และจักสำคัญไปว่า เป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน มีคนส่ง sms แย้งมาว่า _0888705xxx นายกปูตายน้ำตื้นเพราะให้เงินกู้ฉันใด พธร.ก็ตายน้ำตื้น เพราะแปลอปุญญาภิสังขารผิด ฉันนั้น! ส่วนที่พธร.บอกว่าตนเองมีปัจจัตลักษณ์นั้น! แต่เราคิดว่าพธร.น่าจะมีอัปลักษณ์มากกว่า! เพราะพธร.ยังก้าวข้ามไม่พ้นทักษิณ(=อวิชชา)..เพราะยังคงติดใจยึดแนวทาง ของ3เกลออยู่! (=ปุญญาภิสังขาร,อปุญญาภิสังขาร,อาเนญชาภิสังขาร) ทั้งนี้ก็มิใช่เพราะอะไร! หากแต่ย่อมเป็นเพราะว่า..พธร.ตั้งใจจะแปลคำสอนของพุทธเจ้าให้กลาย เป็นลัทธิม๊าคซิสคอมมูนิสต์ ก็เพื่อที่จะให้เกิดปรโลกคือโลกสังคมนิยมคอมมูนนั่นเอง! แต่ถ้ามิใช่ดังนี้ละก็..นั่นย่อมเป็นเพราะพธร.เอง! ต้องเป็นโรคจิตประสาท ที่ชื่อว่าอรหันต์บ้องตื้นซินโดม! ที่ปราศจาก CommonSense ใดๆ เพราะมี IQ,EQ ต่ำที่สุด! ซึ่งชาวพุทธทั่วไปที่ไม่ใช่ชาวอโศกแล้ว ย่อมจะมี CommonSense ที่ดีกว่านี้! และย่อมจะไม่หลงเชื่ออรหันต์ติ๊งต๊องอย่างพธร.เด็ดขาด! ฉะนั้นพธร.และชาวอโศกจึงเป็นชุมชนชาวพุทธกลุ่มน้อยในสังคมไทย! พ่อครูว่า…ก็รับฟังด้วยดี ให้เขาได้ระบายออกมาก็ดี ตอนนี้เราใกล้จะถึงงานมหกรรมสินค้าราคาต่ำกว่าทุน ในงานเปิดตลาดน้ำ เรามีงานปลุกเสกฯ วันที่ 6-12 เมษายน เรามาปฏิบัติธรรมกัน แล้วก็ต่อกันในงานตลาดอาริยะเลย ก็ต้องมาช่วยกันเตรียมงานก่อน งานปีนี้ไม่เหมือนกับปีก่อน เพราะมีตลาดน้ำด้วย การจัดสถานที่จะไม่เหมือนเดิม อย่ามัวแต่หลับใหล ต้องตื่นมาจัดงาน ยังไม่รู้ว่าจะจัดร้านตรงไหนอย่างไรเลย ให้สัญญาณไป มาเข้าเรื่องธรรมะ ที่อาตมาได้สาธยาย เรื่อง สังขารที่อวิชชา กับวิชชาเป็นไฉน? ก็ได้บรรยายมาในช่วงที่ผ่านมา อาตมาก็เรียบเรียงอยู่เรื่อยๆ ยิ่งต่อเนื่องยิ่งละเอียดลออ แต่พวกเราฟังจะชัดเจนขึ้นบ้างหรือเปล่า ที่เขาเข้าใจว่า ถ้าถามพวกคุณว่า พวกคุณเข้าใจไหม ใครตอบว่าเข้าใจนั้นคือโกหก ก็เขารู้ใจคนอโศกได้ด้วย หมอดูทำนายคนที่โลกุตระนั้นจะทำนายไม่ค่อยถูก เพราะคนโลกุตระจะเปลี่ยนแปลงฐานชีวิตเลย หมอดูตกกระป๋องเลย ถ้ามาดูคนโลกุตระ ขนาดวังคีสะว่าแน่ยังทำนายไม่ได้ คำตรัสของพระพุทธเจ้า มีว่า อกุศล เจตนา กามาวจรา นี้เรียกว่า อปุญญาภิสังขาร เท่านี้เท่านั้น อกุศล ในภูมิอปุญญาภิสังขารนี้ หมายถึง ผู้ที่ยังมีชีวิตกามาวจร ตามที่ พระพุทธเจ้าทรงยืนยันไว้คือ คนที่ยังดำเนินชีวิตท่องเที่ยวอยู่กับกามภพ นี่เอง ไม่ใช่หมายเอา คนที่เอาจิตเข้าไปจมอยู่กับภวภพ โดยไม่รับรู้กามภพ ซึ่งผู้ที่อยู่กับกามภพ ก็คือ ชีวิตผู้อยู่กับภาวะเปิดทวาร 5 และมีสติ รู้รอบด้วยทวารใจครบอยู่ตามสามัญของคนตื่น ทุกทวารทำงานปกติ รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง (คือใจรู้) ทุกอย่างที่สัมผัสด้วยทวารนั้นๆ อันมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ส่วนผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติตามคำสอนของ พระพุทธเจ้า คือ ไม่ได้ปฏิบัติไปจาก เบื้องต้น เบื้องกลาง เบื้องปลายเป็นลำดับ ก็จะไม่เริ่มจากเบื้องต้นคือ กามภพ จึงตัดลัดเข้าไปปฏิบัติอยู่กับ ภวภพ เป็นชีวิตผู้อยู่กับ ภาวะปิดทวาร 5 สนิท ไม่รู้อะไรจากทวาร 5 ภายนอกแล้ว มีรู้อยู่แต่กับทวารใจอยู่กับภพของใจเท่านั้น ซึ่งได้แก่ ผู้ที่ปฏิบัติเอาแต่หลับตา นั่งทำสมาธิ หรือทำฌาน แบบอยู่ในภวังค์ คือ ภวภพ นั่นแหละ เป็นหลักปฏิบัติที่มั่นใจว่าเป็นทางเอก เพราะไม่เชื่อว่า สัมมาสมาธิ ของพระพุทธเจ้า นั้นเกิดจากการปฏิบัติลืมตาด้วย มรรค 7 องค์ เป็นทางเอก ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ในพระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 252-281 ( มหาจัตตารีสกสูตร ) ผู้ที่ปฏิบัติเอาแต่หลับตานั่งทำสมาธิ หรือทำฌานแบบอยู่ในภวังค์ จึงปฏิบัติไม่ใช่ทำสัมมาสมาธิ ในขณะมีชีวิตลืมตาสามัญ คนมีการกระทำ มีงานการมีอาชีพปกติ คือ ไม่ได้ปฏิบัติสมาธิ ในขณะที่มีความนึกคิดอยู่ก็มีสติ และพยายามให้เป็น สัมมาสังกัปปะในขณะที่มีการพูดอยู่ก็มีสติ และพยายามให้เป็น สัมมาวาจา ในขณะที่มีการทำงาน ทำการทุกอย่างอยู่ก็มีสติ และพยายามให้เป็น สัมมากัมมันตะ ในขณะที่มีการทำอาชีพเลี้ยงตนอยู่ก็มีสติ และพยายามให้เป็นสัมมาอาชีวะ ตามสัมมาทิฏฐิที่ตนมีเป็นประธานของมรรค 8 นั่นเอง และวิธีปฏิบัติ (เหตุ) ก็คือ ปฏิบัติมรรค 7 องค์ พระพุทธองค์ตรัสไว้ชัดๆ ไม่ใช่เพ่งกสิณใดๆ เลย ผลธรรมจึงจะเกิดสัมมาสมาธิ ที่เป็นอาริยะ (อริโย สัมมาสมาธิ) ดังนั้น ถ้าผู้ใดปฏิบัติด้วยวิธีนั่งเพ่งกสิณ แม้แต่เพ่งลมหายใจเข้าออก ก็ตาม ที่เรียกกันว่าเป็นการปฏิบัติ อานาปานสติ นั้นแหละ ก็เป็นการเพ่งกสิณลมหายใจอยู่ดี เพราะเหตุที่ปฏิบัติ ก็คือเพ่งกสิณนี้เอง แล้วก็เข้าใจว่า ปฏิบัติแบบนี้แหละ จะทำให้เกิดสมาธิ เป็นผลชำระจิตสันดานให้หมดจด ขอยืนยันว่า การปฏิบัติด้วยวิธีเพ่งกสิณนี้ ไม่สำเร็จเสร็จสัมบูรณ์แน่ เพราะไม่รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง กายนอกกาย อันมีความจริงมากมายหลากหลายที่คนเกี่ยวข้อง และยึดติดอยู่จริง ซึ่งเป็นขั้นต้นอีกด้วย อีกทั้งเป็นของหยาบที่จะรู้ง่ายก่อน ขั้นรูปภพ อรูปภพ อันเป็นขั้นกลาง ขั้นปลาย จึงเป็นผู้ไม่รู้จักรู้แจ้ รู้จริง ความจริงที่คนอยู่ ในกามาวจรจริง เมื่อไม่ได้เรียนรู้กามาวจรเลย แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า จิตสันดานทั้งหลาย ของตนได้ชำระให้หมดจดสัมบูรณ์ในขั้นต้น ก็ขนาดจิตสันดาน หรืออนุสัยขั้นหยาบขั้นกายนอกกายแท้ๆ อันได้แก่ " กามราคานุสัย" คุณก็ยังไม่ได้ฝึกฝน คุณยังไม่สามารถชำระ อนุสัยขั้นกามราคะ นี้ได้ นั่นคือ ยังทำ "ปุญญาภิสังขาร" ขั้น "กามาวจร" ยังไม่ได้ ต้อง "ปุญญาภิสังขาร" กิเลสใน "กามาวจร" ได้แล้ว จึงจะ "ชำระจิตสันดาน" ขั้น "รูปาวจร" ต่อไปให้หมดจดอีกที ซึ่งก็เป็น "อภิสังขาร" ขั้น "ปุญญาภิสังขาร" นี่เอง ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า กุศล เจตนา เป็นกามาวจร เป็นรูปาวจร ที่สำเร็จด้วย ทาน ที่สำเร็จด้วย ศีล ที่สำเร็จด้วย ภาวนา นี้เรียกว่า "ปุญญาภิสังขาร" และขั้นต่อไป "อปุญญาภิสังขาร" จึงจะตรงตามที่ พุทธวจนะที่ว่า อกุศล เจตนา เป็นกามาวจร นี้เรียกว่า "อปุญญาภิสังขาร" แล้วขั้นปลาย "อาเนญชาภิสังขาร" จึงจะตรงตามที่ พุทธวจนะที่ว่า กุศลเจตนา เป็นอรูปาวจร นี้เรียกว่า "อาเนญชาภิสังขาร" เพราะ อรูปนั้นมันขั้นปลาย และอยู่ในจิตใจของตนเท่านั้น จึงมุ่งหมาย (เจตนา) ให้มีแต่ กุศลถ่ายเดียว เป็นความไม่หวั่นไหว (อาเนญชา) ของจิตใจตนเท่านั้นที่ยิ่ง "อภิสังขาร" ก็ยิ่งสั่งสมแข็งแรงมั่นคงยิ่งขึ้นๆ ซึ่งตั้งแต่ขั้นต้น ขั้นกลาง ก็ต้องชำระกิเลสขั้นนั้นๆ มาตามลำดับ นั่นคือ "ปุญญาภิสังขาร" เป็นการชำระกิเลสจากจิตสันดานมาตามลำดับที่ถูกต้องตาม พระวัจนะ เมื่อสามารถชำระจิตสันดาน คือ ทำปุญญขั้นต้น ขั้นกลาง มาได้แล้ว ก็ไม่ต้องชำระขั้นต้น ขั้นกลาง ภาษาบาลีก็คือ "อปุญญ" ที่แปลว่า ไม่ต้องชำระจิตสันดานอีกแล้ว เพราะชำระได้แล้วจริงอย่างรู้จักรู้แจ้งรู้จริงเป็นวิทยาศาสตร์ และที่ชัดเจนยิ่งก็คือ ที่พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า ผู้ปฏิบัตินั้นก็ยังมีชีวิตปกติท่องเที่ยวอยู่ใน กามภพ นั้นแหละ อยู่ตามเดิมนั่นแล จึงเรียกว่า กามาวจร ที่สำคัญยืนยันชัดก็คือ เมื่อมีการท่องเที่ยว (อวจร) หรือมีการอาศัยอยู่ (อวจร) ใน "กามภพ" ก็ต้องได้สัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายใจครบถ้วน กายนอกกาย ทั้งหมด แล้วรู้แจ้งด้วยวิญญาณร่วมรู้อยู่ตลอดเวลา เพราะมีสัมผัสด้วยปัจจัยก็ย่อมมีวิญญาณ 6 เกิดรู้เกิดเห็นยืนยันของจริงแท้ แต่ถ้าปฏิบัติไม่มีสัมผัสภายนอก วิญญาณ 6 ก็ย่อมไม่มีแน่นอน เมื่อไม่มีสัมผัสจริง วิญญาณ 6 อันเกิดจากเหตุปัจจัยนั้นๆ จริงๆ ผู้ปฏิบัติก็ไม่รู้จริง แล้วผู้ปฏิบัติจะรู้ได้อย่างไร ว่า จิตสันดานหรือ กามจิต รูปจิต อรูปจิต ที่มันฝังอยู่ในขั้นไหนของสันดาน ว่า มีหรือไม่มี ดังนั้น พระพุทธเจ้า จึงต้องให้ปฏิบัติตามลำดับขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นปลาย ครบกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร ตามลำดับ ด้วยประการฉะนี้ นี่คือ ลำดับขั้นต้น ขั้นกลาง ในการชำระกิเลสของ อภิสังขาร 3 ซึ่งการปฏิบัติที่ว่านี้ เป็นการปฏิบัติในชีวิตปกติ ขณะที่มีสติสัมปชัญญะ สำรวมอินทรีย์ 6 แล้วพยายามจัดแจง หรือปรุงแต่ง (อภิสังขาร) อาชีวะ กัมมันตะ วาจา โดยเฉพาะสังกัปปะ ให้เกิดผลเป็นสัมมา คือ ให้พ้น มิจฉาอาชีวะ 5 พ้นมิจฉากัมมันตะ 3 พ้นมิจฉาวาจา 4 พ้นมิจฉาสังกัปปะ 3 ให้ได้ทุกกรรมกิริยา ชนิดที่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ ( อัฏฐ วิโมกเข กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ ) ตามที่ พระพุทธเจ้าตรัสยืนยันทีเดียว เฉพาะอย่างยิ่ง สังกัปปะ 3 เพราะเป็น มโนปุพพังคมาธัมมา หมายความว่า ต้องทำที่จิตใจนี่แหละให้สำเร็จก่อนธรรมอื่น (มโนปุพพังคมาธัมมา) และเป็นการทำใจในใจ (มนสิการ) ซึ่งก็คือ การจัดแจง การปรุงแต่ง (อภิสังขาร) นั้นแหละ ให้ถ่องแท้ ให้แยบคาย ให้ลงไปถึงที่เกิด (โยนิโส) ในขณะที่ลืมตามีกรรม กิริยา สัมผัสสัมพันธ์ กับความเกี่ยวข้องทุกอย่างตามปกติสามัญชีวิตประจำวันนั้นด้วยนะ เพราะจิตใจเป็นประธานของกรรมทุกอย่าง ไม่ว่าการพูดจา (วาจา) การกระทำทุกอย่าง (กัมมันตะ) การทำงานเลี้ยงชีพ (อาชีวะ) จะเจริญขึ้นประเสริฐขึ้นได้ด้วย จิตใจ (มโนเสฏฐา) จะสำเร็จได้ก็จากจิตใจ (มโนมยา) นี่แหละ เป็นหัวใจสำคัญ เพียงแต่ว่าวิธีปฏิบัติของ พระพุทธเจ้านี้ มันเป็นวิธีเฉพาะที่ พระองค์ตรัสรู้ หรือทรงค้นพบของพระองค์เอง (สัมมาสัมพุทโธ, สยัมภู) ที่ต่างจากวิธีปฏิบัติเพื่อให้เกิดสมาธิของแบบอื่นของลัทธิอื่นทั้งหลาย แม้วิธีปฏิบัติที่ผิดของพุทธ ต้องปฏิบัติอย่างที่ยืนยันนี้ คือ การทำสมาธิ ตามแบบของพระพุทธเจ้าให้สัมมาทิฏฐิ จึงจะเกิดสัมมาสมาธิที่เป็นอาริยะ เป็นโลกุตระ เมื่อปฏิบัติตามสัมมาทิฏฐิได้ไปตามลำดับ เป็นธรรมสมควรแก่ธรรม ก็ได้บุญ (ได้ชำระกิเลสในจิต) เป็นส่วนแห่งบุญ ( ปุญญภาคิยา ) ให้ผลแก่ขันธ์ ( อุปธิเวปักกา ) ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในมหาจัตตารีสกสูตรชัดๆ จิตก็เกิดฌาน คือ ได้เผากิเลส ( ฌาเปติ,ฌาม ) ไปตามลำดับ จิตก็สะอาดขึ้นๆๆ ได้สั่งสมลงเป็นสัมมาสมาธิ นี่คือ จิตที่เป็นสมาธิ เพราะจิตที่เกิด สัมมาญาณกับสัมมาวิมุติสั่งสมลงไป ส่วนผู้ปฏิบัติสมาธิแบบไม่ใช่สามัญของคนตื่นๆ ที่เอาแต่ทวารใจเท่านั้น ส่วนทวาร 5 ภายนอก ไม่รู้อะไรจากสัมผัสทวารภายนอกสนิทแล้ว อยู่กับทวารภายนอก ก็จะสามารถรู้ได้ว่า ขณะที่เราอยู่กับภพภายนอกนั้น เรามีกายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขารอย่างไรบ้าง อย่างครบถ้วนไม่ขาดไม่ตก ซึ่งผู้ได้เรียนรู้ฝึกฝนก็จะได้พ้นอวิชชา เพราะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงสังขาร 3 นี้ คนที่ยังอวิชชา ย่อมไม่รู้ แน่นอน ว่า ชีวิตที่อยู่กับภพ คือ ภาวะอย่างไร แม้แต่ภพภายนอก ที่หยาบๆ และตื้นๆ มีสติได้เต็มๆ ผู้อวิชชาก็ไม่รู้หรอกว่า ภพคือภาวะอย่างไร ปรุงแต่ง (สังขาร)กันอยู่อย่างไร อาศัยอยู่นั้น..ไฉน ผู้ปฏิบัติผิดจากสัมมาทิฏฐิของพุทธ ภพภายนอกนั้นไม่รู้แน่ๆ อยู่แล้ว เพราะปิดทวาร 5 ไปหมดแล้วจึงไม่รู้ว่า สิ่งที่ปรากฏอยู่ (ภาวะ) เป็นอย่างไร อาศัยอยู่ ดำเนินไปอยู่ ท่องเที่ยวอยู่ (อวจร) ปรุงแต่งกัน (สังขาร) อยู่อย่างไรนั้น เป็นไฉน ซึ่งที่จริง ต้องเกี่ยวกับวิญญาณ (ธาตุรู้) เสมอ จึงจะรู้อะไรต่ออะไรได้ ถ้าขาดวิญญาณร่วมรู้อยู่ด้วย ก็เป็นอันว่า ผู้นั้นไม่รู้อะไรเลย ใช่ไหม? เช่น วิญญาณฐีติ 7 (มีวิญญาณดำรงอยู่) ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ จึงจะสามารถมีการกำหนดรู้ (สัญญา) ต่างๆ ครบกายทั้งหลายต่างๆ ได้สัมบูรณ์ 1. สัตว์บางพวก กายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่น พวกมนุษย์ เทพบางเหล่า พวกวินิปาติกะบางเหล่า 2. สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เหล่าเทพจำพวกพรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน เป็นต้น 3. สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน เช่น พวกเทพสว่าง อาภัสราพรหม (ว่าง ใส สว่าง แผ่กว้าง) ขนาดในพวกนั่งหลับตาทำสมาธิยังสัญญาต่างกัน เช่นธรรมกาย คนหนึ่งเห็นพระพุทธเจ้าหัวปุ้มอีกคนหนึ่งได้หัวแหลมทะเลาะกันก็แยกวัดกัน แต่เขาได้กายเหมือนกันคือในเหมือนกัน แต่จะต่างกันตรงมุมเหลี่ยม 4. สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพมืด สุภกิณหพรหม (ได้นิโรธมืดเป็นโชค) ฌานฤาษีกับพุทธก็ได้ความดับความไม่มีตัวตนเหมือนกัน แต่ของฤาษีได้ความมืดเป็นกิณหพรหม เป็นความืด แต่ของพุทธนั้นหายไปเลยดับไปเลยไม่มีตัวตนรูปร่าง มีกายอย่างเดียวกันคือไม่มีเหมือนกัน วิญญาณผีหายไปเหมือนกัน ของพุทธเราลืมตาก็ดับวิญญาณผีขาดเลย แต่ของฤาษีนั้นได้เฉพาะตอนลืมตา และที่ดับคือเป็นนิมิตที่ปั้นเองทั้งนั้น เป็นโชคหรือศุภกินหาเหมือนกัน 5. สัตว์บางพวก ไม่มีสัญญา ไม่เสวยอารมณ์ เช่น เทพจำพวก “อสัญญีสัตว์” (อุทกดาบสทำนิโรธสมาบัติดับจนไม่รับรู้อะไร) 6. สัตว์บางพวก เข้าถึง อากาสานัญจายตนะ (พ้นรูปสัญญา) 7. สัตว์บางพวก เข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะ (พ้นเสพความว่าง) เพราะวิญญาณ คือธาตุรู้ของความเป็นคน หรือของสัตว์โลก เมื่อวิญญาณไม่ทำงาน หรือวิญญาณไม่มี ย่อมไม่มีภาวะการรู้ใดๆ จึงไม่รู้สภาวธรรมของอะไรต่ออะไรได้ แม้แต่ความเป็นกาย ซึ่งเป็นธรรมขั้นหยาบแท้ๆ ก็ไม่ได้เริ่มต้นเรียนรู้ จึงไม่ต้องพูดไปถึง ความเป็นใจที่เป็นภาวะนามธรรม ล้วนๆ ที่ไม่เกี่ยวกับมาหาภูตรูปเลย ซึ่งละเอียดยิ่งกว่า จึงรู้ยากเห็นยากกว่า กายที่เป็นองค์ประชุมรวมกันทั้งภายนอก และภายในเป็นไหนๆ พยายามตั้งใจทำความเข้าใจกับคำว่า กาย ให้ชัดๆ ดีๆ คำว่า กายนี้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดว่า กายนอกกาย นั้นแน่นอนว่า คือกาย แม้แต่ กายในกาย ก็ยังคือกาย และถึง ขั้นเวทนาในเวทนา หรือ จิตในจิต ก็เป็นภาวะที่เรียกว่า กาย คือนามกาย นั่นเอง ที่สุด ขั้นธรรมในธรรม นั้นเป็นภาวะทั้ง รูปกาย และ นามกาย และตอนนี้เรากำลังพูดแค่ภาวะภายนอก ซึ่งต้องเกี่ยวกับวิญญาณอยู่ดี จึงจะรู้สิ่งที่ปรากฏ ถ้าปราศจากวิญญาณทำงานรับรู้ร่วมอยู่ ก็ไม่มีอะไร ทำหน้าที่รู้ คนผู้ยังมีอวิชชา คือ ไม่มีปัญญารู้ธรรมของพุทธอย่างสัมมาทิฏฐิ คือ ไม่ได้เข้าใจว่า เราจะต้องตั้งใจเรียนรู้ ความเป็น ความมี (ภาวะ) ต่างๆ ที่ปรากฏอยู่เสมอ ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปนั้น ว่า อะไรเป็นอะไร อย่างไร มันมีอะไรปรุงแต่งกันอยู่ ตัวไหนพาให้ทุกข์ ตัวไหนพาให้สุขกันแท้ ควรดับตัวไหน ควรอาศัยตัวไหน เพราะอวิชชานี้แหละจึงเกิดสังขารที่เป็นทุกข์ อันไม่รู้จักจบสิ้นไปได้ ผู้จะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ทุกขสัจจะ ซึ่งหมายความว่า ความจริงคือทุกข์, ภาวะที่เป็นทุกข์จริง,ความจริงแห่งทุกข์ หรือภาวะที่มีลักษณะทุกข์ที่แท้จริง หรือท่านเรียกกันยิ่งกว่านี้ว่า ทุกขอริยสัจ อันหมายความว่า ผู้เป็นอาริยบุคคลเท่านั้น จึงจะรู้จักทุกข์ที่ว่านี้ ได้จริง ดังนั้น ถ้าผู้ใดไม่มีทุกขสัญญา คือไม่มีความกำหนดหมายรู้ว่าเป็นทุกข์ หรือไม่มีการกำหนดหมายให้มองเห็นสังขารที่เป็นทุกข์ได้จริง ผู้นั้นก็ไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ทุกขลักษณะ (เครื่องกำหนดว่าเป็นทุกข์,ลักษณะที่จัดว่าเป็นทุกข์, ลักษณะที่แสดงให้เห็นว่า เป็นทุกข์) ได้แก่ 1. ถูกการเกิดขึ้น และการดับสลายบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา (ผู้อวิชชาไม่รู้สึกหรอก ว่าภาวะเหล่านั้นบีบคั้นตน ยอมเป็นทาสให้บีบคั้น ไม่สามารถเลิกความบีบคั้นนั้นได้) 2. ทนได้ยาก หรือคงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ (ซึ่งหมายถึงอนิจจัง ผู้อวิชชาไม่รู้จักหรอก ว่า ภาวะเหล่านั้นมันเป็นดัง ที่อาริยบุคคลรู้จัก ผู้รู้จักรูแจ้งรู้จริงอนิจจังดังว่านี้ได้ ก็ต้องมีภูมิอาริยบุคคล) 3. เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ (ผู้อวิชชานั้นรู้ไม่ได้หรอก ว่า ภาวะเหล่านั้นเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์อย่างไร อยู่ที่ไหน และไม่คิดจะหาทางขจัดภาวะนี้ออกไปจากจิตให้หมดสิ้น) 4. แย้งต่อสุข หรือเป็นสภาวะที่ปฏิเสธความสุข สภาวะที่สุขปฏิเสธ ก็คือทุกข์นั่นเอง ทุกข์จึงตรงกันข้ามกับสุขตลอดกาลนาน คนที่หลงติดสุขว่าเป็นภาวะที่น่าได้น่ามีน่าเป็น จึงดิ้นรนแสวงหาสุข อยู่ตลอดเวลา ไม่หยุดหย่อน แต่กระนั้นโดยธรรมชาติมันก็ยังมีโอกาส ที่ไม่ทุกข์ไม่สุขเป็นครั้งคราว ทว่าผู้หลงมัวเมาติดสุขก็ยังไม่เข้าใจความไม่ทุกข์ไม่สุข หรืออุเบกขานี้ ว่าเป็นความสงบจากทุกข์จากสุข (วูปสมสุข=อทุกขมสุข,อุเบกขา) แม้จะเป็นอารมณ์ที่เกิดโดยธรรมชาติก็ตาม ซึ่งเป็นอารมณ์ที่ดี วิเศษกว่าอารมณ์สุข เพราะอารมณ์สุข (สุขเวทนา) นั้นเกิดขึ้นเฉพาะ ขณะที่บำเรอตัณหา อุปาทานอยู่เท่านั้น แล้วมันก็หายไป เมื่อหมดสิ้นสัมผัส (ผัสสะ) ลงคราใด ซึ่งปราชญ์และศาสดาทั้งหลายต่างยืนยันตรงกันว่า ยิ่งกว่าสุข (ปรมัง สุขัง) หรือสุขวิเศษกว่าสุขที่ไม่สงบ (วูปสมสุข) ผู้อวิชชาหรือหลงติดสุขอยู่ นึกไม่ออกแน่ เดาลักษณะจิตใจของผู้เห็นจริง เป็นจริง แล้วว่า สุขสงบนี้แหละวิเศษกว่าสุขแบบโลกีย์ หรือ สุข ที่ต้องบำเรออารมณ์ (โลกียสุข) นี้ ไม่ได้จริงๆ (อตักกาวจร) เพราะผู้อวิชชา ไม่รู้หรอกว่า สุขนี้แหละตัวหลอก เป็นเท็จ (สุขัลลิกะ) ทุกข์ต่างหากที่มันเป็นสัจจะยิ่งกว่า พระบรมศาสดาจึงตรัส เรียกทุกข์ ว่า ทุกขสัจจ์ มีคำว่า สัจจะ แต่ตรัสเรียก สุข ว่าสุขัลลิกะ มีคำว่า อลิกะ เพราะทุกข์ที่มีเหตุแห่งทุกข์ของผู้อวิชชานี้ มันฝังอยู่ในใจคนผู้อวิชชา เรียกด้วยภาษาว่าอุปาทาน มันเป็นอนุสัยเชียวนะ อนุสัยนี้คือ กิเลสที่ฝังลึกอยู่ในก้นบึ้งของจิตใจ กิเลสอย่างละเอียด ที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน นี่แหละคือ จิตสันดาน ที่ต้องชำระ ให้หมดสิ้นเกลี้ยงให้ได้อนุสัยหรือกิเลสตัวอื่นๆ ก็ล้วนเป็นตัวตนที่หยาบกว่าตัวตน ที่เรียกด้วย คำว่า อนุสัย ทั้งนั้น จริงๆ นั้นอนุสัย หรือกิเลสทั้งหลาย มันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงอะไรเลย มันแค่เป็นอาคันตุกะ แค่ตัวอื่น ไม่ใช่ตัวเรา แต่มันเข้ามาเยือนจิตใจเรา แล้วเราก็โง่ (อวิชชา) ไปหลงยึดว่ามันเป็นตัวเรา มันจึงมีตัวตน (อัตตา) ฝังลึกอยู่ในตัวเราด้วยความโง่ คืออวิชชาแท้ๆ ที่เรียกว่า อนุสัยนี่ไง! คนที่หมดสิ้นอวิชชาสวะ หรืออวิชชานุสัย จึงจะหมดสิ้นตัวตนเกลี้ยง ถ้าใครมัวไปหลงอยู่แต่ว่า กิเลสที่เราจะต้องเรียนรู้ตัวตน (อัตตา) ของมัน ที่มันฝังตัวอยู่ในจิตใจเรา แม้เราจะเข้าใจในความหมายแล้วล่ะว่ามันไม่ใช่ตัวตน มันไม่ใช่ตัวเราอะไรนั่นหรอก แต่มันมีตัวตนในตัวเราไหมล่ะ? เราหมดสิ้นอวิชชาสวะ หรืออวิชชานุสัยแล้วหรือ? กำจัดละล้างตัวตนขั้นอนุสัยสุดท้ายออกไปไม่ได้หมดสิ้นเกลี้ยงจนเด็ดขาด กระทั่งไม่มีการวนกลับมาเกิดอีก (อสังกุปปัง) ได้จริงแท้หรือยัง? ถ้าผู้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงว่า ในจิตใจเรานั้น หมดสิ้นอวิชชานุสัยแล้วจริง เราก็ไม่มีตัวตนใดๆ อีกแล้ว แต่ถ้าใครตรวจจิตใจตนเองได้ว่ายังมีอนุสัย ตราบใดที่ยังกำจัดชำระล้างอนุสัยออกจากจิตใจไม่หมด ก็ยังไม่หมดตัวตน ยังไม่หมดสิ้น ทุกขอริยสัจ ยังไม่ชื่อว่า อรหันต์ จึงยังเป็นผู้หลงใหลสุขโลกีย์นี้อยู่ ว่า สุขนี้แหละต้องได้ ต้องมี ต้องเป็น เพราะไม่เห็นว่า สุขนี้เป็นเท็จ (อลิกะ) สุขนี้มันไม่ใช่ของจริง (อลิกะ) สุขนี้มันผ่านมาหลอกคนแล้วก็ผ่านไป ไม่มีอะไรเหลือ, ว่างเปล่า, ไร้ประโยชน์ (ตุจฉ) ทุกข์ต่างหากที่จริงกว่า บีบคั้นเราอยู่ประจำชีวิตของผู้อวิชชาตลอด ที่มันยังไม่หมดตัวตนสิ้นเกลี้ยงไปจากจิตใจเรา แล้วมันก็บังคับให้ผู้อวิชชานั้น หลงเป็นทาสหาทางบำบัดทุกข์อยู่ทุกลมหายใจที่ยังมีตัวตน สมณะฟ้าไทว่า...ถ้าเราไม่มีผัสสะในกามาวจร ก็ย่อมไม่สามารถเห็นกิเลสได้ ถ้าไม่ตั้งใจตั้งศีล ตามจรณะ 15 ก็ไม่สามารถเรียนรู้ ปุญญาภิสังขาร ที่จะลดล้างกิเลสได้แน่นอน ที่พ่อครูอธิบายแต่ละเรื่องเราก็ต้องไปตรวจสอบ ว่าสภาวจิตเราเป็นอย่างไร อย่างสภาวะฤาษี เราก็ไม่เคยปฏิบัติ แต่ก็เทียบเคียงว่า การที่เราอยากเสพสบายอยากอยู่คนเดียว นั่งสมาธิ มันจะสงบต่างจากสภาวะแบบพุทธ แบบนั้นมันจะเห็นแก่ตัว ไม่อยากเอาภาระช่วยคนอื่น แต่ว่าแบบพุทธนั้นยาก แต่ว่ามีประโยชน์ต่อสังคม แล้วเป็นได้จริงไม่กลับกำเริบ ...จบ