560425_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู เรื่อง กว่าจะเกิดสัมประสิทธิ์ทางใจ.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์346 KB
วันที่แก้ไข15 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

560425_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู เรื่อง กว่าจะเกิดสัมประสิทธิ์ทางใจ พ่อครูว่า… วันนี้วันที่ 25 เมษายน 2556 เรื่อง ปฏิจฺจสมุปฺบาท เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก ตั้งแต่ปริยัติ แล้วไปปฏิบัติ ถ้าไม่เข้าใจก็จะปฏิบัติไม่ครบ ในพระไตร ปิฎก เล่ม 16 พ่อครูนำมาอธิบายหลายครั้ง พระพุทธเจ้าเริ่ม ปฏิจฺจสมุปฺบาท ตั้งแต่ข้อ 1 เลย และท่านแจกวิภังค์ไว้ ตั้งแต่ อวิชชา เป็นปัจจัยให้เกิด สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา ภพ ชาติ ชรา มรณะโศกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาส แล้วท่านก็ทวนไปตั้งแต่ข้อ 6 ว่า [ 6 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ชราและมรณะเป็นไฉน ความแก่ ภาวะของความแก่ ฟันหลุดผมหงอก หนังเหี่ยว ความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่ หง่อมแห่งอินทรีย์ ในหมู่สัตว์นั้นๆของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชรา ก็มรณะ เป็นไฉน ความเคลื่อน ภาวะของความเคลื่อน ความทำลาย ความอันตรธาน มฤตยู ความตาย กาลกิริยา ความแตกแห่งขันธ์ ความทอดทิ้งซากศพ ความขาด แห่งชีวิตินทรีย์ จากหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่ามรณะ ชราและ มรณะ ดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่า ชราและมรณะ ฯ รูปธรรมก็เป็นองค์ประกอบ แต่จริงๆที่จะบรรลุธรรมนั้นต้องเข้าถึงระดับนามธรรม ซึ่งอย่างรูปธรรมที่มันจะแปรเปลี่ยนสูญสลายไปก็เห็นได้ก็ธรรมดา แต่ว่าต้องหยั่งลงไปถึงความไม่เที่ยงของนามธรรม เรียกว่า เจตสิกทุกข์ ให้ได้ ถ้าเกิดทุกข์ทางกายก็เป็นตัวเนื่องต่อ ถ้าตายไปแล้ว จิตวิญญาณไม่ต่อเนื่องกับกาย ใครจะทำลายร่างกายอย่างไรจิตก็ไม่ทุกข์ ก็ไม่รู้เรื่องอะไร จะรู้เรื่องเพราะเกี่ยวเนื่องกันอยู่ จากชราและมรณะจบแล้ว พระพุทธเจ้าท่านมาเริ่มอธิบายข้อ 7 [ 7 ] ก็ชาติเป็นไฉน ความเกิด(ชาติ) ความบังเกิด(สญฺชาติ) ความหยั่งลง(โอกฺกนฺติ) เกิด(นิพฺพตฺติ) เกิดจำเพาะ(อภินิพ

อ่านต่อ

ฺพตฺติ) ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบในหมู่สัตว์นั้นๆ ของ เหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชาติ ฯ ในวงเล็บคือภาษาบาลีที่ถูกแปลมา ซึ่ง อาตมา นั้นแปลไม่เหมือนกับที่เขาแปลกัน ซึ่งที่พูดนี้ไม่ได้มีสาเฐยะจิตคือจิตอยากอวดโอ่แต่อย่างใด เมื่อจิตเราเกิดอาการอย่างใด ก็คือ ชาติ (การเกิด) แล้วทีนี้ คำว่า สญฺชาติ ท่านแปลว่า ความบังเกิด อ่านแล้วก็มึนๆ คำว่าเกิดกับคำว่าบังเกิดต่างกันอย่างไรก็ไม่รู้ แต่ อาตมา เข้าใจคำว่า สญฺชาติ ก็พอจะเข้าใจว่า สญฺ แปลว่า การกำหนด เช่น สัญญา คือ การเกิดที่มีการกำหนดหมายรู้ด้วย ก็คือ เช่นคำว่า สญฺชาตญาณ ก็คือการปรุงแต่งที่มีอวิชชามากำหนดหมาย ตัว สญฺชาติ นี่เรียกอีกอย่างว่า สันดาน เป็นตัวฝังอยู่ในจิต เมื่อผู้ใดสามารถเข้าใจภาษาแล้วเข้าใจสภาวะถูกตรง การปฏิบัติธรรมจึงเป็นไปได้ จึงเกิดผลจริง ไม่สะเปะสะปะ เลอะเทอะไป เรารู้ปริยัติจากการศึกษา เข้าใจความหมายของภาษา แล้วนำไปปฏิบัติก็ได้ประโยชน์ คนไม่เรียนทำอย่างสะเปะสะปะก็ไม่เข้าร่องเข้ารอย การเรียนรู้คำอธิบายจากผู้รู้ พระพุทธเจ้าท่านจัดให้มี ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ หรือมี ใน ปฏิจฺจสมุปฺบาท อวิชชา ทำให้เกิด สังขาร และ สังขาร ที่ว่านี้คืออะไรบ้าง สังขาร ท่านแปลตื้นๆง่ายๆว่า "การปรุงแต่ง" การปรับปรุงจัดแจง การตกแต่งเป็นอาการจิตอย่างหนึ่ง แม้ทางกายก็มีสังขาร การปรุงแต่ง แต่จะขอข้ามก่อน ในที่จะอธิบายจะหมายถึง สังขารในใจ ถ้าเรามีการกำหนดมุ่งหมาย สญฺเจตนา ให้เกิดได้ทั้งความดีความชั่ว คนที่เรียนรู้ธรรมะก็จะพยายามทำให้เกิดในทางดี ในพจนานุกรมบาลี ท่านแปลกัน ให้ความหมายลึกซึ้ง ในฉบับ ภูมิพโลภิกขุ ท่านแปล "สังขาร" ว่าเป็น สัมประสิทธิ์ทางใจ สัมประสิทธิ์คือสิ่งลึกซึ้งมากทางฟิสิกส์ เขาใช้กันมาจากภาษาอังกฤษว่า Coefficiency มีสภาพเป็นตัวตั้งหรือตัวหลัก เหมือนไฟฟ้าที่มีตัวบวกเป็นตัวตั้ง มีตัวลบเป็นตัวแปร เกิดการพัฒนาเป็นตัวใหม่คือสัมประสิทธิ์ ความจริงที่มีค่าคงที่แล้วก็มีตัวแปร ทุกเวลาทุกปัจจุบันที่ทวารเรากระทบ ก็จะมีการเกิดรับรู้ แล้วก็จะมีตัวใหม่มาเป็นตัวแปร นี่แหละที่ต้องเรียน ตัวที่จะเข้าไปมีพลังงานใหม่ที่จะรับขึ้นมา แล้วเราสามารถแยกแยะว่ามีตัวการ คือกิเลส มาประสมนี่แหละคือเคล็ดวิชาสำคัญที่สุดเลย ต้องอ่านตัวนี้ให้ได้ แม้ไม่มีสัมผัสมันดำริขึ้นมา เป็นตักกะ วิตักกะ ถ้ามีอาการของ กามและพยาบาทขึ้นมา ในนิวรณ์มีกามและพยาบาทเป็นตัวหลัก ส่วน ถีนมิทธะคือการจับตัวเป็นก้อน ส่วน อุทธัจจะกุกกุจจะคือการฟุ้งจับไม่ติด จะลืมตาปฏิบัติก็รู้ ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ ส่วน วิจิกิจฉา คือตัวที่ตัดสินไม่ได้ว่าอะไรกันแน่ ลักษณะของ ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ ซ้อนในกามและพยาบาท กาม คือ ใคร่อยาก ต้องการได้มา เสพสุข เป็นของตัวของตน พยาบาท คือ จองเวรจองกรรม เมื่อได้อะไรมาก็แล้วแต่ ถ้าได้มาแล้วเป็นเราเป็นของเราคือการทำลาย เป็นสภาวะที่มันเป็นภาวะทุกข์หรือเป็นตัวตน เป็นปฏิปักษ์ของความสูญ เพราะทิศทางที่ พระพุทธเจ้า สอน คือต้องไปสู่สูญ ภาวะเป็นตัวตนก็ไม่สูญ ผู้เข้าใจมุ่งหมายคือมี สญฺเจตนา กำหนดที่จะทำตามที่เรารู้ ซึ่งถ้าสัมมาทิฏฐิ ก็ต้องได้มรรคผลแน่นอน แต่ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิ ก็ปฏิบัติสะเปะสะปะเลอะเทอะ แต่ถ้าเข้าใจได้ดีก็จะกำหนดหมายคือ สญฺเจตนา หรือ สัญญา เข้าไปจัดการทำการ สังขาร คือจัดแจงปรุงแต่งปรับปรุง ของพระพรหมคุณาภรณ์ ท่านแปลว่า สภาพปรุงแต่งกาย เท่านั้น แต่ว่า อาตมา ว่า ลมหายใจก็คือองค์ประชุมอันหนึ่งของชีวิต ถ้าขาดลมหายใจก็คือตาย ชีวิตจึงต้องมีลมหายใจเข้าออกเป็นองค์ประกอบของกาย แล้ว กายนี่รวมทั้งลมหายใจและรวมทั้งจิตด้วย ไม่ผิดที่ใครจะแยกกายเป็นอันหนึ่งจิตอันหนึ่ง แต่ในภาคปฏิบัติ ต้องมีกายสังขารที่ต้องเอาทั้งองค์ประชุมภายนอก ที่ทวารสัมผัส แล้วก็ต้องรู้เข้าไปถึงข้างใน แต่ที่จะพิจารณาจัดการเผด็จศึก ต้องไปที่ใจ ไม่ใช่ไปฆ่าเหตุทางกาย เราทำที่ใจ ต่อเนื่องมาจากกาย ในประไตรฯ ล. 16 ที่พ ระพุทธเจ้า ท่านแยกให้ฟังว่าถึงบริบทของ ปฏิจฺจสมุปฺบาท คือต้องทำตามบริบทนี้จึงเป็น ปฏิจฺจสมุปฺบาท อาตมา ตั้งข้อสังเกตว่า ชาติหมายถึงอย่างนี้นะ ภพมี 3 ภพ ที่ต้องเกี่ยวกับทวารนอกไปถึงใจในภพใน ซึ่งภพ 3 อย่างนี้อยู่ในข้อ 8 ของพระไตรฯ ล. 16 คือ [ 8 ] ก็ภพเป็นไฉน ภพ 3 เหล่านี้คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ นี้เรียกว่าภพ ฯ [ 9 ] ก็อุปาทานเป็นไฉน อุปาทาน 4 เหล่านี้คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลพัตตุปาทาน อัตวาทุปาทาน คือต้องเรียนรู้เข้าใจความหมายของคำว่าอัตตา ซึ่งท่านผู้เรียนมามากก็ไปเรียนที่พระพุทธเจ้าว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตา คือทุกอย่างไม่ใช่ตัวตน คือตีทิ้งตัวตนเลย เขาว่ามันไม่ใช่อัตตา แต่ไม่พูดถึงใช่อัตตา คือยิ่งแปลว่าไม่ใช่อัตตาก็คือเป็นคนอัตวาทุปาทานอย่างยิ่งเลย เพราะเขายึดคำว่าไม่ใช่ โดยทิ้งคำว่า ใช่อัตตาไป ก็คืออย่าไปพูดถึงอัตตาเลย แม้แต่คำว่า ใช่ มี เป็น อยู่ ก็อย่าใช้กับอัตตา นั่นคือ นัตถิกะทิฏฐิ คำว่า สัมประสิทธิ์ทางใจ เป็นปัจจัยสำคัญต่อการกระทำ ต่อพฤติที่เกิด และสังขารลึกๆ ท่านแปลในพจนานุกรมบาลี-ไทย ฉบับภูมิพโลภิกขุ ท่านแปลไปถึง อภิสังขาร ซึ่งเป็นคำกลางไปทางดีหรือร้ายก็ได้ แต่ อาตมา จะหมายถึงการสังขารไปในทิศทางดี อภิสงฺขาร, ซึ่ง สงฺขาร เป็นสถานะทางใจที่มุ่งประสงค์ที่จะชักนำการเกิดใหม่โดยเฉพาะ; ซึ่ง ปุญฺญํ, อปุญญํ, อาเญญฺขํ สํ อภิสงฺขโรติ, ถูกจัดรวมเป็นชั้น 3 ชั้น ของ อภิสงฺขาร ซึ่ง สํ เท่ากับ สเญฺเจตนา ; ซึ่ง สํ ในฐานเป็นขนฺธ ถูกใช้ เจตนา(ความจงใจ) แทน คำว่า ปุญญํ ท่านแปลกันทั่วไปคือแปลว่า ดี ซึ่ง อาตมา ว่าไม่พอ ซึ่งในพจนานุกรมบาลี-ไทย ฉบับภูมิพโลภิกขุ ท่านแปลคำว่า ปุญฺญ คือ สนฺตานัง วิโสเธติ ปุนาติ แปลว่า ชำระจิตสันดานให้หมดจด ถ้าเข้าใจถูกต้องว่า บุญ คือการชำระจิตสันดานให้หมดจด ชัดเจนแล้วก็คือตั้งใจเรียนรู้อย่างไรที่จะชำระกิเลส อะไรเป็นเหตุสันดานที่ไม่ดีก็คือ กิเลส ถ้าล้างกิเลสออกไป ก็คือทำจิตให้สะอาดหมดจด แล้วต้องรู้ว่าจะชำระอะไร ชำระทั้งตัวดีและไม่ดีก็ไม่ใช่ เราต้องชำระแต่สิ่งที่ทำให้เกิดอกุศล เมื่อเราสามารถศึกษาทางจิตใจและอ่านสภาวะได้ดี ก็พากเพียรไปเถอะ 7 ปียกไว้ ไม่ได้อรหันต์ก็ได้อนาคามี อาตมา ว่าก็ไม่เก่งนะ บรรยายกันมาเกิน 7 ปีแล้ว ยังไม่มีใครปฏิญาณตนว่าเป็นอรหันต์เลย ก็ไม่ต้องรีบมาบอกอธิบาย อาตมา หรอก ปฏิบัติให้แน่ใจ ซึ่งเลข 7 นี่มีความหมาย เช่นโสดาบัน เกิดอีก 7 ชาติ เป็นโสดาบันขั้นที่ 1 สัตตักขัตตุปรมโสดาบัน ที่จริงมีต่ำกว่านั้นคือ วัฏฏภิรตโสดาบัน คือไปหลงติดสบายชอบความสบายใจ ก็นานจมหลงติดเป็นหลายชาติ โดยศัพท์คือยินดีในวัฏฏะ คือเป็นพวกติดภพติดแป้น สัตตักขัตตุปรมโสดาบัน คือคนไปเข้าใจว่าเกิดตายทางร่างกายอีก 7 ชาติ ซึ่ง อาตมา ว่าไม่ใช่อย่างนั้น ต้องหมายถึง การเกิดแบบ อภินิพพัตติ คือการเกิดของรอบของสังโยชน์ โสดาบันได้พ้นสังโยชน์ 3 ก็ยังเหลืออีก 7 สังโยชน์ เป็นการเกิดของอภินิพพัตติ ไม่ใช่การเกิดของร่างกาย (ไม่ใช่คลอดปุ๊ดจากท้องแม่ 7 ปุ๊ด ก็ได้อรหันต์) ก็เช่นเกิดมาชาตินี้ไม่ได้ปฏิบัติเลยเกิดมาอีก 7 ล้านชาติก็ไม่ได้อรหันต์ ในรอบปรมัตถ์ที่เกิดคือ อภินิพพัตติ คือรอบที่เข้าสู่นิพพานแล้ว แต่ถ้าเกิดอย่าง โอกกันติ คือวนเวียนไปตลอดไม่จบ เราต้องกำหนดหมายให้เกิดไปในทางโลกุตระ ยิ่งอ่านเจตสิกออกก็ลดละ พอลดได้ก็เกิดความจางคลายเป็นขั้นๆ โดยสภาวะของสัจจธรรม ไม่ต้องไปตั้งชื่อเรียกอะไรก็ได้ นี่คืออภิสังขาร ปุญญาภิสังขาร คือทำให้เกิดการชำระกิเลสไปได้เรื่อยๆ เป็น เสขบุคคล ผู้ที่ไม่มีภูมิไปโลกุตระจะปุญญาภิสังขารไม่ได้ เมื่อปุญญาภิสังขารได้จนหมดกิเลสก็ไม่ต้องชำระกิเลสแล้ว คือ อปุญญาภิสังขาร คือพระอรหันต์ ถึงขั้นนิโรธ ถึงขั้นจบ เราก็ยังไม่จบทีเดียว ต้องทำต่อเป็น อเนญชาภิสังขาร ให้ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ทำอาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง จนได้ นิจจัง ทุวัง สัสตัง อวิปริณามธัมมัง อสังหิรัง อสังกุปปัง สังขาร 4 นั้นคืออิทธิบาทที่มีสังขาร 4 ฉันทสมาธิปทานสังขาร วิริยสมาธิปทานสังขาร จิตตสมาธิปทานสังขาร วิมังสาสมาธิปทานสังขาร นี่คือสังขาร 4 ฉันทิทธิบาท วิริยิทธิปาท จิตติทธิปาท วิมังสิทธิปาท คือสังขารต่อพากเพียรต่อไปให้เกิดผลของอิทธิวิธี คือมีหลากหลายวิธี ทำไปจะเก่งอิทธิวิธญาณ หรือจะแปลว่าสัมประสิทธิ์ทางใจก็คือสิ่งที่มีทั้งตังคงที่และตัวปรุงแต่ง รวมแล้วเป็นสังขาร ที่จริงสังขารนี้มีตัวเวทนากับสัญญาเป็นตัวทำงาน สภาพของสังขารคือปรุงแต่งให้ดีหรือชั่วได้ เป็นโลกียะหรือโลกุตระได้ทั้งนั้น สภาพปรุงแต่งใจให้ดีในปรมัตถ์คือสภาพเป็นอาริยะ เรียนรู้การสังขารให้ถึงจิตจึงจะถูกทาง สังขาร หมวดหนึ่งคือ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร อีกหมวด คือ กายสังขาร จิตสังขาร และวจีสังขาร ซึ่งวจีสังขารนั้นไม่ใช่วจีกรรม ส่วนจิตสังขารคือการสังขารในจิตภายใน ซึ่งเนื่องมาจากกาย ส่วนวจีสังขารต้องเรียนรู้ใน สังกัปปะ 7 (ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา วจีสังขารา) เราจะเรียนรู้คำพูดในจิต เราปรุงปุ๊บก็เป็นภาษาที่เรามีในจิตเลย เร็วไว คุณจะยับยั้งหรือไม่ก็อยู่ที่คุณ ถ้าไม่ยับยั้งออกมาก็เป็นกายกรรมหรือวจีกรรมเลย เราต้องเรียนรู้วจีสังขาร อย่างต้องรู้ดี ถ้ารู้ไม่ดีก็กั้นไม่ทัน ซึ่งโดยอวิชชาเขาก็กั้นไว้ได้ แม้คนดีคนชั่วก็กั้นไว้โดยสัญชาติญาณ ยิ่งผู้มีสำนึกมารยาทสังคมรู้ว่ากรรมอย่างนี้ไม่ดีก็ไม่แสดงออกมาได้ เราปรุงเป็นคำพูดในจิต ผู้ที่ศึกษาจะพยายามจัดการคำพูดในใจ ให้เป็นสัมประสิทธิ์ที่ไม่มีตัวแปรที่เลวร้ายคือตัวกามหรือตัวพยาบาท ไม่ให้มาปรุงแต่งร่วม สังขารก็จะ ส ะอาด วจีสังขารก็สะอาด เพราะคุณกำจัดถูกต้นทาง ถูกสมุทัย ถูกต้นกำเนิด สังกัปปะ 7 นี้คือตัวที่ต้องเรียนรู้ให้เป็นสัมมาทิฏฐิ ถ้าไม่เข้าใจก็ยิ่งโมเม จะเป็นวิกขัมภนปหานเสียส่วนใหญ่ มันไม่รู้ตัวจริง ถ้าไม่ชัดเจนสัมมาทิฏฐินั้นยาก ที่ท่านว่า 7 ปียกไว้ นั้นต้องเข้าใจชัดเจนอย่างนี้ด้วย พวกเราเข้าใจแล้วก็ไม่น่าจะช้านาน เหลือแต่เราพากเพียรเพียงพอไหม ถ้าพากเพียรได้แน่ ต่อไปเป็นการตอบประเด็น sms 7691 อยากได้หนังสือคำแปลภาษาบาลีจะหาได้ที่ไหน ตอบ ก็คือพจนานุกรมไทยบาลี ก็ตามร้านค้าหน้าวัดบวรฯ หรือร้านอื่นๆก็มี สงสัยว่าอภิสังขารมี ๓ คือ แล้วเหตุใดไปอยู่ในมาร ๕ ข้อ อภิสังขารมารได้ ตอบ ที่จริงมาร 5 ที่แยกไปนั้นเป็นอรรถกถาจารย์ ในวิสุทธิมรรค 1 . กิเลสมาร (มารคือ กิเลส) 2 . ขันธมาร (มารคือ เบญจขันธ์) ที่เราต้องคอยบำเรอ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เราโง่บำเรอมัน มารก็เลยโต มีแต่กิเลส ความไม่รู้ทำให้ขันธ์ที่เราอาศัยเป็นมาร เช่นผู้หญิงติดรูปขันธ์มาก เป็นเวรภัย เขาอดทนเพื่อรูปสวยมากมายเลย 3 . อภิสังขารมาร (มารคือ อภิสังขาร ที่ปรุงแต่ง-ครีเอทให้เกิดความหลงผิด ฯลฯ) อภิ แปลว่า ยิ่ง แต่นี่ท่านไปแปลเป็นทางมาร คือเราไปปรุงแต่ง(อภิสังขาร)ที่มันเลวร้าย คือมารที่ไม่ดีไม่งาม 4 . เทวปุตตมาร (มารคือ เทพบุตรลวงโลก) คือหลอกคนว่าเป็นเทพบุตร เทพธิดา แต่งตัวสวยก็เป็นเทวปุตตมาร เจตนาอย่างโง่ๆแล้วก็ชวนกันว่าดี เช่นมารวยสิ นี่ก็คือมารแล้ว พาไปทุกข์ยากแล้ว แต่ถ้ามาเรียนรู้อย่าไปยึดความรวย ถ้าเราสามารถก็เกิดลาภตามธรรมเอง ไม่ต้องไปลงรวยเป็นเป้าหมายหรอก เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก ที่พูดนี่ว่าไม่ให้ไปรวยนี่เข้าใจยาก ดีที่มีในหลวงท่านตรัสให้มาจน ซี่งผู้ที่จะมีพระปัญญาธิคุณเช่นนี้ท่านไม่ใช่คนธรรมดา ขนาดคนศึกษาธรรมะยังไม่ชัดเลย แต่นี่ท่านตรัสต่อสาธารณชนเลย ว่าใครมีภูมิธรรมอย่างไร 5 . มัจจุมาร (มารคือ ความตาย) ระวังจะตายก่อนเจริญ ชีวิตนี้ไม่เที่ยง มัจจุมารมาก็ตัวใครตัวมัน มีคนๆหนึ่งเขากำลังฝึกสติปัฏฐาน ๔ แล้วเขียนข้อความนี้ "จงเลิกเป็นอะไรๆที่เคยเป็นมาทั้งหมด เป็นรู้อย่างเดียวเท่านั้น" เป็นเคล็ดวิชาสำหรับเขา ตอบ ก็ไม่ง่าย รู้อย่างเดียวนี่มีรู้ผิดรู้ถูกได้ทั้งนั้น ที่จริงต้องรู้ตั้งแต่กาย และแยกแยะสมุทัยได้ รู้อันนี้แหละที่ควรรู้ ที่เรารู้มาตั้งมากมายพาทุกข์ก็มากแล้ว 9689 นิวรณ์ธรรมทั้ง ๕ คือผลของกรรมที่มารบกวนใจใช่ไหม ตัวที่ทำเราทุกข์รบกวนเราคืออุปาทานใช่ไหม ตอบ นิวรณ์ ๕ จะบอกว่าคือผลของกรรมก็ถูก คือวิบาก ตัวที่สังสมยึดอยู่ก็คืออุปาทาน มันขึ้นมาก็รบกวนจิตใจ ขึ้นมาเมื่อไหร่ก็คือตัณหา ถ้ามันสงบนิ่งอยู่ก็คือ อาสวะ อนุสัย ถ้ากำจัดตัวเหตุได้ อุปาทานก็ลดด้วย อิตถีภาะว ปุสิสภาวะ เกิดในเฉพาะหญิงหรือชายได้ไหม หรือมีทั้งสองอย่างในชายและหญิง และอยู่ในจิตระดับใด ตอบ อย่างหยาบคือ ผู้หญิงก็มีอิตถีภาวะ ชายก็มีปุริสภาวะ แต่ในความละเอียดก็มีทั้งสองอย่างในคนเดียวเลย ซึ่ง conscious คือจิตสำนึกสามัญ subconscious คือจิตใต้สำนึก Unconscious คือจิตไร้สำนึก ถามว่าสองอย่างนี้เป็นจิตระดับไหน ก็เป็นได้ทั้งสามระดับ พุทธเราเรียนรู้จิตสามัญนี่แหละก่อน คือเรียนรู้ในการสัมผัสทาวรนอก พอไม่มีกิเลสภายนอก จิตระดับ ใต้สำนึกก็จะมาเป็นจิตสามัญสำนึก ในอนาคามีท่านฆ่ากิเลสระดับสามัญได้ ก็อยู่กับจิตใต้สำนึก ถ้าท่านฆ่ากิเลสในจิตใต้สำนึกได้ จิตไร้สำนึกก็จะมาเป็นจิตสำนึก จนล้างหมดอย่างอยู่กับโลกเปิดตาเปิดทวาร ๕ ในชีวิตสามัญเลย ทำไมพระเทวทัตจึงอาฆาตพระพุทธเจ้า ตอบ ถ้าคุณอ่านชาดก ๕๐๐ ชาติจะรู้ว่าเทวทัตจองเวรจองกรรมกับพระพุทธเจ้าไม่รู้กี่ร้อยชาติ จะเห็นเลยว่าชาตินั้นชาตินี้คนนี้คือเทวทัต คนนี้คือเรา คือทำชั่วทำเลวกับพระพุทธเจ้านับครั้งไม่ถ้วนเลย เป็นเรื่องของจิตของผู้อวิชชา แล้วไม่สำนึกยิ่งอาฆาตมาดร้ายจองเวรจองกรรม อาฆาตผู้เจริญอีก ก็สุดท้ายหมดสิทธิ์เป็นพระพุทธเจ้าเลย เพราะทำอนันตริยกรรม ก็ต้องไปถามพระเทวทัตเอง ของใครกับใครก็ไม่ควรจองเวรจองกรรมกัน เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ คืออย่างไร ตอบ เป็นส่วนแห่งบุญ คือเกิดส่วนเกิดภาคที่เป็นบุญ (ปุญญภาคิยา) คือส่วนที่ทำให้เกิดการชำระจิตสันดานให้หมดจด เมื่อคุณเป็นเสขบุคคลก็ได้ส่วนแห่งบุญสะสมไปอย่างสัมมาทิฏฐิ จนกว่าจะเป็น อปุญญาภิสังขาร เป็นอเสขบุคคล ก็ได้ผลแก่ขันธ์ คือได้มรรคผลได้ขันธ์ที่สะอาดขึ้นๆ สังคมนับแต่วันนี้ไปจะแย่ลงทุกวันๆใช่ไหม ตอบ ใช่ โลกกำลังเดินสู่กลียุค เดินสู่ไฟประลัยกัลป์ เพราะมนุษย์ทำให้โลกเสื่อมเป็นตัวเหตุ พ่อครูเคยพูดแม้แต่การสร้างจรวดออกนอกประเทศก็ทำให้แกนโลกเปลี่ยน จรวดเป็นแรงขับโลกด้วย เป็นแรงสะท้อนกลับ ยิ่งแรงมากยิ่งมีการแปรเปลี่ยนมาก มนุษย์ทำโลกให้วิกฤติ นั่นคือวัตถุ แต่เรื่องจิตใจคนจะเลวร้ายลงเรื่อยๆ เราต้องรีบปฏิบัติจะได้ไม่เป็นเหตุ และไม่ตกในบ่วง จะไหลไปหามิตรดี พระพุทธเจ้าสอนว่ามนุษย์และสัตว์เวียนว่ายตายเกิดท่านสอนมา ๒๖๐๐ ปีแล้ว มาวันนี้วิทยาศาสตร์ก้าวหน้ากำลังส่งคนไปดาวอังคาร หมายความว่าใช่มีแต่โลกนี้เท่านั้น มีดาวอังคาร หรือว่าเวียนว่ายในดาวอังคารไปแล้วไปลับ วิทยาศาสตร์เจริญสวนทางกับที่พระพุทธเจ้าสอนใช่ไหม ตอบ พ่อครูเคยอ่านพบว่า นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า ชีวะมันเกิดก่อนโลกนี้เกิด ชีวะมีอยู่ในมหาจักรภพนี้ นี่คือโวหารภาษา พ่อครูสื่อให้เข้าใจไม่ให้ติดยึดภาษา ต้องชัดเจนว่า โลกอย่างลูกโลกนี้ที่หมุนเวียนในมหาจักรวาล แต่จะมีโลกลูกไหนที่มี การเจริญจาก อุตุ พีชะ จิต กรรม ธรรมะได้ คำตอบก็คือจะบอกว่าที่พระพุทธเจ้าค้นพบสวนทางวิทยาศาสตร์หรือไม่นั้น ไม่ใช่ วิทยาศาสตร์ยังค้นไม่เจอต่างหาก พ่อครูคะวานนี้พ่อครูประชุม ๓ บริษัท ดิฉันเห็นกิเลสคนที่แสดงให้ดู และคำสอนพ่อครูได้ข้อสรุปว่า เรามาปฏิบัติธรรม เรามาเอาภาระตัวเรา ปฏิบัติที่ตัวเรา ฝึกตัวเรา กิเลสของเรา โดยมีเพื่อนร่วมทางที่มาทำร่วมกัน เราเอาภาระกิเลสตัวเองก็พอประมาณแล้ว การจะเอาภาระกิเลสคนอื่นก็ต้องระวังใช่ไหม เอาแต่ชี้กิเลสคนอื่นจะพลาดกิเลสตน ตอบ ใช่ พระพุทธเจ้าสอนให้ทำนาตนเอง จะมีเมตตาอะไรปานนั้น พระพุทธเจ้าว่าให้ทำคุณอันสมควรของตนก่อนพร่ำสอนคนอื่นจึงไม่มัวหมอง แล้วให้พูดสิ่งที่ตนเป็น เป็นในสิ่งที่ตนพูด พระขี่รถเก๋งได้ ส่วนรถเครื่องขับได้บ่ครับ ตอบ เรื่องนี้เป็นเรื่องเสี่ยง คือรถนี่มันพลาดได้ ดีไม่ดีชนคนตายได้ หรือบาดเจ็บได้ ไม่ใช่เรื่องที่พระพุทธเจ้าอนุญาตหรือห้ามไว้ ต้องใช้มหาปเทส ๔ ในสมัยนี้ต้องพิจารณาตามควร พ่อครูก็ขับอยู่ ขับรถเล็กๆในสัดส่วนข้างในพวกเรา ต้องระมัดระวัง ไม่หวือหวา แต่มอเตอร์ไซค์ไม่ได้ขับเขาไม่ได้เอามาให้ ส่วนจักรยานก็มีหลายคันเอาให้คนอื่นบ้าง ตอบตายตัวไม่ได้ เด็กขี้เกียจทำไงดี ผีมีจริงไหมคะ ขี้เกียจมากๆก็ตี ตอบ ตีก็ต้องตีอย่างไม่มีอารมณ์โกรธ ถ้าจะตีต้องให้รู้ว่าจะตีนะมีความผิดอย่างไร ตีให้เจ็บเพราะที่จะให้เสียหายนั้นมากกว่าที่ตี ครูที่เป็นคู่กรณีเด็กก็ไม่ให้ตี โดยให้พิจารณากันในคณะประชุมแล้วกำหนดคนตี สัมมาสิกขาเรามีการตี เด็กไม่ดีเราก็ตี เป็นการสอนธรรมดา ใช้สัญชาติญาณเจ็บมาสอนคน แต่ถ้าตีด้วยสิ่งไม่ดีก็ไม่ควรตี ผีคือจิตที่ไม่ดีไม่งาม ส่วนผีที่อยู่นอกตัวคือผีหลอก ผีเท็จไม่จริง ดังนั้นผีคือจิตวิญญาณไม่ดี มันไม่มีรูปร่างหรอก ผีหลอกจริงๆน่ะไม่มี ผีจริงๆนั้นไม่มี ถ้าล้างแล้วก็ไม่มีในตัว ขณะนี้กิเลสกำลังแสดงฤทธิ์ มีกำลังมาก เราเฉโก ทำอย่างไรจะจัดการตัวเฉโก (เมาอาหาร ชอบนอน ไม่ชอบวุ่นวาย ชอบนิ่งๆ) ตอบ กำปั้นทุบดินให้มาเรียนรู้ธรรมะให้สัมมาทิฏฐิ สักกายะกับอัตตาต่างกันหรือไม่ ตอบ ต่างกันโดยพยัญชนะ คำว่าสักกายะคือผู้ปฏิบัติมีญาณปัญญาอ่านตัวตนนั้นออกคือรู้สักกายะ คือผู้พ้น สักกายะทิฏฐิ สักกายะคือวิสามัญนาม ส่วนอัตตาคือสามัญนามเป็นตัวกว้าง สักกายะคือกิเลสที่จับตัวมันได้ เมื่อมันเล็กลงก็คือเห็นอัตตานุทิฏฐิ ๑.ผมเห็นด้วยที่พ่อครูจะสร้างบุญนิยมคอมเพล็กซ์ แล้วจะสร้างพระพุทธรูปที่บ้านราชฯ ๒.ผมว่าน่าจะสร้างบุญนิยมคอมเพล็กซ์ที่กทม. ๓.ผมจะตั้งใจถือศีล ตอบ อนุโมทนาด้วย ตอนแรกก็ว่าจะสร้างที่กทม. แต่ว่าต่อไปก็มีการเปลี่ยนแปลง คอมเพล็กซ์ คือเอามารวมกันไว้ อย่างคอมเพล็กซ์ที่เขาสร้างเป็นสถานบันเทิงอย่างลาสเวกัสก็มอมเมากันเต็มที่ แต่คอมเพล็กซ์ของเราจะรวมพฤติกรรม อาชีพการงาน ของบุญนิยม ตรงข้ามกับโลกียะ ...จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน