Copy of 170227 อบรมธรรมจิตในจิต-พ่อท่าน-นครสวรรค์

โฟลเดอร์2517 TXT ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร กำลังจัดหน้า
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.google-apps.document)
ขนาดไฟล์7.15 KB
วันที่แก้ไข29 สิงหาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

เมื่อเช้าของวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ 2517 เวลาประมาณ 4 นาฬิกา เราชาวอโศกได้ประชุมพร้อมกันที่ศาลาเทศบาล ด้านหลักเมือง เขากบ ปากน้ำโพ หรือตัวจังหวัดนครสวรรค์ ในวันนั้นพ่อท่านได้เป็นประธานประชุมอบรมธรรม ดังทุกคราวที่ได้นัดประชุมกัน นอกจากได้อบรมธรรม ตามสภาวะปัจจุบันแล้ว เรายังได้มีการตกลงกันถึงเรื่องการให้พรโยมโดยไม่ต้องพนมมืออีกด้วย และในคราวเดียวกันนั้นเอง เรายังได้มีการวางแบบแผนกันอีกอย่างหนึ่ง คือ ก่อนฉันอาหารทุกครั้งให้ใช้มือทั้งสองแตะข้างขอบบาตร แต่ถ้าเป็นจานหรือภาชนะอื่นๆ ที่คล้ายจาน เราก็ใช้เพียงมือขวาแตะ ส่วนมือซ้ายวางบนตัก แล้วตั้งใจพิจารณาต่อสิ่งทั้งหลาย ที่จะสัมผัสในขณะนั้น ต่อมาพ่อท่านได้ใช้เวลาในช่วงนั้น อธิบายเนื้อธรรมะประกอบ เพื่อเตือนสติ พร้อมกับเน้นให้เข้าใจในมุมเหลี่ยมต่างๆ ของธรรมทุกๆ ครั้งเมื่อพ่อท่านอยู่กับพวก ดังเช่นวันนี้

ที่จะเริ่มบทบาทหรือว่าที่จะมีอาการที่จะมีกิริยาที่จะมีการกระทำ ไม่ว่ากายกรรม วจีกรรม มโนกรรมเกิดขึ้นมาเป็นบทบาท ที่เราจะรู้ในขณะที่เราไม่มีกาย กายสนิทนิ่งอยู่ วจีสนิทยิ่งอยู่ มีแต่จิตกับจิต จะมีมโนกรรมเป็นบทบาทขึ้นมา เราก็พึงควรรู้ในบทบาทของจิต และจิตนั้นมันคลุกคลีกับโลกเท่าใด มันจะหลงรูป รส กลิ่น เสียง อยู่ มีเชื้อของสิ่งเหล่านั้นอยู่หรือไม่ หรือจิตนั้นมันยังจะไปคิดไกล สร้างก่อเป็นเรื่อง โลก โลก เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ สิ่งที่ควรสร้างอยู่เท่าใด จิตไปก่ออัตตา มีตัวมีตน เพ้อพกไปด้วยอะไร ที่มันไม่เข้าเรื่อง ก็ต้องตรอง ต้องไล่ให้ละเอียด และจากจิตแล้วออกมาสู่สภาพวจี สู่สภาพกาย เราก็ต้องระวังให้มากยิ่ง รูป รส กลิ่น เสียง ชัด มีอริยบทใหญ่ คือ การเคลื่อนไหว มีหู มีตา มีจมูก มีลิ้น มีกาย เป็นผู้รับสัมผัส เรายิ่งจะต้องรู้มันมาก เมื่อเริ่มเกิดบทบาท เ

อ่านต่อ

ริ่มเกิดการสัมผัส เราก็จะต้องรับรู้ ไปติดตามในบทสัมผัสใหญ่ บทใดที่มันจะไปถึงจิต เป็นเวทนา รู้ในเวทนา มีสุขเวทนา มีทุกขเวทนาอย่างไร ต้องรู้มันให้ชัด รู้มันให้เจน แล้วก็พยายามพึงปฏิบัติธรรม บำเพ็ญ พึงรู้เท่าทัน และพึ่งหัดดับจิต เปลี่ยนจิต หัดดับจิต เปลี่ยนจิต เรียกว่า ปัสสัมภะยัง ก็ดีเรียกว่า ปัสสังเวที ก็ดี เราจะพยายามทำให้ได้ พยายามเปลี่ยนกลับไปให้มันไปสู่อุเบกขา ถ้ามันยังทุกข์มากก็ถูกปรับปรุงให้ได้ยินดีเล็กน้อย ถ้ารู้ว่าสิ่งนั้นจำเป็น ถ้าไม่จำเป็นก็เฉยลงไปที่ทีเดียวเลย วางปล่อย เฉย รสก็ดี รูปก็ดี กลิ่นก็ดี เสียงก็ดี สัมผัสก็ดี เราก็จะต้องรู้ตามอิริยาบท ทุกทวาร ทุกประตู ทุกขณะ เป็นไปโดยแม้มันไว เราก็รู้ในอันไหน ที่มันใหญ่ที่จับได้ชัดไปก่อน จนกระทั่งเราจะรู้บทละเอียดเป็นไว เราจะรู้ด้วยว่าตอนนี้ บทใหญ่ ตอนนี้บทรอง ตอนนี้บทเล็ก เป็นอิริยาบถใหญ่ อิริยาบทรอง อิริยาบทเล็ก เราก็สามารถที่จะมีจิตเข้าไปตามรู้ได้ทัน ไล่เลียงไป จิตจะเร็วขึ้น จิตจะสามารถอ่านรู้รับดับ รู้ดักทำให้มันดับ หรือวาง หรือปล่อย หรือมียึดมีถือ รู้ระหว่างรู้แล้ววาง รู้แล้ววาง เป็นสภาพที่เข้าใจสภาพที่แท้จริงของจิตเวทนาในเวทนา มีสุข มีทุกข์ ก็รู้แล้ว มีเชื้อที่สั่งสมลงในจิต เราวางเป็นอุเบกขาฐาน เบา สบาย ง่าย เห็นได้ชัดว่าอุเบกขานั้นสงบยิ่ง เป็น วูปสโมสุโข เป็นสุขอันยิ่งกว่า เป็นสุขอันพิเศษกว่า เป็นพวก ปรมังสุขัง ไม่ใช่สุขอย่างปรุง แต่เป็นนิรามิสสุข เป็นสุขอย่างไม่เกี่ยวกับวัตถุโลก ไม่เกี่ยวกับกาม ไม่เกี่ยวกับกามคุณ ไม่เกี่ยวกับสิ่งรอบนอก รูปก็ดี รสก็ดี กลิ่นก็ดี แม้แต่ประกอบอยู่ในของจริงของมัน แต่ไม่มีสิ่งประกอบเหมือนกันนั้น โดยสมมติประกอบเข้าไป ในสมมุติแทรกซ้อนอยู่เป็น อนุพยัญชนะ และพวกอนุพยัญชนะ เหล่านี้ เราจะต้องรู้แทรกเข้าไปให้ชัด เห็นจริงแล้วตัดอันที่แทรกที่ซ้อนอยู่เหล่านี้ที่เรียกว่าอนุพยัญชนะ ไม่ใช่ตัวแท้ แต่เป็นตัวปลอม เป็นตัวปลอมพิจารณาออก เจียนลง เจียนลง ทำจริงแล้วก็จะได้จริงเป็นสิ่งที่พิสูจน์ พิสูจน์โดยตน เป็น สันทิฏฐิโก เป็นปัจจัตตัง พิสูจน์ได้แล้ว แล้วเราก็ไปยืนยันกับผู้อื่น ถึงจะเรียกว่า เอหิปัสสิโก เรียกร้องมาดูกันได้ มีจริง พระอรหันต์ก็มีจริง พระอนาคามีก็มีจริง พระสกทาคามีก็มี จริงพระโสดาบันก็มีจริง เรารู้โสดา รู้สกทา รู้ อนาคา รู้อรหันต์ ได้ ด้วยสภาพหยาบก็รู้ว่า อย่างนี้ตีราคารวมแล้วเป็นหยาบ อย่างนี้เป็นโสดาบันชนิดละเอียดลงไปอีกสกิทาชนิดละเอียดลงไปอีก อนาคาชนิดละเอียดลงไปอีก อรหันต์ชนิดละเอียดลงไปอีก ก็แบ่งแยกซ้อนเป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนเข้าไปได้อี กละเอียดลงไปยิบ ลงไปอีกจนสุดท้ายเราเคยพูดกันถึงขั้นว่า พระพุทธเจ้า ก็คือโสดาบันกลับกันไปถึงขนาดนั้น โดยไม่ยึดติดในภาษาไม่เมาในสมมุติ เราเข้าใจสภาวะธรรมที่แท้จริง เขาเรียกว่าเป็นผู้ที่รู้ชัดเจน ไม่หลงเมาในภาษา แต่เอาเป็นสิ่ง เป็นสื่อ เป็นสิ่งที่ใช้เป็นพ่วงแพ เป็นสื่อเพื่อที่จะเข้าไปรู้สภาวะนั้นจริงๆ เมื่อตรงกันทุกคน จะพูดยังไงก็ตาม แต่เมื่อมารอบรับกำหนดหมายลงไปแล้ว เรารู้ว่าเขาหมายถึงสิ่งนั้น สิ่งนั้น สิ่งนั้น ก็เอาที่เขาหมาย คนอื่นหมาย เราก็รู้เขาที่หมาย ที่เขาสัญญา ที่เขากำหนด ที่เขาหมายจะเอาอันนั้น เป็นเป้าหมาย เราก็เข้าใจจุดหมายของเขาให้ได้ แล้วเราก็เอาที่หมายนั้น โดยจิตเจตนาเป็นที่สุด โดยเป้านั้นเป็นที่สุด เพราะหมายอย่างนั้น เป็นอย่างนั้นก็เอาให้ได้ เข้าใจให้ได้ แล้วเราจะได้ไม่ต้องไปถกไปเถียงกัน โดยส่วนประกอบอื่น เพราะฉะนั้นบัญญัติอะไรจะใช้ยังไงก็เอา เขาบอกว่าดำ ใช้ภาษาเรียกดำ แต่เขาพูดพยายามพูด พยายามแจกแจงแล้ว เขาหมายเอาสภาวะขาว แล้วก็ต้องรู้ให้ได้ว่า ออ คนนี้หลงแล้ว พูดดำแต่ไปหายเอาขาว ก็มีได้เป็นได้ ผู้พยายามเลือกคำว่าหัว แต่เขาพยายามพูดไปพูดมา พูดมาพูดไป หรือว่าจิตของเขาน่ะเป็นยึดอยู่ที่หาง แต่เขาพูดคำว่าหัว ยืนยันเรียกมันว่าหัว ภาษา ภาษามันกลับกันแล้ว เราก็รู้ได้ว่าเขากลับซะแล้วนะ แล้วก็รู้จิตอย่างนี้ก็เรียกว่าเจโตปริญญาณ หยั่งรู้เข้าไปได้ ด้วยความแท้จริง จนรู้ว่าเขายังหลงผิด เพราะฉะนั้นให้มันลงตัว ก็ว่าสมมุติ ให้มันลงตัวกับ ปรมัตถ์ บัญญัติให้มันลงตัว กันกับสภาวะ ตอนแรกก็อนุโลมสภาวะให้เขาบรรลุถึงจิตเสียก่อน พอบรรลุแล้วก็ค่อยมาปรับสภาวะ กำกับภาษาให้มันลงกัน อย่าให้มันเบี้ยว มันเบี่ยงกัน เรามีฤทธิ์มีเดชจะแก้ปัญหาก็พยายามแก้ซึ่งภาษา เดี๋ยวนี้ก็กลับหัวกลับหางเยอะแล้ว เราค่อยมาแก้ ตอนแรกเราทำสภาวะอันนี้ซะก่อน เราทำได้แล้วเราก็ค่อยๆ ให้คนอื่นรู้ด้วยกัน รู้ได้เป็นหมู่เป็นพวกแล้วก็ช่วยกันแก้แก้คนเดียวไม่ไหวในโลก เนี่ยมารู้ด้วยกันหลายๆ คน ช่วยกันแก้ คนนั้นแก้ คนที่แก้ มันลงตัวกันทุกอย่างมันจะลงตัวกันหมด เมื่อกลับกันได้แก้กันได้ก็มีแต่การเปลี่ยนมาแก้กรรมทั้งนั้นแหละในโลก แก้กลับ ทุกสิ่งทุกอย่างมันจะเวียนกลับไปหาสิ่งที่เป็นโลกทั้งหมด เพราะงั้น เราก็แก้ มาแก้กลับจากโลกมาเป็นธรรม ผู้มีธรรมถึงจะแก้เป็นธรรมะได้ จึงต้องเรียนรู้ เราจะไปเป็นโลกนั้น เราก็จะต้องรู้ กามะ เป็นตัวรากฐานที่มันยึดไปหารูป แล้วมันก็หลงสิ่งพอกในโลก เพราะมันเห็นก่อน มันชัดกว่า มันจะเป็นตัวตนที่แสดงรูปอยู่ข้างนอก ส่วนข้างในนั้นรู้ยาก เห็นยาก ธรรมะมันซ่อนอยู่ข้างใน จึงลำบากที่สุดที่จะเรียนรู้และจะพยายามที่จะซอกซอนที่จะไปรู้จริง จนกระทั่งถึงที่สุด แต่ก็ไม่เกินที่เราจะสามารถทำให้รู้ได้ เห็นได้ เข้าใจได้ โดยที่มีผู้พิสูจน์ พระพุทธเจ้าพิสูจน์มาก่อน สาวกท่านทั้งหลายพิสูจน์มาตาม จนกระทั่งถึงบัดนี้ก็ยังมีผู้พิสูจน์ได้อยู่ ผมก็ได้พิสูจน์แล้ว ผมก็ยืนยันว่า ผมพิสูจน์ได้แล้ว พวกท่านทั้งหลายต้องมาพิสูจน์ตาม พอท่านรู้เอง เห็นเอง เข้าใจเองว่าพิสูจน์ได้จริงหรือ เปล่า มีอยู่หรือเปล่าอริยะมีอยู่หรือ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์จะมีอยู่หรือ ควรพิสูจน์ไปเรื่อยๆ เมื่อได้บทที่ 1 บทที่ 2 ก็พิสูจน์ต่อ เมื่อได้บทที่ 2 บทที่ 3 ก็พิสูจน์ต่อ เมื่อได้บทที่ 1 แล้วเราก็เชื่อขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วยิ่งไปได้บทที่ 2 เราก็ยิ่งเชื่อมั่น เมื่อได้บทที่ 3 ก็ยังเชื่อมั่นยิ่งขึ้น ได้บทที่ 4 ตรงกันก็ยิ่งเป็นสิ่งที่สูงขึ้นไปรอบรัดเข้าไปเรื่อยๆ ได้เห็นจริงอย่าหลง อย่าพึ่งเชื่อใครง่าย แม้แต่ตำรา แม้แต่ครูบาอาจารย์ ให้มันลงตัวให้หมด พอลงตัวเข้าจริงแล้ว ทั้งตำรับตำราทั้งครูบาอาจารย์ที่บอกที่สอน ทั้งตัวเราเองได้พิสูจน์แล้ว ลงตัวลงร่องลงช่อง รู้ความที่ไม่ลงกัน รู้ความที่ลงกัน รู้จุดที่ขวาง จุดที่ขัด หรือจุดที่ลงร่องลงช่องในมุมมีเหลี่ยมใดอย่างชัดเจนแท้จริง ก็จงทำให้ได้ เห็นจริง รู้เองแจ้งโดยเป็น ปัจจัตตัง เป็น เวทิตัพโพ เป็น วิญญูหิ เป็นผู้ฉลาดเองโดยแท้ให้ได้

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน