สื่อธรรมะพ่อครู(รูป 28) ตอน มูลกรรมฐาน ๕.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข19 มีนาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

มูลกรรมฐาน ๕ ต่อมาท่านมหาบัวบอกว่า 6. ให้เริ่มต้นพิจารณาร่างกาย โดยให้แยกเป็นส่วนๆ คือ เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ หรือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง

นี่เป็นตำหรับแท้ๆ ของพระพุทธเจ้า ให้เอามาดูเป็นส่วนๆ ดูสิ เส้นผมของเราเป็นยังไง สะอาดหรือสกปรก เหมือนกันกับ ขนสัตว์ชนิดอื่นหรือเปล่า ถ้าไม่อาบน้ำ มันจะเป็นอย่างไร แล้วไล่พิจารณาเรียงไปเรื่อยๆ จนครบทั้ง ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง

กรรมฐาน 5 นี้เป็นพื้นฐานทางเดิน ทางด้านปัญญา ให้หัดดูไปเรื่อยๆ เห็นชัดบ้างไม่ชัดบ้าง ก็ให้พิจารณาไป ให้เห็นว่าที่ทำอยู่นี้ คือหินลับปัญญา พ่อครูว่า...ดูสิ เส้นผมของเราเป็นยังไง สะอาดหรือสกปรก เหมือนกันกับ ขนสัตว์ชนิดอื่นหรือเปล่า ถ้าไม่อาบน้ำ มันจะเป็นอย่างไร..ไปพิจารณามันทำไม นั้นเป็น รูป ...กรรมฐาน 5 นี้ เป็นพื้นฐานด้านปัญญา อันนี้ถูกต้อง แต่ต้องพิจารณาที่นาม ทำกิเลสออกไปเรื่อยๆ เช่น พระพุทธเจ้า ให้พิจารณากาย กายมีส่วนเกี่ยวกับ ดินน้ำไฟลมภายนอก แต่พระพุทธเจ้าบอกว่า ตถาคตเรียกกายว่า คือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล.16 ข.230 ขอแวะกรรมฐาน 5 ให้ชัดเจน การพิจารณากายกับจิต กายนี่คือจิต อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ว่า ตถาคตเรียกกายว่า คือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง เมื่อพิจาณากาย กายจะไม่มีหนึ่งต้องมีสอง ทั้งนอกและใน มีดินน้ำไฟลมเกี่ยวข้อง และมีจิตเป็นหลัก จิตไปอ่านดินน้ำไฟลมภายนอก พุทรา แครอท ดอกไม้ ก็ไปพิจารณานอก แล้วก็มาพิจารณาใน กายต้องมีสัมผัสดินน้ำไฟลม จิตก็รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส สิ่งที่ถูกรู้เรียกว่า รูป เมื่อสัมผัสแล้วก็ให้รู้ว่า สิ่งที่ถูกรู้เรียกว่า รูปกาย ก็พิจารณาเข้ามาหากายใน กายในก็คือจิต คืออาการจิต รูปก็จบไป เช่นรูปอันนี้ เป็นผักกาดก็มีใบ พุทราก็กลมๆเขียวๆ อันนี้คือดอกกล้วยไม้ ก็เป็นอย่างนี้ มี

อ่านต่อ

สีต่างๆไปมันก็จบรูป ก็รู้รูปร่างแล้ว ทีนี้ กายในกาย ก็คือ เลื่อนจากนอกมาหาใน คือจิต ในจิต ถ้ามันเป็นรูป ก็คือรูปในจิต สักแต่ว่ารู้ว่าคือรูป ถ้าลืมตาก็เห็นรูป เป็นใบเป็นผล สัมผัสกายภายนอกจนถึงกายในจิต ธาตุรู้ก็เป็นกายใน เห็นเป็นอย่างไร แล้วมีความรู้สึก ชอบหรือไม่ชอบ ชอบเพราะมันสวย มันหอม มีรสอย่างนี้ มันชอบเพราะสัมผัสแล้วกรอบดี นิ่มดี เหนียวดี อะไรก็แล้วแต่ หรือไม่ชอบ ก็เช่นกัน ก็พิจารณาความชอบหรือไม่ชอบ ถ้าชอบ เป็นสุข ไม่ชอบก็เป็นทุกข์ไม่ชอบใจ คุณก็พิจารณาอาการความจริงของอาการต่างๆ ท่านให้เรียน อาการ ลิงค นิมิต อุเทส อุเทสคือที่อาตมาอธิบายแล้ว ก็ไปอ่าน อาการ อาการชอบมันมีนิมิต คือเครื่องหมายอย่างไร ต่างกันอาการไม่ชอบ มีลิงคคือความต่างกัน เป็นเพศที่ต่างกัน ชอบไม่ชอบ แล้ววิเคราะห์วิจัยเวทนาไปถึงจิต ที่มันชอบเพราะอะไร ก็เพราะสมราคะ สมอุปาทาน ยึดมั่นถือมั่น ทำอย่างนี้แล้ว ต้องตรงกับที่ยึดไว้ก็ชอบ ทำอย่างนี้แล้ว ไม่ตรงกับที่ยึดไว้ก็ไม่ชอบ ก็พิจารณา สราคะ สโทสะ หรือแยกไม่ออกก็โมหะ ก็อ่านอาการ ตัวชอบไม่ชอบ คือกิเลสตัณหา ก็ล้างกิเลสตัวชอบไม่ชอบ ด้วยปหาน 5 สมมุติว่า ลดละได้เกลี้ยง ก็บรรลุอรหัตตผล นิโรธ จิตที่มีกิเลสตัวนั้นดับ อย่างนี้คือ กระบวนการปฏิบัติ จะอ่านรู้จิตในจิต อ่านนามธรรมอย่างที่อาตมาอธิบาย ไม่ใช่ไปนั่งสะกดจิตดับไปดับไป ไม่ใช่ ธรรมะพระพุทธเจ้านั้นลึกซึ้ง จะว่าจริงๆแล้ว ก็มากหลากหลาย ไม่ใช่แค่สะกดจิตเอา ก็เกิดสมถะ เดี๋ยวก็เกิดปัญญาและเกิดวิมุติ ก็จบ มันไม่ใช่ตื้นๆง่ายๆ อย่างนั้นเลย อย่างนั้นเขาเรียนกันทั่วโลก ปฏิบัตินั่งสะกดจิตแบบนั้น ใครๆก็เรียนและรู้ง่ายไม่ยาก แต่ supraconcentration เป็นสมาธิที่พิเศษ ของพระพุทธเจ้าลืมตาปฏิบัติ แล้วกิเลสมันก็ลดได้ จนแข็งแรงตั้งมั่น เป็นสมาธิที่เรียกว่า สัมมาสมาธิ ลืมตาอย่างสว่าง สะอาด สงบ สุภาพ เรียบร้อย สัมผัสอยู่อย่างนี้ต่างหาก เป็นสมาธิของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่หลับหูหลับตาปฏิบัติ แล้วบอกว่าเป็นนิโรธ สว่างโพลง แต่นิโรธของพระพุทธเจ้า เห็นชัดเจนสว่างแจ้งว่า กิเลสมันไม่เหลือเลย มีจิตใจผ่องใส สะอาดเป็น ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา มีคุณสมบัติถึงฌานที่ 4 เป็นอุเบกขา สว่างแจ้งแววไว ดูอะไรรอบคล่องแคล่ว ทั้งเวทนาสัญญาสังขาร เป็นกายมุทุตา องค์ประชุมของจิตนั้น รู้แจ้งสว่างไสว เวทนาก็สะอาด สว่าง เวทนาก็รู้ สังขารก็รู้ว่าไม่มีกิเลส จิตเป็นมุทุภูเต รู้แววไวแคล่วคล่อง แล้วจิตก็เอาไปทำงาน เป็นกัมมนิยะ เป็นการงานอันไม่มีโทษเพราะไม่มีกิเลสไปร่วม สรุปแล้วแข็งแรงตั้งมั่น เป็นอัตโนมัติของมันได้ อาเนญชัปปัตเต กระทบกับกิเลสกับโลกธรรม ก็ไม่มีหวั่นไหว ไม่เป็นอะไรเลย ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว กระทบกับโลกธรรมใดๆ จิตใจก็ไม่เปลี่ยนแปลงเลย นี่คือสิ่งที่อาตมาเข้าใจ ต่างกับแบบอย่างที่ปฏิบัติกันทั่วไป หรืออย่างที่ท่านมหาบัว อธิบายกัน อาตมาเข้าใจ อย่างที่ท่านเข้าใจ อย่างที่ท่านอธิบาย อาตมาเข้าใจหมด แต่อย่างที่อาตมาอธิบาย ท่านไม่ได้เข้าใจอย่างอาตมา และเข้าใจไม่ได้ด้วย เพราะไม่ได้ศึกษาอย่างสัมมาทิฏฐิ อย่างที่อาตมาศึกษานั้น เข้าใจไม่ได้ง่ายๆ เป็น 1. คัมภีรา (ลึกซึ้ง) 2. ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) 3. ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) 4. สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . 5. ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) 6. อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) 7. นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) 8. ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) ปฏิบัติแล้วบรรลุจริง เป็นบัณฑิตจริงเท่านั้นจะรู้ได้ ถ้าไม่ใช่บัณฑิตจริง ก็จะโมเมเท่านั้น

พิจารณากาย จะเข้าใจไปถึงนิพพานเลย ในสภาพผมขนเล็บฟันหนัง ที่เป็นกาย กายคือจิตหรือธรรมะสอง มีภายนอกและภายใน เอาเล็บก่อน ฟังดีๆนะ เล็บในตัวเรา พิจารณาแยกกายแยกจิต เมื่อใดมันเป็นกาย เมื่อใดมันไม่เป็นกายแล้ว และเมื่อใดจิตไม่มีเวทนา เมื่อใดจิตมีเวทนา เล็บของเรา เมื่อมันยาวออก เราก็ตัดส่วนข้างนอก ที่ยาวออก ถ้าเรายังไม่ตัดมันเป็นกายของเราไหม ก็เป็นทั้งกายของเรา และไม่เป็นทั้งกายของเรา ถ้าตัดออกไปแล้ว ไม่ใช่กายของเราอันนี้ง่าย มันก็เป็นดินน้ำไฟลม อุตุนิยามสามัญไป ไม่มีชีวะ ตกลงตัดเล็บขาดจากตัวเราไป ส่วนที่หลุดออกจากร่างกายเรา เล็บนั้นก็เป็นดินน้ำไฟลม ไม่มีชีวิตินทรีย์ ไม่มีชีวะ ตายไปเป็นอุตุนิยาม ส่วนที่ยังอยู่ ยังไม่ได้ตัดยาวออกมา คุณตัดมันจะเจ็บไหม? ก็ไม่เจ็บ เจ็บเป็นเวทนา ไม่เจ็บไม่มีเวทนา เมื่อไม่มีเวทนานี่แหละ คนเป็นจิตนิยาม หรือพีชนิยาม? ก็จิตนิยาม ส่วนตรงเล็บที่ตัดแล้วไม่เจ็บ มันมีจิตไหม ก็ไม่มี มันมีแค่พีชะ เป็นชีวะ แต่ไม่มีเวทนา มันไม่มีความรู้สึก มันไม่เจ็บ เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดแยกกายแยกจิต ตรงนี้ออก ที่อาตมาว่า กายที่ไม่ตัดออก เป็นได้ทั้ง กายและไม่ใช่กาย มันเป็นกายเพราะมันเป็นชีวะ ที่ติดกับตัวเรา แต่ชีวะที่เป็นพีชะ ไม่เป็นจิตแล้ว ส่วนนั้นแหละไม่ใช่กายของจิต เป็นกายของพีชะเท่านั้น ไม่ใช่จิต มันไม่ใช่กายของจิต ตัดทิ้งได้ ถ้าตัดออกเป็นอุตุ พระอรหันต์ เรียนรู้จิต แล้วทำจิตให้เป็นพีชะ ไม่รู้สึกเจ็บปวด ไม่มีเวทนา สุขทุกข์อะไรก็ไม่มี แต่จิตเราเป็นชีวะได้ แต่จิตเราตอนนั้นเป็นพีชะ ส่วนที่รู้เป็นปัญญา จิตมีปัญญาได้ แต่พีชะไม่มีปัญญาได้ แม้สัตว์เดรัจฉาน ที่มีจิตนิยามก็ไม่มีปัญญาเช่นนี้ ทำจิตให้เป็นพีชะได้ มันไม่ชอบไม่ชัง ไม่ทุกข์ไม่สุขได้ แต่จิตที่เหลือนั้น รู้เกินกว่าพีชะ จิตนั้นรู้ความเป็นจริงได้ลึกซึ้งๆได้มาก ได้กว้างขวาง ได้ลึกซึ้งพิสดารมากกว่าเดรัจฉาน เรียกว่าคนหรือมนุษย์ ดูจนกระทั่งว่า อารมณ์นี้แยกเป็นอารมณ์ของ โลกียะ ที่ไปหลงว่า ชอบหรือไม่ชอบ น่าได้น่ามีน่าเป็น ไม่น่าได้ไม่น่ามีไม่น่าเป็น ถ้าเราทำจิตของเรา เห็นความจริง ตามความเป็นจริง ไม่มีน่าได้น่ามีน่าเป็น ไม่น่าได้ ไม่น่ามี ไม่น่าเป็น สุภะก็ไม่เกิด อสุภะก็ไม่เกิด นั่นแหละคือจิตอุเบกขาเวทนาที่เป็น เนกขัมมะ จิตส่วนเหลือจากพีชะพิเศษ จะเกิดปัญญาอย่างนี้ คนไม่ปฏิบัติธรรมแบบนี้จะไม่เกิดปัญญาอย่างนี้ ผู้ที่สามารถรู้ได้ว่า เล็บอย่างนี้ไม่ใช่กาย ถ้าเป็นกายของเรา เราจะมีจิตร่วม เล็บที่ยาวออกไป ไม่เป็นชีวะ แต่ผู้หญิงคนที่ติดยึด หวงแหนเล็บ ต้องประดับตกแต่ง ทั้งที่ไม่ใช่กายของจิต แต่เป็นกายของพีชะ ก็ยังยึดถือ เป็นเราเป็นของเราอยู่ หวงแหน เอาไปบูชาก็มี เล็บของคนพิเศษ พระกรรมฐานธุดงค์ ถือว่าเป็นสรีระ สารีริกธาตุอะไรนี่ ผู้ที่ยึดมั่นถือมั่นเป็นเรา ทั้งที่มันไม่ใช่กาย มันไม่เจ็บแล้ว แม้ที่สุดเล็บที่มีประสาทติดอยู่ เป็นจิตนิยาม ไม่ใช่แค่พีชะที่ห่างขาดจากประสาท อันนี้แหละ ยิ่งลึกซึ้งเลย พระพุทธเจ้าให้พิจารณาว่า อะไรก็ไม่ใช่เราของเราทั้งนั้น อันนี้คือสูงส่งจนไม่ยึดมั่นถือมั่น ว่าแม้แต่อาการ 32 องคาพยพของเรา ก็ไม่มีอะไรเป็นเรา เป็นของเรา เพราะอาศัยมันอยู่เท่านั้น ผู้ที่จะชัดเจน มีปัญญารู้แจ้ง ไม่ยึดมั่นถือมั่น ในกายของเรา ในร่างกายองคาพยพ 32 คนนี้จะมีความทุกข์น้อย กับการยึดมั่นถือมั่นในอาการ 32 เช่น การเจ็บป่วย การจะต้องขาดสิ่งนั้นสิ่งนี้ ในอาการ 32 ก็จะไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรมากมาย คนผู้นี้ เวลาเจ็บป่วยได้ไข้ ก็จะไม่เจ็บเกิน ไม่มีความทุกข์เกินไป แต่ กายยิกทุกข์ก็จะมีอยู่ เพราะมันมีสัมผัส เกินความพอดีเกินสมดุล ก็จะรู้สึกไม่ปกติ มีเจ็บปวดได้ เป็นกายยิกทุกข์ ไม่ใช่เจตสิกทุกข์ คือภายนอกที่ไม่ใช่เรื่องของจิต เป็นความยึด หากร่างนี้ไม่สมดุล พระพุทธเจ้าเองก็ต้องเจ็บ เช่น เอาไม้หน้าสาม ตีหัวพระอรหันต์ พระอรหันต์ก็ต้องเจ็บทุกองค์ เป็นอวัยวะเจ้าการไม่สมดุลมันก็ไม่สบาย มีความเจ็บปวด จะมากจะน้อยก็แล้วแต่ การพิจารณากายกับจิต ถ้าผู้สามารถเข้าใจได้ ก็จะรู้ว่า เมื่อไหร่อะไรเป็นเราอะไรไม่เป็นของเรา เมื่อคุณสามารถชัดเจนว่า อันนี้เป็นของเรา แต่เราเอาไว้อาศัยเท่านั้น ต้องอาศัยมัน แต่ถ้าไม่ต้องอาศัยมัน คนก็ยิ่งสบาย ก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น เป็นเราเป็นของเรา แม้ว่าเราเอาไว้อาศัย ถ้ามันไม่สมดุล มันก็ไม่ใช่เรื่องของความเป็นทุกข์เป็นสุข ผู้ที่ยึดถือก็เป็นทุกข์เป็นสุข ผู้ที่ไม่ยึดถือ ก็ไม่เป็นทุกข์ไม่เป็นสุข พิจารณาถึงองคาพยพของชีวิต ผู้สามารถเข้าใจชัดเจนแล้ว ก็หมดความยึดถือในร่างกายตัวตน ผู้พิจารณาได้ขนาดนี้ ก็เป็นพระอรหันต์ แม้แต่พระอนาคามี พระอนาคามีถ้าไม่ได้เข้าใจเป็นลำดับ อย่างละเอียดลึกซึ้ง ก็ไม่สามารถรู้ได้อย่างขนาดนี้ อย่างที่อาตมากำลังพูด 600115_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ วิพากษ์ทางปฏิบัติสายวัดป่า 1

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน