Copy of 170329 อนัตตา-พ่อท่าน-แดนอโศก

โฟลเดอร์2517 TXT ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร กำลังจัดหน้า
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.google-apps.document)
ขนาดไฟล์71 KB
วันที่แก้ไข28 สิงหาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

วันนี้ตั้งใจจะพูดกันอีกเรื่องนึง คือ เรื่องอนัตตา อยากจะพูดถึงเรื่องอนัตตาสู่กันฟัง ศาสนาพุทธของเราเนี่ย ท่านให้เรียนรู้ในสิ่งที่คนเราเนี่ยจริงๆ ที่จริงน่ะ คนเรารู้ แต่ว่าคนเราไม่รู้ ที่จริงคนเราเกี่ยวข้องแต่คนเราเองไม่ได้ใช้ปัญญาไปมองเอา ก็เลยมองมาอยู่ที่ตัวที่มันดูง่าย ดูที่มันตัวหยุด แล้วตัวที่ตัวสิ่งอะไรก็ตามแต่ที่ตัวเองไปเกาะไว้ ไปเกาะไว้ไปผูกไว้ ไปยึดไว้ ไปหยุดไว้ แล้วเราก็ไปมองที่ตัวหยุด ที่เราเองมองออกไปนอกตัว มองออกไปนอกตัว แล้วเราก็เลยไปรู้สิ่งเหล่านั้นชัด เมื่อไปรู้สิ่งเหล่านั้นชัด แล้วยังไม่พอ เราจะเอามาเป็นของตัวของตนอีก จะเอามา จะโลภมา ถ้าอันใดเนี่ยเราเองเรารับแล้ว เรายินดีแล้ว เราคิดว่ามันจะเป็นสิ่งที่ควรจะสะสม รัก ชอบ หวงแหนขึ้นมาแล้ว เราก็จะไปเอาสิ่งนั้นเข้ามาอีก โดยไม่รู้ตนรู้ตัวมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่เริ่มสะสม ที่จริงน่ะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี่มันเกิดขึ้นมา เป็นแต่เพียงการขัดสี แล้วก็ตกตะกอนขัดสีกัน เป็นการขัดสีเป็นการกระทบสัมผัส พอกระทบสัมผัสแล้ว เนี่ยมันก็จะเกิดอะไรอันหนึ่งขึ้นมา เราเรียกว่า แรงงาน หรือปฏิกิริยา ผลกระทบขัดสีแล้วเกิดแรงงานหรือปฏิกิริยา แรงงานนั้นมันก็จะแสดงผลในทางโลกเขาเรียกว่าพวก เป็นพวก ความร้อน แสง เสียง แม่เหล็ก ไฟฟ้าอะไรพวกนี้ มันเป็นการแสดงผลของมันออกเฉยๆ แล้วตะกอนของพวกความร้อน แสง เสียง แม่เหล็ก ไฟฟ้าอะไรพวกนี้ ตะกอนของสิ่งพวกนี้มันตกลงมาแล้วเขาก็ไป บางคนก็ไปยึดเอา ไอ้ตัวนั้นเป็นของตัว พอเริ่มต้นเป็นตัวนั้น แล้วก็เริ่มมีอณู ละ เริ่มมีอัตรา เริ่มมีตัวตน พอเรามีตัวตนตามที่ว่า ตัวเองจะเริ่มมีแล้ว จะรู้ว่าตัวเองมีตัวตน ไม่อ่ะ ตัวเองมีตัวตน แต่ว่าไม่รู้ตัวเองมี ตัวตน ทีนี้ ก็เอาตัวตนของตัวเองเนี่ยไปมองสิ่งอื่น ที่อยากจะให้มันได้มากกว่า

อ่านต่อ

เก่า สะสมมาตั้งแต่รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส นั่นแหละ เราเรียกว่า ความร้อน แสง เสียง แม่เหล็ก ไฟฟ้า รูปรส กลิ่น เสียง สัมผัส นี่แหละ ความร้อน แสง เสียง แม่เหล็ก ไฟฟ้า อันเดียวกัน มันเป็นเรื่องเดียวกันเลย แต่ว่าพวกเราไม่เข้าใจ พวกเราไม่ได้ไปพิจารณาให้มันถี่ถ้วน ฟังภาษาด้วย อัตวาทะ ความที่เข้าไปผูก ไปยึดว่า วาทะที่บอกอัตตา แต่ละอย่าง อัตตา แต่ละอย่าง ตะกอนของความร้อน หรือรูปร่างของความร้อน เราก็ไม่รู้ อัตตาของแสง หรือว่าตัวตนของแสง เราก็ไม่รู้ เสียงเราก็ไม่รู้ แม่เหล็กไฟฟ้าเราก็ไม่รู้ ไม่รู้ชัด ในสิ่งเหล่านั้น ที่จริงทุกวันนี้เราสะสมกัน เราสะสมเอาความร้อน เอาแสง เอาเสียง เอาแม่เหล็ก เอาไฟฟ้าใส่ตน เราสะสมพวกนี้ก็ใส่ตนทุกวันนี้ คำว่าความร้อนนี่ก็คือพวกเตโชธาตุ เตโชธาตุ ไอ้เตโชธาตุ เนี่ย มันไม่ได้หมายความว่าร้อนอย่างเดียวนะ เย็นที่สุดมันก็คือ เตโชธาตุนะ ความเย็น อุณหภูมิร้อนจี๋ก็เรียกว่าเตโชธาตุ อุณหภูมิเย็นเจี๊ยบก็เรียกว่าเตโชธาตุ เพราะฉะนั้น คำว่าความร้อนมันก็ไม่ได้หมายความว่า ที่จริงความร้อนต่ำกว่าน้ำแข็ง 0 องศาไปหาอีกเท่าไหร่ เท่าไหร่ ก็เรียน ความร้อนวิชา ความร้อน เราเรียนไปแค่ความร้อนร้อยองศาขึ้นไปที่ไหน เราเรียนได้ต่ำกว่า 0 ลงไปหาจุดลบไปอีกตั้งเท่าไร เท่าไร เราก็เรียน คำนวณกันออกมาแหยงๆ อ่ะ คนเรียนวิทยาศาสตร์ เรียนมารู้ คำนวณออกมา เรื่องความร้อนเนี่ย เรื่องแสง ก็ทรงตัวก็คือรูป ซึ่งแสง ก็คือเรื่องรูป ตรงตัวนะ เป็นความร้อน ก็คือ การกระทบสัมผัส เย็น ร้อน อ่อน แข็ง นี่แหละ เรื่องความร้อน เรื่องเสียงก็ตรงตัว เรื่องเสียงก็ตรงตัว เรื่องแสง คือ รูป เครื่องเสียงก็ คือ เสียง เรื่องแม่เหล็กและไฟฟ้านี่รวมหมด คือ แรงดูด และแรงผลัก แม่เหล็กก็มีแรงดูดแรงผลักในตัวที่จริง แต่ว่าไฟฟ้าเนี่ย มันเป็นการทำงานซ้อนเข้าไปอีก ในทางวิทยาศาสตร์เขาเห็นแต่แค่เป็นความร้อน แสง เสียงแค่เนี้ย เป็นใหญ่แล้ว แค่นี้ก็ได้แค่นี้เป็นใหญ่แล้ว ทางเอ่อ ศาสนาพุทธเราน่ะไปถึงจนกระทั่ง กลิ่น รสที่สัมผัสในทางลิ้นนี่ทีนึง แล้วเราไปยึดติดในเรื่องรสเข้าอีกทีนึง ซึ่งเราศึกษาเข้ามาหากาย เข้ามาหาตัวตน เข้ามาหาชีวิต ส่วนวิทยาศาสตร์นั้นเรียนออกไปหาวัตถุนอกตัวเลย นอกตัวเราจึงไปเห็นแต่ความร้อน แสง เสียง ไอ้ความร้อนมันก็อยู่นอกกายเราได้ เพราะว่าใกล้ตัวเรา ก็เห็นมีความร้อนได้ แต่ที่จริงเราสัมผัส ไม่ใกล้ตัวเรามามันก็ร้อนที่ผิวหนังเราเนี่ย มันก็เลยเขาก็เลยรู้ได้ เพราะมันใหญ่ มันใหญ่ กลิ่นเขาไม่ได้อันนั้นเท่าไหร่ กลิ่น ก็กลิ่นกับรสในลิ้นเนี่ย เขาไม่ได้ไปลึกถึงขนาดนั้น แต่เขาก็ไปมีจุดเป็นปริวรรต อยู่ที่ตรงแม่เหล็กกับไฟฟ้า แม่เหล็กกับไฟฟ้านี่ มันคู่กันตรงที่ว่า แม่เหล็กนั่นน่ะ มันมีผลักกับดูด แม่เหล็กมันจบที่ผลักกับดูดเท่านั้นในโลกนี้ ชอบกับชัง มีผลักกับดูด ที่นี้ เมื่อมีผลักกับดูดแล้ว มันก็ยังมีสังขาร สังขาร คือ การปรุงอยู่ เรียกว่าไฟฟ้า อาการของการปรุงอยู่ที่ทำปฏิกิริยา ไฟฟ้า นี่คือปฏิกิริยาของสิ่งที่มันก็ทำงานอยู่แล้วมันเกิดปฏิกิริยามีผลไฟฟ้าเนี่ย มีบวกกับลบ มันมีบวกกับลบเสมอ ถ้าไอ้บวกกับลบนี่ไม่มีทำงานเลยไม่มีตัว ไม่มีตัว ไม่มีแรงฤทธิ์เลยนะ มันเป็นนิวตรอนว่างั้นนะ คือ มันเป็นกลางมันเฉยๆ ไม่มีฤทธิ์ไปทางลบไม่มีที่ไปทางบวก มันจะตีกัน เตะกันยังไงมัน ไม่ทำแล้วมันอยู่เฉย มันเลย มันนิวตรอน มันก็ไม่มีเรื่องของไฟฟ้า คำว่าไฟฟ้าก็ไม่เกิดขึ้น และคำว่าปฏิกิริยาก็ไม่เกิดขึ้น นั่นแหละคือคำว่าสังขาร คือคำว่าสังขาร เพราะฉะนั้น คำว่าสังขาร จึงคือไฟฟ้า คำว่านามรูป จึงคือแม่เหล็ก ถ้าว่าสังขารจึงคือไฟฟ้า คำว่านามรูปจึงคือแม่เหล็ก ถ้าลองนึกไป นึกไปดูที่ ปฏิจจสมุปบาท ปฏิจสมุปบาท เนี่ยเริ่มต้นด้วย อวิชชาคือความไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่มีปัญญา เมื่อไม่มีปัญญา ไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่องอะไร ก็มีสังขาร สังขาร คือมีความ นั่นละ มีปฏิกิริยามีบวกลบทำงานไง พอทำงานจะเป็นปฏิกิริยา เป็นผลของสังขาร เป็นการปรุงแต่ง เป็นการอะไรก็ตาม แต่เนี่ยพอสังขารแล้ว ก็ถึงจะมีนามรูปแล้ว ก็เป็นแม่เหล็ก พอไฟฟ้าก็เกิด แม่เหล็ก แม่เหล็กแล้วก็จะเกิดตัวตนอื่นๆ ต่อไปพอเกิดถึง นามรูป ในนามรูป แล้วก็เป็นวิญญาณ วิญญาณเหล่านั้นแหละ ก็เป็นเรื่องของ ความร้อน แสง เสียง เป็นวิญญาณ เป็นโสตวิญญาณ เป็น ชิวหาวิญญาณ เป็น ฆานะวิญญาณ เป็น ชิวหาวิญญาณ เป็นกายะวิญญาณ พวกนี้ เป็น โสตะ อ้า โสตะ แล้วก็ อะไร จักขุวิญญาณ โสตะ จักขุ ฆานะ ชิวหา กายะ วิญญาณ จนกระทั่งถึง มโนวิญญาณ ของพุทธนี้ละเอียดกว่าเป็นไหนๆ ๆ ของทางวิทยาศาสตร์ มีพอแม่เหล็กไฟฟ้ามาแล้วก็มาออกเป็น ความร้อน แสง เสียง เป็นความร้อน แสง เสียง แค่นั้นเอง เป็นอัตตา เป็นสภาวะที่เขารู้ผล ความร้อน แสง เสียง เขาไปเรียนเอานอกตัว เขาไปเรียนเอาผลของที่มันเกิดอยู่ในโลก แล้วมันก็มีวนเวียนอยู่แค่นั้นแหละ แต่ของในตัว เราเนี่ย มันมีทวารที่มันรู้ได้ละเอียดกว่า ลึกกว่า เกินมามันก็เลยมากกว่า ก็เลยรู้ละเอียดกว่าทางโลก ขนาดแสงเราออกเป็นหยาบแล้ว ทางพุทธศาสนาเรา แสงเนี่ย หรือว่ารูปที่เห็นด้วยตาแล้วเนี่ย เราถือว่ารูปที่เห็นในตาข้างนอกนี่ เข้ามาเนี่ยเป็นรูป แล้วจิตของเราซึ่งประกอบไปด้วยนามธรรม และประกอบไปด้วยสิ่งที่รับรู้ เนี่ยมันก็ต้องสัมผัส แล้วเกิดเป็นอะไรก็ได้ รู้รูปต่างๆ รู้รูปรู้สีอะไรพวกนี้ และถือว่า อายตนะข้างในนี่ ยังเป็นอันนึง ข้างนอกที่รับสัมผัสอย่างเป็นอีกอันหนึ่ง อายตนะภายนอกภายใน เป็นรับรู้รูป ข้างนอกแล้วก็ข้างในมีรับสืบต่อมาอีก ละเอียดกว่ากันอีกเป็นกองเป็นก่าย แค่เรื่องรับรู้จากการกระทบสัมผัสตัวเรากับของข้างนอกเท่านั้น ความเป็นจริงมีอยู่เท่านี้และเท่านี้เลยในโลก มันก็มีบทบาทมีตัวตนอะไรต่ออะไรจะเป็นนั่ง เที่ยวได้เรียนรู้ถึงฟิสิกส์ เรียนรู้ถึงไอ้เคมี เรียนรู้ดาราศาสตร์ เรียนรู้ถึงนอกตัว นอกตัวนั้น มันใหญ่ออกนอกตัว โดยเฉพาะทางออกนอกโลก ไปจนกระทั่งประเทศที่เราเรียนรู้ อะไรก็ได้ไกล ไกลลิบลับออกไป ต่างๆ นานา ก็รู้แล้วแต่เหมือนกันหมดเลย และไม่มีอะไรละเอียดเท่าตัวคน เราจะไปเรียนรู้ดาราพวกดวงดาวต่างๆ ถ้าจนกระทั่งไปถึงโลกต่างๆ จนกระทั่งถึงสุริยะจักรวาลต่างๆ Galaxy ต่างๆ จนกระทั่งไปถึงเอกภพต่างๆ เยอะแยะไปหมดเลยที่ เว้นเวิ้งว้างอันใหญ่โตอยู่ขนาดนั้นมันก็เป็นโครงสร้างที่ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้นหรือเล็กลง เล็กลง เล็กลงในรูปรอยเดียวกัน คนเกิดจากการย่อส่วนของเอกภพมาไว้ คนเนี่ยคือสิ่งที่เกิดจากการย่อส่วนของเอกภพ ซึ่งรวมมาทั้งดวงดาว พระอาทิตย์ หมู่แต่เมฆ หมู่น้ำ หมู่ไฟ หมู่อากาศ หมู่ดิน หมู่ลม หมู่สลาตัน หมู่อะไรก็ได้ต่างๆ เลยวุ่นวายอยู่ในเอกภพนั่นน่ะ ย่อส่วนเหล่านั้นเข้ามาไว้ในนี้ มาไว้ที่ร่างของคนเนี่ย คนคือสิ่งนั้น

เพราะฉะนั้นถ้าเราเรียนรู้ตัวคน เราตัวเดียวเนี่ย ที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า เรียนรู้โลกจะไปเรียนรู้อื่น เราย่นย่อโลก เราย่นย่อทุกสิ่งทุกอย่างให้เธอเดินไปถึงไหนก็ไม่ถึง ในโลหิต โลหิจจสูตรน่ะ หรือ ใน เกวัฏฏสูตรจำไม่ได้ อยู่ใน เกวัฏฏสูตร ดูเหมือนจะเป็น โลหิจจสูตร ให้เธอเดิน เดิน เดิน เดิน เดิน เดินไปถึงไหน เธอจะมีเวลาเท่าไหร่ที่เราเดินไปตายเปล่า จะไม่รู้ทะลุโลกได้ด้วยการเดินอันขาด มีเรี่ยวมีแรงเดินเท่าไหร่ ก็ไม่มีการรู้โลกได้ทะลุโลก เพราะฉะนั้นจะเรียนรู้โลกได้เราไม่กล่าว เราไม่กล่าว คือ เราไม่สอนนั่นเอง เราไม่เอา ไอ้สอนวิธีนั้นมันไม่มีทางจบ เราย่นย่อโลกมาไว้ที่ กายยาววา หนาคืบ กว้างศอก และสัญญากับใจ นี่แหละเท่านี้ ทีนี้เท่านี้ เรียนรู้เท่านี้ ท่านบอกเรียนรู้เท่านี้เรียนรู้เท่านี้แล้วหมดจบ ไม่ต้องไปเดิน ไม่ต้องไปหา นี่แหละเราจะจบอยู่ที่นี่ ไม่ใช่ว่าอาตมาเพิ่งกล่าว ไม่ใช่ว่าอาตมาพึ่งย่นย่อเอกภพทั้งหมดเอาไว้ที่นี่พระพุทธเจ้าท่านย่นย่อมาแล้วนี่ เราภาษาเดียวกัน แต่ท่านไม่พูดเหมือนเรา เพราะ ภาษาสมัยนั้นยังไม่มีคำว่าเอกภพ ยังไม่มีคำว่าโลก นอกโลก เขาก็ยังมาร่วมด้วยนะ สมัยนั้นก็ยังไม่วุ่นในโลกนอกโลก ไม่ใช่สมัยนี้ สมัยนี้ มันบ้ามันพากันออกไปนอกโลก แล้วก็เลยอยากจะรู้นอกโลก นอกเลิกแล้วมีเรื่องมาให้เรียนกันแยะเสียด้วย มีเรื่องมาพูดกันให้แยะเสียด้วย เนี่ยเรื่องที่ต้องพูดมากๆ ก็เพราะเหตุนี้ เพราะมีภาษาแยะ มีบัญญัติแยะ เรื่องเพ้อไปนอก เป็นใบไม้ทั้งป่าไปแล้ว พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าเหมือนกันนั่นแหละ ใบไม้บนต้นกับใบไม้ในกำมือเนี่ย เป็นใบไม้อย่างเดียวกันหรือเปล่าใช่ไหม ใบไม้ในกำมือของเรา กับใบไม้ในต้น เหมือนกัน แม้ใบไม้ในกำมือเรากับใบไม้ทั้งต้นเนี่ย ทั่วต้นเต็มต้นนี้ดูก็มากๆ กับใบไม้กำมือเดียว เนี่ยใบไม้อันเดียวกัน เรียนรู้ใบไม้กำมือเดียวนี่ที่เราจับอยู่ ที่เราถืออยู่ ที่เรามีอยู่ ที่เราไม่ต้องไป เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ที่เราจะไม่ต้องไปพะวักพะวน ไม่ต้องไปฟุ้งเฟ้อ ไม่ต้องยากลำบากอะไร เท่านี้ก่อน เรียนรู้เท่านี้แล้วเสร็จ ใบไม้ในกำมือนะเราก็จะเอ้ยใบไม้ทั้งต้น เราก็จะรู้ นอกจากเราจะรู้แล้ว เราก็จะเข้าใจไปได้อีกลึกซึ้งอีกว่า อ๋อแท้จริงมันก็มีไม่มีอะไรมากไปกว่ากันเลย ใบไม้ทั้งต้นกับใบไม้กำมือเดียวนี่ เมื่อใบไม้กำมือเดียวเป็นสูตร เป็นสิ่งที่เราเรียนรู้หลักของมันแล้ว หลักเกณฑ์ของมัน เป็นทฤษฎีหรือว่าเป็นโครงสร้าง หรือว่าเป็นอะไรก็ตามแต่สักอันหนึ่งแล้ว แล้วก็ย่อมจะไปจับเรียนรู้ใบไม้ทั้งต้นได้สะดวก แต่ถ้าใครไปเพ้อแบบไม้ชั้นต้น โอ๊ยใบนี้ก็ไม่เหมือนใบนี้ ใบนี้ก็ไม่เหมือนใบนี้ ใบนี้ก็ยัง โอ้ย อย่างนี้ อย่างนี้ ไม่มีใบไม้ใบไหนเหมือนกันเลยนี่ ก็ไม่รู้ แต่ถ้าตอนนี้เหมือนกันหรอก ไม่มี ไม่มีใบไม้ใบไหนเหมือนกัน คุณก็จะต้องเอามาเรียนรู้ความแปลก ทำไมใบนี้มันหงิกมันงอ ทำไมใบนี้มันถึงได้แหว่งตรงนี้ ทำไมใบนี้มันถึงสีอ่อนกว่าใบนี้ ทำไมใบนี้ถึงเล็กกว่าใบนี้ ทำไมใบนี้ถึงโตกว่าใบนี้ ทำไมเส้นของใบนี้เนี่ย มันโครงมันเดินมาถึงเบี้ยวไปกว่าใบนี้ ทำไมมันไม่เท่ากันใบนี้ใบนี้ใกล้เคียงกันแล้วทำไมมันก็ยังไม่ตรงกันอยู่นั่นเอง ทำไม ไม่มีใบไม้ใบ ต้นไม้แต่ละต้นเหมือนกัน เหมือนกับเป๊ะ ไม่มีอะไรผิดแปลกเลย ไม่มี แม้แต่คนก็ไม่มีการเกิดมาเหมือนกันหมดเลย แต่มันก็เหมือนกันนั่นแหละ คนไม่มีคน คนไหนเกิดมาเหมือนกันเป๊ะ ทุกอย่างทุกสิ่ง ไม่มีแต่มันก็เหมือนกันนั่นแหละ คนมันก็มีโครงสร้างอันเดียวกันเหมือนกันฉันใด เราอย่าไปวุ่นวายเลย จะไปเรียนอะไรมากมาย อย่าไปรู้อะไรเกินขอบเขต จะเป็นพยายามไม่ลงแล้ว เราก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดรู้สิ่งที่เราก็ได้รู้ในจำนวนหนึ่ง สิ่งหนึ่ง เรียกว่าเอกภพ หรือเรื่องว่าดวงดาว หรือว่าเรียกว่าเป็นเอกภาพนึง เป็นหน่วย เป็นยูนิตที่มีโครงสร้างเหมือนๆ กันดำเนินบทบาทหมุนเวียนอยู่ในโลก เราเรียนดูร่างกาย พระพุทธเจ้าบอกให้เรียนรู้ร่างกายแล้ว ก็มีสิ่งที่เกี่ยวข้องกับกายนี้ ก็ คือ พลังงานของมัน ใบไม้ใบหนึ่งก็มีพลังงานที่ประกอบของมัน ดวงดาวดวงหนึ่งก็มีพลังงานที่ประกอบกับดวงดาวดวงนั้น พลังงานทั้งหลายแหล่ที่กับดวงดาวดวงนั้น ที่มันทำงานอยู่นั่นแหละ มันจะทำให้เกิดแสง แสงที่เราดูดูดวงดาวไปอยู่ข้างนอกเนี่ย แสงแล้วมันก็มีเสียง แต่เสียงเหล่านั้นไปเป็นเสียงที่เราเอง เราเอามาใช้งานของเรายังไม่ได้ แต่เราก็เกี่ยวข้องกับมันนะ ที่จริงเราเกี่ยวข้องกับมัน มันมีแสง มันมีเสียงที่จริงมันก็มีกลิ่น แต่มันใหญ่ซะจนเราเอาอะไรกับมันละเอียดออ กว่านั้นเราก็ไม่รู้จะเอามาทำไม เพราะดูมันไกล เพราะงั้นเราดูดาวดวงดาว หรือดูอะไรเราเห็นแต่เพียงแสง เราเห็นแต่เพียงแสง เป็นเด่นที่สุด แสง เสียงก็ไม่ได้เห็นอะไรนะ เพราะมันไกลเสียงนี่ไปไม่ถึง ถ้าเผื่อว่าเสียงมันวิ่งมาถึงหูเรานะ โอ้โห หวานเลย ถ้ามันใกล้เข้ามานะดวงดาว ดวงไหนก็มีความร้อน แล้วก็มีเสียง แต่เราไม่ได้ยินมัน มันกระจายอยู่นอก มีความร้อนด้วย ไม่ใช่ ไม่มีความร้อน ความร้อนก็มี เสียงก็มี แต่มันไกลเหลือเกิน ดวงดาวแต่ละดวง ไกลลิบ มันก็เลยมีแสงเป็นเอก เห็นแต่แสง แต่จริงๆ มันมีทั้งความร้อน แล้วก็มีทั้งเสียง และแม่เหล็ก และไฟฟ้าอยู่ในนั้นเสร็จหมด เหมือนกัน เป็นโครงสร้างไอ้ที่มันดูดมันยึดของตัวมันเอง แล้วเป็นอย่างนั้น อย่างนั้น คนเราก็เหมือนกัน คนเราก็เป็นยึดเอาความร้อน แสง เสียง อะไรพวกนี้มา ยึดเอามาแล้วก็มาเป็นอัตตา เพราะงั้นจึงต้องเรียนรู้อัตตาอันนี้ ตัวตนอันนี้ เมื่อเราเรียนรู้อัตตาตัวนี้แล้ว ได้กาย รู้ว่าสิ่งที่มาประกอบเป็นอณูของกาย เป็นเนื้อหนังมังสา เป็นอะไร ต่ออะไร ต่ออะไร ต่างๆ นานาพวกนี้นะ

ถ้าใครมีแว่นขยายที่มีกำลังขยาย ที่ขยายมาก ขยายได้อย่างเก่งที่สุดสักอันนึง มาขยายดูผิวหนังของเรา เนี่ย มีแรงขยายสักล้านเท่านะ มีแรงขยายสักล้านเท่า แล้วมาขยายดูผิวหนัง ขยายเข้าไปเลย ส่องตรงไหนก็ได้ คุณจะเห็นเหมือนคุณมองออกไปนอกอวกาศ จะเห็นหลุม เห็นบ่อ เห็นหลุมเห็นบ่อกว้างเห็นที่เวิ้งว้างมากที่สุดเลยเห็นช่องว่างมากที่สุดเลย เนี่ยมาส่องดูผิวหนังนี้ก็ได้ จะเห็นความเวิ้งว้าง เป็นช่องว่างมากที่สุดเลย แล้วก็มีเยื่อใยที่ติดต่อกันอยู่แต่ละอัน แต่ละอันคั่นๆ ๆ ๆ ถ้าเผื่อว่าอำนาจของแรงขยายของกระจกอันนั้นมันขยายได้เป็นชั้น จะเห็นเป็นชั้นๆ เหมือนกับมีเกาะกลางน้ำ มีเกาะกลางน้ำเนี่ย เต็มพืดไปหมดเลย ที่เราเห็นนี่อำนาจตาของเราลวงเราแล้ว มันกลับกันกับเรามองไปเห็นท้องท้องฟ้า เห็นดวงดาวเป็นดวงๆๆ ๆ นอกนั้นเวิ้งว้างไปหมดเลย ที่มันกลับกันย่นย่อกลับเข้ามา เราเห็นความเวิ้งว้างนั่นแหละเป็นแผ่นพืด แล้วก็เห็นจุดนิดๆ ๆ ๆ เป็นหลุมเป็นเกาะเท่านั้นเอง คล้ายๆกับหลุมกับเกาะเป็นจุดนิดๆ แล้วเราก็ไปเห็นความเวิ้งว้างเป็นพืด แต่เรามองออกไปข้างนอกโลก เห็นความเวิ้งว้างเป็นพืด และเห็นแสง ดวงดาวที่ถือว่าเป็นก้อนเป็นอะไรแต่นิดๆ ๆ กลับกัน คิดดีๆ นะเราเห็นดวงดาวเป็นนิดๆ ๆ แต่เราเห็นความเวิ้งว้างเป็นพืด เมื่อเรามองผิวหนังของเรา ความเวิ้งว้างเป็นพืดเหมือนมันหนาแน่นเลย แต่รูนิดๆ ๆ ๆ เรากลับกลายเป็นว่า รูนิดๆ ๆ เรากลับกลายเห็นว่าเป็นรู ไม่ใช่ความเวิ้งว้าง รูนี่คือช่อง ช่องใช่ไหม คือ ช่องที่มันมีอวกาศ หรือมีอะไรแต่อะไรนี้เรากลับกลายอย่างนั้น แต่ไม่ละ ถ้าคุณมีกระจกขยายอย่างที่อาตมาว่า มาส่องดูหนังนี้ จะเห็นเหมือนกันกับที่คุณมาองออกไปข้างนอก แตต่เพียงว่า สิ่งเหล่านั้นมันไม่ใช่แสงเท่านั้นแหละ มันไม่เหมือนดวงดาวมันจะกลายเป็นเหมือนเกาะแก่งอะไรเท่านั้นเอง นี่ขณะนี้เรามองเห็นคล้ายๆ อย่างนั้นน่ะ ไม่เชื่อคุณไม่เชื่อหรอก คุณไม่เชื่อง่ายๆ จริงๆ คุณจะเรียกว่ามันจะเป็นไปได้ยังไง เนี่ย เป็นไปจริงๆ มันเป็นไปจริงๆ มันเป็นจริงๆ เพราะอำนาจความขยาย ความเวิ้งว้างนี่ขยายได้ไม่มีที่สิ้นสุด ฟังดูให้ดีนะ ความเวิ้งว่างหรือว่ารูนี่นะ ขยายรู ขยายได้เท่าไรก็ขยายได้ นะ แต่ผิวหนังที่เกาะๆ กันแล้วนี่นะ ขยายแล้วมีแต่จะบางออก บางออก ไม่เป็นผิวหนัง ฟังให้ดีนะ ผิวหนังที่เราเห็นมันเกาะกันนี่อะ พอเอากล้องขยาย ขยาย มัน ขยายออกแล้วนี่นะไอ้ตัวผิวหนังนี่จะค่อยบางออก บางออก จนกระทั่งจะไม่เห็นเป็นผิวหนัง เพราะงั้นผิวหนังนี่ ส่วนไหนที่หนาที่สุดมันจึงจะเหลืออยู่เป็นเนื้อมวลเป็นมวล มันถึงจะเหลืออยู่เป็นมวลผิวหนังส่วนไหนที่หนา แต่ไอ้ตรงนั้นที่เป็นรูพวกนี้นะ ยิ่งขยายออก ก็ยิ่งมีแต่รูสิ มีแต่ความว่างเรื่อยไป ดูตรงไหนก็เป็นรูไปหมดเลย มีแต่รูทั้งนั้นเลย รู ก็เป็นความว่างไปหมดเลย เพราะไอ้ที่เป็นผิวหนังเนี่ย ผิวหนังที่มันบางอยู่แล้วมันก็จะค่อยๆ หมดแรงที่จะเห็นว่ามันมีอะไรมันก็จะเป็นบาง ทีถ้ามันโปร่งไปเลยจะไม่เห็นอะไรเวิ้งว้างด้วย หรือว่าจุดที่เนื้อที่หนาที่สุดที่เป็นมวลที่หนาที่สุดนะ จะเกาะกันอยู่เป็นจุดๆ นิดๆ หน่อยๆ นิดๆ หน่อยๆ ที่มันมีความเท่ากัน ผิวหนังก็ไม่เท่ากัน ไอ้ตัวที่หนาที่สุดนั่นแหละ ถึงจะกลายเป็นจุดเป็นเกาะๆ ๆ อะไรอยู่นิดๆ ๆ ส่วนไอ้พวกรูต่างๆ พวกนี้ กลายเป็นความเวิ้งว้างไปหมดเลย เป็นเวิ้งว้างไปหมดเลย พอเวิ้งว้างแล้วยิ่งขยายเท่าไร ก็ยิ่งเวิ้งว้างเท่านั้น ไม่มีอะไรให้เห็นน่ะ มันก็มีอะไรเลย มันจะมีไอ้เนี่ย ไม่เห็นง่ายๆ หรอกถ้ามีกล้องขยายเป็นล้านๆ เท่ามาเจาะมาขยายมาขยายดูผิวหนังจะเห็นอย่างนั้นจริงๆ เห็นอย่างนั้นจริงๆ เอามาแผ่เลย ถลกหนังมาสักอันแล้วก็แผ่ จะเห็นความเว้งว้างชัด เพราะว่าถ้าเราส่องที่นี่มันจะไม่เห็นความเิว้งว้างชัด เพราะว่า ส่องจากนี้มันจะเห็นเนื้อหนังอยู่ข้างในเป็นอีกชั้นหนึ่งต่อ มันไม่เห็นรูแท้ นี่เราเอาผิวหนัง ถลกผิวหนังมาเฉพาะชัดๆ เลยนะ เอามาแผ่ออกไปแล้วก็เอากล้องนี่ส่องดูให้ดีด้วย แผ่ออกไปให้มันมีรู ให้เห็นเป็นรูเวิ้งว้างชัดๆ จริงๆ ด้วยนะ ลึกเข้าไปรูขน รูอะไร ให้มันมี รูอย่างนั้นด้วย แล้วส่องดูจริงๆ เลยเหมือนกันไม่มีผิด เหมือนกันไม่มีผิด มันๆ ๆ มาดูกันว่าเวลาย่นย่อเขาเลยไม่เห็นมี เลยรูน้อย มีรู มีอะไรน้อยๆ น้อยๆ น้อยๆ นะ แต่ว่ามีผังผืด หรือมีพืดที่ติดต่อกันซะมาก มันกลับกันในโลกนี้ ก็มีแต่มีแต่ความว่างกับมวลที่มันเกี่ยวข้องกันอยู่เท่านั้นเอง เพราะเมื่อเรามารู้ตัวเราเองว่าไอ้นี่มันก็เหมือนกันกับไอ้พวกโน้น เพราะฉะนั้นไอ้นี่ก็เหมือนกันนะ

เหมือนกับต้นไม้ก็เหมือนกัน ต้นไม้ก็มีช่องอากาศ ช่องอากาศช่องเวิ้งว้างนั่นแหละ เราเรียกว่าอากาศหรืออวกาศหรืออะไรก็ตามแต่ เกี่ยวข้องกับมวล เกี่ยวข้องกับเนื้อหาสาระเป็นธาตุที่มาก่อตัว ก่อตัว ตามแต่ว่าร่างกายหรือว่าตามแต่ว่า ไอ้แท่งไหนที่มันจะรวมตัวของมันเป็นอะไร ต้นไม้มันก็รวมของมันไปแต่ละอย่างแต่ละอัน แต่ละพืช แต่ละพันธุ์นี้ไม่เหมือนกันเลย คนก็มีโครงสร้างคล้ายกันบางทีก็มารวมกันเป็นพืชเป็นพันธุ์นี่นะ มีลักษณะเหมือน เหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกัน ผิวพรรณก็ไม่เท่ากัน แดง ดำ อะไรก็ไม่เหมือนกัน บางโซน บางแห่งบางที่ที่มีอากาศไม่เหมือนกัน ก็ปรุงไม่เหมือนกัน แต่มันก็มีโครงสร้างคล้ายกัน ก็เหมือนต้นไม้ต่างๆ ไม่เหมือนกัน ต้นไม้มันก็มีโครงสร้าง พอได้สร้างเป็นพืชขึ้นมาเหมือนๆ กันอย่างนี้ นี่แหละเราเรียกกันว่า อัตตา แค่นี้ แค่นี้เอง มีเรื่องของรูปนะ

เพราะฉะนั้นถ้าใครทำลายรูปพวกนี้ได้ เห็นให้ได้ว่า มันไม่ใช่ตัวตนอะไร มันไม่ใช่แท่งใช่ก้อน รูปต่างๆ ที่มันก่อกันอยู่เนี่ย อย่างที่ว่าเนี่ย มันไม่ใช่ใช่ก้อนของใคร มันไม่ใช่ ไม่ใช่แท่ง ใช่ก้อนของใคร ถ้าต้นไม้ต้นนี้เล็กๆ แล้วก็ลองไปดูเล็กๆ แล้วมันก็ค่อยๆ โตขึ้น โตขึ้น ใครเป็นเจ้าของของมัน มันไม่มีเจ้าของ มันไม่เคยโวยวายเลย ไปตัดทิ้งแล้วก็วางแอ้งแม้ง ไปแล้วมันก็เน่าเปื่อยไป แล้วมันก็ไม่เคยไปร้องไห้อะไร ไม่เคยโวยวายอะไร ก็เหมือนกัน แท่งนี้ถ้าใครฆ่าทิ้งซะตัดคอทิ้ง มันก็ไอ้เน่าเปื่อยแอ้งแม้งอยู่เท่านั้น เวิ้งว้างอยู่เท่านั้น ไม่มีของเราของใคร ไม่มี เนี่ย แล้วรูปขันธ์ก็เป็นอยู่แค่นี้ รูปรูปขันธ์ เพราะฉะนั้นมันไม่เที่ยงไม่แท้ มันไม่ใช่ตัว ใช่ตน อนัตตา อนะ บวก อัตตา ไม่ใช่ อัตตา อนะ แปลว่าไม่ อัตตา คือ ตัวตนที่ไปนึกว่าเป็นแท่งเป็นก้อน ของข้า ของกูอะไรเงี้ย แล้วก็เราก็ไปยืนหวงแหน ปรุงแต่งโอ้ยอะไรหล่นไปนิดนึง ขนหลุดไปนิดนึงก็โอ้ยเสียดายแล้ว อ่า ร่วงไปนิดนึง ก็ขนร่วงต้องไปหายามาทาว่าอย่าให้ขนร่วง ผมร่วงก็หายาทาว่าอย่าให้ผมร่วง ผมเปลี่ยนสีก็ไปย้อมมันคืนเอาไว้ หน้าเหี่ยวหน้าย่นกูไปดึงให้มันตึงเอาไว้ โอ้มันเหี่ยวมันย่อนหมดแล้ว มันทรุดโทรมไปแล้ว ตกสะเก็ดตกแผล ตกอะไร ก็ทำประคบประหงมมันเหลือขนาด ไอ้เนี่ยไม่ต้องประคบประหงมเหลือขนาดอะไรหรอก มันเป็นไปตามเรื่องของมัน เนี่ย เราเอามีดไปฟันต้นไม้แช็ดๆ ไม่เคยเอาใครไปเอายาไปให้ใส่ให้มันสักที ไม่เคยมีใครยาไปใส่ให้มันสักที ฟันจังเลย บางทีฟัน บางทีมันโอดโอยร้องไห้น้ำตาตก หรือเลือดมันไหลซ่กๆ แต่ว่าเลือดมันไม่สีแดงเท่านั้นแหละ ยางเยิงมันไหลเยิ้มออกมา เฉย ไม่เคยมีใครเอาตาดูหูแล เอายาเอาหยูกเอาอะไรเอาผ้าก็อช ไปปิดให้มันเอาพลาสเตอร์ไปปิดให้มัน เปล่า ไม่เห็นไปทำให้มันนี่ แล้วมันก็ไม่เห็นมาโวยวานอะไร มันก็เฉยๆ มันก็ไม่เห็นจะเดือดจะร้อนอะไร ถ้าฟันมันแรงๆ มันขาดแล้วมันต่อเซลล์ไม่ได้มันตายมันปะติดปะต่ออะไรไม่ได้มันก็หยุด เหมือนกันฉันใดฉันนั้น รูปขันธ์นี้ก็ อนัตตา ไม่ใช่ตัวตนอะไรนักหนา ของเรา ของเขา ไม่ใช่ ไม่ใช่จริง จริงๆ ๆ ๆ ไม่ใช่ ไม่ใช่ของเราของเขาอะไรนักหนา ไอ้ตัวกายจริงๆ มันก็ไม่มีความรู้สึกนึกคิด ไอ้ที่ว่านี้หรอกนะ ที่มันปรุงแต่งมาเป็นเหมือนก็ยังดวงดาว เหมือนกับอวกาศ หรือ ท้องน้ำ หรือธาตุอะไรก็ได้ต่างๆ นานารวมด้วยเป็น ความร้อน แสง เสียงอะไรต่างๆ นานาที่ว่าเนี่ย ไอ้ตัวกายเอง มันก็ไม่มีความคิด ไม่มีความนึกอะไรหรอก ไอ้ตัวสำคัญที่สุด ที่ร้ายที่สุดคือ ไอ้ตัวจิต ไอ้ตัวนี้มันคู่กันเหลือเกินคู่กันนี่ ไอ้ต้นไม้มันก็มีจิต มันมีพลังงานที่ทำงาน นี่ปรุงแต่งให้มันมีใบมีดอก มีน้ำยาง มีอะไรเลี้ยงกาย มีน้ำมีอะไรจะได้อยู่ในตัวต้นไม้ของมันเองอ่ะนะ ในต้นไม้มีดอก มีมัน มีอะไรต่อใดมีทางน้ำ มีทางลม ทางเดินอะไรต่ออะไร แล้วก็ปรุงตรงนั้น ตรงนี้ มีความร้อนความเย็นอะไรในตัวของมัน มันก็มีเหมือนกัน มีเหมือนกัน พลังงานอยู่ที่เดินอยู่ในต้นไม้นั่นน่ะ ไอ้ตรงนี้แดดน้อย ไอ้ตรงนี้แดดมากไงมาปลูกอยู่ในร่มต้น แดดน้อย ความร้อนไม่พอ ความร้อนไม่พอ มันก็ทะลึ่ง สูง สูง สูง วิ่งไปหาแย่งแดดเอา ต้นไม้มันก็สูงปรี๊ดๆ ไปแย่งแดด ถ้าเผื่อว่ามันมาอยู่ฝั่งนี้มันร่มมากๆ ไป ไม่เอาแล้วเอียงๆ ๆ เข้ามาหาแดดแล้วมันก็เอียงๆ มาหาแดด เพื่อที่จะเอาแดดให้เพียงพอกับร่างกาย เพื่อที่จะปรุงอะไรใส่ของมัน เหมือนพลังงานมันบอกให้เป็นอย่างนั้น พลังงานมันบอกให้มันทำอย่างนั้นน่ะ มันก็มีอำนาจของแม่เหล็กและไฟฟ้า จะว่ามันดูดกันกับแดดก็ว่าได้ จะว่ามันดูดกันกับแดด จะว่ามันดูดกันกับแสงก็ว่าได้ เอาภาษามาใช้ได้อย่างงั้นก็ว่าได้ ว่ามันรู้ มันรู้นะ แต่ว่าต้นไม้มันรู้มันรู้ว่าแสงอยู่ทางไหนก็เอียงไปหาแสงก็ได้ ไอ้ท่าที่ว่ามันรู้มันรู้มันเตรียมไปหาหรือหรือมันดูดกับแสงนั่นแหละ คือพลังงาน คือวิญญาณ คือจิต ทีนี้จิตไอ้พวกนี้เวลามันปรุง มันก็มา มันก็มีอิสระขึ้นมาเรื่อยๆ ๆ จัดได้เร็วขึ้น ไอ้อย่างเป็นต้นไม้บางอย่างได้ช้ากว่าจะเอนเอียงไปค่อยๆ เอน เอนเข้าหาแสง ค่อยๆ เดินไป ไปช้านานเพราะ พลังงานของมัน ทำของมัน ปรุงขึ้นมาสร้าง พลังงานขึ้นมาให้เก่งที่สุด ได้แค่นั้น ไอ้ที่มันเก่งพั๊บ ทีนี้รับความรู้สึกได้เร็วยิ่งกว่าเอนไปหาแสง มันมีอายตนะหรือมีการกระทบได้เร็วอย่างพวกไอ้ต้นไม้ดอกบางอย่าง ต้นไอ้พวก อ่า ไม่ใช่ทานตะวัน ทานตะวันไม่หุบ อ๋อ ใช่ดอกทานตะวันมันหุบบางเวลา เอ้า เวลาเอาแสง ดอกบัว ดอกทานตะวันอะไรพวกนี้ แต่มันก็ยังเป็นวัน กว่าจะหุบ กว่าจะบาน อ้า หันหาใช่ อ้าต้นไมยราบ ต้นไมยราบ ต้นไอ้พวกไอ้ฝักที่ในป่านี่นะ อ้าไปถูกที่ในป่าไปถูกพอแมลงเข้าไปปั๊บก็ฮุบเอาแมลงเข้าไว้เลย เน่าในนั้นแล้วมันก็ปรุงเป็นอาหารกินใส่ตัวมันเองไป กินไปตั้ง ข้

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน