560318_รายการเรียนอิสระ(ตามสำนึก) โดยพ่อครูและอ.กฤษฎา เรื่อง ปรับปวาทะของผู้ถึงอมตะนิพพาน.docx
เนื้อหาในไฟล์
560318_รายการเรียนอิสระ (ตามสำนึก) โดยพ่อครูและอาจารย์กฤษฎา ที่สันติอโศกและราชธานีอโศก เรื่อง ปรับปวาทะของผู้ถึงอมตนิพพาน อาจารย์กฤษฎาว่า… วันนี้ วันที่ 18 มีนาคม 2556 ที่สันติอโศก เปิดรายการโดย การสไกป์จากสันติอโศก ตอนนี้พ่อครูอยู่ที่บ้านราชฯ ก็ต้องอาศัย การสไกป์จัดรายการไปก่อน ตอนนี้ เราระดมสรรพกำลัง ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ไปที่บ้านราชกัน ประเด็นในวันนี้คงจะต้องต่อประเด็นที่ คุณ 8705 ได้ส่งประเด็นมาค้านแย้ง พ่อครูก็ต้องทำการปรับปวาทะ (คือวาทะที่เป็นอื่นไปจากที่พระพุทธเจ้าสอน) พ่อครูว่า…การปรับปวาทะ คือปรับวาทะที่ผิดเพี้ยนให้มาสู่ความถูกต้อง ท่านใช้สำนวนว่า แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์และข่มขี่ปรับปวาทะ ให้เรียบร้อยโดยสหธรรม คือ พระพุทธเจ้าทรงสอนเป็นพุทธพจน์ เป็นอนุสาสนีต่างๆ เป็นคำจริงที่จะไม่เป็นอื่นไปจากนั้น คนที่สืบทอดก็ได้พูดผิดเพี้ยน ออกนอกศาสนาพระพุทธเจ้า ไปเรื่อยๆ จึงเรียกว่า วาทะ ที่เป็นอื่น ปร คือไม่ หรืออื่น ดังนั้น คำพูดใดที่นอกไปจากความจริงที่ พระพุทธเจ้าตรัส จึงเป็นหน้าที่ แม้แต่ พระพุทธเจ้าท่านก็พูดกับมารไว้เลย ตอนมารจะมาอาราธนาพระพุทธเจ้าให้ปรินิพพาน พระพุทธเจ้า จึงตรัสว่า … หากภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้เป็นสาวกและสาวิกาของเราจักยังไม่เฉียบแหลม ยังไม่ได้รับคำแนะนำ ไม่แกล้วกล้า ไม่เป็นพหูสูต ไม่ทรงธรรม ยังปฏิบัติธรรมไม่สมควรแก่ธรรม ไม่ปฏิบัติชอบ ไม่ประพฤติตามธรรมที่เรียนกับอาจารย์ของตนแล้ว ยังบอกแสดงบัญญัติแต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำให้ง่ายไม่ได้ ยังแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ และข่มขี่ปรับปวาทะที่บังเกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยสหธรรมไม่ได้เพียงใด เราจักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น ฯลฯ . (มหาปรินิพพานสูตร พตปฎ.เล่ม 10 ข้อ 102) ท่านยืนยันว่า ท่านจะยังไม่ตาย ต้องทำงานก่อน มั
อ่านต่อ
นเป็นมโนสัญเจตนา ที่จะต้องสร้างศาสนา ดังนั้นประเด็นที่เราเอามาพูดกันคือ แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ ผู้ที่จะแสดงปรับปวาทะ จะต้องมีปาฏิหาริย์ โดยช่วยกันทุกคน โดยสหธรรม ทั้งตัวบุคคลและหมู่กลุ่ม ที่มีพฤติกรรมรวมกัน เช่นพฤติกรรมแสดงความไม่โลภ โกรธ หลง เช่น ชาวอโศกมีพฤติกรรมตรงตาม กถาวัตถุ 10 ธรรมวินัย 9 สาราณียธรรม 6 เป็นต้น อาจารย์กฤษฎาว่า… เคยมีย่าที่ไปวัดไปวาทำบุญ สร้างศาสนวัตถุ แต่เรื่องของ ทักขิเนยบุคคลเหมือนมีอะไร ที่เขาก้าวข้ามไม่พ้น มีป้ายบอกบุญอะไรอย่างนี้ มิติพวกนี้ เป็นสิ่งที่บอกว่า นั้นคือพุทธแท้หรือไม่ มันจะต้องมาปรับปวาทะกันไหม ก็นิมนต์ พ่อครูปรับปวาทะ ให้เข้าใจกันด้วยครับ พ่อครูว่า…เทศน์ทุกวันนี้ดูเหมือนจะโอหัง มีมมังการ มันอวดดี คล้ายๆ อย่างนั้น แต่ก็จำนนที่ต้องแสดง อย่างที่ _8705 ว่า ถ้าพระทั้งหลายในอดีต ตีความเพี้ยนอย่างโพธิรักษ์ พุทธศาสนา ย่อมเจ๊งไปเสียแล้ว ที่จริงถ้าพระทั้งหลายในอดีต ไปตีความธรรมะเพี้ยน เขาเข้าใจว่า ของอาตมาเพี้ยน ศาสนาเจ๊งแล้วก็ใช่ แต่จริงๆ มันซับซ้อน พระทั้งหลายตีความมาอย่างนั้นปฏิบัติตามกันมา ก็เหมือนกับกลองอานกะ ที่พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ไว้ว่า ศาสนาพุทธที่ท่านประกาศ จะผิดเพี้ยนไปเหมือนกับกลองอานกะ ที่มีชื่อว่ากลองอานกะเหมือนเดิม แต่ว่า คนได้แต่งเนื้อกลอง ตัวกลองเป็นอื่นไปหมดแล้ว แต่ก็ชื่อเดิม เช่นเดียวกับศาสนาพุทธในปัจจุบัน และก็จริง คือพระในอดีตตีความเพี้ยน ไม่เหมือนโพธิรักษ์ พุทธศาสนานั้นตอนนี้เจ๊งไปแล้ว แต่คุณก็คงเข้าใจไม่ได้ มันเหลือแต่โลกียธรรม ที่เต็มไปด้วยเดรัจฉานวิชา อาณิสูตร (กลองอานกะ) [672] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ตะโพนชื่ออานกะของพวกกษัตริย์ ผู้มีพระนามว่า ทสารหะ ได้มีแล้ว เมื่อตะโพนแตก พวกทสารหะได้ตอกลิ่มอื่นลงไป สมัยต่อมาโครงเก่าของ ตะโพนชื่ออานกะ ก็หายไปยังเหลือแต่โครงลิ่ม แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุในอนาคตกาล เมื่อเขากล่าวพระสูตร ที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึกมีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วย สุญญตธรรม อยู่ จักไม่ปรารถนาฟัง จักไม่เข้าไปตั้งจิตเพื่อรู้ และจักไม่สำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเล่าเรียน ควรศึกษา แต่ว่า เมื่อเขากล่าว พระสูตรอันนักปราชญ์รจนาไว้ อันนักปราชญ์ร้อยกรองไว้ มีอักษรอันวิจิตร มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นของภายนอก เป็นสาวกภาษิต อยู่ จักปรารถนาฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้ และจักสำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเรียน ควรศึกษา ฯ มี sms มาว่า _ถ้าพระทั้งหลาย ตีความแบบอาตมาป่านนี้ศาสนาพุทธ ในเมืองไทยไปโลด ศาสนาพุทธในไทย เป็นเนื้อของศาสนาพราหมณ์ไปมากแล้ว อาจารย์กฤษฎาว่า… พระพุทธเจ้าเห็น ไตรลักษณ์ ที่เป็นสามัญลักษณ์ แล้วพระองค์ก็ค้นหา ไตรลักษณ์ที่เป็น ปัจจัตลักษณ์ ทรงออกจาวังไปแสวงหาความหลุดพ้น เป็นปัจจัตลักษณ์ พ่อครูว่า…ปัตจัตตลักษณ์ เป็นของเฉพาะตนของพระพุทธเจ้า ที่มีมาเดิมเป็น สยัมภู แล้วคำว่า ภู คือความยิ่งใหญ่ ที่ตนได้บำเพ็ญตรัสรู้มา ด้วยพุทธการกธรรม บำเพ็ญมาไม่รู้กี่ล้านปีแล้ว ท่านเป็นเจ้าชายสิทธัทถะ ท่านไม่ได้ปฏิบัติธรรมเลย ท่านปฏิบัติตามค่านิยมของโลก เขาพาออกป่า ทรมานตน ทุกรกิริยา ท่านก็ทำได้ยิ่งกว่าเขาด้วย แต่ไม่ได้ปฏิบัติพุทธรรมเลย ก็น่าเห็นใจพวกที่ไปทำอย่าง พระพุทธเจ้า แบบที่พระองค์ทำทุกรกิริยา ถ้าทำแบบนั้นลงเหวเลย มีหลักฐานยืนยันใน พระไตร ฯ เราเป็นผู้ชื่อว่า โชติปาละ ได้เคยกล่าวกับ พระสุคต พระนามว่า กัสสปะ ว่า “การตรัสรู้เป็นของได้โดยยาก ท่านจะได้จากโพธิ มณฑลที่ไหน โพธิญาณท่านได้ยากอย่างยิ่ง” ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราได้บำเพ็ญทุกกรกิริยา เป็นอันมาก สิ้นเวลา 6 ปี เราถูกบุรพกรรมตักเตือนแล้ว (ปุพพกัมเมนะ โจทิโต) จึงแสวงหาโพธิญาณโดยทางผิด เรามิได้บรรลุการตรัสรู้โดยทางนั้น ต่อจากนั้นจึงได้บรรลุการตรัสรู้ ไม่มีโศก ฯลฯ (ล.32 ข.392) พระพุทธเจ้า ท่านบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าด้วยการระลึกชาติ ท่านเกิดมาได้พบพระพุทธเจ้า มาแล้วห้าแสนกว่าพระองค์ จนกระทั่ง มีพุทธการกธรรม มีบารมีเต็มแล้ว ที่ท่านบำเพ็ญมาแล้วกี่ล้านๆๆ ชาติ สั่งสมมาแล้วเป็นบารมี เป็นเรื่องที่เข้าใจไม่ง่าย ธรรมดาวิบากกรรมคนธรรมดาก็เข้าใจไม่ง่าย ยิ่งเป็นพุทธวิบาก ยิ่งจะเข้าใจได้ยากยิ่ง แต่คนก็เอาแบบที่ท่านไปทำผิดมาทำต่ออีก แต่อาตมานำเอาคำตรัสมาสอน และไม่เอาที่พระพุทธเจ้าว่าเป็นทางผิดมาสอนให้พวกเราทำ พระพุทธเจ้าว่า ศาสนาจะเสื่อม เพราะไปแสวงหาอาจารย์ในป่า ต้องขออภัยไม่ได้เจตนาจะลบหลู่ใคร แต่ก็ต้องพูด อาจมีลักษณะข่มเขา ดูใหญ่โต แต่ด้วยความจริงใจ เป็นความจำนนที่ต้องพูด เราอย่าไปถกเถียงเลย อย่างที่ คุณ 8705 แย้งมา ก็เห็นว่ามีเนื้อหาที่เขาเข้าใจ มาปรับปวาทะ คือ มีการเป็นอื่นไปจาก วาทะ ของพระพุทธเจ้า เอามาแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ ต้องทำให้เรียบร้อยตรงทางเดิม ของพระพุทธเจ้าโดยสหธรรม ทั้งอาตมาและพวกเราช่วยกันพูด ช่วยกันแสดงเป็นพฤติพุทธ ดำเนินชีวิตอย่างนี้สอดคล้องกับ หลักธรรมพระพุทธเจ้าหรือไม่ หลักธรรมวินัย กถาวัตถุ วรรณะ 7 สาราณียธรรม พุทธพจน์ พลัง 4 พ้นภัย 5 เท่าที่มีความรู้ ก็หยิบมายืนยันก็สอดคล้องตามหลัก พระพุทธเจ้า ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็เรื่องของเขา ถ้าอาจารย์กฤษฎา ว่าที่ตั้งคำถามอาตมา เพื่อให้ตนเข้าใจในปัจจัตลักษณ์ ในบทสวดก็มี ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ การเข้าใจตัวตนของแต่ละคน ด้วยตนเอง ต้องปรากฏความเป็น ปัจจัตลักษณ์ด้วยตนเอง อาตมาก็ทวนย้ำว่า ไตรลักษณ์ มีสองแบบ (การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป) ในสามัญทุกคนก็เข้าใจได้ไม่ยากในไตรลักษณ์ ส่วนไตรลักษณ์ ที่มีคุณสมบัติพิเศษ ผู้เห็น "ไตรลักษณ์" ที่ครบทั้งเห็นแจ้ง "ความไม่เที่ยง" (อนิจจัง) เห็นแจ้งความเป็นทุกข์ (ทุกขัง) อีกทั้งตามหา "ตัวเหตุแห่งทุกข์" พบแล้วกำจัดตัวเหตุอริยสัจ นี้ได้จริง ความเป็น "อนัตตา" (ความไม่มีตัวตน) จึงปรากฏให้เจ้าตัวผู้ปฏิบัติ ถึงขั้นบรรลุผล "อนัตตา" จริงอย่างเห็นแจ้งๆ (สัจฉิ) โต้งๆ ชัดๆ สัมผัสอยู่ๆ ผู้บรรลุผลเอง เห็นภาวะนั้นๆ เอง ในตนเอง ของตนเอง เช่นนี้แล ที่ชื่อว่า เป็นผู้เห็น "ไตรลักษณ์" ชนิดที่เรียกว่า "ปัจจัตตลักษณ์" คือ เห็นอย่างสูงส่ง ละเอียดไปถึงปรมัตถธรรม ขั้นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จึงสำเร็จขั้นมี ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ คือเห็นด้วยความรู้ยิ่งเห็นจริง อย่างรู้จัก (ตัวตน) ชนิดที่ รู้แจ้งรู้จริงในของจริง สภาวะจริง "เฉพาะตน" (ปัจจัตตัง,ปัจเจก) ในปรมัตถ์ของตนเอง ไม่ต้องเชื่อใคร เชื่อความจริงของจริงนั้นๆ เองของตนเองที่ปฏิบัติได้เอง ในตนเอง โดยตนเอง (เอโก) จึงไม่ใช่เพียงแค่เห็น "ความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป" อย่างต้นๆ ตื้นๆ ง่ายๆ หลวมๆ เป็นตรรกะ หรือเห็นแค่ จินตามยปัญญา ที่ไม่มีภาวะของ "ภาวนามัย" ไม่มีความสำเร็จขั้นเกิดผลธรรมมาให้เห็นแจ้ง ก็ไม่ถึงขั้นมี "ภาวนามยปัญญา" การเห็น "ไตรลักษณ์" แค่ขั้นเห็น "ความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป" ในลักษณะนี้ ก็เป็นเพียงผู้เห็น ไตรลักษณ์ที่เป็น "สามัญลักษณ์" ซึ่งเป็น "ลักษณะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป" ที่ยังไม่ถึงขั้นผู้ปฏิบัติหยั่งรู้แจ้งใน "ปรมัตถธรรม" นั่นคือ ไม่เข้าถึงการสัมผัสสภาวะจริงของจิต เจตสิก รูป จนกระทั่ง เห็นอนิจจัง เห็นทุกขัง เห็นอนัตตา และที่สุดสัมผัสภาวะของ"นิพพาน" ปรากฏให้เห็นได้เอง อยู่เป็น "ตถตา" การเห็นได้ รู้ได้อย่าง "สามัญลักษณ์" นั้น มันเป็นความเข้าใจทั่วไป ที่ปุถุชนก็เข้าใจได้ทั้งนั้น จึงเรียกว่า "สามัญลักษณ์" ซึ่งเป็นแค่ "ตรรกะ" เป็นเพียงความรู้ความเห็นทั่วไปที่ร่วมรู้กันได้ เป็น "สามานยนาม" ใคร ๆ ก็เข้าใจกันเป็นสาธารณะของปุถุชนที่ทุกคนสามารถเข้าใจได้ แต่ไม่ใช่ "วิสามานยนาม" ที่เฉพาะเจาะจง มีการระบุ "ตัวตน" ได้ ในขณะที่มี "ธาตุรู้ของเราสัมผัสภาวะนั้นๆ หลัดๆ รู้จักรู้แจ้งรู้จริงตัวตนนั้นอยู่ทีเดียว" ซึ่งเป็นการรู้ขั้น "ญาณหรือปัญญา" ที่เป็นอาริยะ เป็นโลกุตระ"ไม่สาธารณะกับพวกปุถุชน" (อสาธารณํ ปุถุชฺชเนหิ ) หรือ "ไม่ทั่วไปกับพวกปุถุชน" ( อสาธารณํ ปุถุชฺชเนหิ ) เป็น "ญาณข้อที่ 1 ใน 7" ของพระโสดาบัน ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน พระไตรปิฎก เล่ม 12 ข้อ 543 การรู้หรือมีความรู้ว่า "ทุกสรรพสิ่งล้วนไม่ใช่ตัวตน" นั้น เป็น "สาธารณะกับปุถุชน" ปุถุชนทั่วไปพอรู้ได้ รู้อย่างซาบซึ้งก็ได้ แต่ "การรู้หรือมีความรู้" ว่า "ทุกสรรพสิ่งล้วนไม่ใช่ตัวตน" อย่างเป็น อาริยะ เป็นโลกุตระนี้"ไม่สาธารณะกับพวกปุถุชน" ( อสาธารณํ ปุถุชฺชเนหิ ) หรือ "ไม่ทั่วไปกับพวกปุถุชน" ( อสาธารณํ ปุถุชฺชเนหิ ) ซึ่งมีนัยสำคัญที่ผู้มีจริงจะรู้แจ้งเห็นจริงเอง "ปัจจัตตัง" การสามารถสัมผัสรู้จัก "ตัวตน" ของกิเลสแล้วเราก็กำจัด ซึ่งเป็น การจัดแจง (สังขาร) เป็นการทำใจในใจ (มนสิการ) ของตนโดยตน เป็นการรวมการกระทำ หรือเป็นการจัดแจงที่เรียกว่า "สังขาร" ของพระโยคาวจร ที่มีภูมิเข้าขั้น อาริยบุคคล “สสังขาริกะ“ คือต้องมีผู้ชักนำชักชวน (ท่านพรหมคุณาภรณ์ คือผู้ชักนำโดยภายนอก ภายนอกคือทางทวารทั้ง 5) จึงจะบรรลุ เมื่อบรรลุจบแล้วก็เป็น “อสังขาริกะ“ อาริยบุคคลจึงจะทำ "สังขาร" ขั้น "อภิ" ที่เป็น"บุญ" ได้ ดังนั้น"สังขาร 3" ที่เป็น "ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร" นั้น จึงเป็น "อภิสังขาร" ขั้นโลกุตระ มิใช่ "สังขารธรรม" ที่เป็นการกล่าวถึง "สังขาร 3" ทั่วไป ซึ่งแค่ สามานยนาม เป็นคำนาม ที่กำหนดกันกลางๆ ทั่วไป เช่น กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร ซึ่งเป็น "สังขาร" สามานยนา เท่านั้น ผู้ปฏิบัติที่มีภูมิเข้าขั้นโลกุตระ เป็นอาริยะเท่านั้น จึงจะสามารถมี "อภิสังขาร 3" นี้ได้ เพราะผู้จะสามารถปฏิบัติ "สัมมามรรคองค์ 8" ถึงขั้นทำ "วจีสังขาร" เป็น "อภิสังขาร" มีผลเป็น"บุญ" ขั้นอาริยะ ขั้นโลกุตระ ไปตาม ลำดับๆ นั้น ต้องเป็นอาริยบุคคลจริง นั่นคือ ต้องเป็นผู้ที่สามารถทำใจในใจเป็น "สัมมาปฏิบัติ" ได้แล้ว จึงสามารถทำการจัดแจง หรือการรวมการกระทำขั้น "อภิสังขาร" ที่ "ปรุงแต่ง" สังกัปปะ 7 ในการปฏิบัติ "สัมมามรรค" จนกระทั่งทำให้ "วจีสังขาร" เกิดความเจริญเป็น "สัมมาอริยผล" ไปตามลำดับ จาก "ปุญญาภิสังขาร" คือ ปรุงเป็น "บุญ" ที่หมายถึง การชำระจิตสันดาน เจริญขึ้นๆ จนถึงผล "อปุญญาภิสังขาร" คือ จัดแจงปรุงแต่งสำเร็จได้ ถึงขั้น"ไม่ต้องชำระกิเลสในใจอีกแล้ว" เพราะ "ชำระกิเลสจากจิตสันดาน" ได้หมดแล้ว "ดับสนิทไม่เกิดอีกแล้ว" ซึ่ง "ไม่เกิดอีกชนิด" ที่กระทบสัมผัสโลกธรรมใด ในใจก็ไม่เกิด แม้แต่แค่ "การหวั่นไหว" อย่างใดก็ไม่มี ( ผุฏฐัสสะโลกธัมเมหิ จิตตัง ยัสส น กัมปติ ) จึงเรียกว่า "อเนญชาภิสังขาร" (สภาพปรุงแต่งภพอันมั่นคง ไม่หวั่นไหว) ได้บริบูรณ์สัมบูรณ์เป็นที่สุด คุณสมบัติของจิตใจ ณ บัดนี้"ได้ปุญญาภิสังขาร" มาจนสัมบูรณ์แล้ว นั่นคือได้ทำใจในใจ (มนสิกโรติ) ด้วยการสังขาร (การปรุงแต่ง) ที่สัมมาปฏิบัติ จนกระทั่งมีผลธรรมครบบริบูรณ์แล้ว เต็มแล้วด้วยบุญ คือบุญเต็มแล้ว ได้ทำบุญครบแล้ว กำจัดบาปหมดแล้ว ชำระบาปสิ้นเกลี้ยงแล้ว จบแล้ว เพราะได้ ปุญญาภิสังขาร เสร็จสัมบูรณ์บริบูรณ์แล้ว ต่อจากนี้ไปจึง อปุญญกันแล้ว คือไม่ชำระบาปอีกแล้ว ไม่ต้องทำบุญอีกแล้ว ไม่ต้องล้างบาปใดๆ อีกแล้วบาปของตนไม่มีให้ชำระอีกแล้ว เพราะปุญญ (ชำระจิตสันดาน) เสร็จจบหมดแล้ว จึงมีแต่ อปุญญ ชีวิตคนผู้นี้ จึงอยู่จบพรหมจรรย์ จึงหมดสิ้นความโต่งไปทั้งข้าง "ไม่มี" คือไม่มี "บาป" สนิทจบแล้ว และหมดสิ้นความโต่งไปทั้งข้างมี คือ "บุญ" (ชำระจิตสันดาน) จบสนิทแล้วเช่นกัน ยังเหลือก็แต่เพียงยังมีชีวิตอยู่ ยังไม่ตาย และยังมีกำลังแห่งการขยันหมั่นเพียร (วิริยพละ) ด้วยนะ เมื่อมีชีวิตอยู่ ก็มีกรรม มีการงาน การกระทำ จึงมีแต่การกระทำการงานที่เป็นกุศล เท่านั้น ด้วยพลัง 4 (ปัญญา วิริยะ อนวัชชะ สังคหะ) แต่ท่านไม่ยึดมั่นถือมั่นในกุศล หรือไม่สำคัญมั่นหมายว่ากุศลนั้นเป็นตน เป็นของตนแล้ว เพราะท่านไม่มี"อุปาทาน" ทั้งปวงสนิทแล้วจริง "อวิชชาสวะ" ได้หมดสิ้นไปแล้ว "อวิชชาสังโยชน์" ก็หลุดพ้นสัมบูรณ์ จึงหมดสิ้นความยึดถือใดๆ อย่างไม่เป็น "อวิชชา" ยังเป็นอยู่แต่ "วิชชา" เท่านั้นที่เป็นกิริยา เป็นกรรม เป็นการกระทำการงานทั้งหลายอยู่ด้วย "พลัง 4" ชีวิตจึงมีแต่ ไม่ทำ “บาป“ ทั้งปวง (สัพพปาปัสสะอกรณัง) ทำกุศลให้ถึงพร้อม ( กุสลัสสูปสัมปทา ) เพราะชีวิตนี้ได้ "ทำจิตให้สะอาดปราศจากกิเลส" ( สจิตตปริโยทปนัง ) สำเร็จเสร็จจบแล้ว "จิตใจ" ได้เข้าถึง “อมตนิพพาน“ แล้ว ในคุณสมบัติของจิตที่ถึงที่สุด "อมตนิพพาน" นี้ เป็นความสงบ "สังขาร" ทั้งปวง ซึ่ง"การจะมีกิเลสเข้ามาปรุงแต่งจิตของคนผู้นิพพานแล้วอีกนั้น" เป็นไปไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม 30 ข้อ 659 ว่า “อมตนิพพาน“ ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับ ความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด ท่านกล่าวว่า นิพพาน อันอะไร ๆนำไปไม่ได้ ในอุเทศว่า อสังหิรัง อสังกุปปัง ดังนี้ ฯ ความเกิดขึ้นแห่งนิพพานใด ย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งนิพพานนั้น มิได้มี ย่อมปรากฏอยู่โดยแท้ นิพพาน เป็นคุณชาติเที่ยง (นิจจัง) ยั่งยืน (ธุวัง) มั่นคง (สัสสตัง) มิได้มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา (อวิปริณามธัมมัง) เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันอะไร ๆ นำไปไม่ได้ (อสังหิรัง) ไม่กำเริบ หลักฐานนี้ชัดเจนอย่างยิ่ง คำว่า อสังหิรัง ที่แปลว่า อันอะไรๆ นำไปไม่ได้ หรืออันอะไรๆ ก็มาหักล้างไม่ได้ นี้ เป็นคำยืนยันของ พระพุทธเจ้าว่า ราคะ โทสะ โมหะ หรืออุปกิเลส 16 กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง คือ อกุสลาภิสังขารทั้งปวง นำไปไม่ได้ นั่นคือ"อกุศลทั้งปวง" จะปรุงแต่ง จะจัดแจงแรงร้ายอย่างไร ก็หักล้างไม่ได้ คำว่า อกุสลาภิสังขาร นี้แหละเป็นตัวยืนยันชัดว่า สังขารทั้งหลาย ต่อให้เป็น "สังขารชั่ว สังขารเลว ที่ร้ายที่แรงยิ่งใหญ่ปานใดก็ตาม" ก็ไม่สามารถจะหักล้างคุณสมบัติที่เป็นนิพพานนี้ หรือไม่สามารถเปลี่ยนแปลงจิตใจเราที่เป็นจิตใจสะอาด ปราศจากกิเลสแล้วนี้ ให้สกปรก ให้เปลี่ยนแปรไปทางต่ำทางเสื่อมอย่างใดอีกได้ เพราะเมื่อบรรลุ"ปุญญาภิสังขาร" แล้ว ถึงขั้นสู่การเป็น "อปุญญาภิสังขาร" และ "อเนญชาภิสังขาร" นั้น คือ ผู้ผ่านการปฏิบัติประสพความจริงแห่ง รูป นาม ของโลกธรรมทั้งหลาย จนยืนยันว่า ( ผุฏฐัสสะ โลกธัมเมหิ จิตตัง ยัสสะ น กัมปติ ) อันหมายความว่า จิตไม่หวั่นไหว แม้สัมผัสโลกธรรมอยู่ อกุสลาภิสังขาร มาจากคำ 2 คำ อกุศล กับ อภิ กับ สังขาร คำว่า อกุศล ก็ชัดๆ อยู่แล้ว แปลกันว่า ความไม่ดี ความชั่ว ไม่ฉลาด สภาวะที่ตรงกันข้ามกับ กุศล อภินี้ มีความหมายลึกซึ้ง เท่าที่ประมวลได้ ก็คือ (เผชิญหน้าไปยังที่,มีอำนาจเหนือ,ทับ,ข้างบน,เพิ่มให้มากขึ้น,มากมาย, ใหญ่หลวง,เข้าครอบครอง,เป็นเจ้าของ,เป็นใหญ่,อุบัติขึ้น,งอกขึ้น) ส่วนสังขาร มีคำแปลอยู่มาก เช่นว่า (การจัดแจง,การตระเตรียม,การรวมการกระทำ,การรวมเหตุ, ศักยภาพที่ประกอบกันขึ้น,สิ่งที่เกิดร่วมกันทางใจ, การประกอบขึ้น, ธาตุที่เป็นองค์ประกอบทางใจกับทางกายด้วย) ดังนั้น อกุสลาภิสังขารทั้งปวง นำไปไม่ได้ หรือหักล้างไม่ได้ จึงหมายถึง การจัดแจงหรือการรวมการกระทำที่มีอำนาจเหนือ หรือมีอำนาจเป็นใหญ่ทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งเป็นความไม่ดี ความชั่ว ไม่ฉลาด สภาวะที่ตรงกันข้ามกับ กุศล นำไปไม่ได้ หรือหักล้างไม่ได้ เด็ดขาด อมตนิพพาน นี้จึงเป็นคุณชาติเที่ยง ( นิจจัง ) ยั่งยืน ( ธุวัง ) มั่นคง ( สัสสตั ง) มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา (อวิปริณามธัมมัง) เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันอะไรๆ นำไปไม่ได้ ( อสังหิรัง ) หรืออันอะไรๆ หักล้างไม่ได้ ( อสังหิรัง ) นั่นก็คือ ไม่มีอะไรๆ จะสามารถหักล้างความเป็นอมตนิพพาน ลงไปได้ ซึ่งภาษาบาลีว่าอสังหิรัง ที่หมายถึง อันอะไรๆ นำไปไม่ได้ หรือไม่มีอะไรๆ เอาชนะได้ หรือไม่มีอะไรๆ หักล้างได้ ซึ่งเป็นความคงมั่น ที่ไม่หวั่นไหว ที่แน่มั่นปักมั่นชนิดที่เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อันอะไรๆ นำไปไม่ได้ ( อสังหิรัง ) ไม่มีอะไรๆ เอาชนะได้ ( อสังหิรัง ) หรือไม่มีอะไรๆ หักล้างได้ ( อสังหิรัง ) พระพุทธเจ้าตรัสย้ำอีกว่าความเกิดขึ้นแห่งนิพพานใด ย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งนิพพานนั้นมิได้มี ย่อมปรากฏอยู่แท้ นิพพานเป็นคุณชาติเที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อันอะไรๆ นำไปไม่ได้ ( อสังหิรัง ) ไม่กำเริบ ( อสังกุปปัง ) คำว่าสังขารที่สัมบูรณ์ เรียกว่าวิสังขาร วิสังขารนี้ มีนัยสำคัญ 2 นัย นัยที่ 1 แม้ตาหูจมูกลิ้นกายทวารภายนอกทั้ง 5 ของเราจะกระทบสัมผัสเหตุภายนอกที่จะทำให้เราเกิดกิเลส หรือที่เคยทำให้เราเกิดกิเลส บัดนี้จะกระทบกระแทกอย่างไร ก็ไม่หวั่นไหว“ไม่มีเกิดกิเลสออกมาปรุงแต่งจิตเราได้อีกแล้วอย่างเที่ยงแท้,ยั่งยืน ฯลฯ เป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของจิต ดังที่มีหลักฐานคำตรัสของพระพุทธเจ้ายืนยันมาแล้วนั้น“ วิ ตามนัยที่ 1 นี้คือความหมายว่า ไม่ เป็นจิตลักษณะตั้งมั่น,ยืนหยัด เป็นสมถะอัปปนา,พยัปปนา,เจตโส อภินิโรปนา เป็นแกนหลัก อยู่กับที่ เป็นลักษณะไฟฟ้าบวก พลังงานศักย์ static แต่เป็น potential energy จึงจัดอยู่ในฝ่ายไม่ เช่น ไม่มี ไม่เป็น ไม่ใช่ ไม่อยู่ ไม่ปรุง ไม่ทำ ไม่สังขาร เป็นต้น ส่วนวิ นัยที่ 2 แม้เราจะปรุงแต่งในจิตใจของเราเอง คือ ให้จิตใจของเราสังขาร หมายความว่า ใจเราจัดแจง,ใจเรารวมการกระทำ, ใจเรารวมเหตุ, ใจเรามีศักยภาพที่ประกอบกันขึ้น ถ้าผู้ใดมีญาณสัมบูรณ์ด้วยสังขารุเปกขาญาณ และสัจจานุโลมิกญาณจริง ก็จะปรุงเป็นอภิสังขารขั้นอปุญญาภิสังขาร เท่านั้น คือ จะจัดแจง, รวมการกระทำ,รวมเหตุ,ศักยภาพที่ประกอบกันขึ้น ก็ทำได้อย่างวิเศษ วิ ตามนัยที่ 2 นี้คือความหมายว่า มี เป็นจิตลักษณะเคลื่อนไหว,ใช้งาน เป็นวิปัสสนาตักกะ,วิตักกะ,สังกัปปะ เป็นแกนวิ่ง ไม่อยู่กับที่ เป็นลักษณะไฟฟ้าลบ พลังงานจลน์ dynamic แต่เป็น kinetic energy จึงจัดอยู่ในฝ่ายมี เช่น มี เป็น ใช่ อยู่ ปรุง ทำ สังขาร เป็นต้น ซึ่งมีอย่างวิเศษ เป็นคุณวิเศษ (อุตตริมนุสสธรรม) ทีเดียว จิตใจของผู้มี "นิพพาน" นี้ ในพระไตรปิฎก เล่ม 30 ข้อ 660 พระพุทธองค์ตรัสว่า "ไม่มีอุปมา นัตถิ อุปมา คือ ไม่มีข้อเปรียบเทียบ ไม่มีสิ่งเสมอ ไม่มีอะไรเปรียบ ไม่ปรากฏ ไม่ประจักษ์ จึงชื่อว่า ไม่มีอุปมา" ซึ่งผู้ที่ยังไม่บรรลุถึงขั้นมีสภาวะจริง ก็ยากมากที่จะคิดเอาเองได้อย่างถูกต้องจริง อาตมาก็พยายามทั้งขยายความตามสภาวะที่ อาตมา "มี" ทั้งใช้หลักฐานอ้างอิงกันอย่างที่ได้ทำนี้ ก็ไม่รู้ว่า คุณ 8705 จะพอฟังเข้าใจขึ้นบ้างไหม ถ้ายังจะ "ปรัปปวาทะ" ไปจากพระอนุสาสนี นี้อีก ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว มันก็เป็นเรื่องของ "ความเห็น ความรู้ ความเข้าใจ ความฉลาด"ที่ต่างกันเท่านั้น คุณ 8705 sms ว่า _คนที่ไปเป็นสาวกบริวารให้พธร..นั่น=ว่าพวกคุณหนุนให้พธร.หลงผิดยิ่งขึ้น พ่อครูว่า… คุณ 8705 ไม่เชื่อหรอกว่า อาตมาแสดงธรรมหรือสาธยายธรรมอยู่ตลอดเวลานี้ อาตมาทำใจในใจได้อย่างที่ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่ได้ทำเพื่อให้คนมานับถือหรือไม่ได้ทำเพื่อจะได้บริวาร ไม่ได้ทำเพื่อโลกธรรม 8 จะได้ลาภสักการะเสียงสรรเสริญ ไม่ได้ทำเพื่อจะได้เป็นลัทธิใหญ่แล้วไปล้มล้างลัทธิอื่นๆ ไม่ได้ทำเพื่อจะได้ให้ใครๆมาเห็นว่าเราวิเศษเก่งกล้า ชาวอโศกที่เขามาปฏิบัติตามที่อาตมาสาธยายไป ก็เพราะเขาฟังรู้เรื่อง เขาเข้าใจซาบซึ้ง จึงได้กล้ามาปฏิบัติ ลด ละ ทิ้งโลกธรรมมาอยู่อย่างคนจนตามที่เป็นที่มีอยู่นี้ เขาทั้งหลายไม่ได้มาหนุน ให้อาตมาหลงผิด แต่เขามาหนุนเพิ่มขึ้นมากเท่าใด ก็ยิ่งเป็นหลักฐาน ให้อาตมาเห็นจริงว่า ธรรมะที่ทวนกระแสโลก ที่โลภในลาภ ยศ สรรเสริญสุขโลกีย์ กลับมา ลด ละ จนจางคลาย ถึงขั้นดับความเป็นโลกได้กัน ไปตามธรรมสมควรแก่ธรรม อย่างที่เห็นได้เป็นจริงอยู่นี้ บรรดาเขาทั้งหลาย ยิ่งมาสนับสนุนอาตมาก็ยิ่งเป็นเครื่องแสดง เป็นหลักฐานยืนยันให้ อาตมาเห็นความจริงว่า"ความเห็น" หรือ "ทิฏฐิ" แบบ คุณ 8705 นี่แหละ คือ การหลงผิด จริงยิ่งๆ ขึ้น ต่างหากเล่า คุณ 8705 แม้จะได้แค่ที่ได้เท่าทุกวันนี้ มันก็เป็น "อนุสาสนีปาฏิหาริย์" น่ามหัศจรรย์ ที่ยังมีผู้มีธุลีในดวงตาน้อยในยุคนี้ สามารถมองเห็นพุทธธรรมเข้าถึงโลกุตระได้ อาตมาก็จะทำงานประกาศศาสนาของพระพุทธเจ้าต่อไป อย่างมั่นใจนี่แหละ คุณ 8705 ก็พยายามตามพิสูจน์นะ! อย่าเพิ่งรีบถอยไปไหนเสียล่ะ และที่ อาตมาสาธยายธรรมอยู่ในขณะนี้ โดยเอา sms ของคุณ 8705 มาเป็นประเด็นในการสาธยายนี้ ก็ไม่ใช่เป็นการถกเถียงกับคุณ ไม่ใช่เป็นการโต้แย้งกับคุณ แต่เป็นการแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ข่มขี่ "ปรัปปวาท" ที่บังเกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยสหธรรม หมายความว่า เมื่อมีผู้ทำคำสอนให้คลาดเคลื่อนหรือวิปริตผิดเพี้ยนไปเป็นอย่างอื่น (ปรัปปวาท) ก็จำเป็นที่อาตมาจะต้องแสดงธรรมให้มีปาฏิหาริย์ข่มขี่ "หลักการที่เป็นอย่างอื่นไปจากของพระพุทธเจ้า" (ปรัปปวาท) ให้กลับสู่ความเป็นของ พระพุทธเจ้า "อย่างเดิม" ให้เรียบร้อยโดยสหธรรม โดยสหธรรมก็คือ"กับธรรมะ" นี่แหละ หรือมีธรรมะนี่แหละ "พร้อม" หรือ "ธรรมะนี่แหละร่วมกัน" ทั้งรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลาย ที่อาตมาสามารถทำให้เกิดขึ้นมาก็ยืนยัน "พร้อม” ซึ่งรวมกันร่วมกัน ทั้งผู้คนที่แสดงตัวเป็นมวล รวมกันร่วมกันทั้งแสดงความเป็นพฤติพุทธ รวมกันร่วมกันทั้งการดำเนินชีวิต ไปพร้อมกับธรรมะ ที่สามารถพิสูจน์ ตามคำสอนของ พระพุทธเจ้า ได้จริงว่า ไม่ใช่เพื่อโลกธรรม หรือไม่ใช่เพื่อ ให้ใครมาเป็นบริวารสนับสนุน แต่เป็นการเกิดมวลตามสหธรรมเอง จะเป็นการหนุนไปในทางใด คือ หนุนกันไปในทางผิด หรือหนุนกันไปในทางถูก ก็เป็นไปตามสัจธรรม ที่เป็นจริงของสัจธรรมแท้ๆ ใครเป็นสัจธรรม ก็ฝ่ายนั้นแหละ อาตมาอาจจะเป็นผู้ผิดตามที่ คุณ 8705 ว่าก็ได้ เพราะไม่มีใครสามารถตัดสินสัจธรรมได้หรอก สัจธรรมเท่านั้นที่ตัดสินความเป็นสัจธรรมเอง ก็พิสูจน์กันไป ขอให้ คุณ 8705 อย่าเป็นผู้หลงผิดเลย ขอให้เป็นผู้สัมมาทิฏฐิจริงเทอญ อาตมาพูดด้วยความจริงใจนะ แต่ คุณ 8705 คงจะรู้ความจริงใจอาตมา ได้ยากยิ่ง เพราะดูท่าที คุณ 8705 จะไม่เชื่ออะไรจากธรรมะ ที่อาตมาแสดงออกไปเอาเสียเลย ก็ไม่เป็นไร ด้วยความปรารถนาดี ก็ขอแสดงความจริงใจไว้กันอย่างนี้ก็แล้วกัน อย่างน้อยเชื่อสักนิดได้ไหมว่า ที่อาตมาพูดว่าความจริงใจนี้ เป็นความจริงใจที่อาตมาสามารถอ่านใจตนเองได้ จึงพูด ตามจริงนั้น? และขอยืนยันว่า ที่อาตมาสามารถอ่านใจตนเองได้นี้ จนสามารถนำมาประกอบการอธิบายธรรมกันตลอดมานี้ ก็เพราะอาตมามีทิฏฐิที่ คุณ 8705 เชื่อมั่นว่า อาตมา
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive