Copy of 170403 กรรม-พ่อท่าน-แดนอโศก
เนื้อหาในไฟล์
วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องของกรรม เรื่องของกรรม ภาษาคำว่า กรรม นี่ก็มาจากภาษาบาลีแต่แรกเริ่มเดิมทีมาแต่ไหนแต่ไร ภาษาไทยโดยตรงส่วนใหญ่มาจากภาษาบาลีทั้งนั้นแหละ แต่ว่าเราเองเราไม่รู้กันรากศัพท์มันก็มาจากบาลีเกือบทั้งหมด มีภาษาที่มันมาโตอยู่ในเมืองไทยเอง หรือคิดเอง หรือเป็นคำเองของไทยเองน่ะไม่เท่าไหร่หรอก เราสืบต่อกันมาจากทางเชื้อชาติทางที่อยู่ในอินเดีย ใช้ภาษาติดต่อกันมาเยอะนะ แต่เราไม่รู้อะไร เราจะมาพูด ถึงความหมายของคำว่ากรรมเสียก่อน คำว่า กรรม เนี่ยเอาเนื้อแท้ๆ เอาความหมายชัดๆ เลยทีเดียวของคำว่า กรรม คำว่า กรรม หมายความว่า เริ่มมีบทบาท เริ่มมีบทบาท เรียกว่ากรรม เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่ามาพูดคำว่า กัมมะแท้ๆ แล้วก็ บทบาทที่ว่านั้น มันออกไปเป็นสิ่งเป็นสิ่งเป็นเรื่องเป็นอะไรต่ออะไรแล้วเรียบร้อย เราเรียกมันว่า งาน งาน เราเรียกว่างาน เรียบร้อยแล้วล่ะเราไม่รู้จะไปแยกกันตรงไหนก็ได้พอเวลามันเป็นเริ่มมีบทบาท พอมีบทบาทแล้วมันก็เริ่มเป็นผล ผลอันนั้นน่ะเราเรียกว่างาน ก็ไม่เป็นความหมายของคำว่ากรรม หรือเราร่วมลัดตัดความเอาอีก ตีขุมเอาอีก เพราะว่าเราแยกออกยากเหลือเกินในคำว่า กรรม มันมีอยู่ทุกตัว เราตีขุมเอาว่า กรรม หมายความว่าการกระทำก็ได้ การกระทำนี่หมายความว่า กำลังทำอยู่นะ กำลังเป็นบทบาทอยู่ กำลังมีอาการ มีการกระทำอย่างเป็นปฏิกิริยาอยู่ยังไม่ได้เสร็จสิ้น มันยังมีอย่างนั้นอยู่ก็เรียกว่า กรรมเหมือนกันเป็นตัวแท้ๆ ตัวจริงๆ เลย ถ้าเผื่อว่าเราเข้าใจคำว่ากรรมไม่ได้ทั้งหมด เราก็จะเข้าใจได้แต่เพียงหยาบๆ ใหญ่ๆ ถ้าเราเข้าใจได้ทั้งหมด เราก็จะได้เข้าใจไปจนกระทั่งละเอียดยิบลึกซึ้งไปจนกระทั่งถึงจิตใจ ที่มันเริ่มต้นทำงาน หรือเริ่มต้นมีบทบาท หรือเริ่มต้นมีงาน ถ้าผู้ใดรู้คำว่า กรรมและก็รู้สภาวะธรรม ที่เรียกว่า
อ่านต่อ
กรรม ไม่ใช่ภาษานะ คือ สภาวะธรรมที่เราเรียกว่ากรรมแท้ๆ ทีเดียว เป็นสภาวะธรรมแท้ๆ ถ้าใครรู้ได้ถูกตัวถูกตนมันแท้ๆ ไปทีเดียวหมด ไปจนกระทั่งถึงจิต ผู้นั้นก็เป็น ผู้ที่สบาย ผู้นั้นเป็นผู้สบาย เป็นผู้ที่เข้าใจคำว่ากรรม เข้าใจคำว่ากรรมดีแล้ว ก็จะทำงาน หรือว่าจะมีงาน หรือว่าจะมีบทบาท จะมีการงาน จะมีการกระทำอะไรก็จะเป็นกุศลกรรมทั้งหมด จะมีคุณเป็นกุศลกรรมทั้งหมด เมื่อต้องมีข้อแม้ เมื่อผู้นั้นบรรลุธรรม รู้และเข้าใจอย่างแท้จริง เห็นผลของการกระทำ เข้าใจในผลของการกระทำ ถ้าเผื่อว่าผู้ใดไม่เข้าใจแล้วก็ไม่เห็นผลของการกระทำ ว่าอกุศลกรรมนั้นมันทำให้ร้อน มันทำให้เดือด มันทำให้ทุกข์ มันทำให้เลว มันทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปด้วยความไม่ดีทั้งสิ้น ถ้าผู้ใดเข้าใจถึงกรรมแท้ๆ เข้าใจเป็นถึงอกุศลกรรมอย่างที่ว่านี้แล้ว ผู้นั้นจะเริ่มมีบทบาท หรือจะเริ่มมีการงาน จะเริ่มมีการกระทำขึ้นมาเมื่อใดแล้วละก็ ผู้นั้นก็จะก่อแต่กรรมที่เป็นกุศล หรือเรียกว่ากุศลกรรมเท่านั้น คนนั้นจะไม่ก่อเป็นอกุศลเป็นอันขาด ไม่ก่อเป็นอันขาด เพราะก่อแล้ว มันก็ไม่มีอะไรดี ก่อแล้วมันก็ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร เพราะผู้ที่รู้ถึงขั้นนั้นแล้วเนี่ย เป็นผู้ที่เข้าใจโลก เป็นผู้ที่เข้าใจธรรม เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง ว่าจะต้องทำไว้ แค่ใด แค่ไหนแล้ว ทีนี้ก็มาฟังดูคำว่ากรรมที่จะลองอธิบายด้วยภาษาซะก่อน จะอธิบายด้วยภาษาว่าภาษาเนี่ยมันจะช่วยแยกแยะให้เราเข้าใจ พยายามเปรียบเทียบวัดเข้าไปหาสภาวะธรรมให้ได้ อย่าฟังแต่ภาษาเฉยๆ นะต้องพยายามเทียบเคียงเข้าไปหาสภาวะธรรมว่ามันจะเป็นอย่างไร ภาษาบาลีเป็นภาษาที่ละเอียดละออทีเดียว แล้วก็ค่อยๆ โตขยายออกมาเป็นรูปร่างซึ่งไม่เห็นมีภาษาไหนเหมือน ภาษาบาลีไม่มีภาษาไหนเหมือน ภาษานี้เขาละเอียดลออ เป็นไปโดยที่เรียกว่าเป็นเป็นการโยงสืบสัมพันธ์กันไป เป็นบทบาทที่ค่อยๆ ออกค่อยๆ เข้าค่อยๆ ออกค่อยๆ เข้าเป็นตัวเป็นตนเป็นเห็นชัดๆ ทีเดียว แล้วเริ่มต้นตั้งแต่เอาที่ตัวเรา เอาที่ตัวเราภาษาบาลีท่านเรียกว่า กัมมปกะ มี กม กรรม แหละ กัมมปกะ หรือ กัมมปกะ หมายความว่า ผู้หวั่นไหว ผู้หวั่นไหว เริ่มต้นอย่างละเอียดนะนี่เริ่มต้นอย่างละเอียดก่อน พยายามก็จะให้ดีว่าเริ่มต้นอย่างละเอียดก่อนละเอียดยิบเลย ผู้หวั่นไหวคำว่าหวั่นไหวอันนี้ หมายถึงจิต หมายถึงจิต ตัวเรา ตัวเราเป็นผู้หวั่นไหว ตัวเราอันนี้ไม่ต้องเป็นกาย ไม่ต้องเป็นวจี พอเริ่มหวั่นไหวที่จิตของเราก็เรียกว่าผู้หวั่นไหว แล้วเป็น กัมมปกะ เราเรียกว่า กัมมปกะ ทีนี้ในภาษาบาลีคำอีกคำหนึ่งต่อมา กัมมปกะ ตัวผู้นี้หมายเข้าไปให้ชัดเลย ถึงสิ่งที่เป็นอาการอย่างนั้น เป็นอันนั้น เป็นอันนั้น อันนั้น ก็มุ่งตรงไปที่ปฏิกิริยาของใจเลยทีเดียว เป็นตัวชี้บอก ไม่ใช่ผู้นี้นะ หมายความว่าสิ่งที่อยู่ในผู้นี้เลยทีเดียวจะชัดเข้าไปอีกท่านเรียกว่า กัมมปฏิ กัมมปฏิ ไม่มีมะ หรอกมันมากำตัวเดียว ก. ไม้หันอากาศ ม. กัมปกะ กัมมปฏิ ที่เราเคยพูดถึงบ่อยๆ จิตตัง ยัสสะ นังกัมมปฏิ จิตไม่หวั่นไหว นังกัมมปฏิ นะ แปลว่าไม่ กัมมปฏิ นี่ เป็นความไหว ความหวั่นไหวกระเพื่อม เป็นตัวไหว ไหว หวั่นไหว กระเพื่อมไม่ใช่ความเลย เราไม่ใช้คำว่าความ เราใช้ว่าอาการของมันเลยชัดลงไปที่ใจ ใจเป็นลักษณะอย่างนี้ อย่างนี้ อย่างนี้ เราเรียกว่า กัมมปฏิ หรือ ปฏิ หรือ บดี ในภาษาไทยเรามาใช้คำว่า บดี แปลว่า ยิ่งใหญ่ คำว่า บดี แปลว่ายิ่งใหญ่ แปลว่า เน้นหัวเลยทีเดียว เน้นหัวมันแท้ๆ เอาเลขตัวหัว ตัวหัวหน้า ตัวยอดยอดของสิ่งนี้ เพราะฉะนั้นจากคำว่ากรรมเนี่ย ยอดของกรรม หรือ บดี ที่สุดเนี่ย คืออาการที่มันพอเริ่มเป็นไหว หรือกระเพื่อม พอกระเพื่อมเนี่ย เริ่มบทบาทแล้ว เริ่มกรรมแล้ว กัมมปฏิ แล้ว เริ่ม กัมมปฏิ อยู่ที่ใจนี่เราพูดให้ละเอียดที่สุดนี่พูดออกจากสิ่งที่ละเอียดที่สุด จุดที่ละเอียดที่สุดมาซะก่อน ใจกัมมปกะ ผู้หวั่นไหว กัมมปฏิ ไหว หรือหวั่นไหวหรือกระเพื่อมๆ ทีนี้ก็โตมาอีก โตมาอีก นอกจากอย่างนั้นแหละตัวนั้นอย่างนั้นอย่างนั้นเรียกว่าไหวเรียกว่ากระเพื่อมเรียกว่าหวั่นไหวแล้ว ตอนนี้ให้โตขึ้นมาอีกหน่อยโตขึ้นมาอีกหน่อย เอาการใส่เอาความใส่ เมื่อกี้บอกไม่มีแม้แต่ความไม่มีแม้แต่การ ไอ้เป็นตัวนะชัดๆ เลยตอนนี้เรายกขึ้นมามาเป็นการ เป็นความให้มันใหญ่ขึ้นมาหน่อย ภาษาบาลีเรียกว่า กรรมปนะ กรรมปา กรรมปา เรียกว่า ปรรมปา หรือ กรรมปนะ กรรมปา หรือ กรรมปนะ อันนี้เป็นการไหว หรือเป็นความเคลื่อนไหว เนี่ย ลักษณะของภาษาบาลีนี้ละเอียด ละเอียดละออจริงๆ แต่ถ้าเผื่อว่าเรารู้ความมันไม่หมด แต่เราก็รู้ว่าคำที่คล้ายๆ กันแล้วเราก็เราก็พอจะรู้ แต่ถ้าผู้ใดคิดละเอียด ผู้ใดสามารถที่จะรู้สภาวะธรรมละเอียดได้ จะรู้เลย แบ่งไปแบ่งมา แบ่งมา แบ่งไป แบ่งไป แบ่งมา แบ่งมา แบ่งไป เพราะเรียกว่า กรรมปกะ หมายถึงผู้หวั่นไหว คือเอาเราทั้งรู้ทั้งตัว พอกรรมปฏิ หมายถึง ที่อย่างนั้น อย่างนั้น มีอยู่ที่ใครอย่างนั้น อย่างนั้น มีอยู่ที่ใคร อันนั้นแหละคือกรรมปฏิ พอ กรรมปนะ หรือ กรรมปา ก็เป็นเอามาพูดกันได้ เอามาพูดกันได้ เป็นการไหวหรือเป็นความหวั่นไหวของใครก็ตามแต่ เอามาพูดกันได้เป็นตัวที่โตขึ้นมาแล้ว ไม่รู้จะพูดยังไงว่าลักษณะมันปั้นให้ใครเห็นก็ไม่ได้ไม่รู้จะเอาอะไรมาถามว่ามันใหญ่กว่ากัน นึกไม่ออกนะว่ากรรมปฏิ กับ กรรมปนะ เนี่ยต่างกันแล้ว อันนี้ไหว อีกอันนึงเป็นการไหว เนี่ยเขาใหญ่กว่ากันแค่นี้ เขาก็ใหญ่ เป็นอันเป็นสิ่ง เรียกว่ารู้ด้วยคุณภาพ แปลว่าคุณภาพมันมี เอามาพูดกันได้ เป็นสมมติที่หยาบกว่ากันแล้ว ทีนี้ถ้าบอกว่าถึงขั้น กรรมปา แล้ว หยาบขึ้นมาขนาดแล้ว ตอนนี้ก็ สิ่งนี้ออกมาเอาออก ถ้าออกมาจากตัวออกไปข้างนอกก็เป็น กรรมปากะ เลยตอนนี้ กรรมปากะ เนี่ยก็เป็นธาตุแรกที่ปรากฏขึ้นออกนอกตน อยู่นอกตน เขาใช้ภาษาแปลคำแปลกะว่าลม ลม ลม ลม ก็มันไหวๆ อยู่นี่แหละไอ้อย่างนี้เรียกว่าลม กรรมปากะ นี่ลมเมื่อกี้ กรรมปา กรรมปา อยู่ในตัวเรา เป็นการไหว เคลื่อนไหว ถ้าอยู่ในตัวเราก็เป็นลมนั่นแหละเป็นธาตุลม อยู่ในตัวเรา ยังไม่รู้จะเรียกอะไรมันใหญ่แค่นั้นแหละมันก็คือธาตุลม มันไหว อย่างนั้นมันจะเกิดอาการแล้ว เป็นธาตุลม แต่ว่าเรายังไม่รู้ ยังไม่เห็น ยังไม่ออก ออกมา เราไม่เรียก ถ้าออกมาปรากฏ หรือว่าถ้าเรารู้แท้ก็คือธาตุลม หรือลมนั่นแหละ เราเรียกว่า กรรมปกะ ให้มันโตขึ้นมาอีกหน่อยนึง เป็นกรรมปกะ นี่โตขึ้นมาแล้ว ต่อมา กรรมปีตะ กรรมปีตะ ไหวแล้ว เกิดแล้ว ตอนนี้เกิดใหญ่ ไหวเห็นอาการเคลื่อนไหวของลม มันก็มองไม่เห็น มองไม่เห็นตัว แต่มันไปพัดอะไร หรือว่ามันต้องตัวเราแล้ว จับมันก็ไม่ได้ ถ้ามันจะ เพราะมันเป็นลมนี่ มันเคลื่อนที่ไปนั้น มันไหวไปเนี่ย เราไม่รู้เรา ไม่เห็นลม ไม่เห็นลม ไม่รู้ แต่มันจะรู้ต่อมาเมื่อไหร่ พัดต้นไม้ ไปพัดใบหญ้า ไปพัดสิ่งของมาถูกกระทบกับตัวเรา เราก็จะรู้สึกว่ามันมีลมนะ รู้สึกว่ามันมีลม อย่างนี้เป็นอาการที่ไหว ลมนี่ถ้ามันอยู่กับที่ของมัน เป็นไปได้ยากมาก ไอ้พวกนี้เป็นไปได้ยาก เพราะมันเป็นเรื่องของกรรม ลมนี่คือกรรม ลมอยู่นิ่งๆ ไม่มี หายากมากที่สุด จนไม่รู้จะหาที่ไหนได้ นอกจากสูญญตา แต่สูญญตา เราก็ไม่เรียกธาตุลมซะแล้ว เราไม่เรียกธาตุลม ถึงแม้ว่า ธาตุลมที่เราเองไม่รู้ เราก็เรียกว่า อากาศธาตุ ธาตุลมเนี่ย ที่เราไม่รู้ เรานึกว่ามันเป็นช่องว่างๆ เฉยๆ เป็นที่ว่างๆ เฉยๆ เป็นที่โล่งๆ เฉยๆ ไม่มีอะไรแต่มันก็มีธาตุลมอยู่ในนั้นน่ะมันไหวอยู่ แต่เราไม่รู้ พอมันไปพัดใบไม้ พัดขี้ฝุ่น พัดอะไรต้องตัวเรา มีลมไหม มีลม เราอยู่ที่ไหน ก็ต้องมีลมอยู่กับ นอกๆ คือ มีธาตุ สิ่งนี้อยู่เราจะอยู่โดยที่ที่ไม่มีไม่มีธาตุลมนั้นไม่ได้ เราอยู่ที่ที่มีธาตุลมทั้งนั้น ไม่งั้นเราก็จะอยู่ที่บนธาตุไฟ หรือไม่งั้นก็จะอยู่ที่บนธาตุน้ำ หรือไม่งั้นก็อยู่ที่บนธาตุดิน เราจะอยู่ที่บนธาตุอย่างนี้ทั้งนั้นเลย ออกไปนอกโลกเป็นลอยเคล้งคว้าง อยู่ข้างนอกก็ไปอยู่ในธาตุลม แต่เราเรียกว่าอวกาศ หรือเราเรียกว่าอากาศ เราไม่รู้ว่ามันคืออะไร ว่างๆ ๆ แล้วเอาตัวเราไปอยู่ที่ตรงนั้น แต่มันก็มีอะไรนะ มันมีลม แต่เราไม่รู้มัน เราไม่รู้จักมัน แต่มันไหว มันพัด มันพา มันดัน มันเคลื่อนอยู่ตลอดเวลา แต่เราไม่รู้จักมัน ถ้าเผื่อว่ายังมีเรา ก็ยังมีลม ถ้าเมื่อหมดเรา ก็หมดลม ไม่อยู่ที่ไหน ไม่อยู่แม้แต่ในอากาศ จะมีสภาวะอยู่ได้อย่างเดียว ถ้ายังไม่ตาย มีวิญญาณธาตุ คือมีการรู้ มีการรู้ รู้ได้แล้ว เราก็รู้ด้วยว่า เราไม่ได้อยู่ที่ในอากาศว่างๆ แต่เราไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย สุญญตา ไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย สูญญตา เราไม่อยู่ที่ไหน มีสภาวะของวิญญาณธาตุ วิญญาณอันนี้ เป็นวิญญาณอันนี้ เป็น วิญญาณัง อนิทัสสนัง อนันตัง สัพพโตปภัง เป็นวิญญาณที่บอกใครไม่ได้ อนิทัสสนัง มันมีตัวรู้ของมันเองอันนี้ อนิทัสสนัง ไม่สามารถจะชี้ให้ใครดูให้ใครเห็นได้ อนันตัง ไม่มีที่จบที่สิ้น อนิทัสสนัง อนันตัง สัพพโตปภัง มันสว่างไสว มันรู้แจ้งรอบอยู่มันเป็นอย่างนั้น เป็นลักษณะอย่างนั้น วิญญาณนี้ จึงไม่เกี่ยวกับธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม ท่านจึงบอกว่า ธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม ตั้งลงไม่ได้ ณ ที่ใด ก็ ณ ที่ตรงนี้ ณ ที่ที่จิตเป็นอย่างนี้ ที่จิตเป็น วิญญาณัง อนิทัสสนัง อนันตัง สัพพโตปภัง นี่แหละ เอฐะ ปฐวีจะ อาโปจะ เตโช วาโยนะ กรรมปฏิ ตัวนี้ นกรรมปฏิ แม้แต่ เอฐะ นี่หมายความว่า ถึงแม้จะมี ปฐวีจะ ธาตุดินก็ดี อาโปจะธาตุน้ำก็ดี วาโยเตโช ธาตุไฟ ธาตุลม ก็ดี นกรรมปฏิ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ หวั่น ไม่ไหวอยู่ในนั้น ไม่มีหวั่น ไม่มีไหว อยู่ในลักษณะนั้น อยู่ในลักษณะวิญญาณ นั้น วิญญาณัง อนิทัสสนัง อนันตัง สัพพโตปพัง ไม่มี ไม่มีหวั่น ไม่มีไหว มีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ก็ไม่มีหวั่นไหวอยู่ในนั้น ไม่มี นกรรมปฏิ ไม่มีไหวไม่มีหวั่น ฟังให้ดีนะ เมื่อกี้พูดถึง กรรมปฏิ แล้วว่า มันไหว หวั่นไหว กระเพื่อม ไม่มีกระเพื่อม ดินน้ำไฟลมตั้งลงไปบนวิญญาณ ตั้งลงไปบนวิญญาณอันนี้ แม้ดิน แม้น้ำ แม้ลม แม้ไฟ ตั้งลงไปบนนี้ ก็ไม่มีอาการไหว วิญญาณอันนี้ไม่ไหว ไม่หวาด ไม่ไหว ไม่กระเพื่อม เราใช้แต่ภาษาแทน แต่ว่าถ้าใครรู้สภาวะอันนี้แล้ว ก็จะรู้สภาวะแท้มันได้ว่า มันไม่ไหว มันไม่หวั่นไหว ไม่มีอะไร จึงเรียกว่าไม่มี แม้แต่ทุกๆ สิ่งทุกๆ อย่างที่พูดไป ไม่มีเทียบ ไม่มีเคียง ไม่มีอะไร ต่ออะไร อนันธุรัง สุภาสุพัง ไม่มียาวๆ สั้นๆ ธาตุรูป ธาตุน้ำไม่มี ไม่มีรูป ไม่มีน้ำ ไม่เทียบ ไม่เคียง อย่างนี้แหละเราเรียกว่า วิญญาณนสะ นิโรธเทนะวิญญาณนสะ นิโรธเทนะ คือวิญญาณ เราได้ดับวิญญาณที่มันเกิด นอกจากธาตุรู้ เกินกว่าธาตุรู้ ไหวเกินกว่าธาตุรู้ขึ้นมาแล้ว ถ้าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ไหวเกินกว่าธาตุรู้ขึ้นมาแล้ว วิญญาณนสะ คือ มันมี อัสสะ บวก วิญญาณ ภาษาบาลี เคยแปลให้ฟังแล้ว อัสสะ หมายความว่า มันเกิด ตั้งแต่เกิดลมขึ้นมา ตั้งแต่ลมหายใจเนี่ย เคยอธิบายฟังแล้ว แม้ลมหายใจ นี่อะ อัสสะ อัสสาสะ อะไรเนี่ย แม้แต่เป็นลมหายใจ พอเกิดเป็นลมขึ้น มันเกิดแล้วจนกระทั่ง มันจะเกิดใหญ่โตไปเป็นม้า ไปเป็นดีดดิ้น เป็นถึงกับสัตว์โต สัตว์ใหญ่ อะไรท่านก็เรียกว่า อัสสะ เรียกว่ามันเกิดเป็นชาติเกิดมามากแล้ว เคยแปลให้ฟังบ่อยๆ นะเพราะงั้น อัสสะ แปลว่าม้าก็แปล แปลว่าลมหายใจ เขาก็แปล อัสสะ สิ่งพวกนี้เป็นสภาวะที่ค่อยๆ ละเอียดแล้วก็ค่อยๆ โตขึ้นมาพยายามจะชี้ขึ้นมาเห็นว่าทุกอย่างมีแต่ปฏิกิริยา มีแต่บทบาทของงาน หรือเริ่มบทบาทขึ้นมาค่อยๆ ไหวจากจิตขึ้นมา จนกระทั่งออกมานอกตัว ออกมาเป็นลม ออกมาเป็นไฟ ออกมาเป็นน้ำ ออกมาเป็นดิน อะไรพวกนี้ มันก็เป็นบทบาทที่มันโตขึ้นมาเรื่อยๆ ๆ ๆ เพราะฉะนั้น คำว่า กรรม นั้น เขาเอามาที่เรียกชื่ออะไร ต่ออะไรเยอะ ยกตัวอย่างให้ฟังต่อไปอีก กัมพกะ กัมพกะ เขามาแปลว่าผักทอดยอด หรือ ผักบุ้ง ตอนนี้เป็นรูปลักษณะอย่างนั้น อย่างนั้น ออกไปแล้วทีเดียว จึงได้มีภาษาไปเรียกสิ่งที่เกิดแล้วชัดๆ มีเป็นวัตถุแล้ว เพราะ มันทอดยอดออกไปยาว มันไหว มันเลื้อย เลื้อย เร็ว ผักบุ้ง ผักทอดยอด ทอดยอดไปเรื่อยเร็ว อย่างนี้ อันนี้ก็เลยได้ชื่อว่ากัมพกะ แปลว่าผักบุ้งหรือผักทอดยอด กรรมพล หรือที่เราเรียกกันว่า กัมพล กัมพล แปลว่า ผ้า ผ้าที่ทำด้วยขนสัตว์ ที่จริงขนสัตว์มันอยู่ที่สัตว์ แต่คนเอามาเป็นขนของเรา แต่แทนที่จะเอาขนมาต่อๆ กับตัวไม่ต่อแล้ว ก็เอามาสาน สาน สาน กัน แล้วก็เอามาห่อตัวไว้ พอนุ่งผ้าขนสัตว์ เขาก็เหมือนสัตว์นั่นแหละ ขนมันเป็นขนสัตว์ เรามองไปก็ถ้านุ่งผ้าขนเฟอร์ มันก็ไอ้เฟอร์ มันเห็นก็บอกว่าเออไอ้นี่เพื่อนเรา เอ๊ะแต่หัวไม่ใช่เหมือนเราเดิน 2 ขาไม่เหมือนเรา ก็เท่านั้นเอง เอาผ้า เอาขน เอาหนังเสือ มีขนหนังเสือมามาหุ้มตัวเรา เสือมันเห็นก็บอกเออไอ้นี่เสือเหมือน เหมือนกับที่นึกถึงเต็งฮัว ที่เขาบอกว่าเอาเอาหนังราชสีห์มาคลุมตัวแล้ว ก็จะมาว่าเราเป็นราชสีห์ เอาหนังราชสีห์มาคลุมตัวเรา ก็มีขน มีอะไรของราชสีห์ติดมา ก็มาเป็นสิ่งที่หุ้มตัวเรา มันก็โตใหญ่ขึ้นไปอย่างนั้นเรื่อยๆ เป็นกัมพละ พล นี่ แปลว่ากำลัง กัมพละแปลว่ากำลัง มันก็มากขึ้นมากขึ้นมากขึ้น จนกระทั่งมันโตใหญ่มาปลอมแปลงอะไรต่ออะไรไปได้เลย กัมพลุ สั้นลงมาตอนนี้ใช้ภาษา ใช้ใช้สระ กัมพุ หมายถึงทอง หอยสังข์ หรือกำไลมือ หรือว่าหมายถึงสิ่งใหญ่ๆ โตๆ หมายถึงช้าง หมายถึงคอ หมายถึงเส้นเลือด สิ่งที่เห็นชัดๆ ไปเรื่อยๆ เป็นส่วนต่อออกไปเรื่อยๆ ๆ ๆ ไปยกเอาของที่มีค่าขึ้นเรื่อยๆ ถ้าสมมุติว่าไปยกเอาวัสดุนอกตัวเรา ก็มาถึงทองทีเดียว เป็นธาตุดินที่ราคาแพงที่สุด ถ้าเป็นสิ่งที่มาประดับร่างกาย ก็ถือว่าเป็นกำไลมือ ราคาแพง ถ้าแปลว่า เอาที่ไปเทียบเคียงกับผิว เขาเรียกว่าผ่องเหมือนหอยสังข์ เขาไปเรียกหอยสังข์ กัมพุ ทำผมเป็นสิ่งที่ยอด ถ้าบอกว่าไปเทียบกับสัตว์ที่ว่าใหญ่โตเขาเรียกว่าช้าง ไปเลยถ้าเร็วความสำคัญในร่างกายเขาเรียกว่าเส้นเลือด เส้นเลือดเป็นส่วนสำคัญของร่างกายเลย หรือคอ คอเป็นส่วนต่อระหว่างส่วนสำคัญระหว่างส่วนสำคัญ ระหว่างจิตกับกาย หัวใจคนเนี่ยเป็นฐานทัพของร่างกาย ส่วนสมองนี่เป็นฐานทัพของวิญญาณ นะคนเราเนี่ย สมองอยู่ได้อยู่หัว หัวนี่เป็นฐานทัพของวิญญาณ ส่วนหัวใจเป็นฐานทัพของร่างกาย เป็นฐานทัพของร่างกาย สูบฉีดโลหิต ทำงานกับเรื่องของกายแท้ๆ เลยหัวใจทำงานกันอยู่อย่างนั้น เพราะว่าส่วนคอจะเป็นส่วนต่อระหว่างฐานทัพอันสำคัญเลย คือ ระหว่าง กายกับใจ คอ เป็นส่วนสำคัญเป็นส่วนต่อของหัวกับร่างกาย กัมพุ จึงแปลว่าคอก็ได้อย่างนี้ ก็เอาความหมายที่สำคัญ สำคัญ ที่นี่โตไปอีกนอกจากนั้น ก็ระบายสีเข้าไปอีกเลย เมื่อมีวัตถุมีอะไรที่สมมุติขึ้นไปอีกแล้วก็ระบายสีต่อไปอีกเป็น กัมพุคีวะ หรือ กัมพุคีวา คำว่า คีวะ หรือ คีวา นี่มันแปลว่า ลำคอหรือหนี้สิน แปลว่าลำคอ หรือแปลว่าหนี้สิน ทีนี้มาต่อกันเข้าไปอีก ต่อไปเข้าไปอีกหมายความว่าพอก เพิ่มเข้าไปอีก ให้มีมากขึ้นอีก มีแค่หอยสังข์ มีแค่คอก็ยังไม่พอ มีแค่จะเรียกเทียบเคียงกับแค่ว่าทองก็ยังไม่พอ เอามาผสมผสานกันเข้าไปอีก มิแปลว่าคำ กัมพุคีวะ หรือ กัมพุคีวา แปลว่ามีความงามเป็นปล้องๆ ประดุจจะดังหอยสังข์น่ะ เอามาปรุงกันนี่ เห็นความปรุงไหม เห็นความปรุงของภาษากันนะ ภาษา กัมพุคีวะ ก็เอามันมาปรุงเข้า เอาหอยสังข์เข้ามาปรุงกับคอ มี คองามประดุจดังจะหอยสังข์ เป็นปล้องๆ ประดุจจะหอยสังข์ หรือมีคองามคล้ายๆ กับกรองทอง แน่ะ มีคองานคล้ายๆ กรองทอง ก็เปลืองเงินขึ้นน่ะเอาภาษามาปรุงกันขึ้น เพราะงั้นคำภาษานี่ก็โตมาได้ โตมาได้ แล้วก็มีความหมายบอกลักษณะสิ่งนั้น สิ่งนี้ เพราะงั้นต่อไป ถ้าเผื่อว่าเรามาพูดกันอะไร ต่ออะไรกัน แทนที่จะอธิบายลักษณะอย่างโน้น อย่างนี้ งวดเดียวก็บอก กัมพุคีวะ เขาก็รู้ว่าอ๋อ หมายถึง หมายถึงคอคนที่งามพร้อมเลย กัมพุคีวะ อธิบายลักษณะในตัวเลย ปรุงแต่งพร้อมเลยว่างาม งามมีลักษณะ งามเหมือนอย่างกาเป็นปล้องๆ เหมือนดังกับหอยสังข์ หรือว่าเป็นเหมือนอย่าง กรองทอง งามเป็นรูปร่าง ลักษณะ มีพร้อมสรรพ บอกลักษณะในตัวของมันเองเลย อย่างนี้เป็นต้น นี่อธิบายถึงเรื่องภาษาของมันให้ฟังนิดนึง ก็คงจะไม่ค่อยน่าสนุกอะไรนักหรอก ยากหน่อย นี่พยายามใช้พยายามตรองให้ ให้ ถึงลักษณะ หรือว่าสภาวะของธรรมะ อย่าไปติดอยู่ที่ภาษาอย่างเดียว นี่พยายามอธิบายภาษาให้มาก เพื่อที่จะให้จิตไปนึกถึงสภาวธรรม ถ้าเอามานึกอยู่ที่จะภาษาแล้ว เราก็ไม่ได้อะไรมาก แต่ทีนี้เราพูดถึงกรรมต่อไปโดยตรง
ที่นี้ กรรม ภาษาบาลีเขา กมม แล้วก็จุดข้างใต้ แล้วก็จุดข้างใต้ เนี่ย ทีนี้มาเป็นภาษาไทยเรา เรามาใช้ ร. หัน ร. หัน สมัยโบราณเราใช้ มหัน คือ ม. 2 ตัว แต่สมัยนี้เราไม่ใช้แล้ว เราใช้เป็น ร. หัน แล้วใช้ ม.ม้าสะกดเข้าไป เป็นกรรม กรรม แปลว่าการกระทำ หรือการงาน หรือกัมมันตา มาจากคำว่า กรรมะ บวก อันตะ อันตะ นี่แปลว่า ปลาย หรือแปลว่าที่สุดแปลว่าที่สุด หรือ ปลาย อันที่สุดหรือ ปลาย ของสิ่งที่หมายความว่ากรรมะ นั้นมันก็คือตัวการงาน หรือตัวการกระทำ โดยตรง โดยตรงเลยทีเดียว ทุกสิ่ง ทุกอย่างจึงจะเกิดได้ มีได้ เป็นได้ มีอันเดียวเท่านั้น ถ้าเกิดมาปุ๊บแล้วก็คือ กรรมะ ทั้งนั้นถ้าไม่มี กรรมะ ไม่มีอะไรเกิด ก็มันเกิดอยู่ในตัวเรา เป็น กรรมปฏิ ก็ตามนะ เป็นกรรมปกะ หรือเป็น กรรมปนะ เคลื่อนไหวอยู่ที่ตัวเรา มันเคลื่อนอยู่ที่ตัวเรา มันไม่ออกมา เป็นอาการ หรือเป็นบทบาทอยู่ในจิตในใจ เรียกว่าเป็นกรรมปฏิ หรือ กรรมปกะ หรือ กรรมปนะ อยู่ในใจ มันไม่ออกมาอย่างนี้ เป็นลักษณะของพระอนาคามี เป็นลักษณะของพระอนาคามี แม้จะเป็นกรรมปกะ คือ ตัวเราเองเป็นผู้หวั่นไหว แม้จะมีกรรมปฏิ ที่ในตัวเรา หรือมีกรรมปนะ ที่ในตัวเรา มีความเคลื่อนไหว มีการไหว หรือมีไหว หรือตัวเราเองเป็นผู้หวั่นไหวอยู่ในตัวเรา เรารู้มันไหวอยู่ในจิตของเรา เรารู้แท้ ผู้นั้นก็เป็นเพียง อนาคามี ไม่ให้ออกบทบาทกรรมนั้นออกมา กรรมนั้นมีอยู่แต่ในเพราะมโนกรรม กรรมนั้นมีอยู่แต่ในเฉพาะมโนกรรม ไม่ออกมาก็เป็นเพียง พระอนาคามี ถ้ามันมีบทบาทออกมา สืบเนื่องออกมา สืบเนื่องออกมา โตออกมาเป็น วจีกรรม เป็นกายกรรม ก็เริ่มต้นที่จะต้องมากระทบสัมผัส แล้วผู้อื่นก็จะได้รับเอาไป มีสมรรถภาพส่งต่อ แล้ว มีสมรรถภาพส่งต่อนะ ออกไปนอกตัวเราแล้ว เพราะฉะนั้น อย่างนี้แหละสำคัญในโลก ถ้าผู้ใดกำหนด ระมัดระวัง วจีกรรม กายกรรมของเราไม่ได้ ควบคุมไม่ได้ เมื่อควบคุมไม่ได้ พระพุทธเจ้าท่านถึงตั้งหลักขึ้นมา ตั้งกฎขึ้นมาอย่านะ อย่าทำอย่างนั้น สิ่งที่ตั้งขึ้นมา มาห้ามบอกว่าทำอย่างนี้ อย่าทำอย่าทำอย่างนั้น อันนั้น เราเรียกว่า ศีลหรือ สีละ เราเรียกว่า ศีล จึงได้ใช้หลักอานา เป็นคำสั่งเลยอย่าทำอย่างนี้ต้องทำอย่างนี้ ไม่ฟังเหตุผล คนไหนที่จะมาให้ท่านเป็นผู้ที่กล่อมเกลา เป็นผู้ที่จะชักจูง หรือเป็นผู้ที่จะทำให้ดีขึ้น รักษามาให้ท่านรักษา มาให้ท่านช่วยชุบชีวิตให้ดีขึ้นแล้วล่ะก็ ท่านไม่ฟังเสียง ท่านใช้อานา เรียกว่า คำสั่ง อานาที่ท่านสั่งแล้ว เชื่อได้ ทำได้ทันที หรือบางที ท่านอาจจะอธิบายให้ฟังก็เรียกว่า อนุศาสนี ถ้าท่านบอกแล้วก็อธิบายให้ฟังด้วยอะไรได้บ้าง ก็เป็น อนุศาสนี หรือบอกประกอบไปบ้าง แต่ถ้าบอกว่าเป็น อาณาและหมายความว่า เป็น อาชญา หรือเป็นคำสั่ง เอาไปทำอย่างนี้ก็แล้วกัน ไม่ต้องถาม ช่วยได้ทันที เมื่อเรา เชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีแต่ความบริสุทธิ์ใจ มีแต่พระบริสุทธิคุณ ท่านจะกรุณาพูดให้เราฟัง บอกให้เราเอาไปทำอย่างไร ก็เป็นความกรุณาธิคุณอย่างแท้จริง มีแต่บริสุทธิ์ที่คุณอันเกิดจากปัญญาธิคุณเกิดจาก พระปัญญาอันเฉียบแหลม สัพพัญญูของท่าน ที่ท่านจะให้เราดีทั้งนั้นน่ะ ไม่มีไม่มีเจตนาอะไรร้ายสักสิ่ง เราเป็นที่เชื่อได้ทันที เพราะงั้นเราก็รับไปแล้วก็ปฏิบัติ กรรมใดที่สืบเนื่องมาออกมาเป็นวจีกรรม ออกมาเป็นกายกรรม แล้วที่เนื่องด้วยการกระทําออกมาจากมโน จากจิต จนกระทั่งมาเป็นวจี เป็นกายนี่นะ ถ้าไม่เกิด ไม่มีอะไรเกิด ไม่มี บทบาท ไม่เริ่มบทบาทจากจิตมาก่อน ไม่เริ่มมีงานจากจิตซะก่อน แล้วส่งผลมาถึงวจี ส่งผลมาถึงมโน อ้า มาถึงกายแล้วก็ ไม่มีทาง ไม่มีได้ ท่านถึงได้ยืนยัน พระพุทธเจ้าถึงได้ยืนยัน ว่า มโนบุพพัง มโนเสฏฐา มโนมยา ท่านถึงได้ยืนยันเด็ดขาด เลยบอกว่า จิตมาก่อน จิตเป็นประธานของบรรดากรรมทั้งปวง จิตเป็นบันดาลของการสร้างตัว สร้างตนทั้งปวง มโนเสฏฐา มโนมยา มันโตขึ้นมาเศรษฐา แปลว่าโต หรือ แปลว่าพี่ เศรษฐา ตัวนี้ แปลว่าพี่หรือแปลว่าโต โตขึ้น โตขึ้น มโนเสฏฐา มโนมยา มยา ก็มาถือเป็นตัว เป็นตน เคยฟังเคยแปลให้ฟังบ่อยๆ มยะ แปล บุญกิริยาวัตถุ 10 เขาแปลกันเยอะแยะ มยะ หรือ มัย มยัง นี่นะ อันเป็นเรา เป็นตัวเรา มันมาเป็นตัว เป็นตนนะ เป็นตัวเรา ตัวอะไร ยึดตัว เป็นตัว เป็นตนของเราแล้ว เรียกว่า มยะ หรือ มยัง ตรงนั้นที่จะเป็นอะไรขึ้นมาได้ มันมาจากจิตเป็นเหตุ จิตเป็นที่เกิด มีจิตเป็นเหตุ อย่างอะไรก็ทั้งสิ้น เราจะพูดมาเราบอกว่าเราไม่มีเจตนา เราจะทำเป็นเวลา อาศัยกายกรรม บทบาทเกิดแล้ว เราบอกว่าไม่มีเจตนา ไม่ได้ มันมีเจตนาเป็นที่ตั้งทั้งนั้น ท่านจึงได้เรียกว่า พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า กรรมนี่มันเกิดมาได้เพราะตัวจิต หรือ ตัวเจตนา แต่ถึงได้พูดตรัสเป็นภาษาบาลี ที่เอามาพูดกันอยู่ทุกวันนี้ เจอกัน เจตนาฮัง ภิกขเว กัมมัง วทามิ เจตนานั่นแหละ เราเรียกว่ากรรม ภิกษุทั้งหลายเอ๋ย เจตนานั้นแหละเราเรียกว่าตัวกรรม
เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าตัวใดที่มันเป็นบทบาทออกมา เป็นกายกรรม เป็นวจีกรรม โดยที่เราไม่รู้ตัวเลย เราไม่รู้ว่า เราจะมีเจตนาอย่างไร อย่างไร ถ้าเราไม่รู้เจตนาของเราเลย ทำออกไปโดยไม่มีเจตนา เราเรียกว่าโมหะบุคคล ทำออกไปโดยไม่รู้เจตนาเลย เราเรียกว่าโมหะบุคคล เป็นคนที่หลง เป็นคนไม่รู้อะไรเลย ถูกความโลภ กับความโกรธมันบันดาล เป็นคู่สร้างคู่สรร ทำให้เราเองทำกรรมนั้นๆ ออกมา โดยเราไม่รู้ว่าเราเจตนาอย่างไร บอกไม่ถูก พอเวลาใครก็ถามบอก ทำไมฆ่าเขาล่ะ ไม่ได้เจตนา เอ้ ไม่ได้เจตนายิงเปรี้ยงเข้าไปได้ ด่าเขางี้ ไปด่าเขาเข้าไปให้เลย แล้วบอกว่าไม่เจตนา ไม่มี มันมีตัวเจตนา คนเราถ้าทำสิ่งใดชั่วขึ้นมา ยิ่งสิ่งที่เรียกว่าชั่ว แล้วล่ะก็ มันจะยังไม่บริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างนี้ล่ะ เรียกว่าเป็นผู้ที่ยังไม่รู้จิตของตัวเองอย่างแท้จริง การเรียนธรรมะของพระพุทธเจ้า จึงจะตามเข้าไปหาจิตให้เข้าไปให้รู้ๆ ๆ ถึงจิตพอจิตสั่ง ตรวจทานพั๊พ มีสติ พอมีสติตรวจทานพอกรรมปฏิ เกิดขึ้น พอกรรมปฏิ เกิดขึ้นดูให้รู้ถึง กรรมปนะ หรือ กรรมปา ไอ้ความเคลื่อนไหว หรือกับอาการไหวของมัน อาการไหวหรือความเคลื่อนไหวของมันนี่แหละเราเรียกอีกภาษาหนึ่งว่า อุทธัจจะ อุทธัจจะ สิ่งที่ฟุ้งไหวขึ้นมาแล้ว ผู้ที่มีวิชชา ผู้ที่มีความรู้ ก็รู้ตัวนี้เป็นตัวแรก อุทธัจจะ เนี่ยหรือ กรรมปนะ หรือ กรรมปา นี่แหละอาการไหวเคลื่อนไหวอยู่ที่จิตของเรา พอเริ่มรู้ว่ามันไหวขึ้นมาแล้ว มันจะต้องชักนำให้โตขึ้น ถ้าเรารู้ว่ามันไหวขึ้นมาโดยอาการที่ได้รับสัมผัส สัมผัสท
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive