Copy of 170421 จริต6-พ่อท่าน-แดนอโศก
เนื้อหาในไฟล์
วันนี้เราจะอธิบายธรรมะเพิ่มเติมกันอีกเท่าที่เป็นไปได้ ก็เป็นปริยัติ เรียนปริยัติเอาไปปฏิบัติ ทำความเข้าใจให้กระจ่างแจ้งเรื่อยไป ถ้าเรียนปริยัติเนี่ย ถ้าเผื่อว่าเราฟังดีๆ ฟังด้วยใจเป็นกลาง ตั้งอกตั้งใจอย่างดี ท่านเรียกว่า สุสูสัง เราก็จะบรรลุธรรมได้เป็นปัญญาเป็นที่สุดได้เช่นเดียวกัน สุสูสัง ละภะเตปัญญัง ทำได้อย่างแท้แน่นอน นอกจากว่าเราฟังธรรมไม่เป็น แล้วก็จะไม่ได้อะไร ฟังโดยมาจับผิดเราก็ไม่ได้อะไร ฟังโดยที่ให้วนเวียนก็ไม่ได้อะไร จะต้องฟังให้ใจเป็นกลาง เหมือนกับคนไม่รู้ เมื่อเราจะไปเติมอะไรเราต้องทำตัวเองให้พล่อง แล้วเราก็จะเติมลง ถ้าเราทำตัวเองเต็ม ไปเติมเอาอะไรเติม มันก็เติมไม่ลง เป็นลักษณะธรรมดา ถังน้ำจะเอาไปใส่น้ำต้องเทน้ำออกจากถังให้หมด หรือมีอะไรอยู่ในถังก็ออกซะก่อน แล้วก็เอาถังไปรับน้ำ น้ำถึงจะใส่เข้าไปได้ ถ้าถังเรายังเต็มอยู่ เอาไปรับน้ำ มันก็ไม่มีได้อะไรขึ้นมาหรอก ไอ้นี่เป็นธรรมดา ถ้าผู้ได้ตั้งใจฟังดี ฟังใจให้เป็นกลาง พยายามไตร่ตรองโยนิโสมนสิการะ ตั้งจิตตั้งใจทำจิตนั้นให้ตรงจุดนั้นตั้งจิตให้พร้อม พิจารณาให้พร้อมมีธรรมะวิจยะ มีสติตั้งเต็ม และก็พยายามพากเพียร ฟังให้ดีไปด้วยเรื่อยๆ เรียกว่า สุสูสัง ก็จะเกิดอานิสงส์ เกิดประโยชน์มากมาย สิ่งที่ไม่เคยได้ฟังก็จะได้ฟัง สิ่งที่ไม่เคยได้ยินที่จะได้ยิน ที่ว่าไม่เคยได้ฟัง ไม่เคยได้ยิน ก็คือมันผิดแปลกจากที่เคยได้ยิน ได้ฟังมา แปลกไปบอกไอ้นี่มันเข้าท่ามันมีร็อคๆ ร่องๆ อะไร มันไม่เหมือนกับที่เราเคยได้เชื่อ ได้ยึดมาแล้ว มันมีแนวใหม่ มุมใหม่ที่เราจะเห็นใหม่ เออแต่ก่อนเรายึดมาอย่างนั้น อย่างนั้นเท่านั้นเอง ก็ได้เท่านั้น ไอ้นี่มีมุมเหลี่ยมที่ว่า ถ้าไปทำแบบนี้จะมีมุมดีกว่านี้ สูงกว่านี้ เลื่อนลึกเข้าไปได้กว่ายิ่งกว่า เรียกว่าอานิสงส์ในการฟั
อ่านต่อ
งธรรม จะเพิ่มเติมสิ่งที่ไม่เคยได้ยิน ไม่เคยได้ฟังก็ได้ฟังแปลกใหม่ขึ้น สิ่งใดที่ไม่เข้าใจ ก็เข้าใจมากยิ่งขึ้น สิ่งใดที่ยังข้อง ยังคา ยังเห็นความเห็นแจ้งยังไม่เกิดได้ มันก็จะเห็นแจ้งยิ่งขึ้น หมดความสงสัย คลางแคลงไปได้อย่างแท้จริง แล้วก็สดใส รื่นเริง ผุดผ่องเพราะว่าได้ทะลุปรุโปร่ง เข้าใจแยกไม่ข้องไม่คา ไม่มีการเศร้าหมอง ไม่มีการยังติดอยู่ที่จิต มันเป็นการคาๆ ข้องๆ อะไรไม่มีทั้งนั้น สิ่งเหล่านี้เป็นอานิสงส์ในการฟังธรรมทั้งนั้น ก็ลองฟังดูดีๆ
วันนี้ตั้งใจจะพูดถึงเรื่องจริตให้ฟัง เพราะเรื่องจริตนี่ก็มีสอนในพระพุทธศาสนา ทุกคนที่ได้เคยได้ฟัง ได้ผ่านมาแล้ว บางคนก็จะฟังอย่างไรก็เคยเรียนมาแล้วเคยรู้มาแล้วก็ลองฟังที่อาตมาจะพูดอยู่บ้าง จริตทั้งหมดนั้น ท่านพยายามแยกแยะออกเป็นหัวข้อใหญ่ๆ ไว้ 6 จริต จริตฝ่ายที่ไม่ได้ดำเนินเลย ฝ่ายที่ฝังอยู่ในมนุษย์ทุกๆ คนเป็นไปโดยธรรมดานั้นมีอยู่ 3 จริต เรียกว่า ราคะจริต โทสะจริต โมหะจริต เป็นธรรมดาของปุถุชน ราคะจริต ก็คือ จริตที่เต็มไปด้วยความอยากใคร่ โทรสะจริตก็จริตที่เต็มไปด้วยความโกรธเคือง ขุ่นข้อง โมหะจริต คือ จริตที่ยึดมั่นถือมั่น จริตที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรอีกแล้ว น้ำเต็มตุ่มแล้ว หยุดแล้วจะว่าโง่ก็โง่เท่านั้นอยู่ จะว่าฉลาดก็ฉลาดเท่านั้นอยู่ ไม่เคลื่อนคลาย ไม่เปลี่ยนแปลง เรียกว่าโมหะจริต ถือตน ถือตัวอย่าง อย่างนั้น อย่างนั้นแล้ว เรียกว่า โมหะจริต ถึงจะไม่ถือตนถือตัว แต่ไม่มีปัญญาคลี่คลาย เราก็จะเติมได้ เพราะงั้นโมหะจริตนี้ ถ้าผู้ใดไม่มีการยึดมั่นถือมั่น ไม่มีการถือตัว ไม่มีการถือตัว ไม่มีอะไรเลย ผู้นั้นก็จะสามารถเติมได้ด้วยพุทธิหรือพุทธะ สามารถจะเติมได้ เติมปัญญา หรือว่าทำความสูงขึ้นได้ด้วยพุทธะ พุทธินี่เป็นเรื่องแท้ๆ ถ้าผู้ใดไม่เข้าใจมุมเหลี่ยมที่จะแก้ไขสิ่งที่ตัวเองมามีมาเป็นรากฐาน เป็นราคะ เป็นโทสะ โมหะแล้วละะก็มันก็ไม่มีทางที่จะเพิ่มเติมขึ้นมา จริตคำนี้ถ้าจะแปลกันเป็นศัพท์ๆ เฉยๆ ก็แปลกันตามที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมา สำหรับวันนี้จะแปลให้ฟังให้เข้าใจโดยพิสดารบ้าง คำว่าจริตนั้น ก็คือ จิตที่มันทำงาน จริต ที่มันทำงาน มันจะทำการทำงานแบบใดก็ช่าง แต่ทำงาน ทำการแบบยึดเอาไว้ แบบเห็นเอาไว้ แบบรู้เอาไว้ ก็ตามแต่จะเรียกว่ารู้ จะเรียกว่าเห็น จะเรียกว่าเข้าใจ จะเรียกว่ายึดจะ เรียกว่าเกาะ จะเรียกว่าอะไรก็ตามแต่ คือ การทำงานของจิต หรือแม้แต่จะเรียกว่าคิด อ่าน จะคิดอ่าน จะปรุงขึ้นมา จะปรุงแต่ง จะทำงานอะไรเป็นบทบาทของจิตขึ้นมาทั้งนั้น เราเรียกว่าจริต เรียกว่าจริต รากฐานมันมาจากรากศัพท์คำว่าจิตนั้นเอง ไม่มีอื่นหรอก รากฐานมาจากคำว่าจิต จริตเนี่ย เพราะฉะนั้นผู้ใดสั่งสมจิต พยายามได้สั่งสมได้แต่พยายามกระทำความเคยชิน เพราะเกิดความเคยชิน ก็สั่งสมเข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเป็นนิสัย ก็สั่งสมเป็นนิสัย ก็เป็นสันดาน พอจากสันดานก็กลายเป็นตัวตนของตัวเองเลย แล้วก็เรียกว่าอันนั้นแหละโน้มเอนลงไปเป็นจริต เป็นจริตของตัวเอง ผู้ที่มีจริต 3 ที่ว่านี้ มี ราคะ โทสะ โมหะจริต นี้เรียกว่าเป็นผู้มีจริตที่เลว ภาษาบาลีเรียกว่าทุจริตเรียกว่าทุจริต จริตที่เลว เพราะฉะนั้นเราจะต้องมาดัดจริตกัน เราจะมาดัดจริต คน คนใดไม่ดัดจริตคนนั้นก็มีแต่ทุกข์จริตที่เป็นพื้นฐานมาแต่เดิมของปุถุชนหรือคนทั่วๆ ไป ถ้าผู้ใดดัดจริตของตัวเองโดยรู้พื้นฐานของตัวเองว่าฐานะของตัวเอง ค่อนไปในทางราคะมาก หรือค่อนไปในทางโทสะมาก ค่อนค้นไปในทางโมหะมาก เมื่อรู้ตัวเองแล้ว ผู้นั้นก็พยายามดัดจริตของตัวเองให้มันดีขึ้น การดัดจริตให้ดีขึ้นนี่แหละเรา เรียกว่าทำจากทุจริตให้มันเป็นสุจริต จริตเราก็จะดีขึ้น ดีขึ้นจากเดิม เดิมนั้นมันแย่มาเต็มที เดิมแล้วมันเป็นทุกข์มันเป็นตัวชั่วตัวเลวมันเป็นจริตที่ชั่วที่เหลือของเรา คำว่าดัดจริตในภาษาที่เอามาพูดเนี่ยเดี๋ยวนี้ก็เลยกลายเป็นภาษาที่ฟังไม่ได้ ฟังแล้วถือว่าเป็นภาษาเลว แต่แท้จริงเป็นภาษาที่ดี ถ้าผู้ใดไม่พึงดัดจริตตัวเองให้ดีขึ้นไปสู่ทางดี แต่กลับดัดจริตของตัวเองให้ไปในฝ่ายทางเลว มันก็ไม่เข้าท่า แล้วเดี๋ยวนี้คำว่าดัดจริตเนี่ย ถ้าดัดถ้าจนเกินขอบเขตมากไปแล้ว ก็มากไปในทางเลวซะด้วย ไปเป็นโลกียะมาก ดูแล้วมันก็ไม่ดี แต่ถ้าดัดไปในได้ทางดีแล้วก็ดัดได้มากขึ้นก็เอานะ เอานะ ถ้าดัดได้พรวดเลยนะ ดัดจริตของเราได้มากขึ้นเป็นดี คือ เป็นไปด้วยความสงบระงับพ้นจากราคะจริต โทสะจริต โมหะจริต จะดัดทั่วเลย หมดเลยราคะจริตก็ไม่มี โทสะจริตก็ไม่มี โมหะจริตก็ไม่มี ดัดปั๋งเดียวได้เลย ทำเลยอย่ากลัว อย่ากลัวใครเขาว่าเลย อย่ากลัว Over ตัวเองจะทำได้หรือเปล่าเท่านั้น ถ้าตัวเองทำได้แล้วไม่ต้องกลัว Over หรอก เอาเลยทำได้แล้ว อนุโมทนาสาธุ ทีเดียว เป็นไปได้ด้วยดี เนี่ย ทีนี้จริตต่างๆ เหล่านี้มีลักษณะอย่างไรบ้าง ผู้ที่รู้แล้วก็ลองฟังเพิ่มเติมดู ผู้ที่ยังไม่รู้ก็ลองฟังเข้าไปให้ชัด ราคะจริตก็หมายความว่าจิตของเราที่ได้เคยสั่งสมมามีแต่ความจะเอาจะได้จะเป็นจะมีอยากใคร่ ไปหมดทุกข์ๆ อย่างตั้งแต่ร่างกายและจิตใจ ร่างกายที่มีทวารออกเรียกว่าทวาร 5 ตา หู จมูก ลิ้น กายมันใคร่มันอยากอะไรมันจะเอาหมด ตาประสบก็ไม่ได้ หูได้ยินก็ไม่ได้ จมูกได้ยินก็ไม่ได้ล่ะ ถ้าอันไหนที่มันไปตรงต้องกับใจที่ตัวเองหลงใหล ใคร่เสพก็จะเอาทีเดียว ตา หู จมูก ลิ้น กาย เมื่อไปสัมผัสเข้าพั๊บ แล้วก็เป็นต้องอยากได้ เป็นชมชื่น ชมชื่นแล้วก็พยายาม ปราถนาใฝ่คว้าเอามาเป็นของเราเสมอ อย่างนี้เรียกว่าราคะจริต ไม่อยู่แค่ภายนอก หรือแม้ตาไม่เห็น หูไม่ได้ยิน จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่ได้รส กายไม่ได้สัมผัสมันซะหน่อย แต่ใจก็ก็เที่ยวได้คิดเอาเอง ยึดจำไว้ที่จิตเองบ้าง ยึดมั่นถือมั่นเอาไว้ว่าอย่างนี้แหละ ดีอย่างนี้อยากกิน อย่างนี้อยากกิน ว่างๆ ก็หลับตานั่งนึก แหมไม่ได้กินข้าวเหนียวมะม่วง นี่หน้าข้าวเหนียวมะม่วงแล้ว อยากกินข้าวเหนียวมะม่วงกิน จำได้ไม่มี ข้าวเหนียวมะม่วงอยู่ข้างหน้าไม่มี ตาก็ไม่เห็น หูก็ไม่ได้ยิน กลิ่นก็ไม่ได้รส ก็ยังไม่แตะปาก ตาก็ยังไม่ถึงมือ ยังแต่นอนฝันอยู่ในที่นอนก็ได้ อยู่ในไหนๆ ก็ได้จิตระลึกแล้วมาส่ง ส่งไปแล้ว จิตส่งไป อยากกินข้าวเหนียวมะม่วง จริงหน้าข้าวเหนียวมะม่วงแล้ว เขาลือกันที่ไหนหนอว่าร้านนี้ มูนข้าวได้อ่อนนิ่มดีเหลือเกิน มะม่วงก็คัดมาอย่างดี ซื้อแต่อย่างดีมาขาย ไม่ดีไม่ยอมขาย อยากจะไปกินร้านนั้น แม้เขาจะขายจานละ 50 บาทก็จะเอาล่ะ ฝันไป เพ้อไป อย่างนี้ก็เรียกว่า ราคะจริต ราคะจริต จริตมันส่งออกไปไกล ทูรังคมัง ออกไปไกลและออกไปไปเดี่ยว ไม่มีใครรู้ด้วยหรอก ตัวเองฝันเพ้ออยู่คนเดียว คนเดียว รู้คนเดียว เอกจรัง เรียกว่ามันลอยนวลอยู่คนเดียว เอกจรัง ทูรังคมัง ไปเชียว ไปเสพ อิสระเต็มที่ ถึงเรียกว่า จิตของเราเป็นเอก จิตของเรา เอกจรัง แล้วก็ ไปไกลได้ ไม่มีรูป ไม่มีร่าง อัสรีรัง ไม่มีตัวไม่มีตนแต่มันก็อยู่ในของของเราจะเรียกว่าอยู่ในคูหานี้ แต่มันก็สามารถส่งออกไปนอกตัวได้ แต่มันก็เป็นของของเรา ไม่มีคนอื่นมาส่ง คลื่นนี้เราเป็นคนส่งเอง คลื่นนี้เหมือนกับเครื่องส่งวิทยุ เราส่งเอง ส่งแล้วยังยึดไว้ อย่างวิทยุ เครื่องส่งวิทยุ ส่งไปแล้ว มันไม่ยึดมั่นถือมั่นคลื่นของมัน มันส่งคลื่นออกจากตัวมันเอง มันส่งออกไปแล้วมันปล่อย ปล่อยเลย มันจะปั้นเป็นเสียงเป็นรูปยังไงก็ตามแต่คลื่นวิทยุนี้ส่งเสร็จปั๊บ ปรุงแล้วปล่อยเลย มันไม่ทุกข์ แต่ไอ้คนที่ส่งไปแล้วไม่ปล่อยแฮะ ยังยึดอยู่ กดส่งออกไปถึงร้านข้าวเหนียวมะม่วงที่ไหน หรือยังไม่เจอร้านข้าวเหนียวมะม่วงที่ไหน ก็ยังรอนๆ อยู่นั่นเอง ควานหาใหญ่เลย ทูรังคมัง ใหญ่เลย ไปแล้วไปรอบโลกเลยอยู่ที่ไหน โอ้ยอยู่ร้านข้าวเหนียวมะม่วง มันก็เดือดร้อนอยู่อย่างนั้นน่ะ ขนาดเข้าอดรนทนไม่ได้ก็ดึงเอาร่างทั้งร่างนี้ อย่ากระนั้นเลยนอนอยู่นี่ไม่ได้กินแน่ข้าวเหนียวมะม่วง จงเอาร่างทั้งร่างกระโดดออกไปตามหาเถอะ ก็วิ่งออกไป ก็ไปหาข้าวเหนียวมะม่วงกิน อย่างนี้เป็นต้น มันก็ดึงเอาคูหาสยังใหญ่นี้ไป ที่อาศัยของจิตนี่แหละ อันที่ไม่ทิ้งกัน อันที่ไม่ยอมปล่อย เพราะคนนี่จึงไม่เหมือนเครื่องส่งวิทยุ เครื่องส่งวิทยุยังฉลาด มันส่งเสียงออกไปก็คือของมันเองส่งเป็น จิตทูรังคมัง เป็นพลังงาน เสร็จแล้ว มันก็ปล่อยทิ้งไม่ยึดมั่นถือมั่น คนเราพูดออกไปจากปาก แล้วก็ไปยึดมั่นถือมั่นว่าเรานี่พูดเก่ง พูดได้โก้ แล้วก็ยึดมั่นถือมั่นว่าของของเราอยู่ เราก็ทุกข์ เราก็ถือตัวถือตนว่า ฉันพูดเก่ง ฉันมีความเก่ง ฉันมีฤทธิ์ สามารถพูดได้โก้ได้เก่ง และก็ยังยึดเป็นของของเรา โถพูดออกไปแล้วก็พูดไปเถอะ บริษัทส่งเสียงก็ส่งออกจากเครื่องวิทยุ ก็ส่งได้เพราะไม่เพราะยังไง ไอ้เครื่องส่งมันก็เฉยๆ มันจึงไม่ทุกข์ มันจึงไม่สุข มันสามารถทำงานได้เหมือนกันกับคน พูดก็ได้ส่งเสียงก็ได้ในมุมหนึ่งเท่านั้นนะ เหมือนกัน ยกตัวอย่างให้เห็นมุมหนึ่งมันก็เครื่องส่งวิทยุ ใจคนก็เหมือนกันแล้วก็การพูดก็เหมือนกันอย่างนี้แหละ เป็นวิญญาณพลังงาน เราทำได้ถ้าเราไม่ยึดเสียเลยทีเดียว เราก็จะสบาย เราทำอะไรดี เราก็พยายามปั้นออกมาให้ดีที่สุดเครื่องส่งวิทยุสามารถจะส่งเสียงให้ไพเราะที่สุด เราจะส่งเสียงให้ได้คุณภาพที่สุดก็ทำไปตามเรื่องตามแรงที่ตัวเองมี แล้วก็อย่าไปยึดมั่นถือมั่น เราก็จะสบายเช่นเดียวกันฉันใด ถ้าใครส่งไปไม่ยึดมั่นถือมั่น ผู้นั้นส่งไปจากเครื่องวิทยุส่ง ผู้นั้นไม่ยึดมั่นถือมั่นผู้นั้นก็ไม่มีราคะ ไม่มีการยึดเอา ไม่มีการอยากให้ย้อนผลกลับมา ไม่อยากให้ย้อนผลกลับมาแทน เป็นยังไงก็ปล่อยไปตามหน้าที่การงาน สักแต่ว่าทำ สักแต่ว่าเกิดผลที่ตัวเองปั้น หรือแม้แต่ตัวเองกระทบสัมผัส เป็นทางข้างนอก เป็นตาหูจมูกลิ้นกายกระทบสัมผัสแล้วก็สักแต่ว่ารู้ว่าเห็น ถ้าไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะยังชีวิตเอาไว้อยู่ในฐานะพอดี ก็ไม่ต้องไปวุ่นวายอะไรมากมายนัก เกินความวุ่นวาย เกินความจำเป็นที่แท้จริง เราอยากได้มีแต่อยากเอามาเสพมาสูบ มาดื่มมาลิ้มมาลองมาสะสมให้แก่ตัวเองมากๆ นั่นแหละเราเรียกว่าราคะจริต ผู้ที่มีราคะจริตนี่เป็นรากฐาน รากฐานใหญ่ที่สุด แม้แต่สามอย่างนี้ราคะ โทสะ โมหะ ก็เป็นจริตที่เป็นสมังคีธรรม เป็นจริตที่ก่อรากมาเกี่ยวกัน ราคะจริตเกิดได้ ถ้าเกิดมากๆ เข้าก็เกิดโทสะจริตได้ โทสะจริตเกิดจากราคะจริต เกิดจากการรักหวงอยากได้ อยากเป็น อยากมี อยากเอา เพราะยึดก็เป็นของเรามาก ใครมาขัดขวาง บางทีไม่ต้องไปถึงมาก ขัดขวางว่าเราอยากได้สิ่งนี้ แล้วไม่สมที่เราอยากจะได้ ใครมาขัดขวางโกรธ โกรธ โทสะจริตก็สั่งสมขึ้นมา คนที่มีโทสะจริตก็มีรากฐานมาจากมีราคะจริตเป็นเบื้องต้น เกี่ยวกันทีเดียว แยกกันไม่ออกหรอก จนกระทั่งราคะจริตของตัวเองเป็นรากเหง้าอยู่ในจิตในใจมาก เหมือนมันไม่แสดงผล แต่แท้จริงเขาเรียกว่ามันเป็นอาสวะ เป็นอนุสัย นอนเนื่องกองทำงานแน่นอยู่ใต้พื้นราบเลยทีเดียว ราคะจะฟังง่ายๆ ก็เหมือนภาษาไทยนี่แหละ รากของมันนี่แหละ รากเหง้าอยู่ที่ต้นอยู่ที่โคนอยู่ที่ที่ลึกที่สุด แล้วก็ส่งผลออกมาทำงาน จนกระทั่งไอ้ที่แสดงออกชัดๆ นั้นมันไม่ใช่ความอยากแต่กลายเป็นความผลักดัน หรือกลายเป็นความโกรธ กลายเป็นโทสะอยู่เสมอ คนคนนี้อะไรนิด อะไรหน่อย หู ตา จมูก ลิ้น กาย ประสบการณ์ หรือแม้แต่ใจตัว คิดอะไร ก็คิดมักจะทนไม่ได้ แล้วโกรธด้วย อะไรนิด อะไรหน่อย ก็โกรธ ก็เคืองอยู่เรื่อยเลย เป็นสภาพเด่น เป็นสภาวะเด่นที่ในตัวเองแสดงออก เพราะได้สั่งสมสภาพในการกระทำ การผลักออกอะไรในมามาก จึงมีแต่โทสะอยู่เสมอ เสมอ โกรธเคืองอยู่เสมอ เสมอ ผู้นี้ก็เราก็ยกให้ว่าเป็นผู้ที่มีโทสะเด่น เมื่อมีโทสะเด่นอย่างนี้ เราก็เรียกพวกนี้ว่าโทสะจริต แต่จะถือว่าพวกนี้ไม่มีโลภะไม่ได้นะ ไม่ได้มีโลภะอยู่ใต้เบื้องล่างของโทสะอยู่ใต้เบื้องล่างของโทสะ โทสะนี่มันจะเกิดโดยไม่มีโลภะไม่ได้ ที่จริงโทสะโลภะอะไรพวกนี้มันมาจากรากศัพท์ที่มาใกล้ๆ กันเคยอธิบายให้ฟังแล้ว ราคะหรือโลภะเนี่ยมันมาจากรากศัพท์ลาภะก็มา โลภะก็มา ลภะ ที่แปลว่าความแปลว่า สำเร็จ หรือบรรลุ สมใจได้รับสมใจ เรียกว่า ลพะ ล.ลิง พ.พาน อ้อ ภ.สำเภา นี่ ส่วนโทสะ น่ะมาจากรากศัพท์คำว่า ทสะ ทสะ ทสะ ตัวนี้มันแปลว่ารู้มันแปลว่ารู้ ครบรอบ แต่ว่าครบรอบหรือแปลว่าสิบ มันแปลว่าสิบ หรือ ครบรอบ มาจากครบรอบ มันรู้ รู้อะไร รู้อัตราตัวตน รู้ว่าตัวเอง อันนี้เป็นของของเรา แล้วไม่ยอมให้ให้ตกหล่นได้เลย หรือแม้รู้ว่าตรงนี้เราต้องอยากได้ก็ต้องเอาให้ได้อย่างนี้ อย่างนี้ ถ้าไม่ได้อย่างนี้ อย่างนี้แล้ว ไม่ยอม จึงเกิดทสะตัวนี้โตขึ้นมา รากศัพท์ตัวนี้เขาก็เรียกว่าโทสะ ทสะ เป็นโทสะ คือมันรู้แล้วนะ ที่จริงมันไม่ใช่ไม่รู้ จนที่สุดตัวเองก็เลยมีแต่โทสะ เป็นเหตุใหญ่ ไอ้รากศัพท์ อ้อ เป็นรากพื้น พื้นที่ต้องการอันนั้น อย่างนั้น อย่างนั้น สมใจเลย กลายเป็นไม่รู้แหละ มาจับประเด็นอยู่แต่แค่ว่าโทสะ ก็เลยโตขึ้นมาเพราะ มันมีตัวที่ไม่รู้มาคั่นอยู่เรื่อยไป จึงไม่รู้แม้แต่โทสะ คนไม่รู้โทสะ ก็เรียกว่าคนที่มีจิตใหญ่ หรือมีอัตราใหญ่ มีอัตราใหญ่ ไม่รู้แม้โทสะของตัวเองมากมายแล้ว มากมายแล้วก็ยึดบอกแล้วแต่ต้นว่าเกาะยึดสั่งสมเอาไว้เป็นของตัวอยู่อย่างนั้นแหละ ถ้าไม่รู้เป็นก้อนใหญ่ กองใหญ่ แสดงสภาพแสดงลักษณะออกเป็นอาการโกรธแค้นผลักดัน ขุ่นเคือง เราก็เรียกว่า โทสะ เหตุมันมาก็เพราะมีโมหะ หรือมีความใหญ่ โมหะ หามาจากรากศัพท์คำว่า มห แปลว่าใหญ่ ยึดอัตตาเป็นตัวใหญ่ ตัวแน่นอนเที่ยงแท้ และจะเอาอย่างนั้นจะเป็นอย่างนั้นจะมีอย่างนั้น ไม่ได้สมใจก็แสดงการผลักออกอย่างแรงไปอาฆาตให้ไม่ให้มาขัดขวางบางทีก็ถึงฆ่าเขาเสีย อย่างนี้ก็เรียกว่าจิตอัตตานั้นเป็นมหะ ไอ้ตัวมหานี้แทรกอยู่ทั้งหมด เพราะงั้นแม้แต่จะไม่โทสะ มีราคะ หรือมีโลภะเป็นรากฐานอยู่ มีแต่ความจะเอา จะมี จะได้ จะเป็นอยู่อย่างแน่นเหนียวยึดไม่ถอย ไม่ถอด เป็นอัตตาอยู่ที่ตัวของตน มีมากเหมือนกัน เรียกว่ามหะ ก็เรียกว่าเป็นผู้โมหะเหมือนกัน จนไม่รู้ว่าตัวเองจะยึดไปทำไม ตัวตนน่ะ จะไปก่อไปเกิดเป็นเอาไว้กันทำไมนักหนา เมื่อผู้ใดโมหะคือไม่รู้แม้กระทั่งว่าตัวเองเนี่ย ที่จริงมันไม่มีอะไรนะ ที่จริงไม่มีอะไรหรอก แต่ว่าตัวเองไปหลง ไปหลงยึดหลงเกาะหลงสร้างเป็นตัวตนเป็นอัตตาไว้มากมายเป็นโลภะ หรือเป็นราคะมากชิ้นโตไป อันนี้ก็เป็นเชื้ออัตตาอยู่ยิ่งใหญ่เท่าไหร่ก็ยิ่งเป็น มหะ มากเท่านั้น เป็นมหาอัตตา หรือ บรมอัตตา หรือ ภาษาบาลีว่า ปรมาตมัน มหาอัตตา หรือบรมอัตตา ภาษาไทยเรียก บรมอัตตา ภาษาบาลีเรียกว่า ปรมาตร ปรมัตตา หรือ ปรมาตมัน นี่แหละ เรียกว่า ปรมาตมัน เป็นเรื่องของจิต เป็นเรื่องของจิต เป็นเรื่องของจริตที่มันทำงาน ทำหน้าที่อย่างนี้ เป็นไปอย่างนี้อยู่ตลอดกาลตลอดเวลา เพราะงั้น ไอ้จริตทั้ง 3 เนี่ย มันเกี่ยวข้องกันอยู่เนี่ย ความโง่ที่ท่านเรียกว่าโมหะ เราเรียกว่าความหลง หรือเรียกว่าความไม่รู้ที่ไปแปลคำว่าโมหะนี่ ก็อันเดียวกัน มันไม่รู้ว่าตัวโลภ มันไม่รู้ว่าตัวมีราคะ มันไม่รู้ว่าตัวเองมีโทสะ มันไม่รู้ มันเที่ยวไปรู้อันอื่น โทสะก็ไปรู้ในตัวเอง ไปยึดตัวตน แล้วก็พยายาม ใครมาขัดไม่ได้ ขวางไม่ได้ ก็เลยกลายเป็นแสดงการแสดงออกอย่างนี้ มันไม่รู้อาการอย่างนั้นเป็นภัยเป็นพิษต่อโลก มันก็ไม่รู้จึงเรียกว่าคนโง่ โมหะจริต ก็คือจิตที่โง่ จิตที่ไม่เข้าใจ จิตที่หลงไปกับโลกที่เขาพาทำก็ตาม โลกที่เขาพาทำไว้ให้สั่งสมโลภะ หรือ สั่งสมราคะ ก็พยายามก่อโทสะไปตามเรื่องแบบนี้นะ บางทีถึงขนาดที่ ถ้าเขามาด่าเราแล้วเราไม่โกรธนี่ คนนั้นถูกโลกว่าด้วยนะ มีอย่างที่ไหนเขาด่าให้ เขาเหยียดหยามว่าอย่างกระไรดี ไม่รู้สึกโกรธ คนบ้าหรือยังไง เขาด่าให้เขาเหยียดหยามให้กลับไม่โกรธ นี่คนบ้าแล้ว มันต้องโกรธสิ ถ้าไม่โกรธนี่ ไม่ได้ ไม่ถือว่าคนธรรมดา ทางจิตวิทยาถือว่า abnormal บอกว่าคนนี้ไม่ปกติแล้ว ไม่ปกติแล้ว ไม่ธรรมดาไม่เป็นไปในทางที่ได้ว่าชักจะไม่เต็มเต็ง ซะแล้ว มีอย่างที่ไหน เขาด่าให้ เขาเหยียดหยามให้ เขาลบหลู่ศักดิ์ศรีอย่างนี้เลยไม่โกรธซะเฉยๆ อย่างงี้ ไม่ได้ไม่ได้เป็นคนธรรมดาไม่ได้ถือว่าผิดคนธรรมดา จริง ถ้าเขามีธรรมะถ้าเป็นคนที่มีธรรมะ จริงผิดธรรมดา ก็ผิดมาในทางดีแฮะไม่ได้ผิดไปในทางเลว ผิดไปในทางดี เขาด่าแล้วก็ด่าไปสิ ไม่โง่นี่รู้ด้วยว่าเขาด่า เขาเหยียดหยามศักดิ์ศรีรู้ด้วยว่า เขาเหยียดหยามศักดิ์ศรี รู้ แต่เขาจะเหยียดหยามศักดิ์ศรี ก็เพราะเหตุแห่งการที่เขาไม่ควรจะกระทำอย่างนั้น ถ้าศักดิ์มีจริง ศรีมีจริง ศักดิ์ หมายความว่าฉันฐานะ ศรี หมายความว่าคุณงามความดี ถ้าเรามีศักดิ์มีศรีอยู่จริง ถ้าจะมาเหยียดหยามลบหลู่ดูถูก ก็เรื่องของเขา เขาจะเหยียดยังไง จะเหยีดยังไง ศักดิ์ ของเราก็ไม่ได้ลดลง หรือ ศรี ของเราไม่ได้ลดลงอะไร ความดีก็มีอยู่เท่าเก่า ศักดิ์ชั้นของเราก็เท่าเก่า ถ้าเราชั้นเอกก็บอกว่า เอ้ย ไอ้ชั้นตรี ไอ้ชั้นโท เอ้า มันก็ชั้นเอก เราก็ชั้นเอกอยู่เท่าเก่า จะว่าอย่างไรก็ช่างประไร เขาด่าเราไอ้หน้าหมา เอ้อ หมาก็หมาก็เขาว่า เอ้ตาคนนี้ไม่ดีก็หน้าเรายังไม่แหลมสักหน่อยเลย หน้าเราก็ธรรมดา ธรรมดาเขาก็ว่าเราหน้าหมา เออคนนั้นก็ตาไม่ดี คนนั้นเขาก็หลงเอง เอ้าตีเราเป็นบุคคลาธิษฐาน ตีกันตามๆ ว่าดื้อๆ ว่างั้นเถอะ ก็เราไม่ได้หน้าแหลมอย่างที่เขาว่าเลยสักหน่อย ขนก็ไม่ออก หน้าก็ไม่มีขนสักนิดนึง แล้วจะไปโกรธทำไม หรือแม้เจตนาของเขาจะด่าเราให้เจ็บแสบน้ำใจ เขาจะไปสรรอะไร ต่ออะไร ต่ออะไรมาว่า มาอะไรกลบเกลื่อนจากที่เราเองเราไม่ได้ผิดแปลก ประหลาดอะไรไป เราก็ไม่ควรจะไปโกรธอะไร ไม่ควรจะไปโทสะ ไม่ควรจะเป็นหุนหันพลันแล่นอะไร แต่ถ้าเขาว่าเราจริง เขาบอกว่าเราเองเนี่ยเลวเหมือนหมา แล้วเราเองเราก็ไปทำอาการเลวที่มันไม่สมควรน่ะ เป็นคนนะไม่ควรจะทำอาการอย่างนั้น หรือว่าจิตใจก็ไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น การกระทำก็ไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น ทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมก็ไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น มันเท่าๆ กับหมาที่มันแม้แต่คนก็ไม่เห็นดีด้วย อย่าจะว่าแต่หมามันเห็นดีด้วย กันคนก็ไม่เห็นดีด้วย ถ้าเขามาว่าอย่างนั้น เราก็ตรองของเราดูว่าเราเองเราเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่า ถูกต้องตามเขาว่าหรือเปล่า ถ้าถูกต้องก็แสดงว่า ศักดิ์ ของเราเท่านั้น ศรี ของเราเท่านั้น เขาพูดถูก ขอบคุณเขาเสีย เขาไม่ได้ด่านะ เพราะว่าเลวอย่างกับหมา เราเลวอย่างนั้นจริงหรือเปล่า ถ้าถูกต้องตามเขาว่า กราบขอบคุณเขา จงกราบขอบคุณเขาว่า เออดีจริงมาชี้ฉันเห็นแล้ว ฉันอุตส่าห์ตามืดตาบอด ไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองนี่เลวเท่ากับหมา เขามาบอกให้ ก็เขาเป็นครูเรา เป็นผู้ชี้ขุมทรัพย์ พระพุทธเจ้าท่านสอน ผู้ใดมาชี้ชั่ว ผู้ใดมาชี้ความเลวให้แก่เรานั้น ผู้ใดมาชี้ข้อบกพร่องให้แก่เรานั้น เท่ากับเขาชี้ขุมทรัพย์ให้แก่เรา แน่ พระพุทธเจ้านี่พูดกำปั้นทุบดินจริงๆ ผู้ใดมาชี้ชั่วให้แก่เรา ผู้ใดมาชี้โทษให้แก่เรา มาชี้ภัยให้แก่เรา ให้เรารู้ชั่วของเราเอง เท่ากับเขามาชี้ขุมทรัพย์ให้เรานะ เพราะฉะนั้นอย่าไปพึ่งว่าคนอื่นเขามาด่าเราท่าเดียว เค้ามาว่าเราเลวเราชั่วตรวจตัวเองเข้า ตรวจเข้า อย่าไปเอาแต่โทสะจริต สั่งสมแต่โกรธเข้า ตะบึงตะบัน ประเดี๋ยวเราจะกลายเป็นคนโทสะจริต มีแต่โทสะนำหน้าออกเลยไม่เอาอ่ะ ใครเขาจะว่า เขาจะด่า เขาจะยังไงก็ช่างเขา แล้วเราวางได้ด้วยเป็นคนมีธรรมะ นอกจากว่าเห็นแล้วว่า เขาด่าถูกแล้วล่ะ ขอบคุณเค้า กราบเขาก็ยังได้ ก็ดีจริงเราจะได้แก้ตัว ถ้าเขาด่าผิด เขาตาถั่ว ถ้าเขาด่าผิด ก็แล้วตรวจตัวเองแล้ว เอ้อ ด่าว่าเราหน้าหมาเราก็ไม่หน้าแหลมสักหน่อย ขนก็ไม่มี เอ อย่างนี้ เขาด่าผิดแล้ว คนนี้เขาตาไม่ดี อย่าได้กลัวคนตาบอดนะ ตาถั่วตาบอด ตาไม่ดี หน้าเราไม่แหลม ก็ว่าหน้าเราแหลม ไปโกรธเค้าไม่ถูก เราอย่าไปโกรธคนมืดบอด คนโง่ คนเมา คนบ้า คนไม่เดียงสา อย่าโกรธเค้า โกรธเค้าไม่ถูก ถ้าใครสั่งสมความโกรธคนนั้นก็เป็นโทสะจริต ยังไงที่ว่านี้ เมื่อเวลาผู้ใดสะสมเข้ามากๆ ราคะก็ตาม โทสะก็ตาม มันก็จะเป็นผู้มีมหะ ความมากในสิ่งเหล่านั้น มากเพราะไม่รู้มาก เพราะไม่แก้ไข ไม่ละคลายโทสะ ความอยากใคร่ ไม่ๆ ไม่ใช่ความอยากใคร่ โทสะคือความโกรธ ความเคือง ไม่ละคลาย ไม่ละคลายทั้งราคะ ความอยาก ความใคร่ ความยึดตัวยึดตน ความเอาไว้ความมีความเป็น ความที่จะต้องสะสมเข้าไปให้มากๆ ถ้าไม่ระคลาย คนนั้นก็เป็นผู้ที่โมหะทั้งนั้น โมหะทั้งนั้น มันมาก
ฟังให้ดีในความสามารถที่พูดให้ฟัง ทั้งเอาภาษาเข้ามาอธิบายซ้อนๆ กันไปให้ฟังด้วย ไม่ได้พูดแต่เฉพาะธรรมดาที่พูดง่ายๆ ราคะจริต คือ ผู้มีความโลภ โทสะจิตผู้มีความโกรธ โมหะจริตผู้มีความหลง ถ้าจะพูดอย่างนี้จบไปนานแล้ว จบไปนานแล้ว ไม่ยากอะไรหรอก ประเดี๋ยวเดียวก็จบ พยายามแทรกซ้อนเซาะไชเข้าไปให้มันลึก ให้มันรู้ถึงเนื้อหาสภาวะ ให้มันรู้ว่าอารมณ์ของจิตของเราเป็นอย่างไร และตัวจิตจริงๆ นี่แหละมันไม่มีอื่น ลักษณะหรือว่าธรรมะต่างๆ นี้มีแต่อธิบายเพื่อไปให้รู้จิตเป็นที่สุด ไอ้เรื่องนอกๆ มันไม่สุดหรอก มีจิตเป็นที่สุดทั้งนั้น ลักษณะธรรมะใดๆ ก็เหมือนกัน ให้ทำกายอย่างนั้น ให้ทำวจีอย่างนั้น ให้ทำใจอย่างนั้น ก็เพื่อให้มันถึงจิต ให้จิตของเราดีขึ้น สูงขึ้น มีศักดิ์มีศรีที่แท้จริง สูงขึ้นมาตามลำดับจริงๆ ถ้าใครตั้งใจฟังให้ดีและเข้าใจได้จะเห็นได้ว่าราคะโทสะโมหะ 3 ตัวนี้เกี่ยวข้องกัน เกี่ยวข้องกันหมด คนมีราคะคนนั้นมีโมหะ คนมีโทสะคนนั้นก็มีโมหะ โทสะจะเกิดได้เพราะราคะ ราคะจึงคือรากจริงๆ คือต้นเหง้า ต้นเหง้าแห่งกิเลสตัณหาทั้งปวงของจิต ราคะ เป็นต้นเหง้าทีเดียว ถ้าผู้ใดหมดยึดตัวตน หมดยึดจะเอา จะมี จะเป็น ไม่ ปฏิเสธอะไรแล้ว จะไม่มีไม่เป็นอะไรก็เฉยๆ จะมีจะเป็นก็เฉยๆ วางได้มันย่อมมีย่อมเป็นเมื่อเรามีสมมติ ตัวเราเองมีร่างกายมีใจนะนี่เป็นสมมุติ ตัวนี้มันไม่จริงไม่จัง มันไม่ใช่เนื้อตัวอะไรต่างๆ ไม่ใช่ มันมีโดยสมมติ ถ้าสมมุติแท่งนี้มันทำงานเป็นประโยชน์โลกได้มากๆ ก็จงให้มันทำ ถ้าสมมุติแท่งนี้มันทำงานให้ประโยชน์แก่โลกมากๆ ไม่ได้เอาเปรียบโลก เบียดเบียนโลกหลงไปด้วยกาม หลงไปด้วยพยาบาทผูกพัน กามก็คือใคร่อยาก มีกามใคร่อยาก ตลอดไม่รู้จะจบก็ตัวเดียวกันนั่นแหละ กามความใคร่อยากไม่รู้จักจบก็ตัวเดียวกันก็ราคะ ใคร่อยากไม่รู้จักจบ ตัวเดียวกันนั่นแหละ กามใคร่อยากไม่รู้จักจบ ตัวเดียวกันกับ ราคะ ใคร่อยากไม่รู้จักจบ ตัวเดียวกันกับโลภะ กามะ นี่ มันใคร่ มันอยาก จนไม่รู้ว่า มันใคร่ไปในทางดี หรือไปทางชั่ว ไม่รู้เรื่องเลย ถ้าจะเป็นผู้ที่มีราคะธรรม ถ้าใคร่ธรรมก็เข้าท่า หรือ มีธรรมะกามะ ธรรมะกาโมก็ค่อยยังชั่ว แต่มันใคร่ไม่เลิกเลย ใคร่ไปหมด แล้วไม่ต่อยจะใคร่ทางธรรม ไปใคร่ทางโลกซะส่วนใหญ่ มันก็ยุ่ง มันก็ไม่ดี เพราะเราต้องมาแยกให้ออกว่าอะไรคือธรรม อะไรคือโลก ถ้าเราจะใคร่ก็ใคร่ธรรม ถ้าเราจะมีราคะหรือมีโลภะก็มีมาทางธรรมะนั่นถึงจะเข้าท่า ก็ตั้งทิศตั้งทางให้ได้อย่างที่ว่า นี่ถ้าตั้งทิศตั้งทางไม่ได้ว่าอะไรหาธรรม อะไรไปหาโลก เราก็จะวนเวียนอยู่กับโลกตลอ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive