571230_ทวช.งานว.บบบ. รุ่น ๓ เรื่อง มูลสูตรอย่างคัมภีรา.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
571230_ท ำวัตรเช้า งาน ว.บบบ. รุ่น 3 เรื่อง มูลสูตรอย่างคัมภีรา
พ่อครูว่า… วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.2557 ที่ บวร ราชธานีอโศก ตอนนี้ประมาณ 19 องศา กรมอุตุฯว่าจะถึง 14 องศาฯนะ เผื่อจะได้ไปเที่ยวเอสกิโมนะ ไม่มีอะไรดีกว่าธรรมะ ถ้าเผื่อว่ารัฐบาลก็ดี สังคมครูบาอาจารย์ได้ระลึกถึงธรรมะ แล้วมีเจตนารมณ์ คนเรามีเจตนารมณ์อยู่ลึกๆโดยธรรมชาติ ลองอ่านดู จิตเราจะอยู่เฉยๆ ไม่ประสงค์อะไร ไม่มีจิตมุ่งหมาย สัญญะกำหนด มโน สัญ เจตนา คือ กำหนดมุ่งหมาย เลย มันจะมีน้อยหรือมาก โดยธรรมชาติจะมี หรือแม้ที่สุดมันเจตนาอยู่เฉยๆ ไ ม ่ นึกไม่คิด การที่จะฝึกตนไม่ให้นึกคิด แม้จะไม่สัมมาทิฏฐิ อย่าง อุเบกขา คนที่ทำให้จิตตนไม่สร้างอารมณ์อะไร อยู่เฉยๆ เราก็สร้าง เราก็ทำ โดยวิธีเฉยๆ กำหนดมันให้หยุด เช่นว่า มีกสิณ ก็เรียกว่า เอกัคคตา เป็นการ กำหนดจิตให้เป็นหนึ่ง ก็เป็นวิธีโลกีย์ธรรมดา มีหลายวิธีในการกำหนดกสิณ อะไรก็ได้ ให้เรากำหนดจิตจดจ่อนิ่งตรงนั้น เรียกว่าวิธีสะกดจิต ทางวิทยาศาสตร์เขาทำกัน ใครก็ทำ ฝ่ายไสยศาสตร์ก็ทำ พุทธศาสตร์ ก็รู้ก็ทำด้วย ถ้าทำก็จะ กำหนดจิตให้สงบ โดยวิธีสามัญ ไม่ลึกลับ ใครก็ฝึกได้ ผู้สามารถ รู้กิเลสในจิต ตัวใดตัวหนึ่งเลย เมื่อ สัมผัสกับมัน เป็นความจริงเลย คือมีอวัยวะครบทำงาน ไม่ใช่นิ่งหยุดระงับ แต่ทำงานสมบูรณ์ แล้วมีสติออกมาทำงานทั้งนอกและใน สัมผัสเหมือนทุกคนที่รับรู้ในสมมุติสัจจะนี้ได้ แล้วก็สามารถรู้ปรมัตถสัจจะภายใน มีความสงบภายใน ขณะที่จิตขึ้นรับวิถี โดยเฉพาะตอน สัมผัส กับสิ่งที่เคยทำให้เกิดกิเลส แต่เราก็ สงบได้ ไม่มีกิเลสเกิด ขณะที่พฤติกรรมข้างนอกเหมือนคนอื่น จะมีความแคล่วคล่องของ เวทนา สัญญาสังขาร กายปาคุญญตา มีวิญญาณเกิด มีผัสสะ 3 ครบ เป็นวิญญาณที่มีปัญญา ไม่ใช่แค่สัญญา อยู่ในภวังค์
อ่านต่อ
ความสงบนี้ ไม่ใช่แค่นิ่งนั่งหลับตา อยู่ในภพภายใน ไม่ครบ วิโมกข์ 8 ข้อ 2 คือ พหิทารูปานิปัสสติ คือ เห็นภายนอก ก็เห็นเข้าไปใน ภายในด้วย ยิ่งมีความรู้ถึงอรูปเลย ก็กำหนดรู้อ่านได้ อ่านถึง ก็คือผู้มีญาณแบบพุทธ พุทธญาณ มีธาตุรู้ เป็นญาณ เป็นอัญญา เข้าไปรู้สัมผัสอ่านได้ แล้วทำความ สงบเฉพาะกิเลส มันไม่ทำงานห รื อตายไปเลย เป็นความสงบที่ ทุรนุโพธา รู้ตามได้ยาก เพราะมันคัมภีรา ลึกล้ำลึกซึ้ง มีทั้งสัจจะสมมุติ และปรมัตถสัจจะ นี่คือความจริงของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่แค่ ความจำ ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น 1 . คัมภีรา (ลึกซึ้ง) 2 . ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) 3 . ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) 4 . สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) 5 . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) 6 . อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) 7 . นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) 8 . ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พ ระไตรปิฎก เล่ม 9 ข้อ 34 )
ผู้ใดฝึกฝนทำใจในใจ เป็นความจริงเรียกว่าเกิดมรรคผล ใครไม่เกิดมรรคผล ก็ไม่สามารถเกิดวิมุติหลุดพ้นได้ คำว่าวิมุตินี้ลึกซึ้ง ต่างกับนิโรธ
นิโรธ แปลว่า ดับ แต่ วิมุติ แปลว่า รู้ มติ คือความ รู้ร่วมกัน เป็นการรู้ รู้เข้าไป ถึงปรมัตถ์ แล้วกำหนดให้ใจได้ตรง สำเร็จตามที่เราต้องการ ถึงขั้นสันตา ไม่เหมือนสงบหยุดเฉย อุเบกขาเด๋อ ไม่ใช่แต่เป็นอุเบกขาที่ชัดเจน เป็น เนกขัมสิตอุเบกขา คำว่าเนกขัมมะเป็นภาษาเฉพาะศาสนาพุทธ เป็นการ ออกจากกิเลส ดับ กิเลสตายสนิท นัยหนึ่งทำให้อาการกิเลสดับ หรือสอง เราไม่ได้อยู่ในวงจรกิเลสเรียกว่าหลุดพ้นไม่เกี่ยวข้อง สัมผัสอยู่ก็ไม่ดูดซึม ไม่ว่าจะซึมซับ เข้าหาก็ไม่มี เรียกว่า หลุดพ้น เป็นตัวของตัวเอง เป็น เอกราช เด็ดขาด ไม่มีใครทำลายได้ จิตเราไม่มีอะไรซึมเข้ามาร่วม ล่วงล้ำอธิปไตยของจิตเราได้เลย อธิปไตยเป็นยอด โดยอธิปไตย มีสติ รู้ตื่นเต็ม ไม่มีอะไรเข้าได้ แต่ถ้าหลับก็สติไม่เต็มเข้าได้บ้าง แต่ถ้ามีสติมันโต ตื่นรู้เต็ม ก็ไม่มี osmosis แทรกเข้ามาไม่ได้เลย จะมีพลังแห่งธาตุจิต เช่นนี้ พระพุทธเจ้าว่า....เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่อย่างนี้ ย่อมละความดำริพล่าน ที่อาศัยเรือนเสียได้ เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายใน เท่านั้น ย่อมคงที่ แน่นิ่งเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่า เจริญกายคตาสติ ฯ
เรือนนั้นว่างจากกิเลส จะเป็นเรือนใจ หรือเรือนกายก็แล้วแต่ ที่ว่างจากกิเลสนั่นคือ เรือนว่าง หมายถึงเรือนกายเรือนใจว่างจากกิเลส อาศัยเรือนเขาอยู่แต่เราไม่มีความดำริพล่าน ในเรือนกายเรือนใจได้สนิท จิตเราแน่ในภายในของเรา ส่วนข้างนอกสามารถคิดตาม อนุโลมตามเขาไปได้ มี จิตมุทุ หัวอ่อน รู้เร็ว เชิงปัญญาก็ไว เจโตก็ ปรับได้ง่าย ไม่ใช่ว่า ไม่มีปัญญาควบคุม แต่มี สัปปุริสธรรม มหาปเทส ปรับจิตเราได้ เราจะเก่งในการทำใจในใจของตนเอง ผู้เรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าจะมี สติเต็ม ทำงานก็ตื่นอยู่ ชาคริยา ทำให้จิตเราเก่ง มี เอกกัคคตา มีธรรมเอก ผุดขึ้นในจิต ตั้งมั่น เป็นหนึ่ง ไม่มีเพื่อนสอง เราคุมได้ เป็นผู้ที่แต่เดียว ซึ่งไม่ได้หมายถึงตัวตนบุคคลเราเขา สังคมทุกวันนี้วุ่นวายด้วยกิเลส เป็นพฤติกรรมโลกีย์ ยิ่งมีสื่อสาร ยิ่งวุ่นวาย คนนี่ส่งออก ยิ่งกว่าธรรมชาติ ทำให้ธรรมชาติมีพลังงานเคลื่อนที่อีก คนเอามาใช้หมด พลังงานต่างๆในอุตุ คนนี่วุ่นวายเป็นพิษภัยมาก หากคนไม่มีภูมิคุมกัน จะรู้ทันกระแส แม้ทางฟิสิกส์เหล่านี้ ที่ทำงานสังเคราะห์สังขาร เป็นพลังงานอุตุ
ถ้า จิต เราได้ฝึกเป็น เอกกัคคตา ซึ่งไม่ใช่จิตอยู่รู้แต่ในภพ แต่สัมผัสสัมพันธ์กับภายนอก อย่างผู้มีจิตเหนือมัน มีสติ รู้ตื่นเต็ม มีสติเป็นอธิปไตย อยู่เหนือกระแสอุตุ ที่เขาเอามามอมเมาด้วย นัจจะ คีตะ วาทิตะ เช่น พวกผู้หญิงดาราที่ทำท่าทางชมดชม้อย มันดัดจริตจริงๆ Act art มันแอ็คลามกเชิงกาม เชิงราคะ ยั่วให้คนเกิดอารมณ์ พวกนี้ผีมาเกิด ขออภัยที่ต้องพูดตรงๆ อาตมาไม่ได้เกลียดดารา พวก sex symbol เป็นสัญลักษณ์แห่งกาม เขาไม่รู้ว่าเขาสร้างความลามก ผียั่วยวน เป็นศัตรูร้ายของศาสนาพุทธ พุทธเราจะให้ลดสิ่งเหล่านี้ ถ้าได้ศึกษาพุทธจะมีภูมิคุ้มกัน มีปัญญาเป็นอุตระ มีสติเป็นอธิปไตย มีสติควบคุมสติได้ถึง 3 ชั้นคือ จิตสำนึก จิตใต้สำนึก จิตไร้สำนึก จึงเรียกว่ามี สติเป็นอธิปไตย ไม่เป็นทาสโลกีย์ ที่จะมาทำให้จิตเราอ่อนแอ จะเป็นผู้อยู่เหนือโลก เป็นอุตระอย่างแท้จริง คนไม่รู้ก็ได้แค่ ลาภ สักการะ สรรเสริญ โลกียสุข อันเป็นดอกใบผลกิ่งก้านของศาสนาเท่านั้น หรือว่าได้ ศีล อันเป็น สะเก็ด ที่หลุดร่ว ง จากต้นไม้ ไม่มีชีวะของพุทธเลย หรือคนบางคนเข้าไปได้ถึง เปลือก ก็คือ สมาธิ ได้สัมพันธ์กับจิต แต่เป็นสมาธิโลกีย์ แต่ลึกว่านั้นก็ได้ กระพี้ คือ ปัญญา พระพุทธเจ้าหมายถึง พุทธิปัญญา แต่ผู้ที่สามารถเลยกระพี้ถึง แก่น ก็คือ ได้ วิมุติ คนก็ยากที่จะเข้าถึงแก่น ที่จะเป็นสัมมาวิมุติ ไม่ใช่แค่โลกีย์นะ แต่เดี๋ยวนี้ได้ปัญญาโลกีย์ ป.เอกเลย ก็ไม่ได้ถึงแก่น ผู้ทำสมาธิได้ถึงนอกและใน หยั่งลึกถึงอนุสัย อาสวะ ทำงานอย่างตื่นรู้ ทั้งนอกและใน เป็น ชาคริยบุคคล ตื่นเต็ม ผู้ทำวิมุติได้ ก็เป็นคนอมตะ เป็นคนไม่ตายไม่เกิด เพราะว่าเรารู้กายรู้จิต รู้จักบุญ ทำบุญเป็น สามารถเป็นผู้สิ้นบุญสิ้นบาปได้ เราก็ทำจบกิจถึงแก่น สิ้นบุญสิ้นบาป ปุญญปาปปริกขีโณ ท่านใช้คำว่า อมโตฆทะ หรือ นิพพาโนฆทะ เพราะว่า โอฆทะ แปลว่าจุ่มจมลงไป ดิ่งเข้าหาอันนั้น หมายถึง ลึกเข้าหาอนุสัย คนที่มีจิตมีพลังหยั่งลงไปถึงที่สุดเรียกว่าโอฆทา จมจุ่มแช่ลงไปในอมตะ ถึงที่สุดเป็นอมตะ ส่วน นิพพาโนฆทะ คือจมลงในนิพพาน ต้องให้จิตเราจม ดิ่ง แช่ หยั่งลงในนิพพานเลย
มาไล่ดู ในมูลสูตร เล่ม 24 มูลสูตร [ 58 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกพึงถามอย่างนี้ว่าดูกรอาวุโส ทั้งหลาย ธรรมทั้งปวงมีอะไรเป็นมูล มีอะไรเป็นแดนเกิด มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นที่ ประชุมลง มีอะไรเป็นประมุข มีอะไรเป็นใหญ่ มีอะไรเป็นยิ่ง มีอะไรเป็นแก่น มีอะไรเป็น ที่หยั่งลง มีอะไรเป็นที่สุด เธอทั้งหลายถูกถามอย่างนี้แล้ว จะพึงพยากรณ์แก่อัญญเดียรถีย์ ปริพาชกเหล่านั้นว่าอย่างไร ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมของ ข้าพระองค์ทั้งหลายมีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็น ที่พึ่ง พระพุทธเจ้าข้า ขอประทานพระวโรกาส ขอเนื้อความแห่งภาษิตนี้จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มี พระภาคเถิด ภิกษุทั้งหลายได้ฟังต่อพระผู้มีพระภาคแล้วจักทรงจำไว้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้นเธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับ พระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก พึงถามอย่างนี้ว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลายธรรมทั้งปวงมีอะไรเป็นมูล มีอะไรเป็นแดนเกิด ... มีอะไร เป็นที่หยั่งลง มีอะไรเป็นที่สุด เธอทั้งหลายถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์แก่อัญญเดียรถีย์ ปริพาชกเหล่านั้นอย่างนี้ว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ธรรมทั้งปวงมีฉันทะเป็นมูล มีมนสิการเป็น แดนเกิด มีผัสสะเป็นเหตุเกิด มีเวทนาเป็นที่ประชุมลง มีสมาธิเป็นประมุขมีสติเป็นใหญ่ มีปัญญาเป็นยิ่ง มีวิมุตติเป็นแก่น มีอมตะเป็นที่หยั่งลง มีนิพพานเป็นที่สุด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์แก่อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นอย่างนี้แล ฯ จบสูตรที่ 8
มีแต่กายยาววาหนาคืบกว้างศอกนี้ คือเป็นมนุษย์จึงสามารถเป็นทั้งอรหันต์ได้ หรือจะเป็นพระพุทธเจ้าก็ต้องมีชมพูทวีปนี้ แม้เป็น ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ บรรลุคุณธรรมของสัมมาสัมโพธิญาณ สามารถประกาศศาสนาพุทธได้ แต่ท่านไม่ได้ออกมาประกาศ ท่านก็มีความตรัสรู้แล้ว ได้ก่อนพระพุทธเจ้าบางองค์ด้วย นี่คือปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ สุดท้ายท่านก็รีไทร์ออกไปก่อน ปรินิพพานไปเลยก็มี เหมือนพวงมะม่วงตกลงมาแตกกระจายไป ไม่ได้ประกาศศาสนาของตน ว่าเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งนะ ไม่ใช่ว่าปัจเจกสัมมาสัมพุทธก็สอนใครไม่ได้ นั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะขนาดไม่มีสัมมาทิฏฐิก็สอนเก่งในสังคมมีมาก บางคนสอนถูกด้วย การเป็นธัมมกถึกต้องมีธรรมะของตน แล้วค่อยสอนจึงจะทำให้ศาสนาเจริญ แต่บางคนไม่บรรลุแล้วสอนเกินเลย สอนถึงอรหันต์ มีแต่อิทธิ_อาเทสนาปาฏิหาริย์ ก็เลอะเทอะไปหมด ปัจเจกพุทธนั้นสอนได้ แต่ว่าไม่ได้เปิดตัวเองไม่สร้างศาสนา เท่านั้น แม้ท่านจะอุบัติมาในโลก เป็นชมพูทวีป แต่ ไม่ประกาศศาสนา ท่านก็ช่วยโลกไปตามปณิธานท่าน ท่านช่วยได้เท่าที่ท่านช่วย เหมือนที่คนพูดถึง พระอวโลกิเตศวร บางปางเขาว่าเป็น เจ้าแม่กวนอิม หรือว่าเป็นตัวร้ายก็ได้ เพราะในสังคมนั้นมีแต่ความหลอก ท่านก็เลยต้อง แปลงเป็นยักษ์มาปราบเทวดา ที่เป็น เทวบุตรมาร ขออภัยที่ อาตมาก็เป็นยักษ์มาปราบเทวบุตรมาร แล้วถ้ารู้ที่อาตมาพูด เทวบุตรมารอาจกลับตนมาเป็นเทวดาจริง ดีจริงก็ได้ อมตบุคคล เป็น ผู้รู้การเกิดการตาย ถ้าไม่ถึงขนาด ก็ กำหนดวันเกิดวันตายไม่ได้ แต่พระพุทธเจ้าท่านทำได้ แม้อรหันต์บางองค์กำหนดเลยว่าเดินถึงก้าวที่ 7 ก็จะตาย ก็กำหนดได้ เป็นอรหันต์ที่เก่ง แต่อาตมาไม่ได้กำหนดวันตาย ผ่านวันตายมาหลายปี จะดื้อต่อไปอีก พระพุทธเจ้าว่าถ้า มีอิทธิบาท มีโพชฌงค์ มีวิจัย ทั้งนอกและใน ทั้งสมมุติและปรมัตถ์ จะเป็นผู้อายุยืน ที่อาตมาแจกเป็น 8 อ. อาตมาก็รักษาอิทธิบาทกับอารมณ์ นอกนั้นก็ให้พวกเราเป็นผู้ช่วย ปัจฉา สมณะ ก็ช่วย แต่บางทีอาตมาก็ดื้อ ท่านก็ไม่ว่าอะไร บางทีอาตมาทำงานเลยเวลา ก็ไม่ได้ไปละลาบละล้วง เตรียมอุปกรณ์ออกกำลังกายมาบางทีก็ไม่ได้ออก ก็เก็บกลับ เป็นต้น แต่อาตมาก็ประมาณไม่ให้ขาดเกิน ใครที่ ท่องโพชฌงค์ 7 แล้วจะ อายุยืน ถ้าแค่ท่องก็ได้แล้ว ก็ดีสิ แต่ ไม่ได้ หรอก ต้องทำด้วย มีโพชฌงค์ มีธัมวิจัย จัดสรรให้ชีวิตลงตัว จะอายุยาวยืนได้จริง อาตมาพยายามต่ออายุขัย ทางแพทย์เขาก็หาทางต่ออายุคน ทุกวันนี้เก่งขึ้น ก็อายุยาวขึ้น แต่ให้เป็นมนุษย์พืช ไม่เอา เสียเวลา ทุนรอน แรงงาน ทั้งที่ควรตาย เป็นชีวะแล้ว พลังงานตกลงมากแล้ว แพทย์นั้นก็ขอบอกว่า ถ้าแน่ใจว่าเหลือพลังงานแค่พีชะ ก็ถอดเครื่องช่วยชีวิตได้ ไม่บาปนะ แต่ต้องแน่ใจจริงๆนะว่าเป็นมนุษย์พืชแล้ว
ในมูลสูตร ข้อแรกคือ 1 . ฉันทะ .... ถ้าคุณยังยินดีในลาภ ยศ สรรเสริญโลกียสุขอยู่ สมัยอาตมาทำงานกับคุณจำนงค์ รังสิกุล แล้วตอนอาตมาจะออกมาทางธรรม คุณจำนงค์ ก็ว่าดีแล้ว ที่ไปทางธรรม แต่ว่าคุณจำนงค์เขาก็ว่าเขารู้ แต่ผมไม่ไปนิพพานหรอก จะขออยู่กับสุขกับทุกข์ของผมนี่แหละ คุณจำนงค์นี่เป็นผู้ที่เก่งและคงแก่เรียน จัดรายการได้ดี เป็นสาระมากกว่าสื่อทุกวันนี้ จัดรายการเป็นสื่อสาร ไม่ใช่สื่อสารมอมเมา หยาบคาย หาแต่เงิน เอากิเลสเป็นตัวตั้ง แค่ข่าวนี่เสนอแต่ข่าวอบายมุข พวกกีฬานี่ ส่วนข่าวธรรมะสาระประเสริฐ สิ่งดีไม่มีเลย มีสาระทางโลกบ้างนิดหน่อย แต่สาระธรรมะหาได้ยาก สรุปแล้วคุณยินดีในโลกียะ อย่างคุณจำนงค์ว่า ผมไม่ไปนิพพานหรอก ผมรู้ อาตมาก็ว่าเขารู้เข้าใจว่านิพพานต้องหนีเข้าป่า แต่อาตมาไม่ได้เข้าใจเช่นนั้น ถ้าจิตคุณยังเอียงชอบโลกีย์ 50 หรือ 60 ส่วน ในร้อย ก็ไม่มาหรอก คุณก็อยู่รอบรั้วข้างนอก ไม่มาสัมผัสหรอก จิตวิญญาณจึงมีฉันทะ ยินดี คนจะยินดีได้ อาจด้วยปัญญา หรือศรัทธา บางคนก็เห็นดีด้วย ศรัทธา มาก ก็มาไว แต่บางคนปัญญาเฟื่องศรัทธาน้อยเข้ามาก็อยู่ไม่นาน ทั้ง ศรัทธาและปัญญาต้องพอเหมาะ จึงเข้ามา อาตมาจึงไม่เรียกร้องมอมเมาล่อหลอก ไม่โฆษณาสินค้า ให้ฉันทะของคุณขึ้นมาพอแล้ว คุณตัดสินเอง เข้ามาแล้วอยู่ได้อยู่ไป อยู่ไม่ได้ก็ออกไป เข้ามาหมดตัวแล้วจะมาเรียกร้องเอาคืนก็ไม่ได้ เพราะคุณมาเองนะ เราไม่มีสัญญาอะไรกับคุณ คุณสัญญาเองเข้ามาเอง สรุปแล้ว ฉันทะ เป็นตัวต้น เป็นทั้งแสงอรุณและอิทธิบาท ท่านจึงจัดฉันทะอยู่ในข้อแรกของมูลสูตร ฉันทะนั้น ถ้าคุณผลักดันเองก็เร็ว จะมีปัญญาหรือศรัทธาแล้ว มาอยู่กับ สัปปายะ 4 นี้ พาทำการงานอาชีพอย่างพ้น ลาเภนลาภัง นิชิคิงสนตา พ้นลาภแลกลาภก็ประเสริฐ ผู้ใดมีฉันทะเพียงพอปัญญาเพียงพอ ก็มาได้นะ ที่บ้านราชฯนี้ต้องการเป็นพัน มีเพลงหนึ่งในพัน ก็ยังไม่เห็นพันในหนึ่งเลย คนแต่งเพลงก็ยังไม่มา แต่คนร้องอยูที่นี่ ถ้าฉันทะไม่มาเต็ม วิริยะ จิตตะ วิมังสา ก็ไม่เต็ม แต่ถ้าฉันทะเต็มอื่นๆก็มาเต็ม เกิดเนื้อแท้แก่นแท้ไปเรื่อยๆ
2 . มนสิการ เป็นแดนเกิด เป็น แดนเกิดทางนามธรรม ปรมัตถ์ ไม่มีสถานที่ เพราะแค่แสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้า มันยังไม่อยู่กับที่เลย คนเอามาใช้ได้ แต่นามธรรมหรือจิตนั้นจะอยู่ที่ไหนล่ะ ก็ตรง หทยรูป แต่ไม่จำเพาะเลย ไฟฟ้าไปไหนต่อไหนได้ หทยรูปก็ ไม่อยู่กับที่ แต่อยู่ที่ ต้นทางจะทำให้โยนิโส มนสิการ นักวิทยาศาสตร์สามารถเอาพลังงานฟิสิกส์มาใช้ได้อย่างไร พลังงานทางจิตก็เช่นกัน สามารถเอามาใช้ได้ ซึ่งต้องรู้ รูป 28 1 .ปสาทรูป 5 2 .โคจรรูป 5 3 .ภาวรูป คือสิ่งที่ปรากฏ เป็นความจริงต้องครบทั้งมหาภูตรูป ทั้งประสาทของเรา มีวิญญาณเข้าร่วมรู้ เป็น ภาวรูป ก็มีลักษ ณ ะ อาการ อิตถัตตา และ ปริสัตตา แล้วในอัตตะนั้น มีพลังงาน เป็น อิตถินทรีย์ ถ้าทำได้เป็นเอก ก็เป็น ปุริสสินทรีย์ เป็น ปุงลิงค์ เป็น เอกบุรุษ แต่ถ้าทำยังไม่ได้ก็ไม่สำเร็จ แม้ร่างเป็นชาย แต่จิตคุณเป็นอิตถีลิงค์ มีอิตถินทรีย์ ก็ต้องรู้ชีวิตรูปเหล่านี้ รู้อินทรีย์ความเป็นชีวิตของมัน เราก็อ่านพลังงานว่า มันมีกำลังเท่าไหร่ เป็นชีวิตสัตว์นรก สัตว์เทวดา จนทำให้เป็น อุบัติเทพ วิสุทธิเทพ ได้ ต้องอ่านของตนเองจับให้มั่น แล้ว รู้พลัง รู้อินทรีย์ มันจะมีกำลังอินทรีย์ ต้องมีอาหาร ตั้งแต่ อุปโภค บริโภค มีกิเลสในนั้นทั้งนั้นแหละ แล้วคุณก็มีเจตนาในการปฏิบัติ มนสิการเป็นตัวหลัก แล้วก็ต้องมีผัสสะเป็นเหตุหลัก ด้วย ที่จะพาบรรลุได้ คือรู้ นาม 5 คือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ
3 . ผัสสะ เป็นตัวสำคัญ เป็นมูลสูตร ไม่มีผัสสะก็ไม่เกิด แม้แตะเฉยๆ ตาเห็นรูปแต่ประสาทไม่เอาด้วย สติไม่เอาด้วย เสียงก็ตามคุณฟังอาตมาจดจ้อง เสียงอื่นๆคุณก็ไม่ได้ยิน การปฏิบัติพระพุทธเจ้าว่าต้องครบทั้งนอกและใน เป็นกาย แม้พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า กายนี้คือ จิต มโน วิญญาณ ในพระไตร ปิฎก เล่ม 16 ข้อ มหาวรรคที่ 7 1 . อัสสุตวตาสูตรที่ 1
4 . เวทนา เป็น สัมโมสรณา ที่ประชุมลง เมื่อมีผัสสะแล้วทุกอย่างก็ประชุมลงที่เวทนา พระพุทธเจ้าจึงแจกถึง 108 เวทนา ต้องชัด ในปริยัติในความหมายก่อนแล้วเอาไปปฏิบัติ
5 . สมาธิ เป็นประมุข เป็นหัวหน้า คือผลของการทำเวทนาในเวทนาเป็น ผลคือ กำจัดอกุศลจิต เมื่อ สำเร็จ คือ ทำเวทนาในเวทนา จิตในจิต ให้เป็น เนกขัมมสิตอุเบกขา ได้ แล้วทำให้ตั้งมั่น ทำใจในใจได้ถูกต้อง เป็นหัวหน้า มโนบุพพัง ไปเรื่อยๆ
6 .มี สติ เป็นอธิปไตย รู้ทั้งนอกและใน เป็นกาย เป็น holistic(องค์รวม) รู้ตัวทั่วพร้อม ทั้งนอกและใน มี สัมปชาโน ไวเร็วขึ้น มุทุภูตธาตุ แล้วนอกจากมีอำนาจใหญ่ กิเลสไม่ดูดซึม ทั้งรู้ตัว ไม่รู้ตัว osmosis(การซึมซับ)ก็ไม่มา ได้อนาคามี ถ้าตื่นเต็ม จะไม่มีจิตแลบเลีย เสพกิเลส แต่ถ้าหลับอยู่ ก็ถูกกิเลสเข้าได้ แต่ถ้าตื่นมีผัสสะกับภายนอกจะไม่เสพในจิต ก็แข็งแรงตั้งมั่น เป็นเอกราช
7 . ปัญญา ..ต้องเป็น สัมมัปปัญญา อันพาหลุดพ้นไม่ใช่ปัญญาตรรกะ
8 . วิมุติ เป็นแก่น เมื่อได้ฐานนิพพาน เป็น เนกขัมสิตอุเบกขา สั่งสมอุเบกขาให้แข็งแรง สัมผัสโลกธรรมอย่างไร ก็ไม่หวั่นไหว หมดธุลีหมองอโศกะ หมดธุลีเริงวิรชะ สมบูรณ์แบบ ยุคนี้เป็น ยุคอโศก เรา วิรชะ ไม่เก่ง หมายถึงว่าเราจะอยู่ในภาพของความหมองไม่สวย ไม่งาม เช่นนี้ แต่วิรชะเป็นเชิงสวยงาม ผ่อง แต่พวกเรามอซอ ปางนี้จะเป็นเช่นนี้ ไม่หมดคราบไคล อาตมาไม่ตกใจว่าเราจะเป็น ที่เขารังเกียจ เหมือนแร้ง แม้เป็นสัตว์สุภาพ แข็งแรง มีระเบียบ ถ้าหัวหน้าแร้ง ไม่มาเบิกฤกษ์กินก่อน ก็แร้งไม่ลง ชาวอโศกต้องทำให้ถึงแก่น คือโสดา บัน สกิทา คามี อนาคา คามี อรหันต์ เป็นแก่นสาร เมื่อมีแก่นสารถึงจะเป็นอมตบุคคล
9 . อมตะ เป็น ผู้รู้จักการเกิดการตาย โดยเฉพาะท่านมีการ ตายของกิเลสในจิตถาวร เลย แต่ชีวิตร่างกายนี้ยังไม่ตาย เอาไปใช้ประโยชน์ได้ ยิ่งเป็นอรหันต์หมดกิเลสถาวรแล้ว ก็ไม่มีความเกิด กิเลสเข้าไปเกิดในจิตอรหันต์แล้ว ท่านจะตายจะเกิดก็ได้ อย่างอรหันต์ หรือพระพุทธเจ้ากำหนดวันตายได้เลย มหัศจรรย์ แต่มหัศจรรย์ที่ท่านทำได้แล้ว ท่านมีประโยชน์ต่อโลกมาก เราจะมาสร้างอโศกให้เจริญ คนมีศีลไม่ได้มาก็จงมา เมื่อเราได้ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ตราบใด อมตบุคคลจึงอยู่อย่างเป็นสมบัติของโลก ประเทศไทยมีคนเช่นนี้ ตามที่ได้สาธยายตามพระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตร ปิฎก แล้ว จะสาธยายต่อและจะต่ออายุไปถึง 151 ปี …จบ