560312_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพค. เรื่อง สัมผัสวิโมกข์๘ ด้วยกายคืออย่างไร.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์352 KB
วันที่แก้ไข27 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

560312 รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โด ยพ่อครู ราชธานีอโศก เรื่อง สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายคืออย่างไร? พ่อครูว่า …วันนี้ วันที่ 12 มีนาคม 2556 ที่ บวร ราชธานีอโศก เปิดรายการที่บ้านราชฯ ชั้น 2 เฮือนศูนย์สูญ วันเวลาผ่านไปเร็วมาก อาตมา อาการหนักๆ คือวิ่งไล่เวลา เผลอแป็นเดียวหมด วิ่งไล่เวลาไม่ทัน รายการนี้บรรยายธรรมในช่วงนี้ลึกซึ้งมากหากไม่ตั้งใจฟังไม่รู้เรื่องแน่ ซึ่งกำลังขยายความตามพระไตรฯเล่ม 16 และตอนท้ายรายการก็จะตอบประเด็นตามที่เคยทำมา สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ทั้งกายนอกกายใน มาต่อกันด้วยธรรมะต่อจากวานนี้ ที่ได้พูดถึงรายละเอียดเจาะลึกถึงอาสวะ โดยการสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ ด้วย สัมมัปปัญญา องค์ประชุมคือสิ่งที่มารวมกัน กาเยนผุสิตวาคือรวมทั้งกายนอกกายใน วิหรติ คือเห็นกันอยู่หลัดๆเลยทีเดียว บุคคลที่มีกายสักขี ต้องมีการสัมผัสด้วยกาย แล้วก็จะมีญาณหยั่งรู้ตนว่าอาสวะสิ้นแล้วหรือไม่ สรุปว่าแม้จะปฏิบัติเก่งขนาดไหน เป็นสัทธานุสารี เป็นกายสักขี หากไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ให้ครบองค์ประชุมทั้งกายนอกกายใน ของพ ระพุทธเจ้า เป็นปกติลืมตาใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะปฏิบัติ กามาวจร รูปาวจร หรืออรูปาวจร แล้วก็มีนิโรธลืมตา อย่างโสดาบันยังไม่ถือว่ามีนิโรธ ก็เก็บหน่วยกิจไปเรื่อยๆ จนไปถึงอนาคามีก็ถือว่ามีนิโรธแล้ว ลืมตาสัมผัสอยู่ กิเลสก็ดับ ไม่มีกิเลสเกิดเลย สบาย แม้มีเหตุปัจจัยมาใหม่มาแรงอย่างไรก็เฉย คือผู้มีเจโตและปัญญาอันไม่กลับกำเริบ พวกที่นั่งเข้านิโรธ ขนาดนั่งตัวแข็งแกะไม่ออกเลย แข็งเกร็งหมดเลย ผลักไม่ล้ม กลิ้งเหมือนลูกขนุนเลย (พรหมลูกฟัก) ส่วนผู้มีนิโรธพุทธแท้นั้นจะดูยาก ดูไม่ออก ลืมตา แต่ไม่มีกิเลส ทำอาสวะสิ้นไปได้หมด ต้องชัดเจนเลยว่าแบบไหนทำออกได้หมด แบบไหน

อ่านต่อ

ไม่ได้ ถ้าไม่ชัดเจนก็จะไม่ค่อยถูกต้อง จะบรรลุได้ต้องสัมผัสด้วยองค์ประชุมทั้งภายนอกภายในพร้อมทั้งหมด ( กาเยนผุสฺสิตวา วิหรติ ) เห็นอยู่หลัดๆ ด้วย ดังนั้น กายสักขีบุคคล ผู้ใดถ้ายังไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย และเห็นด้วยปัญญาที่สัมมาพร้อม ก็ทำให้อาสวะ สิ้นไปไม่ได้ พระพุทธเจ้าจึงทรงยืนยันว่า สายศรัทธาที่ปฏิบัติมาถึงขั้นกายสักขี ปานนี้ ถ้าไม่ถูกต้องหรือสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แล้วเห็นด้วยปัญญา ก็ไม่สามารถทำให้อาสวะสิ้นไปได้เลย เพราะถูกต้องหรือสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แล้วเห็นด้วยปัญญานั่นแหละ จึงมีผลอาสาวะบางอย่างของผู้นั้น ก็หมดสิ้นแล้ว แค่ระดับต้นขั้นศรัทธาวิมุติ และศรัทธานุสารี จึงไม่ต้องพูดเลย ส่วนสายปัญญานั้น ย่อมสัมมาทิฏฐิ มาแล้วแต่ต้น ตั้งแต่ธัมมานุสารี ก็ต้องมีอาริยผลมาตามลำดับ (เพราะถ้าขนาดสายปัญญาแท้ๆ ยังสัมมาทิฏฐิ ไปตามลำดับไม่ได้ แล้วจะเป็นทฤษฎีสัมบูรณ์ได้อย่างไร) ยิ่งถึงขั้นทิฏฐิปัตตะก็เห็นชัดอยู่แล้วว่า ท่านเรียกว่าทิฏฐิปัตตะ ซึ่งหมายถึงผู้ที่ บรรลุแล้ว ถึงแล้ว (ปัตตะ) จะบรรลุก็ต้องได้ด้วยความเห็น (ทิฏฐิ) ที่เป็นสัมมา แน่นอน จึงจะบรรลุสัมมาผล ใช่มั้ย? สายปัญญา จึงปฏิบัติโดยมีสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เห็นด้วยปัญญา มาตั้งแต่ธัมมานุสารี เมื่อถึงขั้นปัญญาวิมุติ พระพุทธองค์ก็ตรัสให้เห็นชัดว่า ไม่ต้องกล่าวหรอกว่า สายนี้จะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย พยายามทำความเข้าใจอย่างสำคัญตรงนี้ให้ดีๆ ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ที่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายนะ จึงจะสามารถทำอาสวะบางอย่าง สิ้นหมดไปได้บ้าง ( อัฏฐ วิโมกเข กาเยนผุสฺตวา วิหรติ ปัญญาย จัสส ทิสฺวา เอกัจจ อาสวา ปริกฺขีณา โหนฺติ ) แล้วจึงจะถึงขั้นทำอาสวะของผู้นั้นหมดสิ้นแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา คำว่า เอกัจจ ซึ่งหมายถึง บางอย่าง ยืนยันอยู่ชัดๆ หากไม่สามารถถูกต้องหรือสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เพราะเห็นด้วยปัญญาแล้ว จะมีวิธีอะไรที่จะดับสิ้นอาสวะลงได้บ้างล่ะ? ถึงขั้นดับอาสวะนะ หมายถึงล้างเชื้อขั้นปลายสุดของกิเลสกันทีเดียว เพราะอาสวะคือกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดานดังของหมักดอง ฉะ นี้ เป็นกิเลสหรืออนุสัย ซึ่งเป็นอนุสัยนั้นก็คือ กิเลสอย่างละเอียดที่นอนเนื่องอยู่ในสันดานถึงก้นบึ้งของจิตนี้ เป็นสังโยชน์ขั้นปลายสุดท้าย ดังนั้น ผู้ที่สามารถทำอาสวะของผู้นั้นหมดสิ้นแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา จึงจะชื่อว่า อุภโตภาควิมุตติ ซึ่งเป็นคุณสมบัติของผู้มีเจโตวิมุตติ และปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ ตามคำตรัสที่ว่า ถูกต้องหรือสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ ทั้งอาสวะของผู้นั้นก็หมดสิ้นแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา ( อัฏฐ วิโมกเข กาเยน ผุสฺตวา วิหรติ ปัญญาย จัสส ทิสฺวา อาสวา ปริกฺขีณา โหนฺติ ) เพราะการบรรลุธรรมขั้นอรหัตตผลที่สัมมาทิฏฐิ แบบพุทธนั้น ตัวจิต(เจโต) ก็ต้องวิมุตติ และตัวรู้ (ปัญญา) ก็ต้องรู้ตนเองของตนเองว่า n เรามีวิมุตติแล้ว จึงจะชื่อว่าอรหันต์ผู้บรรลุถึงที่สุดใน อรหะ (ตามพยัญชนะคือ ภาวะหมดสิ้นความลับในเรื่องของกิเลส ตามอัตถะ ก็คือ ความไกลจากกิเลส) ซึ่งบุคคลผู้เป็นปัญญาวิมุตติ ก็คือ คนที่อาสวะของผู้นั้นหมดสิ้นแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญาเป็นผู้มี เจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ พระพุทธเจ้าตรัสสำนวนอย่างนี้ไว้ มีมากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งหมายถึงผู้ดับอาสวะสิ้นได้แล้ว ก็ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายแน่นอน เพราะการปฏิบัติที่สมบูรณ์ด้วยสัมมาปฏิบัติของพุทธที่พระพุทธเจ้า จะต้องสมบูรณ์ด้วย ปฏิจจสมุปบาท ที่ครบบริบูรณ์ทั้งรูปและนาม ทั้งภายนอกและภายใน เช่น ใน พระไตรปิฎก เล่ม 16 ผู้จะพ้นอวิชชาหรือทำให้อวิชชา ซึ่งเป็นเหตุต้นตอในปฏิจจสมุปบาท ถึงขั้นดับสนิทได้นั้น ท่านตรัสไว้ชัดเจนว่า ต้องเป็นผู้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในอายตนะ 6 สัมผัส 6 เวทนา 6 ตัณหา 6 วิญญาณ 6 จึงจะสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น สังขาร 3 (กายสังขาร,วจีสังขาร,จิตสังขาร) นาม5 (เวทนา,สัญญา,เจตนา,ผัสสะ,มนสิการ) รูป 2 (มหาภูตรูป,อุปาทายรูป) ชาติ 5 (ชาติ,สัญชาติ,โอกกันติ,นิพพัตติ,อภินิพพัตติ) ได้ตามพระวจนะที่ตรัสในวิภังคสูตรนี้แหละ (ในสูตรอื่น ๆ มีอีกมาก) ซึ่งใน อัญญติตถิยสูตร (ข้อ 71 เป็นต้นไป) พระองค์ก็ทรงเน้นให้เห็นชัดว่า หากไม่มีผัสสะ (สัมผัส ) เป็นปัจจัยก็จะไม่เห็นทุกข์เกิดขึ้นให้เห็นเป็นของแท้ ประเด็นนี้พระพุทธเจ้าทรงเน้นสำคัญด้วยนะว่า ถ้าเข้าใจไม่ถ่องแท้ตรงนี้ คนมักจะกล่าวตู่พระพุทธเจ้าคือ กล่าว ผิดเพี้ยนไปจากคำตรัสของพระองค์ จึงผิดไปจากความตรัสรู้ของท่าน ผู้มีผัสสะ(สัมผัส) จึงจะรู้ตัวยึดถือว่า ตนเองมีความ (อุปาทาน) อยู่แท้ๆ เพราะภาวะหรืออาการของอารมณ์สุขหรือทุกข์หรือไม่สุขไม่ทุกข์ อันเกิดจาก สัมผัส 5 คือ ตา, หู,จมูก,ลิ้น,กาย ชื่อว่าโอฬาริกอัตตา (อัตตาหยาบ) ยังมีอยู่ ใน ทุกขนิโรธสูตร (ข้อ 161 เป็นต้นไป) พระวจนะ ก็ทรงยืนยันชัดว่า การประชุมแห่งธรรม 3 เป็นผัสสะ จึงจะสามารถศึกษาทั้งรูปธรรม (อุปาทายรูป) และนามธรรมที่เป็นวิญญาณ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติบริบูรณ์ ใน โลกนิโรธสูตร ต่อไปอีก(ข้อ 164 ) จะรู้จักโลก จะเห็ น ความเกิดแห่งโลก ก็เพราะอาศัยตาและรูป จึงเกิดวิญญาณทางตา (จักขุวิญญาณ) ความประชุมแห่งธรรม 3 ประการเป็นผัสสะ เป็นต้น จึงจะได้รู้จักรู้แจ้งรู้จริง เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ (โลก) ชาติ ชรา และมรณะ...ซึ่ง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ยังไม่ดับ ชนิดที่สัมผัสเห็นอยู่โต้งๆ หลัดๆ ไม่ใช่จินตามยปัญญาเท่านั้น แล้วจึงสามารถดับภาวะที่ควรดับต่างๆ เหล่านั้นได้อย่างเป็นจริง เห็นของจริง มีสภาวะจริงสัมผัสอยู่โทนโท่ เป็นภาวนามยปัญญา คือปัญญาขั้นมีผลเกิดให้รู้เห็นนี่คือ โลกหยาบ ขั้นต้น ที่จะต้องมีผลดับเหตุได้ ดังนั้นในใจเองนั้น ถ้าไม่มีผัสสะไม่ต้องอาศัยสัมผัสภายนอก โอฬาริกอัตตา ย่อมไม่เกิด คือไม่เกิดอัตตาหยาบ ซึ่งเป็นอัตตา ขั้นต้นที่จะต้องเรียนรู้ได้ก่อนลำดับแรก ก็ไม่ได้เรียนให้งามทั้งขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นปลาย จึงจะลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล สง่างดงามตามพระอนุสาสนี ใจโดยไม่มีผัสสะ (สัมผัส) ก็เกิดอัตตาเองได้ เรียกว่า ธรรมารมณ์ ไม่เรียกว่า โผฏฐัพพารมณ์ ซึ่งในภาวะที่เป็นมโนมยอัตตา ก็คือ รูปหรืออัตตาที่สำเร็จด้วยจิต ส่วนในภาวะที่เป็นอรูปอัตตาก็ อรูปหรืออัตตาที่สำเร็จด้วยสัญญา ตามที่ตนพึงสร้าง เพราะความหลงยึดติด อันยังเป็นอุปาทานอยู่ของตน อีกหนะแหละ คำพูดหรือความคิดจินตนาการ นั้นเป็นแค่โวหาร (การกล่าว,การเรียก) จินตนาการออกมาเรียก จะเป็นอะไรก็ได้ มีได้เป็นได้ หรือไม่มีก็ได้ ไม่เป็นก็ได้ ก็แค่โวหาร ตามที่พระพุทธเจ้าตรัส ใน ชาณุโสณิสูตร (ข้อ 172 เป็นต้นไป) ยังไม่ใช่ภาวะความจริง ของจริง ตามที่มีให้สัมผัสได้จริง หรือแม้แต่ โลกายติกสูตร (ข้อ 175 เป็นต้นไป) ทิฏฐิ ก็สามารถสร้างทิฏฐิ ด้วยการรู้การเรียนได้แค่ความเข้าใจ,ความเห็น แค่โลกายตศาสตร์ (ประดาความรู้ของชาวโลกทั้งหลาย ปรัชญาที่ประชาชนยึดถือ ที่ยังไม่สัมมาแบบพุทธ หรือยังไม่ใช่ (โลกุตรศาสตร์) จะเห็นว่าอะไรมี (อัตถิ) หรืออะไรไม่มี (นัตถิ) ก็สามารถคิดเห็นหรือเข้าใจไปได้ทั้งนั้น จะโต่งไปข้างไหนก็ได้ มีก็ได้ ไม่มีก็ได้ ยังไม่ใช่ความจริง ยังไม่ใช่ความแท้ ตอบข้างใดข้างหนึ่งว่า นั่นถูก นี่ผิด ใดๆ ยังไม่ได้ ต่อเมื่อเข้าข่ายเป็นอาริยสาวก คือ ผู้ได้สดับ หรือได้ฟังธรรมที่เป็นพุทธ จนมิได้มีความสงสัยอย่างนี้ ว่า เมื่ออะไรมี (โหติ) อะไรจึงมีหนอแล เพราะอะไรเกิดขึ้น อะไรจึงเกิดขึ้น เมื่ออะไรมี นามรูปจึงมี เมื่ออะไรมี สฬายตนะจึงมี เมื่ออะไรมี ผัสสะจึงมี เมื่ออะไรมี เวทนาจึงมี เมื่ออะไรมี ตัณหาจึงมี เมื่ออะไรมี อุปาทานจึงมี เมื่ออะไรมี ภพจึงมี เมื่ออะไรมี ชาติจึงมี เมื่ออะไรมี ชราและมรณะจึงมี ฯ (อริยสาวกสูตรที่ 1 ข้อ 178 เป็นต้นไป) อริยสาวก คือ ผู้ได้สดับ หรือได้ฟังธรรมที่เป็นพุทธ จนมิได้มีความสงสัยอย่างนี้ ว่า เมื่ออะไรไม่มี (น โหติ) อะไรจึงมีหนอแล เพราะอะไรเกิดขึ้น อะไรจึงเกิดขึ้น เมื่ออะไรมี นามรูปจึงมี เมื่ออะไรมี สฬายตนะจึงมี เมื่ออะไรมี ผัสสะจึงมี เมื่ออะไรมี เวทนาจึงมี เมื่ออะไรมี ตัณหาจึงมี เมื่ออะไรมี อุปาทานจึงมี เมื่ออะไรมี ภพจึงมี เมื่ออะไรมี ชาติจึงมี เมื่ออะไรมี ชราและมรณะจึงมี ฯ แม้ได้ฟังคำตรัสแล้วปานฉะนี้ ก็ไม่ใช่เชื่อเลยว่า มี (โหติ) หรือไม่มี (น โหติ) จะต้องปฏิบัติจนมีญาณ ในปฏิจจสมุปบาททั้งหลายนั้น โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่น นั่นคือ สัมผัสภาวะนั้นๆ โดยตนเองของตนเอง (เอโก) เห็นโดยตนเอง (เอโก) หยั่งรู้โดยตนเอง (เอโก) ทั้งนาม ได้แก่ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ทั้งรู้ ได้แก่ มหาภูตรูป 4 และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป 4 (อุปาทายรูป) จึงจะชื่อว่า ถูกต้อง หรือสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ ทั้งอาสวะของผู้นั้นก็หมดสิ้นแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญาว่า อาสวะหมดสิ้นแล้ว ( อัฏฐ วิโมกเข กาเยน ผุสฺตวา วิหรติ ปัญญาย จัสส ทิสฺวา อาสวา ปริกฺขีณา โหนฺติ ) ข้อ 179 พระพุทธเจ้าตรัสว่า โดยที่แท้ อริยสาวกผู้ได้สดับย่อมมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้ โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่น นี่คือ การสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงวิญญาณว่ามีในอริยสาวกสูตร (ข้อ 178 ) และสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงอวิชชาว่ามี ในอริยสาวกสูตร (ข้อ 183 ) มิใช่ไปเข้าใจผิด หรือมิจฉาทิฏฐิไปว่า อัตตาไม่ใช่อัตตาแล้วตีขลุมว่า อัตตานั้นมีก็ไม่ได้ ไม่มีก็ไม่ได้ ขืนใครมีหรือไม่มี นั่นแหละคือ พวกมิจฉาทิฏฐิ จัดอยู่ในพวกนิรัตตา ที่แท้ ผู้เข้าใจผิดดังว่านั้นต่างหากคือ ผู้นิรัตตา คือ ผู้ไม่มีอัตตาชนิดที่มีก็ไม่ได้ ไม่มีก็ไม่ได้ เพราะคนผู้นี้ยึดได้แค่อัตตา เป็นวาทะ คือ ยึดได้แค่คำพูดเท่านั้น ตราบที่ผู้ใดยังยึดด้วยอวิชชา ความยึดภาวะนั้นก็คืออัตตาอยู่ทั้งนั้น ไม่ว่ารูปหรือนาม ไม่ว่ากายหรือใจ ผู้มีสัมมัปปัญญา หรือมีวิชชาย่อมรู้แจ้งเห็นจริง ดังนั้น กายสักขีบุคคลต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เห็นด้วยปัญญา ที่เป็นสัมมัปปัญญา ใช่ไหม จึงได้ทำให้ อาสวะบางอย่างสิ้นไปได้บ้าง แต่ยังไม่ถึงขั้นอาสวะทั้งหลายของตนหมดสิ้นบริบูรณ์สัมบูรณ์ นั่นก็คือ การปฏิบัติธรรม ถ้าไม่ถึงขั้นได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย และเห็นด้วยปัญญาชนิดที่เรียกว่า สัมมัปปัญญาแล้ว ละก็จะไม่สามารถ ดับสิ้นอาสวะไปได้สักอย่าง เพราะในวิโมกข์ 8 นั้นสัมบูรณ์ถึงขนาดต้อง ผ่านอรูปฌาน 4 แบบพุทธ ขอยืนยันนะว่าแบบพุทธที่สัมมาทิฏฐินะ จึงจะบริบูรณ์ถึงขั้น สัญญาเวทยิตนิโรธ ซึ่งเป็นนิโรธพิเศษ เป็นคุณวิเศษ (อุตตริมนุสสธรรม) แท้ เป็นของพุทธเท่านั้น นิโรธชนิดนี้มีในขณะลืมตาชีวิตปกติสามัญ อันแต ก ต่างจากนิโรธ ที่ไม่ใช่ของพุทธ เพราะนิโรธแบบนั้น มีได้ในขณะหลับตาอยู่ในภวังค์ คำตรัสนี้เป็นเครื่องยืนยันว่า การปฏิบัติธรรมแบบพุทธต้องสัมบูรณ์ด้วย วิโมกข์ 8 อย่างสัมมาทิฏฐิ เพราะสัมผัสเห็นอยู่พร้อมทั้งกายภายนอก กายสักขี ก็คือ ผู้ที่ต้องเข้าถึงกาย เป็นพยาน (สักขี) ยืนยันกับตนเองได้ ว่า เป็นผู้มีกาย และต้อง สัมผัสกายนี้ เห็นกายนี้ ชนิดที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงสิ่งนั้น และภาวะนั้นอยู่ทุกอิริยาบถ คำว่า กาย ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถูกต้อง วิโมกข์ 8 ด้วยกายนี้ คือ กาย ที่เป็นองค์ประชุมของรูปของนาม ครบพร้อมรูปทั้งหลายภายนอก (พหิทธารูปานิ) และสามารถกำหนดหมายรู้ได้ทั้งรูปทั้งหลายภายใน และละเอียดไปถึงอรูปภายใน ( อัชฌัตตัง อรูปสัญญี) กันทีเดียว ในพระไตรปิฎก เล่ม 20 ตั้งแต่ข้อ 210 - 218 ท่านขยายความไว้ชัดเจนทั้งรูปภายนอก ทั้งรูปภายใน ทั้งอรูปภายนอก ทั้งอรูปภายใน จะต้องกำหนดรู้ (สัญญา) ต้องทั้งรู้ (ชานาติ) ทั้งเห็น (ปัสสติ) และเลยไปถึงข้อ 226 จนถึง 246 พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า ธรรมข้อหนึ่งซึ่งบุคคลทำให้มากแล้ว เพื่อความเจริญทางโลกุตรธรรม คือ เป็นไปเพื่อความสังเวช เป็นไปเพื่อประโยชน์ใหญ่ เป็นไปเพื่อความเกษมจากโยคะ เป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะ เป็นไเพื่อญาณทัสสนะ เป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เป็นไปเพื่อให้แจ้งซึ่งผล คือ วิชชาและวิมุตติ ธรรมข้อหนึ่งนั้น คือ กายคตาสติ

กายคตาสติ ท่านเจ้าคุณพรหมคุณาภรณ์แปลไว้ว่า สติที่เป็นไปในกาย, สติอันพิจารณากายให้เห็นตามสภาพที่มีส่วนประกอบ ซึ่งล้วนเป็นของไม่สะอาด ไม่งาม น่ารังเกียจทำให้เกิดความรู้เท่าทัน ไม่หลงใหลมัวเมาซึ่งเป็นไปเพื่อความละ หน่าย คลาย ถึงขั้นมุตโตหรือวิมุตติ หรือโมกโข คือ ถึงขั้นหลุดพ้น ขั้นจบเสร็จสิ้น พ้นแล้วทีเดียว แต่พอเป็นคำว่า อธิมุตโตหรืออธิโมกโข ท่านแปลว่า โน้มใจเชื่อ เช่น สุภันเตว อธิมุตโต (หรืออธิโมกโข) ท่านก็แปลว่า น้อมใจไปว่างาม แล้วมันจะสมคล้อยกับ...การละ หน่าย คลาย หรือหลุดพ้น กันได้ละหรือ? แม้ใน วิโมกข์ข้อที่ 3 ท่านก็แปลกันว่า น้อมใจไปว่างาม หรือ กสิณเป็นของงาม อาตมาก็ขอแปลว่า จิตเจริญโน้มไปสู่ สุ ภะ ซึ่งหมายถึง ความน่าพึงใจ ดังนั้น ในสัตตาวาส ข้อ 4 ที่แปล สุภกิณหะ กันว่า เทพที่มีแสงรุ่งโรจน์ หรือ พวกมีลำรัศมีกระจ่างจ้า อาตมาเห็นใจผู้ที่ออกจากทิฏฐิที่ยังเป็นเทวนิยม ยังไม่ได้ ย่อมยังเข้าใจอัตตา เป็นตัวตน อัตตาหรือจิตใจวิญญาณเป็นรูปร่างอยู่ หรือเห็นอัตตาเป็นภาวะที่มี มหาภูตรูป เหมือนสิ่งที่สัมผัสได้ทางตาหูจมูกลิ้นกายอยู่ อาตมาก็ขอเอาตามสภาวธรรมที่อาตมามี อาตมาก็เห็นว่า อธิมุตติ มันน่าจะนัยเยี่ยงเดียวกับคำว่า อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ที่แปลกันหมายไปสู่ทางเจริญสูงขึ้นๆ ไปหาจุดหมาย คือ วิชชา และวิมุตติ มันไม่น่าจะขัดแย้งกันปานนั้น อาตมาจึงขอแปล อธิมุตโต หรือ อธิโมกโข ว่า จิตเจริญโน้มไปสู่ที่หมายดังนั้น ผู้มีสภาวธรรมที่เป็นปรมัตถธรรมขั้นอาริยะตามแบบพุทธก็จะเข้าใจคำว่ากาย หรือคำว่าสัญญา ที่ท่านตรัสไว้ในสัตตาวาส 9 ก็ดี วิญญาณฐีติ 7 ก็ดี ว่าหมายถึงสภาวะอย่างไร ต่างกันอย่างไร อย่างเดียวกันอย่างไร

ต่อไปเป็นการตอบปัญหาและประเด็น _ ชินชาในการทำดีทำชั่วแบบเฉยๆทั่วๆไป ต่างจากแบบพุทธอย่างไร? พ่อครูว่า… คำว่าชินชา หรือชาชิน มาจากบาลีว่า คำว่า ชิน คือชนะ คำว่า ชา คือ เผา เป็นคำที่ดี แต่ในภาวะที่มันเฉยแบบไม่สนใจทำดีทำชั่ว มันเป็นอัตตา เสพอัตตาตัวเอง ทำแต่เรื่องของตัวไม่เกี่ยวกับคนอื่น คือพวกเฉยมิจฉาทิฏฐิ เฉยแบบพาล แบบนั้นมันเฉยแบบใจดำ ต่างจากการไม่ตกเป็นทาสอารมณ์ การไม่ตกเป็นทาสสิ่งเร้าภายนอก และไม่ตกเป็นทาสอารมณ์ตน หรือทาสอัตตาตน ไม่ตกเป็นทาสสิ่งเร้าภายนอก

_ ผมเคยตั้งกลุ่มสนทนาธรรมมานาน ก็พบว่าคนที่เรียนอภิธรรม มักใช้ สัมมาทิฏฐิที่เป็นตัวปลายมาอ้าง เช่นต้องเห็นว่าเป็นอนัตตาก่อน พ่อครูว่า … มันต้องมีการปฏิบัติที่เป็นเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลาย ในมิจฉาทิฏฐิสูตร ต้องรู้เห็นความไม่เที่ยงของกิเลส ในสักกายทิฏฐิสูตร ต้องรู้ทุกข์ แล้วรู้เหตุแห่งทุกข์ คือกิเลสตัณหาอุปาทาน แล้วมีการปหาน 5 อย่างมี อนุปัสสี 4 แล้วจึงเป็นความไม่มีตัวตนของกิเลสได้จริง

_ ความถนัดในงานที่เราไม่ถนัดเอาซะเลย ( พ่อครูว่า … คุณไม่ถนัดก็ทำให้ถนัดก็เก่งนะ ) ทั้งจิตเราก็ไม่คิดจะฝึก เป็นกิเลสที่ขี้เกียจ หรือเป็นความพากเพียรที่เราต้องทำต้องฝึก เพราะเป็นสิ่งมีประโยชน์ต่อส่วนรวม พ่อครูว่า ..สิ่งที่ควรทำควรฝึก เราก็ต้องทำ มันเป็นประโยชน์ก็ต้องทำ ถ้าไม่ทำจะด้วยขี้เกียจ หรือรังเกียจก็ตาม คนพวกนี้ไม่เจริญ เพราะว่ามีตัวอกุศลจิตพาเป็น เราควรฝึก ถ้าทำได้จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม แม้ไม่ถนัดก็ตาม แต่ก็น่าจะมีงานที่เราถนัดบ้างที่มีประโยชน์

_ หลวงพ่อเคยมีเรื่องราวที่ฝังใจลึกมากไหมทำอย่างไรจะลบได้ … พ่อครูว่า ...มี คือ ต้องเป็นโพธิสัตว์ อย่างอื่นไม่มี ถ้าไปดูดดื่มในเรื่องใดก็ตามไม่ดี ทั้งเรื่องรัก เรื่องพยาบาท ซึ่ง อาตมา เห็นว่าตนมีน้อย เหมือนคนใจจืด แต่ไม่ใจดำ ไม่เห็นว่าตนมีความจี๋จ่า ในเรื่องโกรธ ในเรื่องสัมพันธ์ ก็มีสัมพันธ์กันแต่ไม่จี๋จ่า ในอดีต อาตมา พยายามมีเพื่อน แรกๆ ก็ผู้สัมพันมีเพื่อนมาก มีแฟนตั้งแต่อายุ 14 ปี พออายุ 15 จบม. 6 เข้ากทม. ก็จากกันไป ยังเคยแต่งเพลง รักไกลรักใกล้ ตอนนี้ก็ลืมไปแล้ว อาตมา มีเพื่อนหรือแฟนก็ไม่ได้จี๋จ่า พยายามเป็นตัวหลักที่จะ ติดต่อเพื่อนๆ มีเพื่อนรุ่น รร.เพาะช่าง เราเรียนจบเรามีเงินซื้อรถติดแอร์แล้ว แต่เพื่อนรับราชการขี่รถหลวง เดี๋ยวนี้ก็จางคลายไป แม้แต่เพื่อนเพาะช่างก็ตายไปหลายคน บางคนก็หาว่า อาตมา กบฏต่อศาสนา ชิงชังก็มี ซึ่ง อาตมา ก็เข้าใจ คนเรามีสิทธิ์เชื่อตามปัญญาตน ดังนั้นในเรื่องฝังใจ อาตมา ไม่ค่อยมี พ ระพุทธเจ้า ว่าเป็นเรื่องล้างยาก ให้เข้าใจว่าเป็นเรื่องอาศัยกัน หรือเพื่อมาใช้วิบากต่อกัน บางคนเป็นลูกเป็นพ่อแม่กัน ก็มาใช้วิบากกัน บางคนก็รักผูกพันกันหนัก ก็มีได้ทั้งสองทิศ ต้องเรียนรู้ดีๆ ว่าทุกอย่างเป็นเหตุปัจจัยต่อกัน ต้องมีปรารถนาดีต่อกัน จะทำอย่างใดให้ละล้างได้ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไรจะไม่พรากจากกัน

เรียนรู้รูปนาม มีผัสสะ มีญาณรู้ในเวทนา _ เมื่อการรับรู้เวทนาตายลง กลายเป็นสัญญา การกำหนดรู้ ต้องใช้สัญญาใช่ไหม? พ่อครูว่า. ..ไม่ใช่ การที่เราจะรู้อารม ณ์ เราต้องใช้ เจตสิกเชิงปัญญา เราฝึกให้มันอ่านนามธรรมที่เป็น อารมณ์ สุข ทุกข์ โกรธ โลภ อ่านให้ออกในปัจจุบัน โดยใช้ อาการ ลิงคะ นิมิต อุเท ส ต้องเรียนรู้ นาม คือรู้จัก เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ เมื่อเรามีญาณรู้ในเวทนาได้ ก็ต่อเมื่อมันมีผัสสะ แล้วกิเลสเราจะออกมาทำงาน ให้เรารู้ว่าเป็นเวทนาอย่างไร และจะรู้ในเจตนา (ตัณหา) เพื่อให้เรามีมนสิการอย่างใดให้กิเลสลด เจตนาคือ (กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา) ต้องรู้ในเจตนาอะไรในนามธรรมของเรา หรือเป็นขั้นสูงในรูปภพ อรูปภพ ทั้งหมดคือการทำใจในใจ คือกระบวนการจัดแจงปรับปรุงทำการ ให้มีอภิสังขาร แล้วก็กำจัดสิ่งที่ควรกำจัด นี่คือนามธรรมเป็นโยนิโสมนสิการ การทำใจในใจอย่างถ่องแท้แยบคาย อย่างหยั่งรู้ไปถึงที่เกิด ส่วนรูปนั้น มีมหาภูมตรูป และอุปาทายรูป อาศัยกันก่อเกิด เนื่องไปถึงนามธรรมภายใน รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ อย่างสภาวะจิตวิญญาณ เมื่อเรามีปัญญาอ่านออกหยั่งรู้นาม นามนั้นก็กลายเป็นรูป หรือเรียกว่า นามกาย มันไม่มีตัวตนสีสันโฉมกาย แต่เรารู้ได้ด้วย อาการ ลิงคะ นิมิต อุเท ส

_ ทำอย่างไรจะเลิกซาดิสม์หรือมาซูคิสได้ … พ่อครูว่า… ต้องเรียนรู้ว่าเรามันจัดนะ เห็นคนเขาตีกันชกกัน เขาจัดจ้านกันในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ส่วนมาซูคิสคือเกิดในใจตน สะใจของตน เจ็บปวดของตนเอง....ก็ต้อง เห็นความจริงว่าตนเองไปเสพสิ่งแรงๆ ก็เป็นภัยสิ ก็ต้องหัด ลด ละ ไป ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เช่นลิ้นก็ให้ลดรสจัดๆ ลง

_ ผู้บรรลุธรรมจำไม่ได้เพราะไม่ยึดเอาไม่ให้ความสำคัญใช่ไหม? พ่อครูว่า ...จำไม่ได้เป็นอกุศล ที่จริงจำได้มากๆ ยิ่งดี พ ระพุทธเจ้า ท่านระลึกชาติได้มากมายเลย เราต้องฝึกว่าจะจำในสิ่งที่ควรจำให้ดี อาตมา ไม่พยายามไปใช้พลังงานในการจำสิ่งที่ไม่ควรจำ มาใช้จำในสิ่งที่ควรจำ

_ ขอทราบความหมายของอุปกิเลส 16 เป็นระดับจิตใด พ่อครูว่า... อุปกิเลส 16 คือ 1 . อภิช ฌา วิสมโลภะ คือความเพ่งเล็งกล้าอยากได้ เป็นตัวแรกเลย นอกนั้นท่านไล่เป็นเชิงพยาบาทเสีย 2 . พยาปาทะ (ปองร้ายเขา) 3 . โกธะ (โกรธ) 4 . อุปนาหะ (ผูกโกรธ) 5 . มักขะ (ลบหลู่คุณท่าน) 6 . ปฬาสะ (ยกตนเทียบเท่า, ตีเสมอท่าน) 7 . อิสสา (ริษยา ไม่อยากเห็นคนอื่นได้ดี) 8 . มัจฉริยะ (ตระหนี่) 9 . มายา (ม ารยา, มารยาทเสแสร้ง) คือสิ่งที่เป็นมารยาท 10 .สาเฐยยะ (โอ้อวด, การโอ่แสดง) คืออยากแสดงอยากอวดอ้างอวดโอ่ 11 . ถัมภะ (หัวดื้อ, เชื่อมั่นหัวตัวเองมาก) 12 . สารัมภะ (แข่งดี, เอาชนะคะคาน) 13 . มานะ (ถือดี ยึดดี จนถือสา) 14 . อติมานะ (ดูหมิ่นท่าน) 15 . มทะ (มัวเมา) 16 . ปมาทะ (ประมาทเลินเล่อ)

_ พลเรือตรีมินทร์ 1 .กระผมได้บริจารเงินภาษี ๑๐๐ บาทให้พรรคเพื่อฟ้าดิน ซึ่งมีอุดมการณ์บุญนิยมมากว่าบาปนิยม 2 .รัฐบาลยุคนี้นิยมบาปนิยม 3 .ปตท.สผ. คือเปรตต้มไทยเสียผี _ ในหลักการที่ว่า สันตติ คือหลักปฏิจจสมุปบาทที่เป็นสันตติใช่หรือไม่? พ่อครูว่า ...สันตติคือสิ่งที่ต่อเนื่องกันไป ทำให้เหมือนกับอยู่กับที่ มันเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา แต่ก็เห็นเหมือนอยู่นิ่ง หลักปฏิจจสมุปบาทเป็นการต่อเนื่องอย่างอิทัปปัจจยตา ไม่ใช่แบบสันตติ

_ คำว่า ญาณ กับฌานต่างกันอย่างไร?... พ่อครูว่า… ญาณคือความรู้ ฌานคือไฟกองใหญ่อันวิเศษที่เผากิเลส ถ้าอธิบายอย่างฤาษีคือการเพ่งกสิณ ให้จิตสงบ แต่ของพุทธคือไฟที่ทำให้กิเลสตายไปหมดไป

_ ความหมายที่แท้จริงของความสุขคือ … พ่อครูว่า… อยู่ที่ตรงหมดความสุขโลกีย์ เป ็ นความสุขที่เที่ยงไม่แปรปรวนเที่ยงแท้ ส่วนความสุขโลกีย์นั้นไม่เที่ยง วนเวียนหลงสุขๆ ทุกข์ ต้องมารู้จักสุขอย่างพุทธ แต่บางคนก็หลงอยู่เฉยสงบสุข แต่ไม่เหมือนแบบพุทธ ที่เป็นวูปสโมสุข สุขอย่างไม่มีกิเลสกวน มีแต่เรื่องดีกุศล

_ สุตมยปัญญา กับ จิตตามยปัญญาอะไรมาก่อน … พ่อครูว่า… อะไรก่อนก็ได้ จะคิดก่อนฟัง หรือฟังก่อนคิดก็ได้

_ ปฏิบัติธรรมตามลำดับจนถึงโสดาบัน.... พ่อครูว่า ...ก็สอนอยู่ทุกวัน ศีล 5 เป็นหลักต้น ไม่ฆ่าสัตว์ก็อ่านใจว่ามีพยาบาทไหม เราไม่ฆ่า ใครจะฆ่าเราก็จะไม่ฆ่า ไม่ลักทรัพย์ไม่ขโมย ไม่เอาของเขา ให้ทำด้วยตนเอง ต้องเห็นว่ามันชั่วมันไม่เที่ยงเป็นบาป ในเรื่องกามเบื้องต้นแค่ผัวเดียวเมียเดียว มีกามคุณ 5 พอประมาณ ให้เลิกอบายมุขที่ติดออกมา เบื้องต้นให้ไม่สุขทุกข์กับอบายนั้น คือโสดาบัน

_ สุญญตา คืออย่างไร?... พ่อครูว่า ...สุญตาคือสูญ จะสูญอย่างไร ต้องเข้าใจให้ถูก พระพุทธเจ้า ท่านว่า ศาลานี้ว่างจากช้าง ศาลานี้ว่างจากคน ศาลานี้ว่างจาก.... ก็ละเอียดไปเรื่อยๆ....

_ คนว่ายากสอนยากกับอเวไนยสัตว์ต่างกันอย่างไร … . พ่อครูว่า ...อเวไนยสัตว์นั้น เป็นวิบากเขาสอนไม่ได้จริง ๆ แต่คนที่ว่ายากสอนยาก อาจฉลาดเป็นกลด แต่มีมานะ สอนยาก พ ระพุทธเจ้า ปรับสังฆาทิเสส

_ กินมังฯมา 7 ปีเต็ม พบมะเร็งเต้านม จึงผ่าตัด แล้วหมอบอกให้กินเนื้อสัตว์ จึงจะไม่เป็นมะเร็งอีก? แต่ดิฉันไม่กิน ญาติให้กินไข่อาทิตย์ละ 2 ครั้ง พออนุโลมได้ไหม … พ่อครูว่า. ..ได้ _ อายุ ๗๘ มีพยาบาลถามว่า ยายกินอะไร ไม่มีไข้ไม่มีความดัน … จึงตอบไปว่า ... ยายกินมัง ฯ ทุกข์ที่เป็นมาก พอผ่านไปทุกข์ก็หาย สิ่งที่จำได้เป็นสัญญาใช่ไหม? ... พ่อครูว่า… ใช่ แต่ที่มันจางอาจไม่หมดมันหลบอยู่ก็เป็นได้

_ ดูเหมือนว่าเจ้าสำนักคอร์สสุขภาพมีมาก ปัจจุบันดูจะมีสามสำนัก แต่ละสำนัก มีสูตรของตนและมีเห็นด้วยกับสูตรอื่น จะเห็นว่า มีสำนักบ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน