Copy of 170423 เดินทางผิดตกนรกทั้งเป็น-พ่อท่าน-วัดนรนาถสุนทริการาม
เนื้อหาในไฟล์
เรามาเริ่มต้นฟังกันอีกวันนึง เริ่มหัวข้อเรื่องที่ตั้งเอาไว้ว่า เดินทางผิดตกนรกทั้งเป็น ธรรมะนั้นแม้เราจะไปพูดถึงหัวข้ออะไร อะไรก็ตามแต่ ชื่อเรื่องก็เป็นแต่เพียงว่า จะเป็นแนวโน้มที่ทำให้เราสนใจบ้าง เผื่อว่าเราจะเป็นผู้ที่มีปัญหา แล้วก็ชื่อเรื่องต่างๆ อาจจะมาตรงกับปัญหาที่เราได้ข้องใจ ยุ่งยากใจอยู่ เราก็จะได้สนใจเพิ่มขึ้น ถ้าผู้ที่สนใจธรรมะโดยแท้จริง แล้วก็พยายามศึกษา จนกระทั่งเข้าใจ ตัวผู้จะบรรยายเอง แล้วเราก็รู้เป้าหมายของผู้จะบรรยายตลอด แม้จะไม่ตั้งชื่อเรื่องก็ย่อมจะรู้ว่าจะพูดว่าอะไรบ้าง และแม้จะพูดด้วยเรื่องอะไร มันก็ไม่นอกไปจากมรรควิธี หรือสิ่งที่จะเน้น จะชี้ให้เห็นชัดเจน ว่าเราจะพึงทำความเข้าใจ คลายสงสัย และก็เร่งเร้า เพิ่มศรัทธาปสาทะ เพื่อจะนำไปปฏิบัติเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้นให้แก่ตนเอง แจกแจงจะอธิบายอะไรก็ได้ไปขนาดไหน ขนาดไหนก็ตาม มันก็ไม่มีอื่นไปจากนี้ และ สมมุติในโลกนี้มีมากมาย จะตั้งชื่อกันไปอีกกี่ร้อย กี่พัน กี่หมื่น กี่แสนชื่อ มันก็ตั้งได้ล้วนแล้วแต่เป็นสมมุติที่เราจะหยิบจับมาพูดกัน ถ้าเข้าใจอย่างดีเรียบร้อยแล้ว ไม่มีปัญหา ก็คือ พูดเรื่องหนึ่ง เรื่องสอง เรื่องสาม เรื่องสี่ เรื่องห้า เรื่องหก เรื่องเจ็ด เรื่องแปด เรื่องเก้า เรื่องสิบ เรื่องสิบเอ็ด ก็คือ เอาตัวเลขมาตั้งเหมือนๆ กัน เอาตัวเลขมาตั้งชื่อซะก็เหมือนกัน เป็นแต่เพียงว่า รายละเอียดต่างๆ เราจะพูดเพิ่มเติมขึ้นไปได้ทุกวัน วันละนิด วันละหน่อย วันละนิด วันละหน่อยแทรกซ้อนเข้าไปแทรกซ้อนก็ไป แต่เนื้อหาสาระมรรควิธี มันไม่มีอื่น พูดยังไง ยังไง มันก็ไม่ออกเนื้อ ออกจากทางศีล สมาธิ ปัญญา ที่เป็นภาคปฏิบัติ ปฏิบัติโดยใช้ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นภาคปฏิบัติ และตัวที่จะรู้เป็นญาณ เป็นญาณทัศนะ นั้นก็แจกแจงให้รู้ว่า เมื่อปฏิบัติศีล มันจะ
อ่านต่อ
เกิดผลอย่างไร สมาธิมันจะเป็นอย่างไร ปัญญามันจะเป็นยังไง รสชาติของการที่จะเกิดผลอย่างนั้นเป็นยังไง เพื่อเราจะได้รู้ว่าไปเทียบเคียง กับตัวเราเองด้วย หรือผู้ที่ยังไม่ได้เทียบเคียง ก็เพื่อที่จะเอาจับเอาประเด็น เอามรรควิธีชัดๆ อันนั้น เพื่อไปลงมือทำมันก็เท่านั้นเอง ที่พูดกันอยู่เนี่ยไม่ว่าจะชื่อเรื่องอะไร หรือว่าจะอะไรทั้งสิ้น มันก็ให้เป็นอย่างนี้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ผู้ที่สนใจจริงแล้วจึงไม่ค่อยจะยุ่งยาก มากมายอะไรก็ได้ แล้วเราต้องมานั่งฟัง ถ้ายิ่งไม่นั่งฟังก็ยิ่งห่างออกไป เพราะว่าโลกมันกรอกหูเราวันนึงก็ไม่รู้เท่าไหร่ และมันก็ชักจูงดีนะจ๊ะ ดีนะจ๊ะโลกดีอย่างนี้นะจ๊ะ โลกสวยอย่างนั้นนะจ๊ะ โลกน่าอยู่อย่างนั้นนะจะ รักโลกให้ได้นะจ๊ะ อย่าหนีจากโลกไปนะจ๊ะ มันกรอกหูคุณอยู่มากกว่าที่จะมาฟังทางนี้ เพราะฉะนั้น ผู้ใดถ้าไม่มาฟังทางนี้บ้าง ให้มันตะเต็งเอียงมาทางนี้บ้างตะเต็งฝั่งนี้ก็เอียงกระเทเร่ไปทางโน้นตลอดเวลา ยิ่งจิตของคุณยังไม่ตัดสิน จิตของคุณยังไม่เด็ดขาด ยังไม่แข็งแรงจริง มันก็เอียงกระเทเร่ไป นะจ๊ะ นะจ๊ะ นะจ๊ะ กระซิบอยู่ที่ริมหูของคุณอยู่ตลอดเวลา คุณก็เสร็จ เสร็จโลก เสร็จทิ้งโลกไปไหนไม่รอดหรอก ก็จมอยู่กับโลกอยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นอานิสงส์ เป็นอุปการะ เมื่อคุณใฝ่ใจทำ ตั้งใจเข้าหา พระพุทธเจ้าท่านก็เคยตรัสเอาไว้ ก็เคยเอามาอ่านให้ฟัง ตั้งแต่สมัยเอาพระไตรปิฏกมาอ่านให้ฟัง เราจะต้องเข้าหาสมณะ ถ้าเห็นสมณะแล้วจะต้องรีบเชื้อเชิญ ปูที่ให้นั่งแล้วก็เข้านั่งใกล้ท่าน และก็ฟังธรรมของท่าน เงี่ยหูฟัง พอเงี่ยหูฟังแล้วก็ใส่ใจจำ จำแล้วก็พิจารณาทบทวน และก็เอาไปปฏิบัติด้วย ทำให้เกิดปัญญาเห็นแจ้ง เป็นจริงขึ้นมาได้ เราก็จะได้ผลแก่ตัวเอง เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ก็มีแต่ทางนี้แหละ เพราะฉะนั้น การที่พบพระ สมณะทัศนัง สมณะทัศนัง หรือ การพบพระ มันจึงเป็นเรื่องจริง มันจึงเป็นเรื่องที่ได้ประโยชน์ เป็นมงคล มันจึงเป็นมงคลในการเจริญ เป็นการก้าวหน้า มงคละ นี่เป็นการก้าวหน้า มันขยับขึ้นไปเรื่อยๆ เจริญขึ้นไปเรื่อยๆ แต่วันนี้ก็ลองพูดดูเพิ่มเติม ตามมุม ตามเรื่องที่จะขยายความ จากต้นรากของชื่อว่าเดินทางผิดตกนรกทั้งเป็น ลองไปดู จะมีรายละเอียดเพิ่มเติมมาก หรือน้อยนั้น จงฉลาดจับเอานะเพราะว่าไอ้สิ่งที่แทรกซ้อนเป็นของใหม่ เป็นของที่รู้เพิ่มเติมนั้น เป็นอานิสงส์ในการฟังธรรม ถ้าผู้ใดฟังธรรมไม่มีของใหม่ เรื่องที่เรายังไม่เคยได้ยิน ได้ฟังก็ได้ยินได้ฟังหนอ ถ้าคุณไม่มีอันนี้คุณก็ไม่มีอานิสงส์อะไรในการฟังธรรม ก็ฟังธรรมเฉยๆ ไปเท่าเก่า เท่าเก่า เท่าเก่า เรียกว่าคุณไม่เพิ่มภูมิ อาตมาพยายามที่สุดที่จะแจกแจงพูดไปเรื่องเก่า แต่ก็พยายามมีมุมเหลี่ยมที่จะให้มันใหม่ออกไปตามที่จะสามารถ มีเจตนาอยู่โดยตรงโดยมีเจตนามีมโนสัญเจตนา โดยตรงเลยเพราะอาตมาเข้าใจอยู่รู้อยู่อันนี้ เราก็พยายามที่จะให้มันมีมุมเหลี่ยม ขยายความ ขยายความนี้ไปเรื่อยๆ จะมากหรือน้อยแค่ใด ก็พยายามเท่าที่สุด เท่าที่จะทำได้ตามฐานะอันประมาณแล้ว หมู่คนขนาดนี้เราควรจะเอาเขยิบไปขนาดไหน จะให้ละเอียดละออไปจนกระทั่งถึงขนาดไหน อาตมาก็ประมาณโดยอยู่เสมอและก็แสดงธรรมอย่างนี้เสมอ เสมอ ลักษณะการแสดงธรรมอย่างนี้ก็ชวนให้ฟังเสมอเหมือนกันว่านี่แหละเป็นลักษณะของ นวังคสัตถุศาสน์ ที่พระพุทธเจ้าท่านใช้ อันมี สุตะเวยยากรณะ แต่เป็นธรรมดามีการฟัง และก็มีการเรื่องย่อเขาไว้ในใจของเรา และมีการขยายความขยายออกได้โดยตัวเราเอง และสิ่งเหล่านี้มันก็จะเพิ่มเข้าไปเรื่อยๆ เป็นคาถา เป็นอุทาน เป็นอิติวุฒกะ อะไรไปเรื่อยๆ ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่เรียกว่าย่นย่อเข้าทั้งหมดนั้น ก็เอาไอ้ตัวคาถาย่นย่อนั้นมา พยายามทำให้มันมีอะไรเพิ่มขึ้นอีก เรียกว่า อุทาน แล้วคุณก็รวมไว้ร้อยเรียงไว้อยู่ใน อิติวุฒกะ ก็ขอซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า แล้วก็ได้มาฟังใหม่อีกก็เป็นชาดก ชาดก เรื่องเก่าอีกนั่นแหละ มี อภูตธรรม มีความเฉลียวฉลาดเพิ่มเติมขึ้นอีก ทำอย่างนี้อยู่ตลอดไปเรียกว่า เวทัลละ เรียกว่าอภิธรรมหรือเรียกว่าธรรมะที่สูงขึ้นสูงขึ้นเจริญขึ้นในเวทัลละ เวทัลละ เป็นผู้สั่งสมความรู้ เวทัลละ สั่งสมความรู้ไปเรื่อยๆ อย่างนี้แหละเรียกว่า นวังคสัตถุศาสน์ ซึ่งพระพุทธเจ้าได้สร้างศาสนาหรือว่าทำอยู่ตลอดเวลา คำสอนของพระพุทธเจ้าจึงเรียกว่า นวังคสัตถุศาสน์ นวัง ก็แปลว่าองค์เก้า พูดให้ฟังแล้ว สัตตะ สุตตะเวยยะกรณะ คาถาอุทาน อิติวุฒกะ สิบหกแล้ว ชาดก อภูตะธรรมเวทัลละ ก็เก้า ก็ทำอย่างนี้ตลอดเวลา แล้วนี่ทบทวนให้ฟัง
เพราะงั้นก็ลองมาดู ก็ลองมาดูว่าเดินทางผิดนั้นเดินยังไง ทำไมต้องเดินทางผิด ทางมันมีกันมากทางนักหรือ ถ้าโดยสมมุติแล้วก็มีมากมายเหลือเกิน ถ้าเลย เคยยะ หมายความว่าโดยย่นย่อ เคยยะ โดย ย่นย่อ โดยง่าย โดยพูดกัน กระจ่างที่สุดก็มี 2 ทางแค่นั้นแหละในโลก หนึ่งทางอยู่กับหมู่โลก สองอีกทางหนึ่ง ไปหานิพพาน มีสองทางนี่โดย ยนย่อ โดยใหญ่ๆ โดยย่นย่อ โดยหลักใหญ่ๆ มีอยู่ 2 ทาง มันสวนกันต้องเข้าใจอันนี้ให้ได้เลย มันสวนกันภาษาบาลี ท่านเรียกว่าปฏิโสตตัง ทวนกระแส ปฏิโสตตัง ทวนกระแส โลกมันก็ไปอย่างของมัน จะไปนิพพานก็ไปอย่างของมัน มันไม่เหมือนกันนะคุณอย่าเข้าใจว่ามันเหมือนกัน มันไม่เหมือนกันเด็ดขาดเลย มันทวนกระแสกันอย่างกะดำกับขาว ทวนกระแสกันอย่างกะดำกับขาว แดงกับเขียว สูงกับต่ำ อะไรก็ตามแต่ที่มันตรงกันข้ามกันที่เรียกว่าปฏิโสตตัง ทวนกัน ทวนกระแสกัน ธรรมะอันทวนกระแส ธาตุโลกียะธรรมก็ไปทางหนึ่ง โลกุตรธรรมก็ไปทางนึง มันทวนกัน เข้าใจให้ได้นะ ถ้าคุณจะเอาทางโลก คุณก็ไปทำทางโลก เดินทางโลก ซึ่งเดินทางโลกก็เป็นทางธรรมดา เพราะคนเกิดมาในโลกก็คือสัตว์โลกธรรมดา ซึ่งหมุนเคว้งคว้างอยู่ในทางสามแพร่ง ดิ่งหัวลงนรกบ้าง ขึ้นสวรรค์บ้าง แล้วก็มาเป็นมนุษย์ธรรมดา ธรรมดา พอสมควร แต่ก็มนุษย์อย่างไม่ฉลาด เรียกว่า มนุษย์เดรัจฉาน มนุษย์ที่ไม่ฉลาดแล้วมนุษย์เดรัฉาน หรือ มนุษย์ติรฉานัง ติรัจฉานัง ก็แปลว่า ไอ้ทางสามแพร่งนั่นแหละ ติ แปลว่า สาม เต ก็ได้ เตรัจฉาน ที่เรียกเป็นภาษาไทยๆ ว่า เดรัจฉาน นั่นแหละ เต ก็แปลว่า สาม หรือ ติ แปลว่า สาม รัจฉานัง ก็แปลว่า ทางแปลว่าทาง ทางสามแพร่ง ไม่ไปไหนหมุนอยู่เนี่ย ลงนรก ขึ้นสวรรค์ ขึ้นสวรรค์ ลงนรกก็มาหาไอ้เป็นมนุษย์ เดรัจฉาน เนี่ยหมุนเร่าๆ คือมนุษย์ที่ยังมีความโง่ มนุษย์ที่ยังมีโมหะ ยังไม่ฉลาด รู้ช่อง รู้ทาง รู้มรรคเลยว่าไอ้ทางที่มันออกไปจาก ไอ้มุมสาม ไอ้วรรตะ สามแพร่งเนี่ย มันไปไหน มันไม่เห็นรู มันไม่เห็นรู มันไม่เห็นช่องเลย แล้วไม่เห็น จึงเรียกว่ายังไม่เข้าใจ ยังไม่มีปัญญา ยังไม่มีมรรค ยังไม่มีทางอื่น มีแต่ทาง 3 แพร่ง นี่วนหกคะเมนตีลังกา แล้วๆ เร่าๆ ชาติแล้ว ชาติเล่า กัลป์แล้วกัลป์ วุ่นแล้ววุ่นเล่า เท่าไหร่ เท่าไหร่ ก็ไอ้ตีลังกาอยู่ตรง อย่างนี้แหละ เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดจะทวนกระแส จะไปอีกทางหนึ่ง เนื่องจากเข้าใจให้ได้เลยว่า สิ่งใดที่มันทำให้เราวุ่นอยู่ในโลก เมื่อเวลาจิตมันหยาบ จิตมันไม่รู้ จิตมันทุกข์ มันก็อยู่ในความเป็นโลภอยู่ พอสมโลภ สมอยาก ก็สบายเรียกมันว่าจบ แล้วมันไม่จบ ภาษาบาลีเรียกว่าสุข ถ้าไม่ได้ก็ทุกข์ ถ้าได้ก็สุข ได้สุข ไม่ได้ทุกข์ วนเวียน วนเวียนอยู่อย่างนี้ โดยที่เรียกว่ายั่งยืนตัวตายอยู่เป็นมนุษย์เดรัจฉานอย่างเก่านั่นแหละ เพราะความเป็นอวิชชา เพราะความเป็นโมหะ ไม่รู้สุข ไม่รู้ทุกข์ แม้แต่บางที เสพสุขแล้วก็ต้องหยุด ทุกข์บางทีมันก็เคยคลายลงมาเบาๆ เออลืมๆ ทุกข์ไปได้ชั่วคราว ก็ยังรู้ ก็ยังเคย แต่ก็ไม่เข้าใจว่าคลายทุกข์นั้นลงมา จิตที่มันว่างจากทุกข์นั้นลงมา มันดีนะ ไม่รู้ว่ามันดี มันหมดงาน ไม่รู้ว่ามันหมดงาน หรือแม้จิตที่มันสุข มันสุขแล้ว มันก็หมดสุขเหมือนกันละ ลืมสุข หรือคลายสุขนั้น สุขนั้นจางไป เพราะทุกสิ่งทุกอย่าง มันไม่เที่ยง มันไม่ตั้งอยู่ ทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดแล้วมันก็จะต้องแปรเปลี่ยนไป พอได้สุขแล้วก็แปรสุขนั้นลงมาหาเฉยๆ ว่างๆ มาอีกหรือว่าไม่ยึดอันนั้นอีกแล้ว ก็ไม่เข้าใจ จิตว่างๆ วางๆ นั้นแหละ ที่เรียกว่าอุเบกขา หรือ อทุกขมสุข ก็ไม่เข้าใจถึงเรียกว่ายังเป็นอุเบกขาหรือว่าเป็นการเฉยว่าง ที่ยังไม่เข้าใจ ยังจะถ้าคิดขึ้นมาก็ไม่รู้ยังสงสัยแคลงใจอยู่ ถ้าไม่คิดขึ้นมาก็ คือ ตัวที่มันเฉยๆ โดยเป็นแต่เพียงจิตที่มันลอยฟุ้งอยู่ธรรมดา มันเฉย แล้วมันก็เป็นจิตเกิดธรรมดา เป็นอุทัจจะ ธรรมดาๆ เพราะฉะนั้นในอภิธรรมท่านถึงได้มีจิตของโมหะมีอยู่สองตัวเท่านั้นเอง คือ อุเบกขาสหคตัง วิจิกิจฉาสัมปยุตตัง กับอุเบกขาสหคตัง แล้วก็ อุทัจจะสัมปยุตตัง มันมีอยู่แค่นี้นะจิต ตัวที่เฉยๆ อุเบกขาสหคตัง หมายความว่า จิตมันเฉยๆ แล้วมันก็เฉยโดยมันไม่รู้ มันก็สงสัยถ้าคิดขึ้นมามันก็สงสัย ถ้าไม่คิดก็คือจิตของมันที่ฟุ้งอยู่ธรรมดาของมันเอง เท่านั้นเอง ไม่มีอื่นเลย เรียกว่า จิตมันเฉยเหมือนกัน แต่มันเฉยที่ยังไม่มีปัญญาญาณ ยังไม่มีความหลุดพ้น เฉยโดยไม่รู้ไม่เข้าใจ ไม่ได้พ้นด้วยปัญญาญาณอะไร จึงเป็นจิตที่ยังไม่ใช่จิตตรัสรู้ เราก็จึงเรียกว่า เดรัจฉาน ยังไม่พ้นโมหะ ยังโง่ เราแปลเอาความเดรัจฉานแปลว่าโง่ มันก็ไม่ผิด แปลเดรัจฉานว่าโง่ มันก็ไม่ผิดอะไร แท้จริงรากศัพท์ของมันแปลว่า อยู่ในทางสามแพร่ง ติ บวก รัจฉานัง มันก็เลยแปล ติรัจฉานัง ว่า โง่ มันโง่ เพราะว่ามันหมุนอยู่อย่างนี้ ไม่ผิดอะไร
เพราะฉะนั้นอบาย หรือ เรียกว่า นรก มันก็ตรงนี้แหละ นรกตรงที่อยู่กัยไอ้ภูมิสามนี่แหละ ที่เป็นนรกจัดที่สุด นรกแน่ที่สุด ภูมิสาม คือมีตัวนรกแท้ๆ ที่เรียกว่า นิรยะภูมิ คือมันทุกข์ ทุกข์ ทุกข์ มันไม่สบายใจ มันเดือดร้อน มันทุกข์กระวนกระวาย มันเจ็บแสบ เจ็บปวด หรือ มันเป็นอะไรก็ตามแต่ที่จะเอาภาษามาใช้ มันอึดอัด มันทุกข์ทรมาน ทนรุมเร้าอะไรก็ตามแต่ มันไม่สบาย มันไม่สบาย แปลเป็นภาษาไทยชัดๆ มันไม่สบาย ตรงกันข้ามกับ สบาย เพราะฉะนั้นไอ้ที่ตรงกันข้ามกับสบาย ภาษาบาลีเขาเรียกว่า อบาย มันก็เท่านั้นเอง มันไม่มีอะไร ภาษาบาลีเขาเรียกว่า อบาย ตรงกันข้ามกับคำว่า สบาย มันไม่สบายเลย คำว่าสบายก็มาจากภาษาบาลี สปาย สัปายะ ภาษาบาลีเขาไม่มี บ.ใบไม้ ก็มีแต่ ป. ปลา แต่เขาก็ไม่เรียก ป. ปลา เขาเรียก ตัว ป. นี่ ปะ เขาไม่เรียก ป. เขาเรียก ปะ ผะ ภะ พะ มะ ซึ่งเป็นอักษรวรรค ใช้ริมฝีปาก ปะ ผะ พะ มะ ใช้ริมฝีปาก ไม่ต้องไปไหน อักษรบาลีเขามีอยู่ห้าวรรค เท่านั้น กะ ขะ คะ ฆะ งะ อะไรอย่างนี้ มันก็เป็นการใช่สภาพปาก สภาพอะไรส่วนตรงนี้ อยู่กับริมฝีปาก อยู่กับอวัยวะตรงนี้ เขาจัดหมู่กันเป็นอักษรที่มันเกิดขึ้นมาเพราะธรรมชาติ กะ ขะ คะ ฆะ งะ จะ ฉะ ชะ ฌะ ยะ นี่ ปากมันก็อยู่ลักษณะเก่า อันเดียวกัน กะ ขะ คะ ฆะ งะ อันเดียวกัน ก็อยู่วรรคเดียวกัน จะฉะ ชะ ฉะ ยะ ปากเขาไปอย่างนี้ ก็อันเดียวกัน ปะ ผะ พะ ภะ มะ มันก็อยู่อย่างนี้ ปะ ผะ พะ ภะ มะ มันก็อยู่อย่างนี้ มันอยู่ในหมู่เดียวกัน มันเป็นธรรมชาติที่เขาเอามาเรียงเป็นตัวอักษร หรือเป็นภาษา เปล่งเสียงออกมา แต่ทีนี้ ตะ ถะ ธะ ทะ นะ มันมีอยู่ 2 วรรค เขาแบ่งออกเป็นตะลึกกับ ฏะ ไม่ลึก เป็นเสียงโฆษะกับอโฆษะ เท่านั้นเองคือเป็นเสียงดึงไว้กับจับออกมาเท่านั้นแหละมันไม่มีอะไรอื่นมากมาย นอกนั้นก็มีแต่เศษวรรค ที่เอามาใช้เป็นภาษาที่มันจะต้องเอามาใช้มันไม่พอ พวก ยะ ญะ วะ สะ นะ ละ อัง อะไรพวกนี้มันก็เป็นตัวอักษรที่มันเอามาใช้ผสมนี่บาลีมัน บาลีเขาก็มีอยู่แค่นี้ ไม่มี บ.ใบไม้ มี ป. มี ปะ เพราะฉะนั้นสัปปาย ก็ตรงกันข้ามกับ อบาย คือ อบายที่เราเรียกเป็นไทยๆ ว่าอบาย นรกที่เราแปลว่านรก พอจะแปล นรกด้วยธรรมาธิษฐาน อธิบายกันไม่ออก เพราะบางคนไม่มีภูมิที่จะรับรู้ได้ อาจารย์ที่เป็นผู้ที่จะอธิบายก็พยายามเทียบเคียงยกตัวอย่างว่า อบายนี่อย่ากินเหล้า มันก็เหมือนกับกรอกน้ำทองแดงนะ เท่านั้นแหละ นักวาดภาพก็เลยบอก อ้อ กินเหล้านี่มีนรกอยู่ขุมนึง ที่จะต้องมีเจ้าหน้าที่เอาน้ำทองแดงร้อนๆ แล้วก็เทกรอกใส่ปากคน เอ้าเทน้ำทองแดงกรอกใส่ปากคน พวกนักวาดภาพ นักจับตัวตนให้มันเป็นภาพ ปรุงเป็นภาพ อ้อ กรอกน้ำทองแดงใส่คอคน ร้อนนะ ทุกข์นะ ก็วาดเห็นชัด ถ้าลองเอาน้ำทองแดงน้อนๆ กรอกใส่คอ มันก็เห็นชัด มันก็รู้ชัด ก็มันร้อน มันทุกข์ มันทรมาน ก็เทียบเคียงเป็นสมมุติให้ฟัง โดยความจริงก็กินน้ำเหล้า กินน้ำที่เป็นของดอง น้ำ ไอ้ น้ำไอ้ตรงนั้นแหละ มันมีดีกรี กรอกเข้าไปมันก็มีอาการอย่างนั้น แต่เราได้ และเราหลงไปยึดว่า ไปยึดว่า ถึงร้อนก็ร้อนมันดี แน่ ถึงซ่า ไอ้ซ่าๆ กรดๆ กัดๆ กรด กรด กัด กัด มันดี ไม่ได้นึกว่ามันเป็นเหมือนกันน้ำทองแดงร้อนๆ แล้วจะกลัวอย่างโน้น เปล่าหรอก ไปนึกซะอย่างงั้น ไปยึดแบบนั้น จึงได้ไปติดมัน หลงมัน เพราะจิตของเราโน้มน้อมไปยึดมัน จะดีหรือชั่วคนไม่คำนึงทั้งนั้นแหละ ในโลกและแต่จะไปยึด เพราะฉะนั้นน้ำเหล้านี่มันกินง่ายขึ้นมาเท่าไร คนธรรมดากินไม่ง่ายหรอก ไม่ง่าย กินยากไม่เชื่อ คุณเอาเด็กที่ไม่เดียงสาเลย ยังไม่เคยแตะรสเหล้าเลยนะ เด็กที่ไม่เคยแตะรสเหล้าเลย แล้วคุณก็เอาน้ำเหล้านี่ เอาไปให้เด็กเขาชิมสิ เด็กที่ไม่เดียงสาเลยนะ ยังไม่เคยแตะเลยนะ ยังไม่เคยยึดสมมติอะไรเลยนะ พอเด็กเขาชิมปั๊ป จะเห็นใบหน้าทันทีเลย จะแสดงผลออกมาว่าพิสูจน์สิว่ามันน่ากินแล้วมันกินเข้าไปแล้วเออ สบายรื่นเริงหรือเปล่า คุณลองสิ ไม่เชื่อ ไอ้เด็กที่ไม่เดียงสาไม่เคยดื่มน้ำเหล้าเลยลองไปใช้กรอกเข้าไปสิ ลองให้เด็กมันกิน กรอกเข้าไป มีแต่มันจะต้อง ไม่เชื่อลองดูสิ นั่นแหละจะพิสูจน์ให้เห็นชัดๆ มันไม่ได้เป็นน้ำเอร็จอร่อย หรือว่าเป็นของกินง่ายเมื่อไหร่มันเปล่าเลย มันของกินไม่ง่าย และแม้บุหรี่นี่คุณเอาไปให้เด็กที่ไม่เคยสูบ ไม่เคยติดนี่ไอ้พวกนี้เลย เอาไปให้เด็กมันสูบ มันจะสำลักแล้ว สำลักอีก มัน จะขมขื่นคอขึ้นมาทันทีเลย แต่คนเราก็แหมยอดด้าน ยอดด้านจริงๆ ไปติดมันจนได้ ไปติดมันจนได้ ไอ้ของพวกนี้ ติดมันเหลือกำลังวังชา ติดมันได้ เข้าไป เข้าไปฝึกฝน เข้าไปคลุกคลี เข้าไปเกี่ยวข้อง เสพหัด จนติด สาธุเวรเป็นของคุณนั้นเอง ไม่รู้จะไปทำยังไง ไม่รู้จะช่วยได้ยังไง เพราะฉะนั้นเรื่องที่เห็นชัดๆ รู้ชัดๆ แบบนี้ก็ควรจะได้ละเลิก เห็นมันให้ได้ รู้มันให้ออก เพราะว่าถ้าจะเป็นผู้เดินทางไม่ตกนรก ไม่เหมือนกับกินน้ำ ไม่เหมือนกับเดินทางไปสู่ที่เขามีเจ้าหน้าที่ที่เอาน้ำทองแดงกรอกคอแบบนี้ ก็ต้องเลิกมาสิ หรือว่าไปผิดผัวเขาเมียใครแล้ว มันเจ็บปวดนะ มันทารุณนะ มันถูกเหมือนกับอะไรมาทิ่มแทงในหัวใจอยู่นะ บางทีเขาก็เอาคำพูดทิ่มแทง บางทีเขาก็อะไรทิ่มแทง หนักเข้าเดี๋ยวนี้ไม่ต้องเอาอะไรทิ่มแทง เอาลูกปืนทิ่มแทง สมัยนี้ ไปเถอะผิดผัวเขาเมียใครก็ไม่ต้องเอาหลายๆ หนามงิ้ว หรอก บางทีก็อาจจะไหลก็ได้นะ ใช้ไอ้ลูกหว่าน นี่แนะ หนามงิ้ว บึ้มเข้าให้ หนามงิ้วเต็มหน้าอกเลย ก็ตายพรุนเลย หนามงิ้วสมัยนี้นะ เพราะงั้นจะไปเขียนรูป ที่ไปผิดผัวเขาเมียใคร อย่าไปเขียนหนามงิ้วนะ ล้าสมัยตายเลย ต้องเขียนปืน บาซูก่าเลย ปืนบาซูก้าเลย นี่ละไปผิดผัวเขา เมียใคร ปืนบาซูก้ามันจะหวดเข้าหน้าอก สมองเละ หน้าอกพังเลยจะบอกให้ อย่าไปนั่งเขียนแค่ได้ ต้นงิ้วนะ มันไม่ทันสมัยนะ จริงๆ ก็ลองไปผิดผัวเขาเมียใคร ประเดี๋ยวเถอะ ถ้าไปเจอคนใจบุญคนที่ยอดอโหสิ ไม่เอาเรื่องเอาราวแล้วก็บุญไป แต่โธ่เอ้ยมันจะมีสักกี่คนกัน เราไปแย่งผัวเขาไปผิดผัวเขาเมียใครเนี่ยเขาจะอภัยให้ เขาจะไม่เอาบาซูก้ามายิงเอานะมันจะมีสักกี่คน นี่แหละก็อธิบายเป็นข้อเทียบเคียง อธิบายเป็นแบบบุคลากรที่ฐาน ก็อธิบายอย่างนี้ คนก็ยึดมั่นถือมั่นวาดภาพ เป็นอย่างนั้นต่อเมื่อตายแล้ว ว่าจะไปตกนรกที่มีต้นงิ้วอย่างนี้ ต่อเมื่อตายแล้วก็จะลงไปลงกระทะทองแดงแบบนี้ ไม่ใช่หรอกมันตกเดี๋ยวนี้ ตกทั้งเป็นเดี๋ยวนี้ กระทะทองแดง ก็คือกระทะทองแดงจะกินเดี๋ยวนี้ก็ช่างไม่รู้ซะเลยว่ารสมันบาดคอ มันร้อนชาลงไปตรงนี้ ไม่รู้ซะเลย เมื่อไม่รู้ก็เลย มันก็ไม่รู้เลยจริงๆ มันก็เป็นนรกทั้งเป็นเดี๋ยวนี้แหละ มันทุกข์ มันทุกข์ ไม่ผิดผัวเขาเมียใคร แล้วก็ไอ้เรื่องที่เกิด มันก็ต้องถูกบาซูก้ายิงก็ให้มันก็ตกนรกเดี๋ยวนี้แหละ มันจะต้องไปเอานรกอะไรกันมากมาย เห็นความจริงเหล่านี้ไม่ได้ ก็ต้องเทียบเคียงกันให้เป็นแบบหยาบๆ ชัดๆ คนจึงจะเห็นชัด เพราะว่าปรมัตถ์หรือจิตนั้นมันทุกข์ มันมองไม่เห็นทุกข์ ลำบากมันมองไม่เห็นลําบาก มันจึงไปติดยึด จึงเดินแต่ทางผิด หลงไปแต่ที่โลกเขาหลอก จึงตกนรกทั้งเป็นอยู่ทั้งหมด เพราะมันนรกใหญ่ๆ เป็นบ้านต้นเบื้องต่ำนี่ ต้องเรียนรู้ที่เรียกว่าอบายมุขะ หรือ อบายมุขนี่ ถ้าไม่เรียนรู้แล้วก็เลิกละมันมาได้ มันจะไปเจริญได้ยังไง ถ้าปิดอบายได้ ก็จะเดินกับพระพุทธเจ้า ก็ตรัสอยู่เผงๆ รู้ชัดๆ อยู่แล้ว แล้วปิดไม่ใช่เพราะว่า เอาศีลมาปิด มีศีลมาแล้วก็ปฏิบัติตามศีล หรือ หลักเกณฑ์ แค่แต่กายกรรม วจีกรรมไม่มี แต่ไม่ เคยอ่านหยั่งเข้าไปถึงจิตเลยว่า จิตเรานี่ ได้ร่อนได้เห็นแจ้งปัญญาญาณ เห็นชัดว่าไอ้อย่างนี้มันไม่ดีจริง ไม่น่าจะไปเกี่ยวข้อง เพราะทำให้ตัวเรามันไม่เจริญ มันยังเป็นการเดินทางผิด ยังเป็นการเดินไปในทิศที่ต่ำช้าด้วย แม้แต่โลกเขาก็รู้กันไปบอกกับใครใครก็เข้าใจง่ายง่ายแสนง่าย ไปเล่นไพ่เล่นโป การพนันนี่ชั่วหรือเปล่าให้มันก็รู้แก่ใครมันก็รู้ชัดๆ เต็มๆ อยู่แต่ผีนรกมันไม่รู้แฮะ ผีนรกนั่นนะ ประเดี๋ยวบ่ายๆ ไปดูสนามม้า วันนี้ สนามม้าด้านโน้น ด้านอะไร ถนนอารีดูนองต์ หรือ อะไร นั่นนะ สนามม้าด้านโน้นมั้งวันนี้แข่ง สนามม้านางเลิ้ง สนามม้า แข่งวันนี้ นั่นแหละ แออัดยัดเยียดเต็มอัฒจรรย์ ผีนรกหนอผีนรกหัวกุดหัวขาดก็ไม่รู้ตัว อยู่นั่นน่ะเต็มไปหมดเลย หัวกุด หัวขาด หัววิ่น เต็มไปหมด ไม่รู้ตัว นั่นแหละผีนรกอยู่ในแดนนรกจมอยู่ก็ไม่รู้ว่าตัวจมอยู่ในแดนนรก เพราะมันไม่ฉลาดเอาซะเลยว่า ไปเล่นม้านั่นนะ สนามม้าเขาตอนเอาไปกินทุกวัน ทุกวัน ถ่ายเทจากกระเป๋านี้ไปสู่กระเป๋านี้ ถ่ายจากกระเป๋านี้มาสู่กระเป๋านี้ แต่อีตรงกลาง ตรงสนามม้านี่ตอนเอาไปตรงกลางทุกที พอถ่ายกระเป๋านี้ไปกระเป๋านี้ไอ้ตรงกลางเขาก็ควักเอาไปกินเป็นตาอยู่ ตาอิน ตานา ตาอยู่ เคยฟังนิทานเรื่องนี้ไหมเล่า ที่ตาอินกับตานาแย่งปลากัน ของข้าของเอง เองจะเอาข้างหัว ข้าจะเอาข้างปลายอะไร แย่งกันไปแย่งกันมา ตาอยู่ก็ เอ้า เป็นอะไรกันนะ แย่งปลากัน เออมาข้าตัดสินให้ ไม่เป็นไร มันก็ไม่มีอะไร ตาอยู่มาก็ตัดออกเป็นสามท่อน เออเองเหมาะควรเอาหัวไป เอาไปเถอะ เองเหมาะข้างปลายเอาไปเถอะ แต่อีท่อนกลาง ตาอยู่ริบซะเลย เอาไปกินหวาน หวาน ทั้งๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรเลย เอามากินฟรีๆ ตาอยู่ก็กินตอนพุงไป พวกที่แย่งกันนะ ไม่ได้ แอ้ม เอาหัวไปเอาหางไปกินสักชิ้นก็เป็นแต่เพียงเศษติดที่เหลือ ถ้ายิ่งเจียนเข้า เจียนเข้า เจียนเข้า เจียนเข้า ถ่ายเทกันอยู่กระเป๋าโน้น กระเป๋านี้ ตลอดเวลาเลยนะ หมดทั้งคู่ เหมือนนักแข่งบิลเลียด พกไปคนละ 400-500 พอไปแทงเลียด อ้า ข้าชนะเอง ข้าได้มา คือตอนนี้เป็น 600 เจ้าหมอนั่นสมมุติว่าได้มาคนละ 500 เอาใส่ลงไปในกระเป๋ามันคนละ 500 บาท ไปแทงบิลเลียด อ้า ห้าร้อย เอาพนันกันเกมนี้ ร้อยนึง ข้าเสีย เองได้ นะคนนั้นก็ได้ไป 600 คนนี้เหลือ 4 แต่จ่ายค่าเกมสัก 10 บาท ประเดี๋ยวแทงกันอีก เอาคนนี้ได้ เอามาคืน คนนี้ก็กลับกลายเป็นได้มาเป็น ก็คนแพ้เสียก็เกมนี่ ลดลงไปแล้ว ไอ้ 400 เหลือสามร้อยเก้าสิบแล้ว ได้มาคืนร้อยนึง ไอ้ 490 เจ้าของโต๊ะเอาไปกินอีกแล้ว คนนั้นแพ้ เหลือ490 ต่อให้ผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ หรือ ชนะ ติดกัน หรือใครจะแพ้ติดกัน ไอ้คนแพ้ก็ถูกตอนไปกินทุกที ทุกทีเล่นกันซะ ไม่ถึงทั้งวันทั้งคืนหรอก หมด หมดตูดทั้งคู่เลย ไปอยู่ไหนอะ เจ้าของโต๊ะ นั่งเฉย กินสบาย หมด ใครได้ใครเสีย ก็เสียทั้งคู่ อะดิ เหมือนกันเล่นหวยรัฐบาลก็เหมือนกัน รัฐบาลโกยไปหมด เขาก็มาแบ่งเอา เอ้า ติ๊ต่างให้คนนี้ชนะ ที่หนึ่ง แสนหนึ่ง ห้าแสน ล้านนึง ไอ้คนนี้ชนะที่สองแบ่งไป เงินของใครก็เก็บมาเฉลี่ยมารวมกันหมด เหมือนแชร์ เอามาแล้วก็แบ่งตอนนี้กิน เอาใหม่ ไอ้พวกละได้ เสีย ไอ้คนที่ได้ก็มาแทงใหม่อีก ไอ้ตนที่เสียก็แทงอีก ไอ้คนที่ได้ก็มาแทงอี ก็เปลี่ยนกันได้ เปลี่ยนกันเสีย เหมือนกันนี่แหละ ไอ้ตรงกลางก็กินเรื่อย ๆ ๆ หมดตูดอีกเหมือนกันนั่นแหละ หมดตูดอีกเหมือนกัน ไม่มีอื่น
การพนันขันต่อ การติดสิ่งเสพติด จึงเป็นเรื่องของความทุกข์ร้อน ที่จริงนะ ไอ้ความสูญเสียนี่นะ ไม่ได้สูญเสียแต่เงินนะ อย่างไปนั่งเล่นไพ่นี่นะ ใครไม่เคยนั่งเล่นไพ่ ก็ดีอยู่หรอก แต่ถ้าใครเคยนั่งเล่นไพ่ ใครเคยแทงบิลเลียดนะ แหม อาตมาแทงบิลเลียดนี่ เดินไม่รู้กี่กิโล เดินรอบโต๊ะ เดินจนขาปวด และแขนมันไม่อยากจะยกขึ้นเลยมัน มันล้ากันเต็มที่แล้ว มันจะยกขึ้นเอามาจับคิวแทง มันก็ไม่มีแรงแล้วนะ โอ้ยมัน แต่มันก็ยังผีสิงยังอยากแทงนั่นแหละ มันเอาชนะเขาไม่ได้ มันอยากแทงอยู่นั่นแหละ ไอ้มือก็ไม่อยากยกแล้ว ไอ้เดินที่อย่าพูดเลย มันไม่อยากจะเดิน ไม่อยากจะยืนแล้ว มันเดินรอบก็ไม่รู้กี่กิโล เดินอยู่นั่นแหละไม่รู้กี่กิโล ไม่รู้เดินทำอะไร เวลามันเสียไป กำลังกาย สุขภาพเสีย เงินทองจ่ายไปแล้วก็ไม่ได้เรื่องอะไร จะเอาไปแค่เก่งๆ ๆ ๆ แทง แทง แล้วก็แทงมันทำไม ไปแทงมันทำไม ไอ้คนหลอกก็แหม ช่างเก่งจริงๆ ไอ้หลอกลูกกลมๆ มาแทง ไอ้ลูกบิลเลียดนี่มันเหนียวมันไม่แตก ตีเท่าไหร่มันก็ไม่แตก วิ่งกันอยู่รอบโต๊ะนั่นแหละ เข้าลงหลุมก็ว่าชนะ ทำเป็นกีฬา เกมอะไรกัน หลอกล่ออะไรกัน เมามาย โบว์ลิ่งเอย ตีกอล์ฟเอย อะไรทุกอย่าง การละเล่นทุกอย่าง จึงเป็นเรื่องของผีนรกทั้งนั้น ไม่ได้สาระอะไร เรี่ยวแรงก็เสีย แทนที่จะเอามาคิดอ่านในการสร้างสรรสิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย หนัก หนักเข้าก็มีคนคิดดีเลยว่าได้ออกกำลัง ก็ไปออกกำลังนิดนึงไปออกกำลังแขน ปัดโธ่เอ้ย ออกกำลังมันไม่มีอะไรเหลือเลย ออกกำลังไปโดยไม่มีอะไรเศษเหลือ กำลังจะออกไปควรจะได้ผลิตผลตามมา ออกกำลัง จับเสียมมา จับจอบมา ขุด อย่างน้อยปลูกผักกาด ปลูกหอม ปลูกถั่ว พริก มะเขือ อะไรขึ้นมา เอาตักน้ำมารดต้นไม้ มันก็ได้ออกกำลังไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย ได้ออกกำลัง ออกกำลังเสร็จแล้วได้ออกกำลังแล้วน่ะ ยังมีผลงาน มีผลิตผลที่จะได้ตามต่อมา ไม่สูญหายไปไหนเลยทำไมไม่ทำการออกกำลังอย่างนี้ ทำไมไม่ทำงานการออกกำลังอย่างนี้ จึงเรียกว่าพวกนรก พวกเผาผลาญ เมืองนรกท่านถึงเปรียบเหมือนไฟ ไฟ มันร้อนนะ มันเผาผลาญ เผาผลาญสูญเสีย มันไม่มีอะไรที่เป็นการก่อสร้าง มันมีอะไรเป็นการสร้างสรรค์จรรโลง มันทำลาย ทำลาย การละเล่น ท่านก็ถึงนับว่าเป็นอบายมุขด้วยการพนันก็ชัดเจนหละ การติดสิ่งเสพติด เสพติด ซึ่งทำลายสุขภาพ ทำลายอะไรต่างๆ นาๆ โดยเฉพาะแต่สมัยพระพุทธเจ้าเนี่ยท่านมีน้ำเหล้า ทำให้สติเสียฟั่นเฟือน ชัดเจนส่วนสิ่งอื่น เป็นสิ่งเสพติดอื่น เป็นยาเสพติดเป็นอะไรเป็นเรื่องของภพชาติ แต่กระนั้นก็ตามสมัยพระพุทธเจ้า ก็ไม่มีหรอกเฮโรอีนนี่ LSD ผงขาว เหล้าแห้ง
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive