สภาพของโลกเทวดา มาร พรหม โลกนี้โลกหน้า.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข21 พฤษภาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

สภาพของโลกเทวดา มาร พรหม โลกนี้โลกหน้า _อัมพัฏฐสูตร [163] ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ จรณะนั้นเป็นไฉน วิชชานั้นเป็นไฉนเล่า. ดูกรอัมพัฏฐะ พระตถาคตเสด็จอุบัติในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลกเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม พระตถาคตพระองค์นั้น ทรงทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตามทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง คฤหบดี บุตรคฤหบดี หรือผู้เกิดเฉพาะในตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ย่อมฟังธรรมนั้น ครั้นฟังแล้วได้ศรัทธาในพระตถาคต เมื่อได้ศรัทธาแล้ว ย่อมเห็นตระหนักว่า ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชาเป็นทางปลอดโปร่ง การที่บุคคลผู้ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์ให้บริสุทธิ์ โดยส่วนเดียวดุจสังข์ขัด ไม่ใช่ทำได้ง่าย ถ้ากระไร เราพึงปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกบวชเป็นบรรพชิต สมัยต่อมาเขาละกองโภคสมบัติน้อยใหญ่ ละเครือญาติน้อยใหญ่ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้วสำรวมระวังในพระปาติโมกข์อยู่ ถึงพร้อมด้วยมารยาทและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อยสมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ประกอบด้วยกายกรรมวจีกรรมที่เป็นกุศล มีอาชีพบริสุทธิ์ถึงพร้อมด้วยศีลคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ เป็นผู้สันโดษ. พ่อครูว่า... อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 แล้วพอรู้บ้างแล้ว แต่ยังไม่สมบูรณ์แบบเท่าพระพุทธเจ้าเ

อ่านต่อ

ท่านั้น อาตมาทำให้โลกนี้ คือ โลกที่เราเกิดในปัจจุบันที่เราเป็นอยู่มีชีวิตมีร่างกาย มีจิตวิญญาณอยู่ในนี้ แล้วก็อยู่กับโลกที่มีแสงสว่าง เปิดจักษุ มีอาโลก แสงสว่างเปิดๆ แล้วก็ศึกษากันอย่างเรียนรู้ โลกเปิด ลืมตา ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา คำว่า จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา อาโลก คนที่มีปฏิภาณปัญญาจะรู้ว่าการรู้แจ้งต้องลืมตาปฏิบัติไม่ใช่หลับตาปฏิบัติ หลับตาบรรลุไม่ได้เพราะต้องมี จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา อาโลก ผู้ที่มีปฏิภาณฟังแล้วจะรู้ว่าเราไปหลงหลับตาปฏิบัติมานาน แล้วจะเกิด หิริ อย่างแรงกล้าจะเกิดศรัทธาอย่างแรงกล้าจะเกิดความรักเคารพอย่างแรงกล้า ทำไมต้องละอายเกรงกลัว รักเคารพอย่างแรงกล้า เพราะตัวเองเคยได้หลงงมงายนั่งหลับตา แล้วได้เคยเถียงแย้งกับผู้ที่ลืมตาที่มีสัมมาทิฏฐิ เมื่อมารู้ก็จะเกิดความละอายที่เคยไปว่าไปละลาบละล้วงท่านไว้ ผู้ที่มีสำนึกจริงจะละอาย แต่ผู้ที่ไม่สำนึก จ้างให้ก็ไม่สำนึกมันก็เป็นสัจจะของมันอย่างนั้น ไม่สำนึกเพราะเขาไม่รู้ เพราะเขามีอัตตามานะถือดี ไม่แจ้งไม่โล่งไม่โปร่ง ยึดมั่นกับสิ่งที่ผิดของตัวเอง ผู้ที่ศึกษาปริยัติศึกษาบัญญัติเป็นเปรียญ 9 เป็นด็อกเตอร์ แต่ยังเชื่อยังศรัทธายังเข้าใจอยู่ว่า ถ้าปฏิบัติ ฌาน สมาธิ หรือ ปฏิบัติให้เกิดปรมัตถธรรมทางจิตวิญญาณต้องหลับตาปฏิบัติจึงจะเกิด ฌาน ก็สมาธิ หรือเกิดวิมุติ ถ้าใครยังเชื่ออยู่อย่างนั้นก็ยังมิจฉาทิฏฐิ คุณจะเรียนเปรียญ 9 จะเรียน ดร.ปริยัติ อย่างไร ศึกษาของพระพุทธเจ้าของอาจาริยวาทมากมายเท่าไรก็ตาม แต่คุณก็ยังเชื่อว่าการปฏิบัติที่จะบรรลุ ฌานสมาธิวิมุติ ต้องหลับตา คนนี้ก็ยังมิจฉาทิฏฐิอยู่ เพราะฉะนั้นยกทิ้งไปได้เลยการนั่งหลับตาสมาธิ แต่หลับตาสมาธิมีอุปการะมาก หลับตามีอุปการะ ซึ่งไม่ใช่ตัวปฏิบัติเนื้อแท้ อุปการะเป็นตัวช่วยได้บ้าง ช่วยให้ได้พักผ่อน ช่วยให้เตวิชโช ช่วยให้ Concentrate ในการไล่เรียงในการดู หลับตา ไม่มีอะไรรบกวนดี ก็จับอะไรมาไล่เรียงดูได้ดี แต่มันไม่ใช่สภาวะปัจจุบันธรรม มันไม่ได้ลืมตาเห็นความจริง สัจจะต้องเป็นปัจจุบันธรรม หลับตานั้นมีแต่อดีตกับอนาคต พูดไปจนกระทั่งปากเปียกปากแฉะ การปฏิบัติธรรมกับสิ่งที่ไม่จริงคืออดีตกับอนาคต คุณจะปฏิบัติไปทำไม ก็ควรจะมาปฏิบัติกับปัจจุบันที่เป็นของจริงเป็นจริงมันเสร็จในตัว ไปนั่งหลับตาปฏิบัติอยู่อย่างนั้นมันเป็นโมฆะ ฉะนั้นผู้ที่ทำโลกนี้ให้แจ้ง ก็คือปัจจุบันขณะ ทิฏฐกาละหรือทิฏฐธรรม มีปัจจุบันชาติ ชาติการเกิด continuum มีอยู่ขณะนี้ จึงรู้ความเป็นจริง เมื่อรู้ความเป็นจริงแล้วก็เรียนรู้ความ เทวะ ความเป็นมาร ความเป็นพรหม อยู่ในโลกของความเป็นจริงไม่ใช่ไปนั่งหลับตา หรืออีกทีหนึ่งโลกหลับตา จิตของคุณไม่ใช่เป็นจิตวิญญาณ แต่เป็นจิตสัมภเวสี ไม่มีที่ตั้งอยู่ทางตาหูจมูกลิ้นกาย ครบ ไม่มีที่ตั้งครบ เร่ร่อนล่องลอย ไม่มีรู้ไม่มีเห็นอะไร เช่นคนตายแล้วเป็นสัมภเวสี ถ้ายังไม่ได้ไปหยั่งลงสู่ครรภ์ใคร ยังไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายเป็นที่ตั้ง ล่องลอยอยู่ คุณจะไม่ได้รู้อะไรกับใครนะ คุณอยู่คนเดียวเหมือนคุณหลับ จิตของคุณก็อยู่คนเดียวไปคนเดียว จะฝันจะคิดจะนึกจะเพ้อ ละเมอก็คนเดียวเดี่ยวๆ ไม่ได้ไปพบคนนั้นคนนี้เหมือนอย่างในนิยาย พบกับจิตวิญญาณพ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูง ที่เป็นนิยายประโลมโลก คนที่ไม่จริงก็ว่าไป แต่จริงแล้วไปอยู่คนเดียว เดี่ยวๆนี่แหละ กรรมวิบากมันจะมาเต็มอยู่ตรงนั้นเลย ความทุกข์ความสุขนรกสวรรค์ที่คุณสั่งสมมาแล้วมันก็ขึ้นมาเป็นจริง เพราะฉะนั้นตายแล้วมันตกนรกจริงๆขึ้นสวรรค์จริงๆ ขึ้นสวรรค์ก็คือหลงคิดว่านั่นเป็นสวรรค์ จริงๆแล้วสวรรค์นั้นไม่มีอยู่เลย มันเป็น สุขัลลิกะ มีแต่ความหลอกความไม่จริง แต่นรกนี้เป็นอริยสัจ เป็นสัจจะ ที่อาริยะเท่านั้นที่จะรู้ มันมีทุกข์ให้เห็นเลย สวรรค์เป็นของเก๊ สุขัลลิกะ มันไม่มีจริงหรอก มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป เข้าใจอีกที สวรรค์ไม่มีจริงมีแต่ความเก๊ ดับสุขตัวเดียวสวรรค์เก๊ๆก็หายไป ดับทุกข์จริงๆหมดไปแล้วจบ ความสุขความทุกข์ก็หายสวรรค์นรกก็ไม่มี ศาสนาพุทธไม่มีสวรรค์ไม่มีนรก ผู้ที่ยังมีสวรรค์นรกอยู่ยังมีสวรรค์ 6 ชั้น หรือหลงพรหม อีก 16 ชั้น คือพวกที่ยังมิจฉาทิฏฐิไปสร้างภพชาติ มี พรหมปริตตา อัปปมาณาภา ปุโรหิตพรหม ฯ ก็สร้างเองจากผู้ไม่รู้ผู้มิจฉาทิฏฐิทั้งนั้น ผู้ที่สัมมาทิฏฐิแล้วภพชาติไม่มี เพราะฉะนั้นคนฟังอาตมาเข้าใจเดี๋ยวนี้ คุณก็ไม่ต้องติดใจว่ามันมี คนอื่นเขาไปหลงว่ามีก็ปล่อยไป เราไม่มีแล้วเราก็ทำจิตของเรา มันจะต้องไปมีชาตินั้นชาตินี้ชาติโน้น ไม่ต้อง อยู่กับปัจจุบันนี้ 100%เต็มๆ อดีตอนาคต จะว่ามันไม่มี มันก็เป็นผลของอดีต ผลของอนาคต ปัจจุบันนี้ไม่ใช่อดีตไม่ใช่อนาคต ก็เอาอันนี้เลย จะว่าไม่มีอดีตไม่มีอนาคต ไม่ได้มันก็มี แต่ว่าคุณจะไปมีกับมันทำไม เพราะว่ามันไม่ใช่ปัจจุบันไม่ใช่ของจริง เอาของจริงอยู่กับปัจจุบัน คุณทำดีสั่งสมลงเป็นอดีตก็ดี สั่งสมเป็นกิเลสก็มีกิเลส ดีกับชั่วเป็นโลกีย์ ส่วนกิเลสหมดกิเลสไม่หมด มันเป็นโลกุตระ เรื่องดีกับชั่วเป็นเรื่องโลกีย์ เรื่องสุขกับทุกข์เป็นเรื่องโลกุตระ เทวนิยมเขาไม่เรียนความสุขความทุกข์เพราะหลงความสุขและก็เสพสุข เป็นพวกสุขนิยม เขาไม่ได้เรียนรู้ความทุกข์เพราะว่าความทุกข์มันเป็นอันเดียวกับความสุข เขาได้ความสุขก็ได้ความทุกข์ไปด้วย เขาได้ความทุกข์ก็ได้ความสุขไปด้วย เพราะมันเหมือนกระดาษแผ่นเดียวกัน ศาสนาพุทธจึงได้ฉีกทิ้งและเผาทำลายกระดาษความสุขทุกข์ ทำลายความสุขความทุกข์ไปทั้งหมด ซึ่งอันนี้ไม่รู้กัน เขาไม่มีปัญญาทะลุที่จะหยั่งรู้อย่างที่อาตมาพูด สรุปแล้ว เรื่องโลกนี้ เทวโลก มารโลก ก็ต้องต่างกันแน่ เทวะกับมาร แต่เพราะความไม่รู้ของคุณ คุณหลงเทวะก็คือมาร เทวะกับมาร อันเดียวกัน เทวะคือหลงว่าเป็นสวรรค์ มารคืออาริยสัจที่รู้ว่ามันเป็นทุกข์เป็นนรก ความโง่ซ้อน มารมันซ้อนอยู่กับเทวะ ตัวคุณเองเป็นทั้งมารและเทวะ เทวะ องค์ที่ใหญ่ที่สุดเรียกว่าพระเจ้า ขออภัยภาษาวิชาการนั้น พระเจ้าก็คือมาร โดยไม่รู้เรื่อง มารหรือซาตาน ไม่รู้ว่าซาตานก็ซ้อนอยู่กับตัวเอง ในตำนานของศาสนาพุทธ พระเจ้าคือพรหม พรหมทัต แต่มารคือ คนธรรพ์ อยู่ไหน แทรกอยู่เป็นตัวหมัด ตัวเล็น อยู่ที่ขนของพญาครุฑและแอบเสพ กากี เสพเมียของพรหมทัตอยู่ตลอดกาล เสพกามอยู่ตลอดกาล แอบเสพอยู่ตรงนั้นโดยพรหมทัต ไม่รู้ว่าตัวเองมีอะไรแทรกซ้อนอยู่ สรุปแล้วเป็นอันเดียวกันแยกให้เห็นเป็น 2 อย่างเท่านั้น นี่เป็น อจินไตย ที่เข้าใจและรู้ได้ยากมาก เพราะฉะนั้นผู้ที่รู้ด้วยปัญญาอันยิ่งแล้ว ก็เรียนรู้ปัจจุบันในโลกนี้ เรียนรู้เทวะก็ดีมารก็ดี มันเป็นสภาพหลอกทั้งคู่ ผู้ดับเทวะ ดับมารได้แล้วก็เป็นพรหมโลก พรหมกาย เป็นผู้ที่มีธรรมกาย พรหมกาย พุทธเจ้าตรัสในพรหมชาลสูตร ผู้ที่สะอาดหมดกิเลสหมดความเป็น เทวะมาร ความเป็นสวรรค์เป็นนรก พรหม ที่ท่านแยกเทวะ เป็น 3 อย่าง คือ สมมุติเทพ ผู้ที่อวิชชาก็จะเป็นสมมติเทพอยู่กับสวรรค์นรกอยู่กับพระเจ้าเป็นสุขนิยม ไม่มีกรรมวิบากไม่มีการหมุนเวียนมาเกิด มาเรียนรู้แล้วยังไม่บริบูรณ์ เมื่อเกิดรู้โลกุตระก็เป็นอุบัติเทพ เรียนรู้กิเลส จนกิเลสไม่เกิด เป็นเสขบุคคล จนเป็นวิสุทธิเทพเป็นพระอรหันต์ สมมุติเทพก็หมดไปไม่มี เรียกว่าเทวดา 3 อย่าง เพราะฉะนั้นผู้ใดที่เกิดมาเป็นเสขบุคคล ยังต่อจบตัวเองไม่ได้ ว่าตัวเองมีอุตรจิตแล้ว อนุตรจิตแล้วเป็นจิตที่อยู่เหนือโลกทั้งหมด สิ้นกิเลส ตั่งมั่นเป็นสมาหิต วิมุติ เรียบร้อยตาม เจโตปริยญาณห้องสุดท้าย คุณก็ต้องรู้ตัวเอง พระอรหันต์ต้องรู้ตัวเอง มีสติเต็มเป็นอัลไซเมอร์ไม่ได้ อรหันต์ จบบริบูรณ์แล้ว สติเต็ม ตรัสรู้แล้วแล้วก็ถามว่า แล้วหลังจาก เป็นพระอรหันต์แล้ว สรีระก็เสื่อม เป็นอัลไซเมอร์ ถามว่าได้ไหม ก็ตอบว่าไม่ได้ ยิ่งเป็นพระอรหันต์แล้ว สติยิ่งเต็ม อวัยวะที่เป็นวาสนา ที่จะเป็นพระอรหันต์ก็เต็ม คุณคิดเอาเองเท่านั้นว่า แล้วมันก็จะเสื่อม ความเสื่อมของพระอรหันต์ไม่มีอะไรเสื่อมทั้งรูปและนาม คุณก็เดาเอาสิ เหมือนกับคนไปถามพระพุทธเจ้าว่า ถึงนิพพานแล้ว เลยนิพพานเป็นอะไร พระพุทธเจ้าก็บอกว่าเธอถามเลยปัญหาไปแล้ว ไปถามพระพุทธเจ้าถึงความเป็นพระอรหันต์แล้วเลยจากพระอรหันต์คืออะไร พระพุทธเจ้าก็บอกว่าเธอถามเลยปัญหา เลยความจริง ความจริงมันจบแล้ว แล้วจะไปมีได้ยังไงจะไปเสื่อมอะไรอีกมันไม่เสื่อมแล้ว มันเต็มแล้วมันก็วนไปในตรรกะ เอาตรรกะมาถาม ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ อาตมาขยายโลกนี้ โลกหน้าคือโลกที่ต่อไปจากโลกนี้ พระไตรปิฎกเล่มที่ 17 ข้อ 366 พระนครสาวัตถี. ครั้งนั้นแล ท่านพระราธะ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า มาร มาร ดังนี้ ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไรหนอแล จึงเรียกว่า มาร? พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรราธะ เมื่อรูปมีอยู่ มาร (ความตาย) จึงมีผู้ทำให้ตายจึงมี ผู้ตายจึงมี เพราะฉะนั้นแหละ ราธะ เธอจงพิจารณาเห็นรูปว่า เป็นมารเป็นผู้ทำให้ตาย เป็นผู้ตาย เป็นโรค เป็นหัวฝี เป็นลูกศร เป็นความทุกข์ เป็นตัวทุกข์ บุคคลเหล่าใดพิจารณาเห็นรูปนั้นอย่างนี้ บุคคลเหล่านั้น ชื่อว่า ย่อมเห็นชอบ. เมื่อเวทนามีอยู่ ฯลฯ เมื่อสัญญามีอยู่ ฯลฯ เมื่อสังขารมีอยู่ ฯลฯ เมื่อวิญญาณมีอยู่ มารจึงมี ผู้ทำให้ตายจึงมี ผู้ตายจึงมี เพราะฉะนั้นแหละ ราธะ เธอจงพิจารณาเห็นวิญญาณว่า เป็นมาร เป็นผู้ทำให้ตาย เป็นผู้ตาย เป็นโรค เป็นหัวฝี เป็นลูกศร เป็นความทุกข์ เป็นตัวทุกข์ บุคคลเหล่าใดพิจารณา เห็นวิญญาณนั้นอย่างนี้ บุคคลเหล่านั้น ชื่อว่า ย่อมเห็นชอบ. รา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ความเห็นชอบมีประโยชน์อย่างไร พระเจ้าข้า? พ. ดูกรราธะ ความเห็นชอบมีประโยชน์ให้เบื่อหน่าย. รา. ความเบื่อหน่ายมีประโยชน์อย่างไร พระเจ้าข้า? พ. ดูกรราธะ ความเบื่อหน่ายมีประโยชน์ให้คลายกำหนัด. รา. ก็ความคลายกำหนัดเล่ามีประโยชน์อย่างไร พระเจ้าข้า? พ. ดูกรราธะ ความคลายกำหนัดมีประโยชน์ให้หลุดพ้น. รา. ความหลุดพ้นเล่า มีประโยชน์อย่างไร พระเจ้าข้า? พ. ดูกรราธะ ความหลุดพ้นมีประโยชน์เพื่อนิพพาน. รา. นิพพานเล่ามีประโยชน์อย่างไร พระเจ้าข้า? พ. ดูกรราธะ เธอถามเลยปัญหาไปเสียแล้ว เธอไม่อาจเพื่อถือเอาที่สุดของปัญหาได้. ดูกรราธะ อันพรหมจรรย์เป็นคุณชาติหยั่งลงสู่นิพพาน มีนิพพานเป็นที่สุด อันกุลบุตรย่อมอยู่ประพฤติแล. พ่อครูว่า..คนที่เอาแต่ถาม แต่ไม่จบที่สภาวะ คนที่ฟังอาตมาอธิบายพยัญชนะเขาเข้าใจแล้วก็ไม่ถามต่อ แต่คนที่ไม่เข้าใจสภาวะแต่ก็มันคำนวณเอาจบนิพพานแล้ว เขาก็ไม่ถามต่อแต่พวกที่ดันทุรังงมงายก็วนถามอยู่นั่นแหละ อาตมาพูดว่าถูกใครก็ตามแต่นะ ไม่ได้ไปว่าใคร 650520 เรียนรู้สภาวะของรูป 28 สู่ความเป็นอรหันต์ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน