560317_รายการวิถีอาริยธรรม โดยพ่อครูและส.ฟ้าไท เรื่องดับตัณหาในเวทนาจนเกิดอปุญญาภิสังขาร.docx
เนื้อหาในไฟล์
560317 รายการวิถีอาริยธรรม โดยพ่อครูและสมณะฟ้าไท ราชธานีอโศก เรื่อง ดับตัณหาในเวทนาจนเกิดอปุญญาภิสังขาร สมณะฟ้าไท… วันนี้ วันที่ 17 มีนาคม 2556 ดำเนินรายการ ที่บ้านราชฯ ตอนนี้ในเวลาไม่ถึง 1 เดือน ก็จะ มีงานตลาดอาริยะ ที่ราชธานีอโศก เป็นตลาดที่ขายสินค้าในราคาต่ำกว่าทุน สิ่งที่จะขาดทุนได้มาก คือปุ๋ย จาก 280 บาทเหลือ 180 บาท ซื้อได้คนละ 2 ตัน นำบัตรประชาชนมาด้วยในการซื้อ และยังมีกสิกรรมแฟร์ มีพืชผักหลายชนิด ให้ชม ใช้เวลา 1 เดือนเศษ ในการเนรมิต ไม่ได้ใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมีแต่อย่างใด เป็นการพิสูจน์ศักยภาพของชาวอโศก เหมือนใช้คาถาเสกขึ้นมา ที่ผ่านมามี คุณ 8705 โต้แย้งมา พ่อครูก็ได้นำมาตอบประเด็น คนชมก็เลือกเอาว่าสิ่งไหนเป็นธรรมวาที สิ่งไหนเป็นอธรรมวาที เป็นการปรับปวาทะ ทำให้เราคนฟังหรือสาวกได้ชัดเจนขึ้น พ่อครูว่า...ขอใช้คำนี้ คือคำว่า ปรัปปวาทะ เป็นคำกล่าวนำ ที่พูดกันนี้ บางคนว่าเป็นการแย้ง หรือการเถียง ในการแย้งเราก็แย้ง ในการเถียง คือการเอาชนะคะคานกัน แต่แย้งคือเชิงวิจัยวิจารณ์ทำให้เข้าใจได้ดีขึ้น พระพุทธเจ้า ใช้คำว่า ปรัปวาทะ มีคำว่า ปร กับ วาทะ คำว่า ปร คือเป็นอื่น วาทะ คือคำพูด ถ้าคำพูดใดที่เป็นอื่นไปจากคำสอนพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านก่อนปรินิพพาน ท่านได้ตรัสไว้ว่า ภิกษุผู้เป็นสาวกของเราจักยังไม่เฉียบแหลม ไม่ได้รับแนะนำ ไม่แกล้วกล้า ไม่เป็นพหูสูต ไม่ทรงธรรม ไม่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ไม่ปฏิบัติชอบ ไม่ประพฤติตามธรรม เรียนกับอาจารย์ของตนแล้ว ยังบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำให้ง่ายไม่ได้ ยังแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ข่มขี่ปรัปวาทะ ที่บังเกิดขึ้นให้เรียบร้อย โดยสหธรรมไม่ได้ เพียงใดเราจักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ คือแสดงธรรมข่มขี่ อย่างปาฏิหาร
อ่านต่อ
ิย์ด้วย ทำให้เกิดความเรียบร้อยมีความเข้าใจ แม้ถึงขนาดที่ผู้ที่แย้งมา เกิดความเข้าใจได้ แต่อาตมา ไม่แน่ใจว่า คุณ 8705 จะเข้าใจได้ ทั้งที่เรามีสหธรรม คือผู้ที่มาร่วมกันรวมกันอย่างชาวอโศก มาเป็นหมู่กลุ่มเลย มีพฤติพุทธ สุขสบายไม่มีการแย่งชิง อย่างโลภ โกรธ หลง สังเกตุได้ เราไม่เหมือนกับชาวโลกเขา เราแสดงทั้ง กาย วาจา ใจ แก่โลกเขา เราทำเสียสละเพื่อคนอื่น ไม่ไปแย่งชิงเขาอย่างแท้จริงเลย คุณ 8705 sms มาเมื่อวานนี้ว่า _0888705xxx ถ้าพระทั้งหลายในอดีต ตีความธรรมะเพี้ยนแบบพธร.. พุทธศาสนาย่อมเจ้งไปแล้ว! _0888705xxx นักธุรกิจโกงเมืองกับนักบวชที่ปาราชิกแล้ว..ย่อมไม่อยาก ให้มีขุมนรกจริง! _0888705xxx ถ้าพระทั้งหลายในอดีตแปลธรรมะมั่วแบบพธร… ป่านนี้พุทธศาสนาก็คงเจ้งไปแล้ว! พ่อครูว่า..... คุณไม่มีภูมิรู้เองว่าพุทธศาสนามันเพี้ยนไปแล้ว มันสมบูรณ์ไปด้วยโลกธรรม ด้วยอวิชชาเต็มไปหมด มันเหมือนกลองอานกะ มีชื่อว่าศาสนาพุทธ แต่เนื้อไม่ใช่กลองอานกะแล้ว เหมือนพุทธแต่ก็ยังเรียกว่า กลองอานกะยังเรียกว่าพุทธ เช่นเดิม แต่ก็ไม่ขอรับ ถ้าเขาจะยกมาเป็นแบบเราเลย เพราะเรารับไม่ไหว คุณต้องเรียนรู้ ให้สัมมาทิฏฐิ แล้วปฏิบัติให้มีมรรคผลพอสมควร จึงมาอยู่กับชาวอโศกได้ ถ้าคุณบอกว่า อาตมาตีความเพี้ยน นั้นเป็นการใส่ความ เพราะถ้าพลเมืองเรามีการนับถือศาสนาพุทธ 95 เปอร์เซ็นต์ บ้านเมืองเราไม่แย่ขนาดนี้หรอก เพราะที่บริหารบ้านเมืองทุกวันนี้ เป็นลูกศิษย์ลูกหาของใคร แต่อาตมาเราไม่ค่อยให้ใครเรียกว่าอาจารย์ มีเรียกว่าครู คือพ่อครู และที่ต้องบอกแสดงว่า เป็นโพธิสัตว์ เพราะจะเป็นต้อง พูดข่มขี่ปรับปวาทะ ให้เรียบร้อยโดยสหธรรม อย่างที่พวกเรามาฟังนี่แหละ ในทุกอิริยาบถอยู่ สำเร็จอิริยาบถอยู่ ให้เข้าใจว่ามนุษย์ที่เป็นพุทธอยู่อย่างนี้ เสียสละหรือเอาเปรียบอย่างไร สงบสุข ไม่เดือดร้อนอย่างไร เป็นอาริยะอย่างไร คนที่มีปัญญาจะอ่านออก จำเป็นต้องเปิดเผย ไม่ได้ยกตัวยกตน แต่เพื่อแสดงปาฏิหาริย์ข่มขี่ปรับปวาทะ ให้เรียบร้อยโดยสหธรรม มันเป็นปาฏิหาริย์เพราะเป็นไปได้ยาก ไม่น่าเชื่อยิ่งกว่าแสดงกายธรรม ที่มีคนมาอยู่เป็นหมู่กลุ่ม เป็นหมู่บ้าน อ.พิภพ ว่า ถ้าประเทศไทยเรามีหมู่บ้านอย่างอโศกกระจายอยู่ทั่วประเทศ ไทยเราจะดีขึ้นไม่น้อยเลย ซึ่งอาตมาว่าเราจะอยู่กันกระจายเป็น ข่ายแห (Pyramidal web) มีลักษณะจนกระจุก รวยกระจาย แต่ทุนนิยม รวยกระจุก จนกระจาย แม้แต่ในสังคมพระ ผู้ที่เป็นใหญ่จะรวย รัฐบาลไม่เข้าใจ ก็ไปให้เงินเดือนพระอีก ก็ นิสสัคคียะปาจิตตีย์ สมณะฟ้าไทว่า… ถ้าไม่ให้ก็ไม่มีพระ.... พ่อครูว่า… ให้หมดไปเลยดีกว่าเป็นอย่างนี้ สมณะฟ้าไทว่า…แต่ก่อนเราก็ไปวัด แต่สังคมก็แย่ลงๆ เปรียบเทียบกับ ที่มาอยู่กับพ่อครู ได้เห็นสังคมพัฒนา ตัวเราก็เห็นแก่ตัวน้อยลง เสียสละเพิ่มขึ้น สังคมก็ดีขึ้นได้ มีคุณ 8705 sms มาซ้ำว่า _0888705xxx ถ้าพระทั้งหลายในอดีตแปลธรรมะมั่วแบบพธร. ป่านนี้พุทธศาสนาก็คงเจ้งไปแล้ว! ก็ส่งมาซ้ำ ๆ ซึ่งพ่อครูไม่เอาชนะคะคาน แพ้ได้ แต่ก็ยืนยันสัจธรรมไป ก็ขอบคุณที่ส่งมาเพื่อให้เป็นประเด็น เป็นเหตุปัจจัยให้เรามาอธิบาย และยังมีมาว่า _0888705xxx ชาวอโศกรู้ได้อย่างไรว่ากระทะทองแดงในขุมนรกไม่มีจริง เคยตายมาแล้วหรือ? พ่อครูว่า… ขอตอบตรงๆ ว่า อาตมาเคยตาย คุณเองไม่เคยตายก็เรื่องของคุณ นี่เป็นลักษณะของอุจเฉททิฏฐิ ทำไม่แค่เดาว่าคุณเชื่อไหม ที่พระพุทธเจ้าว่าเวียนเกิดเวียนตาย ทำไม่เราจะไม่เคยตาย แต่ตายด้วยอวิชชามันก็ไม่รู้ แต่อาตมาว่า อาตมาเคยตาย แต่ตายด้วยวิชชา สามารถรู้รูปธรรม นามธรรม ของจิตได้ ไม่ใช่ตายอย่างปุถุชนที่ต้องไปรับวิบาก แต่อาตมาเคยตายอย่างมีสติสัมปชัญญะ เมื่อตายไปจิตวิญญาณจะไม่มีสรีระรูปร่างอะไรหรอก แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ดูถูกนรกที่เป็นรูปร่าง เพื่อให้คนที่ยึดถือสมมุติสัจจะได้กลัวบ้าง แต่จิตวิญญาณนั้น อสรีรัง เอกจรัง ไม่ได้เดา แต่ยืนยันหลักฐานตามพระพุทธเจ้า อาตมาสามารถที่จะมีเช่นนั้นจึงเอามาพูด ทั้งที่ค้านกับคนทั้งบ้านทั้งเมือง เพราะมันเพี้ยนเป็นกลองอานกะไปแล้ว จำเป็นต้องแสดงปาฏิหาริย์ข่มขี่ปรับปวาทะ ให้เรียบร้อยโดยสหธรรม แสดงทั้งตัวเอง และพวกคุณที่มาเป็นสหธรรม ไม่ได้เถียงเพื่อเอาชนะด้วย แต่พูดด้วยเหตุผล อาตมาไม่ได้ปฏิเสธนรกว่าไม่มี เคยมีคนอ้างพระไตรฯ บอกว่านรกมีจริงแบบมีภูมิศาสตร์ มีดินน้ำลมไฟเลย แต่มีพวกเราไปค้นพระไตรฯ ปรากฏว่า พระองค์ทรงเปรียบเป็นอุปมาอุปไมย แต่มีสิ่งที่เปรียบเทียบไม่ได้เลยคือ นิพพาน คือนัตถิอุปมา นอกนั้นอุปมาอุปไมยเปรียบเทียบได้หมด คนที่ไม่รู้ก็ไปจับเอาสิ่งที่อุปมาอุปไมยมาเป็นจริงเป็นตัวเป็นตนไป คุณ 8705 มาอีกว่า _0888705xxx นักธุรกิจโกงเมืองกับนักบวชที่ปาราชิกแล้ว..ย่อมไม่อยากให้มีขุมนรกจริง! พ่อครูว่า… ก็จริง นักบวช นักธุรกิจโกงเมือง ที่ชั่วเขาก็รู้ว่าทำชั่ว เขาก็ไม่อยากให้มีนรก แต่นักบวชที่ไม่ปาราชิกจะไม่กลัวนรกเลย เพราะมีกำลัง 4 พ้นภัย 5 แล้ว พ้นทุคติภัยคือนรก ไม่ได้กลัวเลย ไม่ได้อยากหรือไม่อยากมี เพราะนรกก็มีอยู่ตลอดสำหรับผู้ที่มีภูมิตกนรก จะปฏิเสธก็ไม่ได้ แม้คุณจะเข้าใจผิด เช่นคนที่ฆ่าสัตว์ หรือเดรัจฉานฆ่ากัน (โพธิสัตว์ที่ไปเป็นเดรัจฉานจะไม่ทำบาป ไม่เหมือนเดรัจฉานทั้งหลาย) อาตมาไม่ได้เดา แต่พูดด้วยความจริงของตน ผู้ที่เป็นนักบวชไม่ปาราชิก มีปัญญา จะรู้และพ้นภัย ทั้งมรณะภัย ทุกคติภัย ปาริสสารัชชภัย (ไม่สะทกสะท้านในบริษัท) อาสิโลกภัย (กลัวคนติเตียน) ไม่ใช่หน้าด้าน เดี๋ยวนี้ คุณ 8705 ไม่ค่อยด่าหยาบแล้ว ก็พัฒนาขึ้น ที่ว่าพระพุทธเจ้ายืนยันว่า นรกสวรรค์ที่มีตัวมีตนไม่มีจริง...แต่คือการอุปมาอุปไมยนั้น มีอยู่ในพระไตรปิฏก เชิญไปค้นดูได้ _0888705xxx เดี๋ยวนี้มหาจำลองเอาเข็มเทียนแห่งธรรม (หรือเข็มทองแห่งธรรม!) มอบแก่ผู้บริจาคเงินให้ ASTVแล้ว แต่บังคับว่าจะต้อง 10000บาทขึ้นไปเท่านั้น ถึงจะมีสิทธ์ได้รับเข็มเทียนแห่งธรรม! ซึ่งนั่นก็แสดงว่า..เข็มทองแห่งธรรมที่พธร.เคยบอกว่าเป็นสัญลักษณ์ ของผู้บรรลุโลกุตระ! ฉะนั้น จะมอบให้เฉพาะแก่ผู้บรรลุโลกุตระแล้วเท่านั้น เช่นว่า ถ้าใครได้ 1 เข็มทอง ก็=ผู้นั้นเป็นโสดาแล้ว ถ้าใครได้ 2 เข็มทอง ก็=ผู้นั้นเป็นสกิทาแล้ว ถ้าใครได้ 3 ทอง ก็=ผู้นั้นเป็นอนาคาแล้ว อย่างนี้เป็นต้น แต่แล้วเพราะเหตุใด..นอกจากพธร.จะใช้เข็มทองเพื่อล่อให้สาวกบริวาร หลงติดอยู่กับลัทธิของตัวเองแล้ว..เดี๋ยวนี้มหาจำลองก็เลยเอาอย่างพธร.บ้าง ด้วยการเอาลาภแลกลาภ! แต่บังคับว่า จะต้องบริจาคหมื่นบาทขึ้นไป ถึงจะมีสิทธ์ได้รับเข็มทอง ฉะนั้นจึงแปลความเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากว่า..ถ้าใครบริจาค 10000บาทขึ้นไป ก็เป็นโสดาได้แล้ว! เพราะว่ามีเข็มทองแห่งโลกุตรธรรมเป็นสัญ-ลักษณ์นี่ไง! จึงถามหน่อยว่า เดี๋ยวนี้ มหาจำลอง จะยึดเอาธุรกิจศาสนาของพธร..มาแปลงเป็นธุรกิจการเมือง เลียนแบบมหาทักษิณณ.ดูไบ แล้วหรือ? สรุปว่า ถึงพธร.จะถูกกล่าวหายังไง..แต่สะยังอภิญญา ระดับศรีธนญชัยของพธร. ก็คงจะสามารถหาข้อแก้ตัวไปได้แบบน้ำขุ่นๆอยู่แล้ว..ชิมิๆ สวัสดีเข็มทอง _0888705xxx ถ้าอยากรู้ว่าเดียถีในสมัยพุทธกาลเป็นยังไง..ก็ดูได้จากกลุ่มอโศกนี่แหละ! พ่อครูว่า… จำเป็นที่จะไม่อธิบายไม่ขยายความ เพราะเป็นจิตวิทยา ในภูมิสังคมของอาตมา ถ้าไปอธิบายไปเปิดเผย จิตวิทยานี้ก็ด้านไปหมด ไม่หลงลมไปเปิดเผย แต่ขอยืนยันว่า มีผลสำเร็จโดยไม่ต้องจ่ายเงิน เหมือนคุณจำลอง ในบริบทสังคมคุณจำลอง กับของอาตมานั้นคนละบริบทจ๊ะ ของคุณจำลองเป็นแนวกว้าง แต่ของอาตมานั้นคนที่มา ได้รับการคัดมาระดับหนึ่ง อย่ามั่วมามอบให้อาตมา น้ำของอาตมาใส แต่ตาของคุณ ขุ่นต่างหาก _0888705xxx อสังขาริกหมายถึงไม่ต้องมีผู้ชักชวน! แต่พธรกลับไปแปลเพี้ยนเป็นอย่างอื่น พ่อครูว่า…เดิม โบราณาจารย์แปล ท่านพรหมคุณาภรณ์ แปล อสังขาริกะ คือไม่ถูกชักจูงจากภายนอกแล้ว แต่ของอาตมาขยายความ แปลว่าไม่ถูกชักจูง ลากจูง จากภายนอกคือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส จากมนุษย์โลก ดึงออกไป พาไปสู่โลกแล้ว เขาแปลตามพยัญชนะ เป็นการยึดตัวอักษร แต่ไม่มีสภาวะ ก็แปลไม่ถูกปรมัตถ์ ก็น่าสงสาร มีคนที่ทนไม่ไหวฟังรายการอาตมา แล้วส่งความเห็นมาว่า _คิดอย่างนี้ บาปหรือไม่ครับ?...ยิ่งนานวันคนมิจฉาทิฏฐิที่ตั้งใจจะสร้างปัญหา สะสมปัญหา จนยากที่คนผู้ตั้งใจเอาภาระสังคมต่างเมื่อย จนคิดจะถอดใจ ถ้าหากสังคม สามารถมีผู้ที่ใจเด็ดแบบนักบินญี่ปุ่น เมื่อครั้งสงครามที่เมื่อรู้ว่า เทคโนโลยีตน เครื่องบินของตน สู้ข้าศึกไม่ได้ โดยตนจึงเต็มใจ นำชีวิตตน จักต้องแลกชีวิตผู้บุกรุก จากการโดนยิงให้ตก และก่อนจมลงในมหาสมุทร ก็ฮึดสู้พุ่งชนเรือข้าศึก พร้อมสละชีวิต นั่นคือ ยุทธวิธีคะมิกาเซะ ที่ถาม เพราะคนมิจฉาทิฐิ จะรู้ดีว่า ความชอบธรรมอันเป็นพลังโดยแท้ ที่จะปราบตน จะต้องใช้มวลชนจำนวนมาก ถึงจะมีความชอบธรรม ถูกธรรม ตรงธรรม ตนและพวกตนจึงตั้งใจสร้างปัญหาให้เกิดมากๆๆๆ จนคนที่ตั้งใจ … เกิดอาการเบื่อหน่าย ไม่ก็เซ็ง แบบธุระไม่ใช่ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเหล่ามิจฉาทิฏฐิ ที่จะทำร้ายแผ่นดินต่อไป อย่างย่ามใจ ส่วนใครที่คิดจะเป็นคิมิกะเซะ โดยจะเกิด หรือไม่ก็ตาม ขอถามว่า หากเกิดมีจริง คนที่จะกระทำต่อคนมิจฉาทิฏฐิ ที่ทำร้ายชาติ ในทัศนะของนักการศาสนา จัดว่า จะเป็นบาป หรือ จัดว่าเป็นการเสียสละ? พ่อครูว่า…เขาเสียสละเพื่อส่วนรวม พวกมนุษย์คะมิกะเซะ เขาเสียของตนเอง เพื่อให้ได้กำไรเพื่อส่วนรวม มันมีส่วนบาปและส่วนบุญ คุณเสียสละเพื่อมวลชน ถึงตายคุณไม่ได้บุญเลยนะ บุญไม่ใช่กุศล เมื่อหมดบาปก็หมดบุญ บาปหมดแล้วก็ไม่ต้องทำบุญอีก หมดกิเลสให้ชำระแล้ว เขาไม่ได้เจตนาฆ่าตัวตาย แต่เขาจำนนว่าเขายอมเสีย เขาพ้นมรณภัย เขาไม่กลัวตาย แต่บางศาสนาบอกว่าตายเพื่อศาสนาเป็นบุญ ทำคาร์บอม แต่ศาสนาพุทธมีสองนัย อย่าฆ่าตัวตาย แต่ถ้าสุดวิสัยก็จบ จะว่าเป็นกุศลก็เป็นกุศลแน่ แต่ว่าจะเป็นบุญนั้น แล้วแต่ว่าจะลดกิเลสหรือไม่ คะมิกะเซะ ( ญี่ปุ่น : 神風 Kamikaze ? ) หรือ เรียกอย่างเป็นทางการว่า กองกำลังจู่โจมพิเศษ (特別攻撃隊 โทะกุเบะสึโคเกะกิไต) เป็นคำในภาษาญี่ปุ่นมีความหมายว่า ลมสวรรค์ หรือลมแห่งเทวะ คะมิกะเซะใน ภาษาญี่ปุ่น ถูกนำมาใช้เรียก ลมสลาตัน และนำมาใช้เป็นชื่อฝูงบินและนักบินคะมิกะเซะเท่านั้น ต่างไปจากใน ภาษาอังกฤษ ที่ชาวตะวันตกนำคำๆ นี้ มาใช้เรียกการโจมตีแบบพลีชีพ (suicide attacks) คำ ๆ นี้ ได้ถูกนำมาใช้เรียก อากาศยานพลีชีพของญี่ปุ่น ใน สงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งบรรทุกระเบิดและพุ่งเข้าชนเรือ และคำนี้ยังหมายถึงนักบินผู้บังคับอากาศยานประเภทนี้ด้วย ญี่ปุ่นใช้ยุทธวิธีพลีชีพด้วยฝูงบินคะมิกะเซะนี้เป็นอย่างมาก ในช่วงที่กองทัพญี่ปุ่นบุก ฟิลิปปินส์ ในปี พ.ศ. 2487 (ค.ศ. 1944) และเพื่อหยุดยั้งการบุกของกองทัพเรือฝ่ายสัมพันธมิตร และที่เมือง โอะกินะวะ HYPERLINK "http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B0" ต่อไปอาตมาจะอ่านที่ได้เรียบเรียงตอบคุณ 8705 ดังนี้ ตอบประเด็นคุณ 8705 (12มีค.56) ที่ คุณ 8705 แสดงความเห็นมาแล้วว่า "รูปนามเกิด-ดับอยู่ตลอดเวลา เป็นธรรมชาติ เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป เป็นสันตติ ไม่ใช่ตัวตน" ก็เท่ากับว่า ถ้าผู้ใดขืนเห็นว่า "มีตัวตน" ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิแล้ว ผู้เห็นว่า "มีตัวตน" แล้วก็ไปวุ่นวายทำให้ตัวตนหมดไปหรือ "ดับไป" นั้นยังมิจฉาทิฏฐิอยู่ ใครยังขืนเห็น " ความไม่มีตัวตน" จนได้นั้น ผู้นั้นต้องจัดอยู่ในพวก เข้าใจว่ามีตัวตน แล้วยังดันทุรังไปมัวทำให้ตัวตน (อัตตา) หมดไป หรือดับไปจนสำเร็จ "ไม่มีตัวตน" อยู่อีก ผู้เข้าใจความ "ไม่มีตัวตน" แบบนี้คือ ผู้มีนิรัตตา นิรัตตา แปลว่า ไม่มีตัวตน ผู้ยึดถือ "ความไม่มีตัวตน" แบบนี้ เป็น มิจฉาทิฏฐิ ผู้สัมมาทิฏฐิ จะต้อง "มีปัญญาอันเฉียบแหลมยิ่ง" เห็นแจ้งใน "ความไม่ใช่ตัวตน" เท่านั้น จึงจะสัมมาทิฏฐิ เพราะ "อนัตตา" แปลว่า ไม่ใช่ตัวตน อย่าไปแปลว่า "ไม่มีตัวตน" จะเป็นคนโง่ และโง่มากๆ โง่ต่ำๆ อย่างที่ คุณ 8705 เคยว่าอาตมาไว้นั่นแหละ การเห็น "ความไม่ใช่ตัวตน" ของคุณ 8705 นั้น คือ เห็น "ความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป" มันก็ "เกิด ดับ เกิด ดับ" ต่อเนื่องกันอยู่อย่างนี้แหละ ไม่ขาดสาย เป็นอยู่นิรันดร ใครจะไปจับให้มันเป็นตัวตนได้ ในเมื่อมันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วมันก็ดับไป เป็นสามัญลักษณ์ เป็นธรรมชาติ ใครอย่าไปแปล "อนัตตา" ว่า "ไม่มีตัวตนเชียว" มิจฉาทิฏฐิแล้ว ความเข้าใจ ในคำว่า "นิรัตตา"กับ "อนัตตา" ของคุณ 8705 กับความเข้าใจของอาตมา กลับขั้วกัน หรือคนละความหมาย มีนัยสำคัญคนละอย่าง ทั้งการใช้ภาษาอธิบาย ความเป็นนิรัตตาและอนัตตา โดยเฉพาะการมีสภาวะ อาตมาก็เห็นสภาวะคนละอย่างต่างกับ คุณ 8705 ถ้าคุณ 8705 จะมีสภาวะนะ ท่านก็เห็นสภาวะของท่านอย่างที่ท่านว่านั่นแหละ คือ เห็นแต่มัน เกิด ดับ เป็นสายต่อกันอยู่อย่างนี้ แยกอะไรไม่ได้ แยกรูป แยกนาม ไม่ได้ โดยเฉพาะแยกความเกิดของรูป ความตั้งอยู่ของรูป ความดับไปของรูป ที่เป็น มหาภูตรูป และอุปาทายรูป ความเกิดของนามที่เป็นเวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ จนสามารถการสัมผัสเห็น "ความเกิด" ของรูปนั้น ๆ และความดับของรูปนั้นๆ ท่านแยกไม่ได้ ท่านเห็นแต่ว่า มันต่อเนื่องกันเป็นสันตติ เห็นไหมว่า สันตตินี่แหละมันบังความเป็น รูปนาม โดยเฉพาะการเห็นความเกิดของ นาม เห็นความดับของ นาม ที่เป็นเวทนาเกิด เวทนาดับ ซึ่งพระพุทธเจ้า แจกเวทนานี้ไว้ "มี" ทั้ง เวทนา 2 เวทนา 3 เวทนา 5 เวทนา 6 เวทนา 18 เวทนา 36 เวทนา 108 และเมื่อทำให้เวทนา ที่เราสำคัญมั่นหมายนั้นจนมัน "ไม่มี" ก็คือ ทำให้เวทนานั้นๆ "ดับ" ได้สนิทไม่เกิดอีกนั่นแหละ คือ ผู้เห็นแจ้ง "ความเกิด ความดับ" ของปรมัตถธรรม เป็นต้น สัญญาก็เห็นแจ้งในความเกิด ดับได้ เจตนาก็เช่นกัน ผัสสะก็เช่นกัน มนสิการนั่นแหละคือ การทำใจในใจ หรือทำนามธรรม "ตัวตน" นั้น ให้มัน ไม่เกิด หรือ "ตัวตน" มันดับได้สำเร็จ คุณ 8705 ก็ต้องเข้าใจว่า อาตมาอธิบายเอาเองแน่นอน เพราะยังไม่มีใครอธิบายอย่างนี้ให้ คุณ 8705 ได้ยินมาก่อนแน่ อาตมาจึงค่อนข้างจะเชื่อว่า คุณ 8705 จะไม่เข้าใจที่อาตมาพูดไปนั้น เพราะเข้าใจที่อาตมาพูดนี้ไม่ได้ เนื่องจาก คุณ 8705 ไม่มีสภาวะตามที่อาตมาพูดนี้แน่ๆ คุณ 8705 จึงสรุปว่าอาตมาเข้าใจธรรมะของพุทธผิด เพราะอาตมา "มี" ความเข้าใจแบบพุทธไม่เหมือนกับ คุณ 8705 มัน "ผิด" กัน มันก็ต้องต่างกัน ก็ต่างคนต่างเห็น มันก็เป็นธรรมดา อาตมาไม่เห็นแปลกอะไร คุณเข้าใจอย่างหนึ่ง อาตมาก็เข้าใจอีกอย่างหนึ่ง ต่างก็แสดงความเห็น และคุณ 8705 แสดงความเห็นมาอีก ในวันที่ 12 มีค.นี้ว่า _เพราะว่า.. ธรรมชาติของสังขารทั้งหลาย ต้องอาศัยกันและกัน.. ถึงเกิดขึ้นได้! ฉะนั้นไม่มีสังขารอันไหนจะมีความเป็นเอกเทศ! หรือที่จะสามารถเกิดขึ้นได้เองหรือเป็นขึ้นเองหรือเป็นตัวของตัวเองโดยเฉพาะ ก็หามิได้! ดังที่ ปฏิจจสมุปบาท ก็แสดงอยู่แล้วว่า.. เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนั้นจึงมี เพราะสิ่งนั้นเกิด สิ่งนั้นจึงเกิด และเหตุนี้..สังขารทั้งหลายจึงหาตัวตนที่แท้จริงบ่ได้! หรือก็คือ ที่เรียกว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตา นั่นเอง เพราะมีอวิชชา จึงมีสังขาร 3 ฉันใด เพราะมีทักษิณ จึงมี 3 เกลอ ฉันนั้น ชิมิ จิตสังขารเท่านั้นเกิดที่ภายใน ส่วนวจีสังขาร + กายสังขาร เกิดที่ภายนอกจ๊ะ! ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป แต่เมาหลงว่าตนเป็นโพธิสัตว์ ชาติหน้าบ่าย ๆ พธร. กำลังตีความ ปฏิจจสมุปบาท ก็เหมือนเด็นกอนุบาลกำลังตีความ ทฏษฎี E = mc2 พธร.เรียนมากรู้มากแต่ไม่ปฏิบัติ.. จึงไม่มีสภาวธรรม เลยตีความธรรมะผิดหมด! พ่อครูว่า… ก็ที่ คุณ 8705 ว่า "ไม่มีสังขารอันไหนที่จะเป็นเอกเทศ! หรือที่จะสามารถเกิดขึ้นได้เอง หรือเป็นขึ้นเอง หรือเป็นตัวของตัวเองโดยเฉพาะ ก็หามิได้" นั้น ก็หมายความว่า ต้องอาศัยอันอื่นเป็นเหตุใช่ไหม? จึงมีการเกิดขึ้น การเป็นขึ้น การเป็นตัวของตัวเองโดยเฉพาะ..ได้ ก็นั่นแหละ คุณเองก็บอกว่า "ไม่มีสังขารอันไหนที่จะเป็นเอกเทศ!" เกิดเองไม่ได้! เป็นขึ้นเองก็หามิได้! หรือเป็นของตัวเองโดยเฉพาะ ก็หามิได้! ก็แสดงว่ามันต้องมี "เหตุ" ต้องอาศัยมีปัจจัยจึงจะเกิดขึ้นได้ เป็นขึ้นได้ กระทั่ง (หลงยึด) เป็นตัวของตนเองโดยเฉพาะ..เข้าไปจนได้ ดังที่ ปฏิจจสมุปบาทก็แสดงอยู่แล้วว่า.. เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนั้นจึงมี เพราะสิ่งนั้นเกิด สิ่งนั้นจึงเกิด ก็ต้องศึกษาตามหา "สิ่งนี้" ที่มันเป็นเหตุปัจจัยให้ "สิ่งนั้นจึงมี" นั่นแหละให้ได้ แล้วถ้าเห็นชัดเจนแล้วว่ามันเป็น "อกุศลเหตุ" เราก็กำจัด "เหตุ" นี้ให้ ดับสนิท หรือให้ "ไม่มี" จนสำเร็จเสียซี สำเร็จอย่างถาวรยั่งยืนให้ได้ การเกิดขึ้น การเป็นขึ้น ที่ คุณ 8705 ยัง "อวิชชา"ว่า เป็นตัวของตัวเองโดยเฉพาะ ก็จะหมดไป เพราะ คุณ 8705 ไปเอา "ตัวจบ" มาเป็น "ตัวต้น" คือ ไปรีบเอา "สัพเพ ธัมมา อนัตตา" อันเป็น "ตัวจบ" มาเป็น "ตัวต้น" จึงยึดได้แค่ภาษาว่า ธรรมทั้งปวง ไม่ใช่ตัวตน แล้วก็เชื่อว่า "และเหตุนี้..สังขารทั้งหลายจึงหาตัวตนที่แท้จริงบ่ได้!" คนที่ "อวิชชา" ก็หา "ตัวตน" บ่ได้นั้นแน่นอน หรือคนที่ไม่ได้ศึกษาค้นหาตัวของ "ตัวตน" ก็หา "ตัวตนบ่ได้!" แน่เสียยิ่งกว่าแน่ แต่คนที่มี "วิชชา" หรือมีสัมมาทิฏฐิ จะไม่รีบด่วนหลงเข้าใจผิดว่า "ตัวตนมีหรือไม่มี" จะเริ่มปฏิบัติ "ตามเห็นตัวตน" (อัตตานุทิฏฐิ) ให้ได้ ก็คำว่า "อัตตทิฏฐิ" (ความรู้อันเกี่ยวกับตน,ความเห็นว่ามีตน) ก็มีอยู่โต้งๆ แสดงว่ามันมีสภาวะนี้ และในบทศึกษาของพุทธก็มีอยู่โต้ง ๆ และ คำว่า อัตตานุทิฏฐิ (ความตามเห็นว่าเป็นตัวตน) ก็มีอยู่ในหลักศึกษาของพุทธ เฉพาะอย่างยิ่งคำว่า "อัตตสัมปทา" นั้น ยิ่งเป็นคำที่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็น "แสงอรุณที่จะมาก่อนพระอาทิตย์ คือมาก่อนการเข้าถึงมรรคองค์ 8" พระอาทิตย์ท่านเปรียบกับมรรคองค์ 8 ก็ชัดเจนยิ่งว่าต้อง "เข้าถึงความเป็นอัตตา" (อัตตสัมปทา) เป็นแสงอรุณ ไม่ใช่เข้าถึง "อนัตตา" เป็นแสงอรุณ ก็มันเป็นคนละสภาวะอยู่โต้งๆ "อนัตตา" มันมิใช่แสงอรุณ ท่านไม่ได้ตรัสว่า "เข้าถึงอนัตตสัมปทา" เลย ผู้ปฏิบัติก็จะปฏิบัติจนกระทั่ง "ตามเห็นความไม่เที่ยงในตัวตนของเหตุที่เป็น ปรมัตถธรรมได้จริงกันเลย" ที่บาลีว่า "อนิจจานุปัสสี" แปลว่า "ตามเห็นความไม่เที่ยงในตัวตนของเหตุที่เป็นจิต เจตสิก รูป" แล้วจึงจะ "ตามเห็นความจางคลายของ กิเลสหรือตัวตนของเหตุที่เป็นปรมัตถธรรม ได้จริงกันเลย" ที่บาลีว่า "วิราคานุปัสสี" แปลว่า "ตามเห็นความจางคลายในตัวตนของเหตุที่เป็นจิต-เจตสิก-รูป" กระทั่ง "ตามเห็นความดับของกิเลสในใจ" ที่บาลีว่า "นิโรธานุปัสสี" แปลว่า "ตามเห็นความดับในตัวตนของเหตุที่เป็นจิต เจตสิก รูป" เป็นต้น แต่เพราะ คุณ 8705 ไม่ยอมศึกษา "ค้นหาความเป็นตัวตน" เลย เนื่องจากไปจับเอา "ตัวปลาย" มาเป็น "ตัวต้น" แล้วหลงว่าบรรลุ "ความไม่ใช่ตัวตน" แล้ว จึงไม่ต้องไปศึกษาค้นหา "ตัวตน" มาเห็นจริงว่าเออ..เรามันยังมี "ตัวตน" อยู่จริงๆ ว่ะ! เพราะไป "รู้แจ้งจริงจบ" ด้วยภาษาว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตา นั่นเอง จึงสรุปให้อาตมาด้วยคำว่า เพราะมีอวิชชา จึงมีสังขาร 3 ฉันใด เพราะมีทักษิณ จึงมี 3 เกลอ ฉันนั้น ชิมิ จิตสังขารเท่านั้นเกิดที่ภายใน ก็นี่แหละ ถ้าขืนใครเอาแต่ "อวิชชา" อยู่ มันก็มีสังขาร 3 อยู่ อย่างไม่รู้จักสังขาร 3 กันสักที จึงมีลูกน้องเหมือน ๓ เกลอนี่อยู่แน่นอน สังขาร 3 นี้คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร มันก็จะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นธรรมชาติ เป็นสามัญลักษณ์ ตามประสาไตรลักษณ์ ของปุถุชนอยู่ นิรันดร์ จึงถูก "สังขาร 3" นี้หลอกหลอนอยู่เป็น "สามัญลักษณ์" ตามไตรลักษณ์ ที่เป็นของปุถุชนทั่วไป ไม่สามารถทำให้เกิด "ปัจจัตตลักษณ์" ตามไตรลักษณ์ ที่เป็นปรมัตถ์ของอาริยชนสำเร็จ ปัจจัตลักษณ์คือ ลักษณะของผู้ที่ปฏิบัติจนมี ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ คือ คนที่มีปัจจัตตลักษณ์ ลักษณะเฉพาะตน ยิ่งใครยัง "อวิชชา" อยู่ ก็ยิ่งไม่รู้ว่า สังขารมัน "มี" และแยกสังขาร 3 นี้ไม่เป็น จึงทำ "อภิสังขาร" ให้เป็น "บุญ" ไม่ได้ "อภิสังขารที่เป็นบุญ" ในภาษาบาลีคือ "ปุญญาภิสังขาร" หมายความว่า สังขารที่พิเศษยิ่ง หรือปรุงแต่งที่พิเศษยิ่ง และทำได้อย่างเป็นบุญ คือ ทำได้อย่างมีการชำระ "บุญ" หมายถึง เครื่องชำระกิเลส การชำระกิเลส มาจากภาษาบาลี "ปุญญ" รากแห่งความหมายเดิมจริง ๆ นั้น คือ ชำระจิตสันดานให้หมดจด เป็นภาวะของ "ปรมัตถธรรม" โดยแท้ สังขาร มีคำแปลอยู่มาก เช่นว่า (การจัดแจง,การตระเตรียม, การรวมการกระทำ,การรวมเหตุ,ศักยภาพที่ประกอบกันขึ้น, สิ่งที่เกิดร่วมกันทางใจ, การประกอบขึ้น,ธาตุที่เป็นองค์ประกอบทางใจ กับทางกายด้วย) "อภิ"นี้ มีความหมายลึกซึ้ง เท่าที่ประมวลได้ ก็คือ (เผชิญหน้าไปยังที่,มีอำนาจเหนือ,ทับ,ข้างบน,เพิ่มให้มากขึ้น,มากมาย, ใหญ่หลวง,เข้าครอบครอง,เป็นเจ้าของ,เป็นใหญ่,อุบัติขึ้น,งอกขึ้น) "ปุญญาภิสังขาร" เป็น "สังขาร" ขั้น "อภิ" คือ สังขารอย่างเป็น "บุญ" เมื่อไม่สามารถมี" วิชชา" พอที่จะเห็นความเป็น "สังขารที่เป็นปรมัตถธรรม" ได้ จึงไม่สามารถจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ได้ว่า "วจีสังขาร" นั้น คือ ภาวะที่ยังเกิดอยู่ใน "ใจ" เท่านั้น ยัง "ไม่ใช่วจีกรรม" ยังไม่ออกมาสู่ภายนอกเป็น "กรรมทางวาจา" ยังเป็นเพียง "มโนกรรม" อยู่ในใจ อยู่ภายใน ยังไม่ออกมาภายนอก การรูจักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น "บุญ" หรือ "ปุญญ" อันเป็นการชำระกิเลสที่เป็น "เหตุ" นั้นๆ เมื่อ "ชำระได้หมดสิ้นบาปในตนเกลี้ยงแล้ว" ก็ไม่ต้องชำระอีก นั่นคือ "ไม่ต้องทำบุญ" นั้นอีก ซึ่งจะพูดว่า "ไม่ทำบุญ" ก็ดี ไม่ต้องชำระกิเลสนั้นอีกแล้ว ก็ดี นี้แหละคือคำว่า "อปุญญ" การ "อภิสังขาร" ที่เป็น ไม่เป็นบุญ จึง ไม่ต้องทำ "บุญ" ถ้าจิตของผู้นั้นยัง "สังขาร" คือ ยังมี "การปรุงแต่ง" มี " ศักยภาพที่ประกอบกันขึ้น " อยู่ จึงเกิดผลของการปรุงแต่งเป็นแต่ "กุศล" คือ เกิดผลแต่เป็นประโยชน์ เป็นคุณงามความดี โดยเฉพาะท่านจะทำเพื่อทุกคน ไม่เจาะจง ไม่หลงยึดว่า เป็นตัวตน เป็นของตน เฉพาะตนเท่านั้น ใจกว้างไม่ยึดความเป็นของตนจริงใจ ยิ่งคำว่า "กายสังขาร" ที่เป็นองค์ประชุมของใจ ที่เป็น "นามกาย" ที่ "สังขารอยู่ในใจ" หรือ "การประชุมของนามธรรม" ที่มีอยู่ในใจ และเป็นการสังขาร ที่ยังมีการเชื่อมต่อการสัมผัสภายนอกไม่ขาดสายอยู่ด้วย ยิ่งพูดกันไม่รู้เรื่องแน่ กับ คุณ 8705 เพราะเป็นเรื่องของจิต เจตสิก รูป หรือปรมัตถธรรมแท้ ๆ ที่ถ้ายังพูดถึงความเป็น กายสังขาร ขั้นนี้แล้ว คุณ 8705 กับอาตมามีสภาวะคนละอย่างกันแน่ๆ ขอยืนยันว่า ผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงสภาวะของจิต เจตสิก หรือความเป็น รูป ที่หมายถึง สิ่งที่ถูกรู้ โดยเฉพาะสิ่งที่ถูกรู้ที่เป็น นามธรรม คือ จิต เจตสิก ซึ่งได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั่นแหละเ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive