571230_ทวย.งานว.บบบ. เรื่อง จิตเกิดดับแบบไหนที่พาไปนิพพาน.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์346 KB
วันที่แก้ไข8 กันยายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

571230_ท ำวัตรเย็น งาน ว.บบบ. เรื่อง จิตเกิดดับแบบไหนที่พาไปนิพพาน พ่อครูว่า… วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.2557 ที่ บวร ราชธานีอโศก เราก็เรียนกันมา ก็เห็นว่าจิตของเราเป็นตัวหลักในการเรียนรู้ แม้แต่ท่านตรัสเรื่องความเป็นกาย เราก็ได้ยืนยันแล้วว่า กายคือจิต ได้หลักฐานที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า กายนั้น เรากล่าว ว่าคือ จิต บ้าง มโน บ้าง วิญญาณ บ้าง เราก็จะมาเรียนเรื่อง จิต เจตสิก รูป นิพพาน รูปข้างนอกก็เป็นกาย ที่มีนามธรรมประกอบเรียบร้อย แต่ตายแล้วไม่มีกาย มีแต่ร่าง ไร้จิตวิญญาณ ก็ไม่เรียกว่า กาย จิตเกิด จิตดับ (ตาย) ก็พูดกันมามาก เรียนเรื่อง การเกิด การตาย พูดกันติดปาก มากมายนักหนา ว่าเห็นความเกิด เห็นความตาย ต่างๆนานา พูดกันจัง แต่ว่าจริงๆแล้ว เป้าหมายหลัก การเรียนรู้ที่จะเห็นการเกิดของ มโน วิญญาณ จิต จะเป็นอย่างไร เขาก็เดากันไป ยิ่งพระพุทธเจ้าตรัส จิตเกิดดวงหนึ่ง ก็จิตดวงหนึ่งดับไป ก็เดาเอากันว่าจิตเกิดดับ แต่ไม่ได้เห็นแจ้งด้วยการสัมผัส ที่ต้องครบกาย มี ทวาร 5 กระทบ แล้วเกิด วิญญาณ มีธาตุรู้ กระทบแล้วครบเหตุปัจจัย มี ปสาทรูป โคจรรูป มี สติมันโต ใน สุรภาโว กระทบแล้วเกิดวิญญาณ ก็ อ่านวิญญาณได้ เป็น ผัสสะ 3 นั่นคือ การเกิด พอเกิดมาก็ปรุงแต่งปุ๊ป เป็นสังขาร คนไม่ได้ศึกษา ก็ปรุงเป็นสัตว์เปรตก่อนเลย มันอยาก เมื่อเกิดสัมผัส ก็มี เวทนา ชอบ หรือ ชัง หรือ เฉยๆ แบบพักยก ซึ่งธรรมดาที่ต้องมี มโนสัญเจตนา [ 162 ] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์เป็นไฉน เพราะอาศัยจักษุ และรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม 3 ประการ เป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เพร

อ่านต่อ

าะอาศัยหูและเสียง ... เพราะอาศัยจมูกและกลิ่น ... เพราะอาศัยลิ้นและรส ...เพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพะ ... เพราะอาศัยใจและธรรม จึงเกิดมโนวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม 3 ประการ เป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ฯ [ 163 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ ความดับแห่งทุกข์เป็นไฉน เพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม 3 ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหานั้นเทียวดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัส และอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความดับแห่งทุกข์ เพราะอาศัยหูและเสียง ...เพราะอาศัยจมูกและกลิ่น ... เพราะอาศัยลิ้นและรส ... เพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพะ ... เพราะอาศัยใจและธรรม จึงเกิดมโนวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม 3 ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหานั้นเทียวดับ ด้วยสำรอก โดยไม่เหลืออุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชราและมรณะโสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความดับแห่งทุกข์ ฯ พ่อครูว่า … สัจจะนั้นมีสองอย่าง คือ สมมุติสัจจะ และ ปรมัตถสัจจะ ซึ่งสมมุติสัจจะนั้นทุกคนก็มี แต่เราต้องพัฒนาตนสู่ปรมัตถสัจจะ สูงขึ้นๆ เรามาดูความเกิดความดับว่า มีอยู่ที่เดียว หรือหลายที่ ธรรมะทุกอย่างมาแต่เหตุ แล้ว เหตุอยู่ที่ใด ....มีนิสิตคนหนึ่งถามมาว่าอย่างนี้ เราก็ต้องพิจารณา ซึ่งต้องอ่านอาการจิต ตามสภาวะที่เกิด มันประชุมมา ก็เป็น กายสังขาร (องค์รวมทั้งหมด) ซึ่งในกายสังขารก็จะมี จิตสังขาร และ วจีสังขาร ที่ต้องเรียนรู้ ผู้มีนิพพาน คือ ผู้มีความตาย ...คือ ผู้ไม่เกิดอีก ...ประโยคนี้คนที่ศึกษาธรรมะมาบ้างก็คงพอได้ยิน แล้ว อะไรกันแน่ที่เกิด อะไรกันแน่ ที่ตาย พระพุทธเจ้าตรัสว่าเราต้องทำใจในใจของเรา (มนสิกโรติ) หรือว่า มนสิการ ให้ได้ ทำให้เป็น เราเอา มูลสูตร มายืนยัน ธรรมดาใจมันก็สังขารของมันเอง เป็นอัตโนมัติ สัญชาติญาณ ตามใจคน พอกระทบสัมผัสก็ปรุงแต่งเป็นสังขาร ผู้ไม่ศึกษาในโลก ไม่ได้ศึกษาปรมัตถ์ ก็จะปรุงแต่งหาสุข ทุกข์ เสพสุขทุกข์ หรือเฉยๆ อย่างธรรมชาติ แท้จริง สุขคือสัตว์เทวดา ทุกข์คือสัตว์นรก ในสัมมาทิฏฐิข้อที่ 9 ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ซึ่งสัมมาทิฏฐิเป็นประธานในมรรคองค์ 8

เมื่อ สัมผัสแล้วก็ต้องอ่านทันที แต่ใหม่ๆก็ไม่ค่อยทัน แต่พอฝึกมากขึ้นก็จะรู้ทันมากขึ้น รู้เหตุ รู้ปัจจัย แล้ว อ่านวิญญาณ พิจารณาตัวนั้น ไม่ใช่พิจารณาที่การขบคิด แต่ให้ทำอย่างมีของจริง มี จิตที่สังขารปรุงแต่ง ในองค์ประชุมรวม กายสังขาร แล้วในกายสังขารก็มี กาย เวทนา จิต ธรรม แต่ถ้าแค่ประชุม ก็เป็นเวทนา ในเวทนามีอะไรเป็นเหตุ ที่ปรุงแต่ง ก็คือ อกุศลจิตที่ต้องอ่าน แล้วเราจะไม่ให้มัน เรา ละเว้นตามศีลที่สมาทาน ไม่ให้มันก็ดิ้น เราก็ เห็นตัวเหตุ เลย ที่ดิ้น ที่มันปรุงกันในจิตเลย เราก็พิจารณาเลย นี่คือการ พิจารณา ไตร่ตรอง ตรวจสอบ เป็นนักวิทยาศาสตร์ ว่าอาการอารมณ์เป็นเช่นนี้ ให้ ดูที่สุข ทุกข์ นี่แหละเห็นชัดเลย ที่จริงมันเป็นตัวเดียวกันนะ เวทนา ก็คือจิต แต่หลายๆอาการที่มันไม่เที่ยง พอสัมผัสแล้ว ไม่ให้มันก็ทุกข์ แต่ได้มันก็สุข ไวมากอารมณ์นี่ รับเสพสัมผัสก็สุข ไม่ได้ก็ทุกข์ นี่คือการเกิดดับอย่างสามัญ แต่ถ้าเราจะทำให้จิตดวงหนึ่งดับ ดวงหนึ่งเกิด อย่างที่พระพุทธเจ้าว่าไว้ จับให้แม่น ว่าอาการนี้ คือ สราคะ กระทบสัมผัสแล้ว ต้องการเสพรส เราก็จับให้มั่น แล้วทำให้มันจางคลาย เรามี ปหาน 5 ก็ทำเลย พิจารณาก็คือ พิจารณาว่าไม่เที่ยง เห็นมันดิ้นตอนนี้ เราไม่ให้มัน แล้วมันจะอยู่อย่างนี้ไปอีกนานเท่าไหร่ เพราะมันเองเป็นอนุสัย เราหลงยึดว่ามันเป็นเรา เป็นของเรา เราสัมผัสแล้วได้รส เดี๋ยวเดียวมันก็หาย พอสัมผัสปั๊ปเกิดปุ๊ป แล้วมันก็หายไป พอเอาออกมันก็ไม่มี แต่ที่เหลือคือ ความจำ ถ้าเราเอาไว้นาน ก็อยู่กับเรานานหน่อย แต่ที่สุดมันก็หายไป นี่คือ ความไม่เที่ยง จะเกิดแล้วก็หายไป เกิดดับชั่วคราว เราสามารถเรียนรู้หลักใหญ่ ในปฏิจจสมุปบาท หรือโพธิปักขิยธรรม แจกเป็น กาย เวทนา จิต ธรรม มีอารมณ์อะไรปรุงอยู่ ว่ามี สราค สโทส เราก็ ดับตัวนี้แหละที่เป็นเหตุ ปหาน ทำให้จริง เกิดเมื่อไหร่ทุกปัจจุบัน ก็ พิจารณาว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นสุขหลอก ชั่วคราว เหมือนพยับแดด ฟองคลื่น ต้นกล้วย ถ้าเราจะต้องกินอะไร เราก็กินตามที่จำเป็น แต่เราก็มีกิริยาอาการจิตที่ดิ้นไปดิ้นมา เหมือนผู้หญิง เดี๋ยวชอบเดี๋ยวไม่ชอบ นี่แหละคือ จิตใจที่เป็น อิตถัตตะ ถ้ามี อิตถินทรีย์ มาก ก็ดิ้นดุ๊กดิ๊กมาก เราต้องทำให้หมดอาการอิตถินทรีย์ มาเป็น ปุริสสินทรีย์ แม้กามคุณ โลกธรรม วัตถุ ก็เป็นเพียงสิ่งอาศัย เรา สัมผัสแล้ว เราไปสร้างอารมณ์บ้า ของตน สุข ทุกข์ นี่แหละคือ อวิชชา คือตัวโง่ ทุกคนเคยเป็น คุณต้องกำหนดหมาย นิมิตว่า อย่างนี้คือ สุข ทุกข์ คือกิเลส ราคะ โทสะ ว่า อาการมันต่างกันอย่างไร โทสะ ต่างกับราคะ สุขกับทุกข์ ก็คนละตระกูล ก็ ทำเครื่องหมาย อาการนามธรรมนั้นด้วยตนเอง เมื่อทำได้สัมมาทิฏฐิ อบรมฝึกฝนได้ตามลำดับถูกต้อง ก็จะสามารถ ทำใจในใจ ของตน มนสิการ เป็น เป็นการจัดการใจตนเองด้วยวิชชา ปุถุชนหรือคนเรียนรู้ไม่สัมมาทิฏฐิ ก็ทำไม่ตรงตามนี้ ก็ไม่ได้ผลที่ถูก การทำได้จริงแล้วกำจัดเหตุได้ ก็เรียกว่า อภิสังขาร ไม่ใช้ให้กิเลสเป็นเจ้าเรือน พาสุขทุกข์ตลอด แต่ตอนนี้เราตื่นแล้ว แม้จะมีกิเลสอยู่เป็นข้าศึก เราก็จัดการมันอภิสังขารคือ ปุญญะ กำจัดกิเลส ใช้ปัญญาให้เห็นว่าเอ็งเป็นแขก ไม่ใช่ตัวเรามาสิงสู่ในตัวเรา ท่านพุทธทาสว่าเป็นแขกจร แต่ว่ามันมาประจำเลยนะ เราต้องพยายามเอาออก จนมันไม่มี เราก็จะรู้ว่ามันไม่เป็นเรา แต่ เราโง่หลงยึดว่ามันเป็นเรา หลงยึดมานาน ที่จริงมันไม่ใช่เราจริงๆ จะค่อยๆเห็นแจ้งเห็นจริง ผู้ที่มีปุญญะสามารถ ชำได้ด้วยปัญญา ไม่กดข่ม แต่รู้แจ้งด้วยพลังปัญญา มีพลังงานที่จะ ทำให้กิเลสที่สิงสู่ในตน สลาย หรือดับได้ จะมี อินทรีย์พละ อำนาจ ทำได้จริง เกิด ปุญญาภิสังขาร เกิดการชำระให้กิเลสจางคลายนี่คือ การทำใจในใจอย่างมนสิการ โยนิโส อย่าง ลงถึงที่เกิด สัมภวะ ทำให้มันตายหรือ ดับได้ เลย อ่านใจตนด้วย สติปัฏฐาน สติ คือ ระลึกรู้ได้ สั มปชัญญะ คือ รู้ตัว แล้วทำ โยสิโสมนสิการ มี สัมปชติ ถ้าทำได้เด็ดขาดเรียกว่า สมุทเฉทปหาน ทำได้อย่างลงไปถึงที่เกิด ถ่องแท้แยบคายละเอียดลึกซึ้งประณีต ผู้มีญาณรู้จัก รู้แจ้ง รู้จริงตัวตนกิเลส นี่คือ ผู้รู้จักตัวตน ไม่ใช่ว่าพูดลอยๆว่า อะไรก็ไม่ใช่ตัวตน ไม่มีตัวตน แต่ว่าถ้าปฏิบัติถูก เราจะอ่านตัวตนเป็น เรียกว่า สักกายะ หรือ อัตตา คือที่สัมผัสแล้วมีปสาทรูป ตากระทบรูป หูกระทบเสียง เกิดวิญญาณ เราก็เห็นวิญญาณคือตัวตน แต่ ตัวตนที่ชัดที่สุด ที่เราจะรู้ได้คือ อาการกิเลส ที่เป็น อกุศลจิต เลย ไม่ใช่ดับจิต ไม่ให้รับรู้เลย เหมือนจะจับโจร ก็เลยเผาไปหมดเลย ทั้งบ้านราชฯ ดีไม่ดีพวกที่ไม่รู้เรื่องก็ตายเลย แต่โจรขุดรูอยู่ ก็ไม่ตาย เหมือนกับการไปนั่งสมาธิหลับตาดับจิต แต่ของพุทธให้จับให้แม่นคมชัด ด้วยวิปัสสนา ต้องดับที่เหตุปัจจัย ที่คือ ทุกข์ พอเวลาตั้งเจตนาอยากได้แล้วไม่ได้ ก็ทุกข์ ได้ก็สุข มันอวิชชา ก็มีตัวตั้งเป็น ความอยากในกิเลส ถ้าเราอยากกินข้าว ท่านก็เอาอาหารเคี้ยวกลืน ท่านก็รับรสตามธรรมชาติ เกลือก็เค็ม พริกก็เผ็ด เป็นรสธรรมชาติ แต่ว่าที่ไป ชอบหรือชัง นี่แหละที่คือเหตุ คือกิเลส แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน มันบ้าๆบอๆ ก็กินพริกมันก็รสอย่างนี้ แต่อาการอื่นที่ดีดดิ้นไปสิ ว่าได้ตามอุปาทานก็ว่าใช่ อย่างคน 83 กับอายุ 38 แต่งงานกัน การเกิด ก็เรียกว่า ชาติ แล้วยึดไว้ใน ภพ เลย เป็น อนุสัย ไม่วางไม่ปล่อยไม่เลิก ก็ตกในภพ หรือว่าเราหยั่งรู้ในกามตัณหา ใน สังกัปปะ 7 เมื่อจิตดำริปรุงแต่ง มันมีอาการกามหรือพยาบาท ที่เป็น มิจฉาสังกัปปะ 3 ส่วนวิหิงสาก็ละเอียดเอาไว้ก่อน เราก็จับกามหรือพยาบาทก่อน ว่ามันมาปรุงแต่งอย่างไร ใน สังกัปปะ 7 นี่คือสังขาร หากเรามี อภิปัญญา เข้าร่วม ก็เป็น อภิสังขาร เราจับตัวกามตัณหาได้ก็กำจัดมัน อบายภพ คือ ตัวหยาบ ที่เราถือว่าเป็น ตัวต่ำของเราก่อน ส่วนกิเลสอื่นเราก็เอาไว้ก่อน ส่วนอบายก็ของใครของมัน ใจมีดำริเป็นโลภ โกรธก็ตาม เมื่อสัมผัสเหตุ เช่น สัมผัสธนบัตรหรือทอง ก็คือสิ่งที่เขาสมมุติกันว่ามีค่ามาก เราก็เอาไปใช้ในคุณสมบัติที่มันดีๆ แต่ที่เอามาหลอกเป็นแหวน จี้ สร้อยก็หลงกันไปเลอะเทอะ ธนบัตรก็คือสิ่งแลกเปลี่ยน เขายอมรับเอาทองว่าเป็นหลักประกันในการปั๊มเงิน แต่เดี๋ยวนี้เขาว่าอเมริกาไม่มีทองหรอก แต่ว่าปั๊มเงินไปมากมายให้เรา แต่พอเราจะเอาทองมาก็ไม่มีให้ในที่สุด เรามาอยู่ในนี้ก็คือถือศีล 10 พูดถึงตอนนี้ก็ขอแก้หน่อยว่า ที่ให้ปฏิญาณว่าให้ถือศีล 8 ตลอดชีวิตนั้นหลายคนก็ว่าแรง ก็ขอแก้ไขหน่อยว่า ให้ถือศีล 5 ตลอดชีวิต ถ้าเป็นลูกอาตมาต้องอย่างน้อยถือศีล 5 เป็นหลักพื้นฐาน ส่วนคนทำได้เป็นศีล 8 ศีล 10 ก็ยิ่งดี ก็ขอถอน เพื่อไม่ให้หนักเกินไป แต่ถ้าต่ำกว่าศีล 5 ก็คือ ไม่ขอเป็นลูกพระพุทธเจ้าไม่เป็นลูกอาตมา มาฟังต่อ... ศีลพื้นฐานในความเป็นมนุษย์ 5 ข้อ ถ้าผู้ใดไม่มีพื้นฐานของ ศีล 5 ก็คือจิตไม่เป็นมนุษย์ ซึ่งคือผู้มีใจสูง หากไม่มีศีล 5 ก็คือจิตเป็นสัตว์ ไม่ใช่มนุสโส ผู้ใดยังไม่มีใจมีศีล 5 ก็คือ จิตใจเป็นเดรัจฉาน ผู้มีจิตใจเป็นมนุษย์อย่างน้อยต้องมีศีล 5 ถ้าคุณผิดศีล 5 ก็คือ มีกิเลสจัดจ้านมาก ถ้าเป็นเช่นนั้นคุณก็ยังไม่ใช่มนุษย์ ผู้ใดอยากเกิดเป็นมนุษย์ ก็ทำให้จิตมีศีล 5 ถาวรก็เป็น มนุษย์ถาวร ต้องทำให้จิตที่ผิดศีล 5 นั้นตาย ก็จะเกิดจิตเป็น มนุสโส ต้องทำใจในใจตรงนี้

จะเป็น สัตว์ หรือเป็น มนุษย์ วัดกันที่ตรงนี้ นี่คือ คุณสมบัติศาสนาพุทธ โดยตรงเลย รู้ตัวเลยนะว่าใครจะเป็นมนุษย์หรือไม่เป็นมนุษย์ ถ้าใครละเมิดอยู่ก็คือ สัตว์เดรัจฉาน เป็น โอปปาติกะโยนิ ไม่ใช่การเกิดเป็นตัวตน อย่ างเช่น ชราพุชโยนิ หรือว่า เป็นสัตว์ที่เกิดจากไข่ อัณฑชโยนิ หรือว่าพวกแตกตัวเกิด คือสังเสทชโยนิ แต่ว่านี่คือ โอปปาติกโยนิ ถ้าในใจคนนี้มี มโนสัญเจตนา ที่เป็นอาการใจ แม้พระพุทธเจ้าก็มีมโนสัญเจตนา ที่จะสร้างศาสนา เราต้องรู้มโนสัญเจตนา มี 3 อย่างที่เป็นเครื่องอาศัย คนละจุดมุ่งหมายกัน เรา ต้องใช้วิภวตัณหา ในการ ล้างกามล้างภพ ต้องใช้วิภวตัณหา ทำงาน ไป แม้หมดกิเลสก็ใช้ต่อไป พระอรหันต์ก็มีวิภวตัณหาทำงาน อย่าโมเมว่า ไม่ให้มีความประสงค์ แม้พระพุทธเจ้าก็มีความมุ่งหมาย ว่าจะสร้างศาสนาเลย ไม่ใช่ว่าดับตัณหาหมดเลย ทั้งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดว่ามันมีสามความต้องการ ก็ตีความไม่แตก แต่ก็ตีความว่าต้องดับตัณหาในปฏิจจสุปบาท หรือในอาริยสัจจ์ ก็เลยบอกว่าคนต้องไม่มีความต้องการเลย ก็เลยไม่มีความตั้งใจที่จะล้างกิเลสเลย แต่ไปทำใจในใจไปนั่งสมาธิหลับตา คนเข้าใจผิดเยอะ แม้สายนั่งหลับตาหรือสายลืมตารู้นิ่งเฉยวาง อย่าไปคิดปรุง อย่าอยาก อย่าให้มีตัณหานะ ก็ฝึกได้เหมือนไม่มีตัณหา แต่ว่ามันก็มีอยู่ เดี๋ยวคุณก็อยากเดินอยากนั่ง อยากกินอยากทำโน่นทำนี่ แต่คุณไม่รู้ตัว มันเลยเถิด ต้องเข้าใจเบื้องต้นว่า ความอยากไม่เสียหาย แต่ที่ต้องล้างคือ ความอยากในกาม ในภพ ล้างกามล้างภพหมดด้วยวิภวตัณหา ก็ใช้วิภวตัณหา เป็นพระพุทธเจ้าได้แล้วสร้างศาสนา แล้วปรินิพพานไป แม้อาตมาก็ต้องทำงานด้วยวิภวตัณหา แม้จะทำงานก็ต้องปรุง บางทีปรุงจนหัวร้อน ต้องเอาผ้าชุบน้ำโปะหัว แต่ตอนนี้ไม่ได้ทำอย่างนั้นแล้ว แม้ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ เราก็อยู่กับมันได้ เราก็ ทำงานได้อย่างมีปีติ เป็น ผรณาปีติ ขณิกาปีติ เป็นปีติอยู่ในขณะๆ หมดขณะก็พอ เราไม่ปล่อยให้เป็น อุพเพงคาปีติ เราให้เกิดเป็นขณะใจ เรายินดีแวบๆ เป็นผรณาปีติ ถ้าคุณทุกข์คือ ยึดมั่นถือมั่น จิตคุณอยากให้มีอารมณ์ปีติมากๆ คุณก็ติดสิ ถ้าไม่ได้ขั้นนี้ไม่ได้สุดยอดความสุข หากไม่เข้าใจ ก็ไปสร้างสุขให้แรงๆ ถ้าไม่แรงไม่ถึงไม่มันส์ไม่อร่อยไม่จัด นี่คือ คนอวิชชา สร้างอารมณ์มอมเมากัน อารมณ์ที่หลงในกาม เรื่องรสชาติในกามคุณ ก็ต้องเป็นทาสมัน ต้องไปดูสิ่งปรุงแต่งเหล่านี้ ขนาดอาหารนี่ คุณเลี่ยงไม่ได้ ที่ต้องกินอาหารรสต่างๆ หากไม่รู้ก็สร้างว่าอย่างนี้อร่อยนะ ดีนะ เป็น กามคุณที่ปรุงหลอกกันให้ติดยึด แล้วโง่อุปาทาน เราเคยโง่มานานแล้ว แต่เดี๋ยวนี้เรารู้ว่าต้องมาล้าง ไม่หลงสร้างความคิด อะไรง่ายยากก็รู้ พวกรสจัดๆนั้นยากทั้งนั้น อย่างอาตมานี่น้ำเย็นนี่ฉันยาก ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้พลังงานนี้ไปต้าน ก็เอาที่กลางๆดีกว่า รสจัดๆนั้นไม่ต้อง เอาพอดี เบาบาง ลหุตา อาศัยแค่นี้ อาศัยความเบา ไม่จัดจ้าน แต่คนโลกๆนี่เอาแต่มอมเมากัน ด้วยสร้างรสอารมณ์จัดจ้าน ให้คนยึดติดทั่วโลก ในจอโทรทัศน์มอมเมาทั้งวัน ออกข่าวกีฬา ดารา บันเทิง ไปเที่ยวไปเสพอร่อยกันทั้งวัน คือไม่รู้สาระในสาระก็หลงไป ถ้าผู้ใดยังระงับความจริงที่เกิด ตั้งแต่ ดำริ เป็น ตักกะ ถ้าเราเก่งปรุงแต่งเป็น อภิสังขาร ก็อาศัยแค่ ลหุตา มุทุตา ที่เราพร้อมจะปรับ ได้ไว ตามเหตุปัจจัยที่ไม่เที่ยง ถ้าเรามีความเก่งใน กัมมัญญตา ทำให้มันปรุงแต่งจากจิต มุทุตา ทั้งจิตปัญญาเร็วไว ไหวทัน ส่วนจิตเจโต ก็ปรับดัดได้ง่าย ไม่อ่อนไหว แต่เป็นไวเร็ว จิตหัวอ่อน อาศัยลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา ออกมาเป็น วิญญัติรูป เราใช้งาน วิการรูป ไม่เอาสิ่งที่เป็นกิเลสมาปรุงแต่งด้วย เหลือแต่สิ่งที่ดียิ่งแล้ว ก็ใช้ ประมาณเอาให้ลหุเท่านี้ โดยประสิทธิภาพของมุทุตาเราก็ทำให้เหมาะควรด้วย สัปปุริสธรรม มหาปเทส 4 เป็นกัมมัญญตา ออกมาเป็น กายวิญญัติ วจีวิญญัติ แม้อยู่ในใจก็เป็นวิการรูป ส่วนสัจจะในโลก จะให้เกิดก็มี อุปจยะ แต่มันก็จะมีชรตา อุปจยะคือ เราให้มันเกิด ทำความเกิดแก่จิต ผู้ควบคุมได้ให้จิตเกิด แล้ว ทำต่อเนื่อง เป็น สันตติ แต่เราจะให้ พลังเพิ่มก็ได้ แต่ หยุดเมื่อไหร่ ก็ ชรตา หยุดก็เสื่อมสำหรับผู้ไม่เติมแล้ว มันจึงไม่คงที่ อนิจจตา อยู่ที่เราควบคุมอนิจจตา หาเราเติมมันก็ไปต่อ แค่หยุดก็เสื่อมแล้วสูญ ถ้ามีพลังงานเสริมอยู่ ก็ยังมีทศนิยม หากไม่มีทศนิยมก็เสื่อมสูญ เช่น น้ำถ้านิ่ง ไม่มีออกซิเจนไฮโดรเจนมาทำปฏิกิริยา น้ำนั้นก็เน่าๆไปเรื่อยๆ กามตัณหา เป็น ความอยากใคร่ รวมหมดเลย แม้อยากฆ่าเขา ก็เป็นกาม แม้จะอยากได้มาเป็นเรา ไม่ทำลายก็เป็นเชิงโลภะ หรือเอามาเสพรสเป็นราคะ ตัวเสพรสนี่แหละหายวับๆ ชั่วประเดี๋ยว เราไม่รู้จักอาการกามที่เป็นตน แต่ถ้าเป็นกามที่อาศัยทรงไว้ เป็น ธรรมกาโม จิตมนุษย์ที่ ไม่ปล่อยเป็นปรินิพพานปริโยสาน คุณจะต้องมีการยึดไว้อยู่ มีตัวตนอยู่ ผู้ไม่ลึกลับ ก็เป็นอรหัตตา ก็ ใช้งานอย่างเหมาะควร ไป ในใจคนนี่มี มโนสัญเจตนา ครองเรือนอยู่เสมอ อย่างอรหันต์เบื้องต้น จิตจะมีปรุงแต่ง อย่างการนอนหลับ อรหันต์ใหม่ๆ ถ้าตื่นเต็ม กิเลสไม่เกิด แต่ถ้านอนหลับแล้ว ไม่ได้ทำความตื่นรู้ อย่างสายเจโตสมถะ จะไม่มีเรื่องปรุงแต่งในฝัน แต่ อรหันต์ที่ไม่ได้ฝึกเจโต เมื่อหลับแล้วจิตก็ปรุงแต่งอยู่ นอนหลับจิตก็ค้างมีเศษเจตนารมณ์ แต่เมื่อเป็น ฐานอนาคา มีจะไปเสพหยาบก็ไม่มีแล้ว แต่จะ มีปรุงแต่งเป็นรสในภพ แม้ อรหันต์ก็มีพริ้วพราย เพราะสติไม่เต็ม แต่ถ้าอรหันต์ตื่นเต็มจะไม่มีกิเลส เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าไม่เอาผิดในฝัน มันเป็นสิ่งตกค้าง ตอนหลับมันก็จะเป็นไปตามมโนสัญเจตนาที่ฝังในอนุสัย แม้สติไม่เต็ม มันก็ทำงานตามที่มันเหลือ อรหันต์แบบนี้ ก็ต้องผ่านอนาคามีมาแล้ว วิภวภพ แปลว่าความ ต้องการให้ไม่มีภพ หรือมีภพที่วิเศษยิ่งไปอีก วิ นี่แปลว่า แจ้งแล้ว มีพลังกำหนดความต่างด้วย ส่วน ภว หรือ ภพ เป็นความ มีอยู่ วิภวตัณหา คือ ตัณหาที่ต้องการหมดภพ เป็นอรหันต์นั้น จะเป็นผู้มักน้อย อัปปิจฉะ ให้เหมาะควร กลางๆ หัดประมาณเป็น ซึ่งความต้องการนั้นจะมีตลอด แม้เป็น พระพุทธเจ้าก็มี แต่เป็น ความต้องการที่ไม่มีภัยต่อโลกแล้ว เช่น พระพุทธเจ้าท่านว่าท่านผ่องใสยิ่งอยู่สองวาระ คือตอนตรัสรู้ใหม่ๆ ยังไม่ปรุงมาก กับตอนปลงอายุสังขารแล้ว ท่านจะไปแล้ว แต่ท่านก็ยังมีความต้องการ ท่านก็บอกให้อานนท์ปูผ้าให้เราหน่อย เราทุกขเวทนาหนัก นี่ก็คือ ความต้องการ ท่านจะปรินิพพานก็ตรัสเช่นนั้น ให้เข้าใจมโนสัญเจตนาให้ดี เป็นเครื่องอาศัย อย่าพาซื่อเป็นเดียรถีย์พาซื่อ ดับไปหมด ต้องเข้าใจความต้องการที่ดีจนถึง วิภวตัณหา จนถึง วิหาร คือการ อาศัยอย่างมีคุณภาพ เก่ง ผู้นี้จึงอยู่กับ วิสังขาร ( วิสังขาร แปลกันว่า ไม่มีสังขารก็ได้ คือ ไม่ให้กิเลสมาสังขาร เลย) แต่อรหันต์ก็มีวิสังขารท ี่ วิเศษ แม้ อนาคามีก็ฝึกวิสังขาร แล้วให้เป็น วิหาร เป็นสิ่งสูงยิ่งกว่าวิมุติ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ออกป่าถ้ามิจฉาทิฏฐินั้นไม่จม ก็ลอย อย่างฤาษีนี่พวกจม กดกาม ไว้ เอาแต่หยุดจม นั่นคือลักษณะจม ส่วนพวกที่กามจัด ถ้าไปอยู่ป่า ซึ่งคนจะออกป่านั้นจะไปเช็คผล อย่างอุบาลีสูตรนี่ พระอุบาลีปรารถนาจะไปอยู่ป่า และราวป่าอันสงัด พระพุทธองค์ตรัสว่า... ป่าและราวป่าอันสงัดอยู่ลำบาก ทำความวิเวกได้ยาก ยากที่จะอภิรมย์ในการอยู่ผู้เดียว ป่าทั้งหลายเห็นจะนำใจของภิกษุผู้ไม่ได้สมาธิไปเสีย ผู้นั้นจำต้องหวังข้อนี้ คือ จักจมลง หรือจักฟุ้งซ่าน เปรียบเหมือนกระต่ายหรือเสือปลาลงสู่ห้วงน้ำใหญ่ หวังจะเอาอย่างช้างใหญ่สูง 7 ศอก หรือ 7 ศอกกึ่ง กระต่ายหรือเสือปลานั้น จำต้องหวังข้อนี้ คือ จักจมลง หรือจักลอยขึ้น !! (พ ระไตรปิฎก เล่ม 24 ข้อ 99 ) ผู้จะออกป่าแล้วได้ประโยชน์ก็คือ อนาคามีหรืออรหัตตมรรค ที่ต้องการเช็คผล แต่ที่ว่าออกป่านั้นเขาก็เรียกว่าพระธุดงค์อีก (ขอแวะเล่าที่ว่าเขาทำธุดงค์กันอย่างหรูหร่าฟู่ฟ่านั้น ไม่ใช่ธุดงค์) ธุดงค์คือศีลเคร่ง มาจาก ธูตะ อย่างท่านที่กินมื้อเดียวได้ คนก็หาว่าเคร่ง แต่ท่านทำได้ปกติดี ไม่ได้เคร่งแต่อย่างใด ต้องเรียนรู้ให้สัมมาทิฏฐิ แม้คำว่า กาย ก็ ต้องมีทั้งรูปและนาม เราเรียนรู้ให้จบใน รูป 28 จบที่ปริเฉทรูปนี่ ก็เกิดอุเบกขา อากาสาฯ ในปริเฉทรูป นอกนั้นก็เรียนรู้มาตั้งแต่ ปสาทรูป โคจรรูป ภาวรูป ที่มี ชีวิตินทรีย์ ซึ่งเราก็ทำให้ชีวิตของสัตว์หมดแรง(อินทรีย์) หมดพลังงานเลย ไม่มีแม้นิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ดับหมด ต้องเห็นความจริงของตนตรวจสอบให้ครบ เรียนรู้ใน อาหาร 4 นี่แหละ แล้วอาศัยมโนสัญเจตนาล้างกิเลสในวิญญาณ แล้วก็อาศัยอาหารรูปได้อย่างบริสุทธิ์ เพราะทำ ปริเฉทรูป ได้ถึง อุเบกขา อากาสาฯ ตรวจสอบ เป็นภาวะที่อรหันต์อาศัย ทำอากาศเป็นทำเรือนว่างให้อาศัยได้เป็นอรหันต์ ก็อาศัยอันนี้เรียกว่าอากาสาฯ ตรวจสอบจนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ ผ่านปริเฉทรูป แล้วอาศัยเรือนว่างอย่างมีภูมิคุ้มกันจะอนุโลมกับโลกเขา ทำกายวิญญัติ วจีวิญญัติ อย่างอนุโลมให้เขาได้อย่างประมาณใน ลหุตา มุทุตา มีกัมมัญญตา ในโลกพร้อมทั้งกายวิญญัติ วจีวิญญัติได้อย่างสมบูรณ์

วันนี้อธิบายไล่มาถึง ความเกิดความดับ เราทำเหตุคือ อกุศลจิตดับ ได้ แม้ อนุสัยก็ดับ ได้ นี่คือเห็นความเกิดความดับ ไม่ใช่ว่าเดาเอาตรรกะว่าเดี๋ยวจิตก็เกิดก็ดับ แต่คุณเห็นความจริง อ่านจิตได้ แล้วทำจิตที่มีภาวะให้ หมดอินทรีย์ของอิตถี ให้เป็น อุตมบุรุษ เป็น เอกกัคคตา สูงสูดที่อาศัยในโลก เป็นความเกิดความดับต้อง เห็นอย่างสัมมาทิฏฐิ รู้จิตอนุสัยตัวปลายท้ายสุดดับ จิตอรหันต์เกิด เกิดดับทันที ไม่มีอะไรคั่น นี่คือผู้เห็นความเกิดความดับ …จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน