560314_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู เรื่องศึกษาสังขารด้วยมนสิการให้ถึงตัวตน.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์352 KB
วันที่แก้ไข27 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

560314 รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู ราชธานีอโศก เรื่อง ศึกษาสังขารด้วยมนสิการให้ถึงตัวตน พ่อครูว่า…วันนี้ วันที่ 14 มีนาคม 2556 จัดรายการที่บ้านราชฯ อาตมากำลังเจาะลึกเรื่องอภิสังขาร ในเรื่องรูปกาย นามกายเป็นต้น ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้ง ไม่ใช่สามัญปุถุชน วันนี้จะนำเอา sms ของคุณ 8705 ในวันที่ 12 มี.ค. 2556 ที่ผ่านมา มาอ่านดังนี้ มีปัญญาเห็นแจ้งความไม่ใช่ตัวตน (อนัตตา) อย่างสัมมาทิฏฐิ _0888705xxx เพราะว่า..ธรรมชาติของสังขารทั้งหลายต้องอาศัยกันและกัน..ถึงเกิดขึ้นได้! ฉะนั้นจึงไม่มีสังขารอันไหนที่จะมีความเป็นเอกเทศ! หรือที่จะสามารถเกิดขึ้นได้เองหรือเป็นขึ้นเองหรือเป็นตัวของตัวเองโดยเฉพาะ ก็หามิได้! ดังที่ปฏิจสมุปปาทก็แสดงอยู่แล้วว่า..เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนั้นจึงมีเพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนั้นจึงเกิด และเหตุนี้..สังขารทั้งหลายจึงหาตัวตนที่แท้จริงบ่ได้! หรือก็คือที่เรียกว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตา นั่นเอง เพราะมีอวิชชา จึงมีสังขาร3 ฉันใด เพราะมีทักษิณ จึงมี3เกลอ ฉันนั้น ชิมิ จิตสังขารเท่านั้นเกิดที่ภายใน ส่วนวจีสังขาร+กายสังขารเกิดที่ภายนอกจ๊ะ! ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป แต่เมาหลงว่าตนเป็นโพธิสัตว์ชาติหน้าบ่ายแก่ๆ พธร.กำลังตีความปฏิจสมุปปาทก็เหมือนเด็กอนุบาลกำลังตีความ ทฤษฎีE=mc กำลัง 2 พธร.เรียนมากรู้มากแต่ไม่ปฏิบัต..จึงไม่มีสภาวธรรม เลยตีความธรรมะผิดหมด! ฅำสอนต่าง ๆ นำไปเทียบว่าลงได้กับพระวินัย และพระสูตรถ้าลงกันได้คือคำสอน ของพรพุทธ อย่ามั่วทำไมถึงไม่ยอมให้SMSเพื่อนๆขึ้นจอเลย..หรือว่ากลัวเสียเรตติ้งอรหันต์จ๊ะ! ตอบประเด็น คุณ 8705 (12 มีค. 56) พ่อครูว่า …ที่ คุณ 8705 แสดงความเห็นมาแล้วว่า "รูปนามเกิด ดับอยู่ตลอดเวลา" เป็นธรรมชาติ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ด

อ่านต่อ

ับไป เป็นสันตติ ไม่ใช่ตัวตน ก็เท่ากับว่า ถ้าผู้ใดขืนเห็นว่า "มีตัวตน" ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิแล้ว "ผู้เห็นว่ามีตัวตน" แล้วก็ไปวุ่นวายทำให้ "ตัวตน"หมดไปหรือ "ดับไป" นั้น ยังมิจฉาทิฏฐิอยู่ ใครยังขืนเห็น "คว ามไม่มีตัวตน" จนได้นั้น ผู้นั้นต้องจัดอยู่ในพวก “เข้าใจว่ามีตัวตน" แล้วยังดัน ทุรังไปมัวทำให้ "ตัวตน" (อัตตา) หมดไปหรือดับไปจนสำเร็จ "ไม่มีตัวตน" อยู่อีก ผู้เข้าใจความ "ไม่มีตัวตน"แบบนี้ คือ "ผู้มีนิรัตตา" นิรัตตา แปลว่า ไม่มีตัวตน ผู้ยึดถือ "ความไม่มีตัวตน" แบบนี้เป็น มิจฉาทิฏฐิ ผู้สัมมาทิฏฐิ จะต้องมี "ปัญญาอันเฉียบแหลมยิ่ง" เห็นแจ้งใน "ความไม่ใช่ตัวตน"เท่านั้น จึงจะสัมมาทิฏฐิ เพราะ "อนัตตา" แปลว่า ไม่ใช่ตัวตน อย่าไปแปลว่า "ไม่มีตัวตน" จะเป็นคนโง่ และโง่มาก ๆ อย่างที่ คุณ 8705 เคยว่าอาตมานั่นแหละ การเห็นความ "ไม่ใช่ตัวตน" ของ คุณ 8705 นั้น คือ เห็น "ความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป" มันก็ "เกิด ดับ เกิด ดับ" ต่อเนื่องกันอยู่อย่างนี้แหละ ไม่ขาดสาย เป็นอยู่นิรันดร ใครจะไปจับให้มันเป็นตัวตนได้ ในเมื่อมันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วมันก็ดับไป เป็นสามัญลักษณ์ เป็นธรรมชาติ ใครอย่าไปแปล "อนัตตา"ว่า "ไม่มีตัวตนเชียว" มิจฉาทิฏฐิแล้ว ความเข้าใจในคำว่า "นิรัตตา"กับ "อ"นัตตาของ คุณ 8705 กับความเข้าใจของอาตมา กลับขั้วกัน หรือคนละความหมาย มีนัยสำคัญคนละอย่าง ทั้งการใช้ภาษาอธิบายความเป็นนิรัตตาและอนัตตา โดยเฉพาะการมีสภาวะ อาตมาก็เห็นสภาวะคนละอย่างต่างกับ คุณ 8705 ถ้า คุณ 8705 จะมีสภาวะนะ ท่านก็เห็นสภาวะของท่านอย่างที่ท่านว่านั่นแหละ คือ เห็นแต่มันเกิดดับเป็นสายต่อกันอยู่อย่างนี้ แยกอะไรไม่ได้ แยกรูปแยกนาม ไม่ได้ โดยเฉพาะแยกความเกิดของรูป ความตั้งอยู่ของรูป ความดับไปของรูป ที่เป็นมหาภูตรูป และอุปาทายรูป ความเกิดของนามที่เป็น เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ จนสามารถการสัมผัสเห็น "ความเกิด" ของรูปนั้น ๆ และความดับของรูปนั้น ๆ ท่านแยกไม่ได้ ท่านเห็นแต่ว่า มันต่อเนื่องกันเป็นสันตติ เห็นไหมว่า สันตติ นี่แหละมันบังความเป็นรูปนาม โดยเฉพาะการเห็นความเกิดของนาม เห็นความดับของนาม ที่เป็นเวทนาเกิด เวทนาดับ ซึ่งพระพุทธเจ้าแจกเวทนานี้ไว้ "มี" ทั้ง เวทนา 2 เวทนา 3 เวทนา 5 เวทนา 6 เวทนา 18 เวทนา 36 เวทนา 108 และเมื่อทำให้เวทนาที่เราสำคัญมั่นหมายนั้นจนมัน "ไม่มี" ก็คือ ทำให้เวทนานั้น ๆ "ดับ" ได้สนิทไม่เกิดอีกนั่นแหละ คือ ผู้เห็นแจ้งความเกิด ความดับของปรมัตถธรรม เป็นต้น สัญญาก็เห็นแจ้งในความเกิด ดับได้ เจตนาก็เช่นกัน ผัสสะก็เช่นกัน มนสิการนั่นแหละคือ การทำใจในใจ หรือทำนามธรรมตัวตนนั้นให้มันไม่เกิด หรือตัวตนมันดับได้สำเร็จ คุณ 8705 ก็ต้องเข้าใจว่า อาตมาอธิบายเอาเองแน่นอน เพราะยังไม่มีใครอธบายอย่างนี้ให้ คุณ 8705 ได้ยินมาก่อนแน่ อาตมาจึงค่อนข้างจะเชื่อว่า คุณ 8705 จะไม่เข้าใจที่อาตมาพูดไปนั้น เพราะเข้าใจที่อาตมาพูดนี้ไม่ได้ เนื่องจาก คุณ 8705 ไม่มีสภาวะตามที่อาตมาพูดนี้แน่ๆ คุณ 8705 จึงสรุปว่า อาตมาเข้าใจธรรมะของพุทธผิด เพราะอาตมา "มี" ความเข้าใจแบบพุทธไม่เหมือนกับ คุณ 8705 มัน "ผิด"กัน มันก็ต้องต่างกัน ก็ต่างคนต่างเห็น มันก็เป็นธรรมดา อาตมาไม่เห็นแปลกอะไร คุณเข้าใจอย่างหนึ่ง อาตมาก็เข้าใจอีกอย่างหนึ่ง ต่างก็แสดงความเห็น และ คุณ 8705 แสดงความเห็นมาอีกใน วันที่ 12 มีนาคม นี้ว่า เพราะว่า.. ธรรมชาติของสังขารทั้งหลายต้องอาศัยกันและกัน..ถึงเกิดขึ้นได้! ฉะนั้นไม่มีสังขารอันไหนจะมีความเป็นเอกเทศ! หรือที่จะสามารถเกิดขึ้นได้เองหรือเป็นขึ้นเองหรือเป็นตัวของตัวเองโดยเฉพาะ ก็หามิได้! ดังที่ปฏิจจสมุปบาทก็แสดงอยู่แล้วว่า.. เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนั้นจึงมี เพราะสิ่งนั้นเกิด สิ่งนั้นจึงเกิด และเหตุนี้..สังขารทั้งหลายจึงหาตัวตนที่แท้จริงบ่ได้! หรือก็คือที่เรียกว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตา นั่นเอง เพราะมีอวิชชา จึงมีสังขาร 3 ฉันใด เพราะมีทักษิณ จึงมี 3 เกลอ ฉันนั้น ชิมิ จิตสังขารเท่านันเกิดที่ภายใน ส่วนวจีสังขาร + กายสังขาร เกิดที่ภายนอกจ๊ะ! ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป แต่เมาหลงว่าตนเป็นโพธิสัตว์ ชาติหน้าบ่ายๆ พธร.กำลังตีความปฏิจจสมุปบาทก็เหมือนเด็นกอนุบาลกำลังตีความ ทฏษฎีE = mc กำลัง 2 พธร.เรียนมากรู้มากแต่ไม่ปฏิบัติ.. จึงไม่มีสภาวธรรม เลยตีความธรรมะผิดหมด! พ่อครูว่า… ก็ที่ คุณ 8705 ว่า "ไม่มีสังขารอันไหนที่จะเป็นเอกเทศ! หรือที่จะสามารถเกิดขึ้นได้เอง หรือเป็นขึ้นเอง หรือเป็นตัวของตัวเองโดยเฉพาะ ก็หามิได้ " นั้น ก็หมายความว่า ต้องอาศัยอันอื่นเป็น "เหตุ" ใช่ไหม? จึง "มีการเกิดขึ้น การเป็นขึ้น การเป็นตัวของตัวเองโดยเฉพาะ"..ได้ ก็นั่นแหละ คุณเองก็บอกว่า "ไม่มีสังขารอันไหนที่จะเป็นเอกเทศ!" เกิดเองไม่ได้! เป็นขึ้นเองก็หามิได้! หรือเป็นของตัวเองโดยเฉพาะ ก็หามิได้! ก็แสดงว่ามันต้องมี "เหตุ" ต้องอาศัยมีปัจจัยจึงจะเกิดขึ้นได้ เป็นขึ้นได้ กระทั่ง (หลงยึด) เป็นตัวของตนเองโดยเฉพาะ..เข้าไปจนได้ ดังที่ ปฏิจจสมุปบาท ก็แสดงอยู่แล้วว่า.. เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนั้นจึงมี เพราะสิ่งนั้นเกิด สิ่งนั้นจึงเกิด ก็ต้องศึกษาตามหา "สิ่งนี้" ที่มันเป็นเหตุปัจจัยให้ "สิ่งนั้นจึงมี" นั่นแหละให้ได้ แล้วถ้าเห็นชัดเจนแล้วว่ามันเป็น "อกุศลเหตุ" เราก็กำจัด "เหตุ" นี้ให้ดับสนิทหรือให้ "ไม่มี" จนสำเร็จเสียซี สำเร็จอย่างถาวรยั่งยืนให้ได้ การเกิดขึ้น การเป็นขึ้น ที่ คุณ 8705 ยัง "อวิชชา" ว่า เป็นตัวของตัวเองโดยเฉพาะ ก็จะหมดไป เพราะ คุณ 8705 ไปเอา "ตัวจบ" มาเป็น "ตัวต้น" คือ ไปรีบเอา "สัพเพ ธัมมา อนัตตา" อันเป็น "ตัวจบ" มาเป็น "ตัวต้น" จึงยึดได้แค่ภาษาว่า ธรรมทั้งปวง ไม่ใช่ตัวตน แล้วก็เชื่อว่า และเหตุนี้..สังขารทั้งหลายจึงหาตัวตนที่แท้จริงบ่ได้! คนที่ "อวิชชา" ก็หา "ตัวตน" บ่ได้นั้นแน่นอน หรือคนที่ไม่ได้ศึกษาค้นหาตัว "ตัวตน" ก็หา "ตัวตนบ่ได้"! แน่เสียยิ่งกว่าแน่ แต่คนที่มี "วิชชา" หรือมีสัมมาทิฏฐิ จะไม่รีบด่วนหลงเข้าใจผิดว่า "ตัวตนมีหรือไม่มี" จะเริ่มปฏิบัติ "ตามเห็นตัวตน" ( อัตตานุทิฏฐิ ) ให้ได้ ก็คำว่า "อัตตทิฏฐิ" (ความรู้อันเกี่ยวกับตน,ความเห็นว่ามีตน) ก็มีอยู่โต้งๆ แสดงว่ามันมีสภาวะนี้ และในบทศึกษาของพุทธก็มีอยู่โต้ง ๆ และคำว่า "อัตตานุทิฏฐิ" (ความตามเห็นว่าเป็นตัวตน) ก็มีอยู่ในหลักศึกษาของพุทธ เฉพาะอย่างยิ่งคำว่า "อัตตสัมปทา" นั้น ยิ่งเป็นคำที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็น "แสงอรุณที่จะมาก่อนพระอาทิตย์ คือมาก่อนการเข้าถึงมรรคองค์ 8 พระอาทิตย์ท่านเปรียบกับมรรคองค์ 8" ก็ชัดเจนยิ่งว่า ต้องเข้าถึงความเป็นอัตตา (อัตตสัมปทา) เป็นแสงอรุณ ไม่ใช่เข้าถึง "อนัตตา" เป็นแสงอรุณ ก็มันเป็นคนละสภาวะอยู่โต้งๆ "อนัตตา" มันมิใช่แสงอรุณ ท่านไม่ได้ตรัสว่า "เข้าถึงอนัตตสัมปทา" เลย ผู้ปฏิบัติก็จะปฏิบัติจนกระทั่ง "ตามเห็นความไม่เที่ยงในตัวตนของเหตุที่เป็นปรมัตถธรรมได้จริงกันเลย" ที่บาลีว่า "อนิจจานุปัสสี" แปลว่า "ตามเห็นความไม่เที่ยงในตัวตนของเหตุที่เป็นจิต เจตสิก รูป" แล้วจึงจะ "ตามเห็นความจางคลายของกิเลส หรือตัวตนของเหตุที่เป็นปรมัตถธรรม ได้จริงกันเลย" ที่บาลีว่า "วิราคานุปัสสี" แปลว่า ตามเห็น "ความจางคลายในตัวตนของเหตุที่เป็นจิต เจตสิก รูป" กระทั่ง "ตามเห็นความดับของกิเลสในใจ" ที่บาลีว่า "นิโรธานุปัสสี" แปลว่า "ตามเห็นความดับในตัวตนของเหตุที่เป็นจิต เจตสิก รูป" เป็นต้น แต่เพราะ คุณ 8705 ไม่ยอมศึกษา "ค้นหาความเป็นตัวตน" เลย เนื่องจากไปจับเอา "ตัวปลาย" มาเป็น "ตัวต้น" แล้วหลงว่าบรรลุ "ความไม่ใช่ตัวตน" แล้ว จึงไม่ต้องไปศึกษาค้นหา "ตัวตน" มาเห็นจริงว่าเออ.."เรามันยังมีตัวตน" อยู่จริง ๆ ว่ะ! เพราะไป "รู้แจ้งจริงจบ" ด้วยภาษาว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตา นั่นเอง จึงสรุปให้อาตมาด้วยคำว่า เพราะมีอวิชชา จึงมีสังขาร 3 ฉันใด เพราะมีทักษิณ จึงมี 3 เกลอ ฉันนั้น ชิมิ จิตสังขารเท่านั้นเกิดที่ภายใน ก็นี่แหละ ถ้าขืนใครเอาแต่ "อวิชชา" อยู่ มันก็มีสังขาร 3 อยู่ อย่างไม่รู้จักสังขาร 3 กันสักที จึงมีลูกน้องเหมือน 3 เกลอ นี่อยู่แน่นอน สังขาร 3 นี้คือ กายสังขาร วจีงขาร จิตสังขาร มันก็จะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นธรรมชาติ เป็นสามัญลักษณ์ตามประสาไตรลักษณ์ของปุถุชนอยู่นิรันดร์ ที่เขาเรียนกันอยู่ทั่วไปก็คือเรียนสามัญลักษณ์ทั่วไป จึงถูก "สังขาร 3" นี้หลอกหลอนอยู่เป็น "สามัญลักษณ์" ตามไตรลักษณ์ที่เป็นของปุถุชนทั่วไป ไม่สามารถทำให้เกิด "ปัจจัตตลักษณ์" ตามไตรลักษณ์ที่เป็นปรมัตถ์ของอาริยชนสำเร็จ ยิ่งใครยัง "อวิชชา" อยู่ ก็ยิ่งไม่รู้ว่า สังขารมัน "มี" และแยก "สังขาร 3" นี้ไม่เป็น จึงทำ "อภิสังขาร"ให้เป็นบุญไม่ได้ "อภิสังขาร" ที่เป็นบุญ ในภาษาบาลีคือ "ปุญญาภิสังขาร" หมายความว่า สังขารที่พิเศษยิ่ง หรือปรุงแต่งที่พิเศษยิ่ง และทำได้อย่างเป็นบุญ คือ ทำได้อย่างมีการชำระ "บุญ" หมายถึง เครื่องชำระกิเลส การชำระกิเลส มาจากภาษาบาลี "ปุญญ" รากแห่งความหมายเดิมจริงๆ นั้น คือ ชำระจิตสันดานให้หมดจด เป็นภาวะของ "ปรมัตถธรรม" โดยแท้ สังขาร มีคำแปลอยู่มาก เช่นว่า การจัดแจง,การตระเตรียม, การรวมการกระทำ, การรวมเหตุ, ศักยภาพที่ประกอบกันขึ้น, สิ่งที่เกิดร่วมกันทางใจ, การประกอบขึ้น, ธาตุที่เป็นองค์ประกอบทางใจกับทางกายด้วย "อภิ" นี้ มีความหมายลึกซึ้ง เท่าที่ประมวลได้ ก็คือ เผชิญหน้าไปยังที่, มีอำนาจเหนือ,ทับ,ข้างบน,เพิ่มให้มากขึ้น,มากมาย, ใหญ่หลวง,เข้าครอบครอง,เป็นเจ้าของ,เป็นใหญ่,อุบัติขึ้น,งอกขึ้น "ปุญญาภิสังขาร" เป็น "สังขาร" ขั้น "อภิ" คือ สังขารอย่างเป็น "บุญ" เมื่อไม่สามารถมี "วิชชา" พอที่จะเห็นความเป็น "สังขารที่เป็นปรมัตถธรรม" ได้ จึงไม่สามารถจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงได้ว่า "วจีสังขาร" นั้น คือ ภาวะที่ยังเกิดอยู่ใน "ใจ" เท่านั้น ยังไม่ใช่ "วจีกรรม" ยังไม่ออกมาสู่ภายนอกเป็น "กรรมทางวาจา" ยังเป็นเพียง "มโนกรรม" อยู่ในใจ อยู่ภายใน ยังไม่ออกมาภายนอก การรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น "บุญ"หรือ "ปุญญ" อันเป็นการชำระกิเลสที่เป็น "เหตุ" นั้นๆ เมื่อชำระได้หมดสิ้นบาปในตนเกลี้ยงแล้ว ก็ไม่ต้องชำระอีก นั่นคือ ไม่ต้องทำบุญนั้นอีก ซึ่งจะพูดว่า "ไม่ทำบุญ" ก็ดี "ไม่ต้องชำระกิเลสนั้นอีกแล้ว" ก็ดี นี้แหละคือคำว่า "อปุญญ" การ "อภิสังขาร" ที่เป็น "อปุญญ" ไม่เป็นบุญ จึงที่ประกอบไม่ต้อง "ทำบุญ" ถ้าจิตของผู้นั้นยัง "สังขาร" คือ ยังมี "การปรุงแต่ง" มี "ศักยภาพประกอบกันขึ้น" อยู่ จึงเกิดผลของการปรุงแต่งเป็นแต่ "กุศล" คือ เกิดผลแต่เป็นประโยชน์ เป็นคุณงามความดี โดยเฉพาะท่านจะทำเพื่อทุกคน ไม่เจาะจง ไม่หลงยึดว่า เป็นตัวตน เป็นของตน เฉพาะตนเท่านั้น ใจกว้างไม่ยึดความเป็นของตนจริงใจ ยิ่งคำว่า "กายสังขาร" ที่เป็น องค์ประชุมของใจ ที่เป็น "นามกาย" ที่สังขารอยู่ในใจ หรือ "ประชุมของนามธรรม" ที่มีอยู่ในใจ และ เป็นการสังขารที่ยังมีการเชื่อมต่อการสัมผัสภายนอกไม่ขาดสายอยู่ด้วย ยิ่งพูดกันไม่รู้เรื่องแน่กับ คุณ 8705 เพราะเป็นเรื่องของจิต เจตสิก รูป หรือปรมัตถธรรมแท้ๆ ที่ถ้ายังพูดถึงความเป็น "กายสังขาร" ขั้นนี้แล้ว คุณ 8705 กับอาตมามีสภาวะคนละอย่างกันแน่ๆ ขอยืนยันว่า ผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงสภาวะของจิต เจตสิก หรือความเป็น "รูป" ที่หมายถึง "สิ่งที่ถูกรู้" โดยเฉพาะสิ่งที่ถูกรู้ที่เป็นนามธรรม คือ จิต เจตสิก ซึ่งได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั่นแหละเป็นต้น ในปฏิจจสมุปบาท พระพุทธเจ้าก็ระบุ "นาม" ตัวสำคัญไว้ให้ เช่น เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ผู้ที่ไม่มีสภาวะ จะไม่รู้ความจริงของความเป็น "วจีสังขาร" จึงเดาเอาเท่านั้น ผู้จับตัว "อัตตา" ได้ เรียกว่า "พ้นสักกายทิฏฐิ" นับว่าพ้นมิจฉาทิฏฐิ เพราะเห็นว่า เจ้าตัวนี้เองที่ "หลอก" เราอยู่ได้ ที่แท้มันไม่เที่ยง เดี๋ยวก็มี คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป วนเวียนอยู่อย่างนี้ เป็นความวนไม่จบ นั่นคือ ยังเป็นโลก หรือเป็นภพ เมื่อผู้ที่จับ "ตัวสักกายะ" ได้ คือ ตัวตนของตัณหา หรืออุปาทาน ทั้งตัณหา และอุปาทานนี้ คือ กิเลสนั่นแหละ เมื่ออยู่ในฐานะอุปาทาน มันก็เป็นธาตุ "ยึดมั่นอยู่" ซึ่งเป็นอาการที่ "นิ่งๆ อยู่" พอมัน "ไหวตัวออกมา" มันก็กลายเป็นฐานะของ "ตัณหา" เป็นอาการที่เห็นได้ง่าย ได้ชัดกว่าฐานะที่เป็นอุปาทาน พระพุทธเจ้าจึงทรงให้กำจัด "ตัวตัณหา" นี้แหละ เพราะมันง่ายกว่าไปกำจัดอุปาทาน มันเป็นเหตุแห่งทุกข์แท้ ต้องกำจัดตัวนี้ คือ ปหานมัน ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน จนมัน "ดับสนิท" ก็ไม่มีตัวตนมาเกิดขึ้นมาตั้งอยู่ มาให้ดับไปกันอีกเลย จึงสิ้นภพ จบชาติ "ไม่มีตัวตน" ตัวนั้นมาอาศัยกันเกิดอีกแล้ว เพราะสิ้น "ตัวตน" จะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปเรียบร้อยแล้ว ผู้เห็น "ไตรลักษณ์" ที่ครบทั้งเห็นแจ้ง "ความไม่เที่ยง" (อนิจจัง) เห็นแจ้ง "ความเป็นทุกข์" (ทุกขัง) อีกทั้งตามหา "ตัวเหตุแห่งทุกข์" พบแล้ว กำจัดตัวเหตุอริยสัจ นี้ได้จริง ความเป็นอนัตตา (ความไม่มีตัวตน) จึงปรากฏ ให้เจ้าตัวผู้ปฏิบัติถึงขั้นบรรลุผลอนัตตาจริงอย่างเห็นแจ้งๆ โต้งๆ ชัดๆ สัมผัสอยู่ๆ (สัจฉิ) ผู้บรรลุผลเอง เห็นภาวะนั้นๆ เอง ในตนเอง ของตนเอง เช่นนี้แล ที่ชื่อว่า เป็นผู้เห็น "ไตรลักษณ์" ชนิดที่เรียกว่า "ปัจจัตตลักษณ์" คือ เห็นอย่างสูงส่งละเอียดไปถึงปรมัตถธรรมขั้น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จึงสำเร็จขั้นมี ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ คือ เห็นด้วยความรู้ยิ่งเห็นจริง อย่างรู้จัก (ตัวตน) ชนิดที่รู้แจ้งรู้จริงในของจริง สภาวะจริง "เฉพาะตน" (ปัจจัตตัง,ปัจเจก) ในปรมัตถ์ของตนเอง ไม่ต้องเชื่อใคร เชื่อความจริง ของจริงนั้นๆ เองของตนเองที่ปฏิบัติได้เองในตนเอง โดยตนเอง (เอโก) จึงไม่ใช่เพียงแค่เห็นความ "เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป" อย่างต้นๆ ตื้นๆ ง่ายๆ หลวมๆ เป็นตรรกะ หรือเห็นแค่ จินตามยปัญญา ที่ไม่มีภาวะของ "ภาวนามัย" ไม่มีความสำเร็จขั้นเกิดผลธรรมมาให้เห็นแจ้ง ก็ไม่ถึงขั้นมี "ภาวนามยปัญญา" การเห็นไตรลักษณ์แค่ขั้นเห็นความ "เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป" ในลักษณะนี้ ก็เป็นเพียงผู้เห็นไตรลักษณ์ที่เป็น "สามัญลักษณ์" ซึ่งเป็นลักษณะ "เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป" ที่ยังไม่ถึงขั้นผู้ปฏิบัติหยั่งรู้แจ้งใน "ปรมัตถธรรม" นั่นคือ ไม่เข้าถึงการ "สัมผัส" สภาวะจริงของ "จิต เจตสิก รูป" จนกระทั่งเห็น "อนิจจัง" เห็น "ทุกขัง” เห็น "อนัตตา" และที่สุดสัมผัสภาวะของ "นิพพาน" ปรากฏให้เห็นได้เอง อยู่เป็น "ตถตา" การเห็นได้ รู้ได้ อย่าง "สามัญลักษณ์" นั้น มันเป็นความเข้าใจทั่วไป ที่ปุถุชนก็เข้าใจได้ทั้งนั้น จึงเรียกว่า "สามัญลักษณ์" ซึ่งเป็นแค่ตรรกะ เป็นเพียงความรู้ ความเห็นทั่วไปที่ร่วมรู้กันได้ เป็น "สามานยนาม" ใครๆ ก็เข้าใจกัน เป็นสาธารณะของปุถุชนที่ทุกคนสามารถเข้าใจได้ แต่ไม่ใช่ "วิสามานยนาม" ที่เฉพาะเจาะจง มีการระบุ "ตัวตน" ได้ ในขณะที่มี "ธาตุรู้ของเราสัมผัสภาวะนั้นๆ หลัดๆ รู้จักรู้แจ้งรู้จริง "ตัวตน" นั้นอยู่ทีเดียว ซึ่งเป็นการรู้ขั้น "ญาณหรือปัญญา" ที่เป็นอาริยะ เป็นโลกุตระ "ไม่สาธารณะกับพวกปุถุชน" ( อสธารณํ ปุถุชฺชเนหิ ) หรือไม่ทั่วไปกับพวกปุถุชน ( อสธารณํ ปุถุชฺชเนหิ ) เป็นญาณข้อที่ 1 ใน 7 ของพระโสดาบัน ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ในพระไตรปิฎก เล่ม 12 ข้อ 543 การรู้หรือมีความรู้ว่า "ทุกสรรพสิ่งล้วนไม่ใช่ตัวตน" นั้น เป็นสาธารณะกับปุถุชน ปุถุชนทั่วไปพอรู้ได้ รู้อย่างซาบซึ้งก็ได้ แต่ "การรู้หรือมีความรู้" ว่า "ทุกสรรพสิ่งล้วนไม่ใช่ตัวตนอย่างเป็นอาริยะ เป็นโลกุตระ" นี้ "ไม่ใช่สาธารณะกับพวกปุถุชน" ( อสธารณํ ปุถุชฺชเนหิ ) หรือไม่ทั่วไปกับพวกปุถุชน ( อสธารณํ ปุถุชฺชเนหิ ) ซึ่งมีนัยสำคัญที่ผู้มีจริงจะรู้แจ้งเห็นจริงเอง ปัจจัตตัง การสามารถสัมผัสรู้จัก "ตัวตน" ของกิเลสแล้วเราก็กำจัด ซึ่งเป็นการจัดแจง (สังขาร) เป็นการทำใจในใจ (มนสิการ) ของตนโดยตน เป็นการรวมการกระทำ หรือเป็นการจัดแจงที่เรียกว่า "สังขาร" ของ พระโยคาวจร ที่มีภูมิเข้าขั้นอาริยบุคคล อาริยบุคคลจึงจะทำ "สังขาร" ขั้น "อภิ" ที่เป็น "บุญ" ได้ ดังนั้น "สังขาร 3" ที่เป็น "ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชา ภิสังขาร" นั้น จึงเป็น "อภิสังขาร" ขั้นโลกุตระ มิใช่ "สังขารธรรม" ที่เป็นการกล่าวถึง "สังขาร 3" ทั่วไป ซึ่งแค่ สามานยนาม เป็นคำนามที่กำหนดกัน กลาง ๆ ทั่วไป เช่น กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร เท่านั้น ผู้ปฏิบัติที่มีภูมิเข้าขั้นโลกุตระ เป็นอาริยะเท่านั้น จึงจะสามารถมี อภิสังขาร 3 ได้ เพราะผู้จะสามารถปฏิบัติสัมมามรรคองค์ 8 ถึงขั้นทำ วจีสังขาร เป็นอภิสังขารได้สำเร็จ เป็นลำดับๆ ไป ต้องเป็นอาริยบุคคลจริง เพราะสามารถทำใจในใจเป็น "สัมมาปฏิบัติ" ได้แล้ว จึงสามารถทำการจัดแจงหรือการรวมการกระทำขั้น "อภิสังขาร" ที่ปรุงแต่ง "สังกัปปะ 7" จนกระทั่งทำให้ "วจีสังขาร" เกิดจาก "ปุญญาภิสังขาร" ไปจนถึงผล อปุญญาภิสังขาร คือ จัดแจงปรุงแต่งสำเร็จได้ถึงขั้น "ไม่ต้องชำระกิเลสในใจอีกแล้ว" เพราะ "ดับสนิทไม่เกิดอีกแล้ว" ซึ่ง "ไม่เกิดอีก" ชนิดที่กระทบสัมผัสโลกธรรมใด ในใจก็ไม่เกิด แม้แต่แค่ "การหวั่นไหวอย่างใดก็ไม่มี" ( ผุฏฐัสสะโลกธัมเมหิ จิตตัง ยัสส น กัมปติ ) จึงเรียกว่า "อเนญชาภิสังขาร" (สภาพปรุงแต่งภพอันมั่นคง ไม่หวั่นไหว) ได้บริบูรณ์สัมบูรณ์เป็นที่สุด _ คุณ 8705 sms ว่า _"คนที่ไปเป็นสาวกบริวารให้พธร..นั่น=ว่าพวกคุณหนุนให้พธร.หลงผิดยิ่งขึ้น" พ่อครูว่า… คุณ 8705 ไม่เชื่อหรอกว่า อาตมาแสดงธรรมหรือสาธยายธรรมอยู่ตลอดเวลานี้ อาตมาทำใจในใจได้อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่ได้ทำเพื่อให้คนมานับถือหรือไม่ได้ทำเพื่อจะได้บริวาร ไม่ได้ทำเพื่อโลกธรรม 8 จะได้ลาภสักการะเสียงสรรเสริญ ไม่ได้ทำเพื่อจะได้เป็นลัทธิใหญ่แล้วไปล้มล้างลัทธิอื่น ๆ ไม่ได้ทำเพื่อจะได้ให้ใครๆ มาเห็นว่าเราวิเศษเก่งกล้า ชาวอโศกที่เขามาปฏิบัติตามที่ อาตมาสาธยายไป ก็เพราะเขาฟังรู้เรื่อง เขาเข้าใจซาบซึ้ง จึงได้กล้ามาปฏิบัติ ลด ละ ทิ้งโลกธรรม มาอยู่อย่างคนจน ตามที่เป็นที่มีอยู่นี้ เขาทั้งหลายไม่ได้มาหนุนให้อาตมาหลงผิด แต่เขามาหนุนเพิ่มขึ้นมากเท่าใด ก็ยิ่งเป็นหลักฐานให้อาตมาเห็นจริงว่า ธรรมะที่ทวนกระแสโลก ที่โลภในลาภยศสรรเสริญสุขโลกีย์ กลับมาลดละ จนจางคลาย ถึงขั้นดับความเป็นโลกได้กันไปตามธรรมสมควรแก่ธรรม อย่างที่เห็นได้เป็นจริงอยู่นี้ บรรดาเขาทั้งหลายยิ่งมาสนับสนุนอาตมา ก็ยิ่งเป็นเครื่องแสดง เป็นหลักฐานยืนยันให้อาตมาเห็นความจริงว่า "ความเห็น" หรือ "ทิฏฐิ"แบบ คุณ 8705 นี่แหละคือ การหลงผิด จริงยิ่งๆ ขึ้น ต่างหากเล่า คุณ 8705 แม้จะได้แค่ที่ได้เท่าทุกวันนี้ มันก็เป็น "อนุสาสนีปาฏิหาริย์" น่ามหัศจรรย์ ที่ยังมีผู้มีธุลีในดวงตาน้อยในยุคนี้ สามารถมองเห็นพุทธธรรมที่เป็นโลกุตระได้ อาตมาก็จะทำงานประกาศศาสนาของพระพุทธเจ้าต่อไป อย่างมั่นใจนี่แหละ คุณ 8705 ก็พยายามตามพิสูจน์นะ! อย่าเพิ่งรีบถอยไปไหนเสียล่ะ และที่อาตมาสาธยายธรรมอยู่ในขณะนี้ โดยเอา sms ของ คุณ 8705 มาเป็นประเด็นในการสาธยายนี้ ก็ไม่ใช่เป็นการถกเถียงกับคุณ ไม่ใช่เป็นการโต้แย้งกับคุณ แต่เป็นการแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ข่มขี่ "ปรัปปวาท" ที่บังเกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยสหธรรม หมายความว่า เมื่อมีผู้ทำคำสอนให้คลาดเคลื่อนหรือวิปริตผิดเพี้ยนไปเป็นอย่างอื่น (ปรัปปวาท) ก็จำเป็นที่อาตมาจะต้องแสดงธรรมใ ห้มีปาฏิหาริย์ข่มขี่ "หลักการที่เป็นอย่างอื่นไปจากของพระพุทธเจ้า" (ปรัปปวาท) ให้กลับสู่ความเป็น ของพระพุทธเจ้า "อย่างเดิม" ให้เรียบร้อยโดยสหธรรม โดยสหธรรมก็คือ "กับธรรมะ" นี่แหละ หรือมีธรรมะนี่แหละ "พร้อม" หรือ "ธรรมะนี่แหละร่วมกัน" ซึ่งทั้งรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายที่อาตมาสามารถทำให้เกิดขึ้นมา ก็ยืนยันพร้อม รวมกันร่วมกันทั้งผู้คนที่แสดงตัวเป็นมวล รวมกันร่วมกันทั้งแสดงความเป็นพฤติพุทธ รวมกันร่วมกันทั้งการดำเนินไปพร้อมกับธรรมะที่สามารถพิสูจน์ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าได้จริง ว่า ไม่ใช่เพื่อโลกธรรม หรือไม่ใช่เพื่อให้ใครมาเป็นบริวารสนับสนุน แต่เป็นการเกิดมวลตามสหธรรมเอง จะเป็นการหนุนไปในทางใด คือ หนุนกันไปในทางผิด หรือหนุนกันไปในทางถูก ก็เป็นไปตามสัจธรรมที่เป็นจริงของสัจธรรมแท้ๆ ใครเป็นสัจธรรม ก็ฝ่ายนั้นแหละ อาตมาอาจจะเป็นผู้ผิดตามที่ คุณ 8705 ว่าก็ได้ เพราะไม่มีใครสามารถตัดสิน สัจธรรมได้หรอก สัจธรรมเท่านั้นที่ตัดสินความเป็นสัจธรรมเอง ก็พิสูจน์กันไป ขอให้ คุณ 8705 อย่าเป็นผู้หลงผิดเลย ขอให้เป็นผู้สัมมาทิฏฐิจริงเทอญ อาตมาพูดด้วยความจริงใจนะ แต่ คุณ 8705 คงจะรู้ความจริงใจอาตมาได้ยากยิ่ง เพราะดูท่าที คุณ 8705 จะไม่เชื่ออะไรจากธรรมะที่อาตมาแสดงออกไปเอาเสียเลย ก็ไม่เป็นไร ด้วยความปรารถนาดี ก็ขอแสดงความจริงใจไว้กันอย่างนี้ ก็แล้วกัน อย่างน้อยเชื่อสักนิดได้ไหมว่า ที่อาตมาพูดว่า "ความจริงใจ"นี้ เป็น "ความจริงใจ"ที่อาตมาสามารถ "อ่านใจตนเองได้" จึงพูด ตามจริงนั้น? และขอยืนยันว่า ที่อาตมาสามารถ "อ่านใจตนเองได้"นี้ จนสามารถนำมาประกอบการอธิบายธรรมกันตลอดมานี้ ก็เพราะอาตมามี "ทิฏฐิ" ที่ คุณ 8705 เชื่อมั่นว่า อาตมา "มิจฉาทิฏฐิ" นี่แหละ อาตมาก็ไม่มีสิทธิ์จะอวยพร ว่า ขอให้คุณโชคดี เกิดสัมมาทิฏฐิเถิด อาตมาก็ทำไม่ได้อีกแหละ เพราะอาตมาเชื่อว่า คุณ 8705 ฉลาดหลักแหลมอยู่แล้ว ก็ต้องรู้ว่า อวยพรด้วยปากอย่างไรมันก็เป็นไปไม่ได้ นอกจาก คุณ 8705 เอง ตนเองต้องเรียนรู้ เชื่อเอง และสัมมาทิฏฐิเอง หรือมิจฉาทิฏฐิเอง ต่อไปเป็นการตอบประเด็น _ การทำความเข้าใจในวิโมกข์ข้อที่ 1 คำว่า รูปี รูปานิ ปัสสติ แม้เป็นคำสั้น ๆ แต่มีสิ่งที่เกี่ยวข้องกับรูปเยอะครั้ง พระพุทธองค์สอนให้เบื่อหน่ายจากรูป การพิจารณาว่ารูปทั้งหลาย....ก็ถูกต้องคำว่าอัตตาที่ปุถุชนเห็นว่าเป็นสิ่งเที่ยงแท้ 1 .ชีวิตที่มีค่าคือชีวิตที่เรามีคุณค่าและทำให้คนอื่นมีคุณค่าใช่ไหม? พ่อครูว่า. ..ใช่ ต้องมีคุณค่าอย่างมีธรรมด้วย คุณ 8705 สับสน ในตัวเองหรือเปล่า ตอนต้นบอกว่าธรรมะทั้งหลายอาศัยกันต่อเนื่อง จึงเกิด แต่ตอนท้ายกลับเห็นว่าทุกอย่างไม่มีตัวตน

_ เมื่อไร พธม. กับสันติอโศกจะร่วมมือกันปฏิรูปประเทศไทย ช่วยเป่านกหวีดเร็วๆ หน่อย บ้านเมืองจะล่มจมหมดแล้ว..... พ่อครูว่า. ..ร่วมมือ และปฏิรูปอยู่แล้ว หายใจเข้าก็ทำหายใจออกก็ทำ ปฏิรูปประเทศมีหลายนัยยะ ทำได้หลายหน้าที่ ทำจนหัวเป็นน็อตตัวเป็นเกลียวอยู่แล้ว ทั่งเราและพธม. ก็ช่วยกันเถอะ

_ พท. ช่วยดูพระไตรฯล. 23 หน้า 117 ...ว่า เพื่อเป็นการยืนยันว่า ธรรมะเป็นสิ่งที่เป็นไปตามลำดับ ไม่ใช่ว่าเริ่มที่อะไรก็ไม่ใช่ตัวตนเลย พ่อครูว่า… ปหาราทสูตร [109] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ควงไม้สะเดาที่นเฬรุยักษ์สิงสถิต ใกล้กรุงเวรัญชา ครั้งนั้น ท้าวปหาราทะจอมอสูร เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ถวายบังค

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน