สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน กายหมายถึงอะไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข15 กันยายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน กายหมายถึงอะไร _2166ขอนิมนต์หลวงพ่อ อธิบายคำว่า "กาย" จ๊ะๆเจ๋งๆ อีกสักครั้งเถอะครับ เพราะมันยังไม่ชัด มันยังคาใจผมอยู่ ก็ได้ฟังแต่หลวงพ่อองค์เดียวเท่านั้นแหละครับในโลกที่อธิบายแบบนี้ และกายกับร่างกาย มีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไรครับ ขอเนื้อๆเลยนะครับหลวงพ่อ ? พ่อครูว่า...คำว่า กาย เปิดตำราอธิบายดีกว่า… อธิบายจากหลักของพระพุทธเจ้าที่ตรัสเรื่องกาย อธิบายนำนิดหน่อยว่า กายนี้คือองค์ประกอบของรูปกับนาม กายต้องมีจิต มีมโน มีวิญญาณอยู่ร่วมตลอดจึงจะชื่อว่ากาย มีเหลือแต่ดินน้ำไฟลม มหาภูตรูป ถ้ากายหมายถึงมีแต่ดินน้ำไฟลม มีแต่มหาภูตรูป ไม่มีจิต ไม่มีมโน ไม่มีวิญญาณ เข้าไปร่วมเป็นองค์ประชุมองค์ประกอบด้วย อันนั้นไม่ใช่กาย คำว่ากายเมื่อเป็นภาษาไทยแล้ว ไม่เป็นภาษาธรรม ภาษาทางศาสนา คนก็ยังไม่เข้าใจ ไปหมายว่ากายนี้หมายถึงดินน้ำไฟลม เป็นภาษาไทยหมายถึงกองประชุมของมวลดินน้ำไฟลมประกอบกัน ไม่เกี่ยวกับใจไม่เกี่ยวกับจิต ไม่เกี่ยวกับมโนวิญญาณเลย คนไทยโดยทั่วไปทั้งหมด แม้แต่วงการศาสนาก็เข้าใจเช่นนี้กันไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นจึงผิดเพี้ยนเลย ศาสนาพุทธเสื่อมถ้าเข้าใจความหมายคำว่ากายเป็นเช่นนี้ก็จบเห่ ปฏิบัติธรรมะไม่บรรลุธรรม ปฏิบัติธรรมะอย่างไรก็ไม่บรรลุธรรมออกไปเข้าใจกายว่าหมายถึงอย่างนี้ อธิบายตามหลักพระพุทธเจ้าเลย กายนี้พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ ระบุไว้ว่า ถ้าปฏิบัติธรรมต้องเรียนรู้ความเป็นสัตว์ คนทุกคนเป็นสัตว์ แล้วก็จะอยู่ในความเป็นสัตว์ เรียกว่าสัตตาวาส จะต้องล้างความเป็นสัตว์ออกจากตัวเอง นี่คือจุดหมายของศาสนาพุทธเลย เพราะฉะนั้นถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจความเป็นสัตว์ ซึ่งจะต้องรู้อะไร ความเป็นสัตว์ก็คือสัตตาวาส 9 หรือวิญญาณฐิติ 7 ท่านตรัสไว้อย่างนี้ กายก็คือรูป

อ่านต่อ

นาม ธรรมะสอง หรือองค์ประชุมของ จิต มโน วิญญาณ ที่คุณจะต้องรู้ คุณจะต้องมี นามธรรม มีสัญญาเป็นต้น กำหนดรู้ อาการของ รูป-นาม ตั้งแต่รูปภายนอก ดินน้ำไฟลม จนกระทั่งมาถึงพืชมาถึงสัตว์มาถึงตัวเราที่ประชุมตัวเป็นร่างกาย แล้วจิตของเราต้องอ่านพวกนี้ รู้แล้วแบ่งแยกให้ถูก ดินน้ำไฟลม เป็นมหาภูตรูปที่ไม่มีวิญญาณไปร่วม จนรูปอีก 24 ปสาทรูปโคจรรูป ….ไปจนจบ ต้องเรียนรู้ สัญญามีหน้าที่กำหนดรู้ และจดจำ เป็นตัวหน้าที่กำหนดรู้อันนั้นอันนี้ กับจำ

1. สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่นพวกมนุษย์ พวกเทพบางเหล่า พวกสัตว์วินิปาติกะบางเหล่า 2. สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เหล่าเทพจำพวกพรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน เป็นต้น . 3. สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน เช่นพวกเทพสว่าง อาภัสราพรหม (ว่าง ใส สว่าง แผ่กว้าง) . 4. สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพมืด สุภกิณหพรหม (ได้นิโรธมืดเป็นโชค) . 5. สัตว์บางพวก ไม่มีสัญญา ไม่เสวยอารมณ์ เช่น เทพจำพวก “อสัญญีสัตว์” (อุทกดาบสทำนิโรธสมาบัติดับจนไม่รับรู้อะไร) 6. สัตว์บางพวก เข้าถึง..อากาสานัญจายตนะ (พ้นรูปสัญญา) 7. สัตว์บางพวก เข้าถึงชั้น..วิญญาณัญจายตนะ (พ้นเสพความว่าง) 8. สัตว์บางพวก ..อากิญจัญญายตนะ (ดับไม่ให้มีอะไร) 9. สัตว์บางพวก.เข้าถึงชั้น..เนวสัญญานาสัญญายตนะ (ดับๆ รู้ๆ) (ววัตถุสัญญา พตปฎ. ล.23 ข.228) และ 11/353

สัตว์นี้หมายถึงจิตวิญญาณที่มีความเป็นสัตว์เรียกว่าสัตว์โอปปาติกะ ไม่ใช่สัตว์ที่เป็นข้างนอกตัวตนบุคคลเราเขา อันนี้หมายถึงสัตว์โอปปาติกะ หมายถึงสัตว์ทางจิตวิญญาณ 9 อย่าง แล้วก็มีวิญญาณฐิติ 7 เป็นวิญญาณที่ตั้งอยู่ 7 อย่าง มีกายและสัญญาต่างกัน มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาต่างกัน มีกายและสัญญาอย่างเดียวกัน เข้าถึงอากาสานัญจายตนฌาน เข้าถึงวิญญาณัญจายนตนฌาน เข้าถึงอากิญจัญญายตนฌาน พ่อครูว่า...เพราะไม่เข้าใจความเป็นสัตว์ทางจิตวิญญาณเหล่านี้ จึงไม่ได้ปฏิบัติลดละสัตว์ในจิตวิญญาณ ผู้ยึดถือ ทำจิตให้เป็นแบบฤาษี เป็นอสัญญีสัตว์ ก็ไม่รับรู้อะไรได้ ถ้านั่งหลับตาไปถึง เนวสัญญานาสัญญายตนภพ ถือเป็นสัตว์เต็มบ้องเลย ที่ลึกที่สุด ในความเป็นสัตว์ที่ไม่เหลือวิญญาณ ในวิญญาณฐิติ 7 จึงไม่มี เนวสัญญานาสัญญายตนะ จึงไม่เรียกว่ามีวิญญาณ ทั้ง 7 ข้อนี้เหมือนสัตตาวาส 9 แต่ไม่มี เนวสัญญานาสัญญายตนะกับอสัญญีสัตว์ แต่ที่จริงสองอย่างนี้ก็คือสัตว์ แต่ศาสนาพุทธเรียนวิญญาณฐิติ 7 ต้องให้วิญญาณรับรู้ จะไปวุ่นวายกับการดับความรับรู้ในลักษณะของอสัญญีสัตว์ พอนั่งหลับตาแล้วชำนาญแล้ว อาตมานั่งหลับตามานัก พอเริ่มนั่งหลับตา ไม่ต้องผ่านชั้น 1 2 3 4 ก็ลัดเข้าหาดับเลย อสัญญีเลยหรือเนวสัญญานาสัญญายตนะเลย ที่เป็นอรูปตัวปลายสุดท้าย ไม่ต้องพิรี้พิไรกับฌาน 1 2 3 4 เลย อย่างนี้เป็นต้น อาตมานี่ ปฏิบัติประพฤติเรียนรู้ทั้งในทางที่ผิดๆมาก่อน ทำกับโลกเขามาจนกระทั่ง คล้ายแบบที่พระพุทธเจ้าทำ อาตมามาทำงานศาสนาจะออกมาทำงานทางศาสนา ก็ออกมาดูว่าโลกเขาทำอย่างนี้หนอ ภูมิตนเองยังไม่ขึ้น เหมือนกับพระพุทธเจ้าที่ออกบวชตอนแรกก็ เขาพาเข้าป่า นั่งหลับตาทำสมาธิ ผิดทางเหมือนกัน ตอนนั้นไม่มีศาสนาพุทธเลย เหมือนกัน ตอนนี้ เนื้อหาศาสนาพุทธไม่มีเลยมีแต่เนื้อหาที่เป็นตัวหนังสือ ในพระไตรปิฎก แต่ในยุคพระพุทธเจ้าไม่มีศาสนาพุทธเลยท่านก็มาประกาศศาสนาพุทธ มาถึง 2600 ปีแล้ว ก็เหมือนกัน ศาสนาพุทธกลับไปเลอะเทอะเหมือนเดิม เหมือนกับที่มันไม่ใช่ เป็นศาสนาที่ รวมเละมาเป็นศาสนาของตนไม่ใช่เนื้อแท้ศาสนาพุทธ แต่เหลือเศษในบัญญัติ ก็ต้องขอบคุณผู้ที่รักษาภาษาของศาสนาไว้รักษาพระไตรปิฎกรักษาความหมายของพยัญชนะ มีพจนานุกรมบาลี- ไทยอะไรต่างๆไว้ อันนี้เป็นประโยชน์มากเลย อาตมาก็ได้อาศัยพวกนี้ ถ้าจะเอาที่ท่านบรรยายความเห็นเองนั้นท่านไปแล้ว ทิฏฐิของท่านไปนอกแล้ว แม้จะเอาบัญญัติที่ถูกต้องของพระพุทธเจ้ามาขยายความ ก็ขยายผิดออกไปหาทางโน้น ไม่ต้องเอาคำว่าอะไร เอาคำว่าสมาธิก็ไปแล้ว เอาคำว่ากายก็ไม่ได้เป็นอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านได้สอนไว้เลย

วิโมกข์ 8 ก็พัวพันกับวิญญาณฐิติ เพราะจะรู้จักความเป็นสัตว์ความเป็นวิญญาณต้องมีวิโมกข์ ต้องปฏิบัติวิโมกข์ 8 และปฏิบัติด้วยกาย ท่านยืนยันเลย กายคือจิตวิญญาณ เรื่องนี้อาตมาเห็นใจ ที่เขาเข้าใจกันไม่ได้เรื่องสภาวะ ผู้ที่ปฏิบัติธรรมจนกระทั่งมีกายสักขี ถ้าไปถึงกายสักขีแล้ว มันเป็นขั้นตอนที่ถือว่าอรหันต์ ถ้ามิจฉาทิฐิมาตั้งแต่ต้น อันนี้ เรียนกันใน ทักขิเนยบุคคล 7

แม้จะเป็นกายสักขี เห็นมีรูปธรรม คุณจะยืนยันว่าเป็นจิต แต่ที่จริงเข้าใจสับกัน เขาเข้าใจว่า กายเป็นรูป แต่ที่จริงกายเป็นนาม เขาก็ตั้งใจปฏิบัตินาม ให้เข้าใจว่าฉันบรรลุสูงสุด พวกที่มิจฉาทิฐิจะนั่งหลับตาทำสมาธิทำได้เหมือนเขาได้บรรลุมีกายสักขี อย่างสายอาจารย์มั่น สายธรรมกาย อธิบายได้ยากหน่อยเป็นพวกตาบอดตาใส ลวงโลก สายนั่งหลับตาจะนั่งหลับตาทำนิโรธวิมุตติเมื่อนั่งหลับตาไปก็จะได้ แล้วบอกว่าเป็นอรหันต์ อาจารย์มั่นเป็นพระอรหันต์ มหาบัวเป็นอรหันต์ เพราะนั่งหลับตาเป็นกายสักขี 1.สัทธานุสารี คือพวกตามหาสัมมาทิฏฐิ สายเจโต 2.ธัมมานุสารีคือพวกตามหาธรรมะสัมมาทิฏฐิสายปัญญา 3.สัทธาวิมุติ 4.ทิฏฐิปัตตะ 5.กายสักขี ห้าอย่างนี้มิจฉาทิฏฐิ ยังไม่มีสัมมาทิฏฐิสัมมาทิฏฐิ ผู้ที่จะสัมมาทิฏฐิจะต้องเข้าใจคำว่ากาย พออันที่กายสักขี ท่านตบท้ายเลยว่า ผู้จะบรรลุขั้นที่ 6 เรียกว่าปัญญาวิมุติ ผู้ปัญญาวิมุติ ถ้าสัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติถูกทางจนถึงปัญญาวิมุติ อาสวะทุกอย่างสิ้น จึงนับเป็นพระอรหันต์ได้ ส่วน มิจฉาทิฏฐิ 5 อย่างนี้ กายสักขี ท่านถึงจำกัดว่า ถ้าคุณจะปฏิบัติแล้ว กายสักขีนี่ จะต้องมีวิโมกข์ 8 จะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ต้องเข้าใจกายมาตั้งแต่ต้น ทั้งความเป็นวิญญาณฐิติ 7 และสัตตาวาส 9 คำว่ากายจึงเป็นเรื่องสำคัญในการปฏิบัติธรรมอย่างยิ่งของศาสนาพุทธ หากเข้าใจกายผิด ไม่มีจิตวิญญาณก็จบเห่แล้ว ในศาสนาพุทธบอกว่าต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ปัญญาวิมุติ ข้อที่ 6 ท่านก็บอกบาลีว่า เนว ท่านก็แปลกันว่าไม่มีสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย นี่คือมิจฉาทิฏฐิ ถ้าสัมมาทิฏฐิแล้วจะสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายมาตั้งแต่ต้น มาถึงปัญญาวิมุติ บุคคลข้อที่ 6 ไม่ต้องพูดคำว่าสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เพราะสัมมาทิฎฐิมาตั้งแต่ต้น อาสวะทั้งหมดสิ้น ส่วนกายสักขี อาสวะบางอย่างดับได้ ก็ให้รู้ว่าอาสวะบางอย่างดับได้ อาจเป็นคนที่มีบารมีนั่งสะกดจิตก็เลยเข้าล็อคเดิม ก็ได้บางอย่าง ส่วนคนไม่มีเริ่มต้นมาเลยจะปฏิบัติ ไม่เคยดับอาสวะได้สักอันเลย นั่งหลับตาให้ตายก็ไม่มีทางดับอาสวะได้ กามที่หยาบเรียกว่าอบาย ต้องดับมาตั้งแต่ต้นเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลาย จนเหลือรูป อรูป ทำโอฬาริกอัตตาก่อน แล้วทำมโนมยอัตตา ทำอรูปอัตตาตามลำดับ แต่นี่ทำไม่เป็นลำดับ จะปฏิบัติกายคตาสติ กายปัสสัทธิ กายกลิ กายปาคุญญตา กายกัมมัญญตา ในพระบาลีจะมีคำว่ากายอยู่เยอะ แต่ถ้าเข้าใจคำว่ากายผิดก็ปฏิบัติผิด เช่นคำว่ากายคตาสติ คุณก็เข้าใจกายคือดินน้ำไฟลม หรือรูปภายนอกก็ได้แต่ปฏิบัติ ก้าวหนอ ย่างหนอ กายปัสสัทธิ กายต้องสงบ ก็เข้าใจผิดว่ากายคือ แขนขาดินน้ำไฟลมอวัยวะน้อยใหญ่ ต้องสงบ ให้มีแต่จิตเคลื่อนไหว ทำให้กายปัสสัทธิคือหายใจเข้าหายใจออกได้อย่างเดียวอันอื่นนิ่งหมด นอกนั้นไม่ให้กระดุกกระดิก เรียกว่ากายปัสสัทธิ ซึ่ง กายปัสสัทธินั้นหมายเอาทั้งรูปและนาม แล้วเรียนรู้ จิตมโนวิญญาณ พระพุทธเจ้าบอกว่า กายภายนอกสงบไม่ยากหรอก แต่กายที่เป็นจิตมโนวิญญาณนี้ยาก จะทำให้เบื่อหน่ายในกายภายนอกนั้นง่าย แต่จะเบื่อหน่ายในกายจิตมโนวิญญาณนี้ยาก ท่านก็ตรัส ยืนยันไว้ชัดเจน

ประเด็นที่สองถามว่า กายกับร่างกาย มีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร กาย กับร่างกาย มีความเหมือนกันทุกอย่าง แต่มีความไม่เหมือนตรงคนไทยมีมิจฉาทิฐิ ไปเรียกร่างกายว่ากาย ร่างคือสรีระ เอาคำว่าร่างกายไปใส่คำว่ากาย แล้วหมายว่า ร่างกายคือร่างเท่านั้นไม่เกี่ยวกับใจ กายก็แปลว่ารูปนาม ร่างกายก็คือรูปนาม แต่คุณดันเอาความคิดผิดๆ เอาคำว่าร่างไปกำกับ เหมือนคำว่า สรีรกาย ก็คือกายที่หมายเอาแต่ร่างภายนอก คำว่า กายก็หมายถึงร่างกาย ให้ชัดเข้าไปอีก กาย กับร่างกาย ก็คือมิจฉาทิฏฐิเอาคำว่าร่างไปใส่คำว่ากาย ทำให้กาย หมายถึงแค่ดินน้ำไฟลม เท่านั้น ถ้าเข้าใจคำว่ากายคำเดียวนี้ผิดปฏิบัติธรรมไม่ได้ผลเลย วิญญาณฐิติ สัตตาวาสก็ไม่รู้เรื่อง กาย รูปนามก็ไม่รู้เรื่อง ธรรมะสองก็ไม่รู้เรื่อง คุณจะปฏิบัติธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 จะทำได้ที่ไหน จะพิจารณา ธรรมะสอง กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ซ้อนกันเข้าไป นี่คือการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าต้องมีธรรมะ 2 มีผัสสะ การนั่งหลับตาไม่ใช่การปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธไม่มีกรรมฐาน แต่ลงส้วมหมดแล้ว ไม่มีกรรมฐาน แต่เป็นฐานส้วมไปแล้ว ภาษาอีสาน ส้วมแปลว่าห้องนอน ฐานหรือเว็จแปลว่าส้วม กรรมฐานของศาสนาพุทธมีอย่างเดียวคือเวทนา ในพรหมชาลสูตรบอกไว้ แต่ไปไกลเอากรรมฐาน 40 กสิณ 40 เลอะไปหมด ทั้งที่จะบรรลุธรรมต้องเรียนรู้เวทนา 108 จะรู้จักเวทนาในเวทนาตรง เคหสิตเวทนา18 แล้วทำให้เป็นเนกขัมสิตเวทนา108 ให้ได้ทำให้เกิด เวทนาเดียวคือเนกขัมสิตอุเบกขา แต่โดยธรรมชาติก็มีอุเบกขาพักยก ไม่ทุกข์ไม่สุขจิตมันเฉยๆเป็นครั้งคราวโดยธรรมชาติ มันก็มีเป็นธรรมชาติ ก็ต้องรู้ว่ามีนัยต่างกัน เนกขัมสิตอุเบกขา กับเคหสิตอุเบกขาเวทนาต่างกัน เนกขัมสิตอุเบกขาเป็นฐานนิพพานเลย แต่เคหสิตอุเบกขาเวทนา เป็นแบบของปุถุชนไม่ได้เป็นอริยะเลย สรุปแล้วคนไทยเอาคำว่ากายมาปู้ยี่ปู้ยำ เอาคำว่าร่างนี้ไปใส่คำว่าร่างกาย แล้วก็หมายถึงแต่อย่างเดียวกัน ลากเอาคำว่ากายนี้ไปเป็นความหมายแบบร่าง คนตาย คนตายนี้ จิตวิญญาณออกหมดเหลือแต่ร่างไม่มีกาย ซากศพนี้ไม่ใช่กายมนุษย์ กายหมดไปแล้ว แต่เดี๋ยวนี้ไม่เข้าใจกันแล้ว ขออธิบายซ้อนลึกเข้าไปอีก คนตายที่ไม่เน่า คนตายที่ไม่เน่าแล้วก็ไปหลงว่าคนตายที่ไม่เน่า ผมก็ยาวได้ เล็บมือยาวได้ แต่ที่จะเห็นสภาพลมหายใจ การเคลื่อนภายนอกหมดแล้ว เหลือแต่พีชธาตุ พลังงานของพีชะ แต่จิตนิยามหมดแล้ว พลังงานตกลงมาเหลือแต่พีชธาตุ คนตายที่มีโมเมนตั้มของพีชะเหลือก็ยังทำงานอยู่ ก็เอาธาตุมาเลี้ยงร่างกาย เหมือนมนุษย์พืช ไม่มีเวทนา เล็บก็ยังยาวได้ผมก็ยังยาวได้ ถ้าหมดพีชธาตุก็เหลืออุตุ ถ้ายังมีพีชะธาตุก็ยังอยู่ เหมือนกับมนุษย์พืชที่เข้าไอซียูแล้วเขาก็ให้อาหารเลี้ยงไว้ ธาตุวิญญาณนี้ไม่ขึ้นมาอีกแล้ว คนนี้ ถ้าอยู่ในเครื่องอะไรที่เขาให้ เดี๋ยวนี้ทางการแพทย์นั้นเก่ง แล้วก็ให้อาหารอยู่ ก็เลี้ยงมนุษย์พืชนี้ไปอีกนานเท่าที่มันจะรักษาสภาพได้ สุดท้ายมันก็ต้องตาย เพราะมันไม่ครบวงจรก็มีแต่เสื่อมก็แค่ชะลอได้ คนกลับไปบูชาเคารพศพที่ตายแล้วไม่เน่า แสดงความยึดมั่นถือมั่นจิตไม่ปล่อยวาง แม้จะตายแล้ว ก็ไม่ยอมให้พลังงานชีวะหยุด แม้พลังงานตก เหลือพีชนิยาม แม้พลังงานต่ำกว่าพีชนิยามก็ยังยึดอยู่ ร่างกายก็สดอยู่ แต่ก็เสื่อมลงเรื่อยๆ แต่ถ้าให้อาหารอยู่ก็ยังอยู่ ถ้าวงจรของมันยังไม่ขาดไป มีแต่สัญญา สังขารทำงานเป็นโมเมนตัม ท่านเรียกว่ามนุษย์พืชไม่ผิดหรอก ถ้าเป็นสมัยก่อนตายไปนานแล้ว ไม่มีเครื่องช่วยเหล่านี้ แต่สมัยนี้วิทยาศาสตร์การแพทย์เก่งก็เลยทรมานตายก็ไม่ได้สักที แต่ถ้าไม่มีเวทนาก็ไม่ค่อยทรมาน แต่ก็อยู่อย่างนั้นเป็นภาระให้คนที่ยังอยู่ 600915_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เข้าใจกายให้พ้นความเป็นสัตตาวาส

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน