เรียนรู้สภาวะของรูป 28 สู่ความเป็นอรหันต์.docx
เนื้อหาในไฟล์
เรียนรู้สภาวะของรูป 28 สู่ความเป็นอรหันต์ _พ่อครูว่า... ในหนังสือยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ อาตมาได้เขียนไว้ตอนหนึ่ง... ตื่นจากฝัน เพราะสัมมาสมาธินั้น เป็นสมาธิที่ยืนอยู่บนฐานของความจริง ทั้งสมมติสัจจะและปรมัตถสัจจะครบถ้วน ยืนยันได้ทั้งองค์ประกอบของรูปและนามพิสูจน์ความเป็นกายที่สัมบูรณ์ด้วยธรรมาธิปไตย หรือธรรมกาย ก็เรียก พรหมกายก็เรียกอย่างลัทธิธรรมกาย ธัมมชโย บาปกินหัว เอาธรรมกายมาเรียกของตัวเอง แล้วออกนอกรีตนอกทางเลอะเทอะ ไปเป็นสวรรค์วิมานเลอะเทอะไปหมดเลย ทำลายธรรมพระพุทธเจ้าทำลายความเป็นกาย ของพระเจ้าไม่รู้จะบาปยังไงแล้ว ผู้มีกายเป็นธรรมะหรือกายเป็นพรหมคือผู้มีองค์ประชุม กายคือองค์ประชุมไม่ใช่ธาตุเดี่ยวไม่ใช่เอกังสะ กายเป็นธาตุสองขึ้นไป คือองค์ประชุมของรูปนามที่เป็นภูมิสูงสุดสัมบูรณ์ ดังที่ พระพุทธเจ้าตรัสว่า คำว่าพรหมกายหรือธรรมกายคือ กายของผู้ที่มีฐานะสูงสุดหรือพรหมสูงสุด ผู้ที่เป็นสาวกภูมิจึงไม่ควรบังอาจเอาไปเรียกตัวเอง พล่อยๆ ถ้าอย่างน้อยผู้ใดมีภูมิถึงพระอรหันต์แล้ว จะเรียกว่าตนคือผู้ที่เป็นธรรมกายก็ยังพอฟัง พอรับได้ สมควรที่จะเรียกได้เพราะเป็นผู้ที่มีพุทธธรรมเต็มครบรอบแห่งความเป็นคน เป็นมนุษย์จริงแล้ว รอบหนึ่ง เป็นอนุพุทธ อรหันต์คืออนุพุทธอนุพุทธคือส่วนหนึ่งส่วนน้อย อนุคือน้อย เป็นส่วนน้อยของคนผู้นี้ก็มีภูมิธรรมเต็มความเป็นพุทธสมบูรณ์แบบแล้วในความเป็นคนขั้นต้น อรหันต์แยกเป็น 3 ชื่อใหญ่ๆ 1. พระอรหันต์ธรรมดา 2. พระอรหันต์โพธิสัตว์ 3. พระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า อรหันต์ธรรมดา คือจากผู้ที่เป็นปุถุชนปฏิบัติตนเป็นเสขบุคคล จนเป็นอเสขบุคคล โพธิสัตว์ 9 ระดับ 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.อรหันต์โพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพ
อ่านต่อ
ธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จบ ขยายความมาไม่รู้กี่ทีแล้วๆเล่าๆ อนุพุทธของคนผู้นี้ก็มีความเต็มสมบูรณ์ขั้นต้น ปริตตัง ของคนผู้ใดผู้หนึ่งที่ควรพึงมีให้แก่ตัวเองก่อน เป็นลำดับนะอย่าไปลัด ไม่เอาอรหันต์จะไปเป็นโพธิสัตว์ระดับ 5 ระดับ 6 เลย ขึ้นไปโดยไม่มีบันไดขึ้นเลย เหาะไป เป็นจอมยุทธตัวเบา มันไม่ได้ ไม่ใช่ว่าปฏิบัติอย่างไม่มีขอบเขต ต้องตามกรอบขอบเขตที่เรากำหนดเอาแต่พอเหมาะแก่ตน ปฏิบัติได้ผลจึงจะเพิ่มขอบเขตขนาดเพิ่มขึ้นๆไปตามลำดับ ปริตตังคือ การประมาณให้เหมาะแก่ตนต้องรู้ตัวเอง สักกะ มีขอบเขตเท่าใดอยู่ขนาดไหนที่มีอยู่แล้วเป็นวาสนาเป็นบารมีมาแล้วมีแล้วเป็นของตน ตรงกันข้ามกับ อัปปมาณหรืออัปปมัญญา คือไม่มีประมาณหรือประมาณไม่ได้ ก็ไม่รู้กรอบไม่รู้ขอบเขต ไม่รู้ขนาดที่ตนเองเป็นอย่างไรอยู่ เพราะฉะนั้นคำว่า สักกายะ กายคือสภาพสอง ภายนอกภายใน ความเป็นรูปนาม สักกะของตนเอง เกี่ยวกับตนเอง เราให้รู้ขอบเขตของตัวเอง อย่าไปรู้ของคนอื่น อ่านตรงนี้ ทำตรงนี้ พุทธต้องมีการประมาณไปตามขั้นต้น กลาง ปลาย อย่างสัมมาทิฏฐิที่เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์มากตามแบบพระพุทธเจ้า ที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลก มีแต่แบบของศาสนาพุทธทั้งนั้น ศาสนาพุทธมีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย อย่างสายหลับตาไม่มี เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ไม่มีกายข้างนอก ไปตัดลัดเอาที่การหลับตาปฏิบัติ แล้วไม่มี อปัณณกปฏิปทา 3 ไม่มีสัทธรรม7 ความละอายก็ไม่มี มีแต่ความหลงมืดสะกดจิตให้ดับหลับเป็น อสัญญีสัตว์ ผู้ที่เข้าใจอย่างอาตมาเข้าใจก็จะรู้สึกสงสารเขาเหล่านั้นที่งมงายปฏิบัติไปสู่ความมืดความดับ ไปหลง สุภกิณหา ไปหลงความมืดความดับเป็นนิโรธเป็นจุดที่ควรยินดี ยินดีในความมืดความดับอย่างมิจฉาทิฏฐิ ก็เลยได้แต่ความมืดความดับ พวกนี้จึงเป็นพวกที่วิ่งไปสู่สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า เราก็ตามไม่เจอ คว้ามาสอนไม่ได้ เพราะแกจมมืด จนเราตามตัวไม่เจอ หายไปในความมืดดำ คือ เขาเรียนรู้อะไรไม่ได้เลยนะ ในสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า ทางโลกก็มี เขาไม่เรียกว่าวงกลมเบอร์มิวดา เขาเรียกว่าสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา วงกลมมันยังหมุน แต่สามเหลี่ยมมันเข้ามุมมืดไปได้หมดเลย ไปกันคนละทิศคนละทางทั่วทิศ ปริตตังประมาณ มีขอบเขตจำกัดให้แก่ตนเอง ตรงข้ามกับอัปปมัญญา พุทธะต้องประมาณไปตาม เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย อย่างสัมมาทิฏฐิเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ตามแบบพระพุทธเจ้านี้ ที่ไม่เคยมีมาก่อนเลยในโลก มีแต่ในแบบของศาสนาพุทธเท่านั้น ศาสนาพุทธเรียนรู้จิตเจตสิกแล้วเรียนรู้รูป แล้วสร้างนาม พัฒนานาม จิตนิยาม ก็มีรูปที่ถูกรู้ ตั้งแต่ มหาภูตรูป 4 ดินน้ำไฟลม ซึ่งใครๆก็ต้องรู้ ถ้าใครไม่รู้รูปทั้ง 4 แล้ว แล้วนามธรรมประกอบกับรูป เรียก อุปาทายรูป อีก 24 แล้วจะไปรู้ได้อย่างไร ทีนี้ คนที่เรียนผิด ไม่มีรูปข้างนอกไม่มีกาย ก็ปิดประตูอีกเหมือนกัน อุปาทายรูป 24 คุณไม่มีสิทธิ์รู้ ตั้งแต่เริ่ม อุปาทายรูป รูป 24 ข้อแรก อุปาทายรูป 24 ก. ปสาทรูป 5 จักขุ (ตา) โสตะ (หู) ฆานะ (จมูก) ชิวหา (ลิ้น) กายา (กาย)
ข. โคจรรูป, วิสัยรูป 4 รูปะ (รูป) สัททะ (เสียง) คันธะ (กลิ่น) รสะ (รส) โผฏฐัพพะ (สัมผัส) (กายกับโผฏฐัพพะ ถือว่าเป็นอันเดียวกัน) มีการกระทบทำงานระหว่างปสาทรูป โคจรรูป ก็เกิดการทำงาน เป็นภาวรูป ค. ภาวรูป 2 10. อิตถัตตภาวะ, อิตถินทรีย์ (ญ) 11. ปุริสสัตตภาวะ, ปุริสสินทรีย์ (ช) เป็นขั้วบวกขั้วลบ ภาวรูปคือนิวเคลียส มีพลังงานบวกและลบอยู่ในนี้ ภาวรูป จากภาวรูปก็ตามเข้าไปอ่านนามคือหทยรูป
ง. หทยรูป๑ = 12.หทัยรูป ที่ตั้งการเกิดอาการของรูป หาที่ตั้งไม่ได้ แต่ก็อยู่ในร่างของเรานี่แหละ เมื่อตากระทบ หทยรูป ก็อยู่ที่ตากระทบรูป หูกระทบเสียง หทยรูปเขาอยู่ที่การกระทบนั่นแหละ จมูกกระทบกลิ่น หทยรูปก็อยู่ที่กระทบนั่นแหละ กำหนดเป๊ะๆๆไม่ได้ มันจะไปตามเหตุปัจจัย หทยรูป เรากำหนดรู้ได้ถึงนามธรรมที่มีรูปรองรับ แล้วนามรูป มันเป็นชีวิตแล้ว เป็นชีวิตรูป ก็เรียนรู้กำลังของชีวิต จ. ชีวิตรูป๑ = 13.ชีวิตินทรีย์ รู้ความมีชีวิตอยู่ของกิเลส อาการพลังงานของมันมันเป็นชีวิตระดับไหน มีกำลัง คือพลังงาน แล้วมีกิเลสปรุงแต่งร่วมด้วยในนี้ มาก น้อย หยาบ กลาง ละเอียด เป็นสภาพกิเลสปรุงแต่งอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นก็เรียนรู้ความปรุงแต่งที่กิเลสเข้าไปร่วมปรุงอยู่ด้วย สสังขาริกัง เรียนรู้กิเลสเอากิเลสออก จนกระทั่งเป็น ฉ. อาหารรูป๑ = 14.กวฬิงการาหารจนถึงวิญญาณาหาร ซ. วิญญัติรูป 2 = 16.กายวิญญัติ 17.วจีวิญญัติ ไหวให้รู้ ฌ. วิการรูป = 18.ลหุตา 19.มุทุตา 20.กัมมัญญา ลหุตา แปลโดยพยัญชนะว่า มันเบา ที่จริงกิเลสมันสูญ ลหุตานี่ เป็นอาการทางรูป บางเบา น้อยนิด จนกระทั่งไม่รู้จะเรียกอะไร ก็เรียก ลหุ ตรงข้ามก็ครุ หนัก แล้วก็มุทุตา มุทุเป็นสภาพที่ทั้งเบาทั้งเล็กทั้งนิ่งทั้งอ่อนอยู่ตรงนี้ อยู่ที่มุทุเป็นจุดกลาง มุทุภูตธาตุ เป็นธาตุกลางที่รวมเอาไว้ของจิตพระอรหันต์ เช่นจิตพระอรหันต์จะมีอุเบกขา ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา มุทุภูตธาตุ เป็นความสะอาดแล้ว ปริสุทธาปริโยทาตา ไปทำงานอีก กัมมัญญามีกรรมกิริยาต่างๆ ก็สะอาดโดยที่กิเลสติดไม่ได้ กิเลสเข้ามาร่วมด้วยไม่ได้ เป็นงานที่เหมาะที่ควรที่สวยที่สุดแล้ว กัมมัญญา เป็นการงานที่ดีที่สุด การงานของพระอรหันต์ที่มี มุทุภูตธาตุ เพราะว่าบริสุทธิ์จากกิเลส ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ไปทำงานแล้วจิตก็ยังประภัสสร สะอาดผ่องใส สุกสกาว วาววามอยู่อย่างเดิม นี่คือคุณสมบัติที่พระพุทธเจ้าท่านใช้พยัญชนะเรียกสภาวะที่ถ้าปฏิบัติถูกต้องตามพระพุทธเจ้าแล้ว จะเกิดองค์คุณ 5 ของอุเบกขา อาตมามีสภาวะจึงได้อธิบายให้พวกคุณฟัง โดยหยิบสภาวะมาอธิบายเป็นภาษาไทยฟังง่ายๆ มากกว่าเขาที่จะพยายามสรุปคำแปลไว้สั้นๆ อาตมาขยาย มีพลความมากมาย ขยายสู่ฟังสภาวะนั้น ๆ เพราะฉะนั้นผู้ที่มีการปฏิบัติโดยมีปัญญา มีสติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ อ่านแยกแยะ รู้ตัวสภาวะ รู้พยัญชนะ ก็จะสามารถขยายความ เอาพยัญชนะที่มีที่รู้ เป็นอธิวจนสัมผัสโส เป็นภาษาที่มีคำพูดตั้งชื่อแล้ว แต่ถ้ากระทบสัมผัสได้ยังไม่ตั้งพยัญชนะ เอาที่ตั้งพยัญชนะแล้วมาพูดก็พอ ไม่ต้องไปตั้งใหม่อีก พระพุทธเจ้าท่านตั้งไว้ครบแล้ว ผู้ที่ปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติ ลหุตา มุทุตา กัมมัญญาแล้วจะมี กายวิญญัติ วจีวิญญัติ คือการเคลื่อนไหวทางภายนอก ส่วนข้างในเป็นตัวตั้ง ลหุตา มุทุ กัมมัญญา อันนี้เรียกรวมว่า วิการรูป อาการของรูปอย่างยิ่ง วิการะ อาการของรูปต่างๆอย่างสมบูรณ์แบบ แม้ที่สุด กายวิญญัติ วจีวิญญัติ เขาเรียก วิญญัติ รูป 2 ก่อนที่จะมี วิการรูป วิการรูปก็มีลหุตา มุทุตา กัมมัญญา เหลืออีก ลักษณะ 4 เป็นภาษาปลายเปิด ญ. ลักขณรูป 4 = 21.อุปจยะ ความเกิดอยู่เจริญขึ้นไป 22.สันตติ ความเชื่อมต่อสืบเนื่อง 23.ชรตา เคลื่อนไปสู่ความเสื่อม 24อนิจจตา เคลื่อนไปเสื่อม>เจริญ
ถ้าคุณยังมีชีวิตก็มี อุปจยะ ยังไม่เกิดนิพพานเป็นปริโยสานและคุณก็สามารถติดต่อได้จะเกิดหรือไม่เกิดหรือจะดับไปเลย ดับสูญเป็นปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ดับไป ไม่ดับก็เรื่องของคุณ เพราะฉะนั้น อุปจยะ คือตัวที่จะให้เกิดต่อไปได้ สันตติ คือตัวที่คุณจะตัดสินใจ จะให้เกิดหรือไม่ให้เกิด เมื่อไม่ให้เกิดคุณก็ปล่อยเลย คุณก็ไป ชรตา เสื่อมแน่ ถ้าคุณทำเกิดทำได้คุณก็เสื่อม อัตตาคุณก็หายไป ชรตาคำนี้ จึงเป็นคำ กลางๆ ของผู้มีวิชชา ผู้อวิชชาไม่รู้จักเสื่อม เทวนิยไมรู้อันนี้ เพราะเชื้อยังไม่หมดวิบากขันธ์ อุปธิยังไม่หมด มันจะต้องวนเวียน สายเทวนิยมทางยุโรป หรือตะวันออกกลาง เขาไม่เสื่อมหรอกเพราะเขาไม่รู้ความเสี่อม มันจะเสื่อมโดยธรรมชาติหรือเราทำให้มันเสื่อม เสื่อมเพราะว่ามันแก่มันตายลงไป เราทำให้มันเสื่อมจนกระทั่งมันตาย ตายลงอย่างมีปัญญา ไม่ใช่ตายโดยไม่มีปัญญา จบด้วย อนิจจตา แปลว่าผู้ที่ยังไม่มีอะไรเที่ยงนอกจากเป็นพระอรหันต์แล้ว รู้จักความมีและรู้จักความไม่เที่ยง และที่สุดรู้จักความไม่มี เพราะฉะนั้นความไม่เที่ยงท่านทำให้เที่ยงแล้วมีความเที่ยงได้ ทำให้ไม่มีอย่างเที่ยงก็ยังได้เลย เพราะฉะนั้น นิพพานเที่ยง สำหรับพระอรหันต์ และเที่ยงจน ปรินิพพานเป็นปริโยสาน สามารถทำให้จิตนิยามเป็นดินน้ำไฟลมเลยก็ได้ นี่คือสุดแห่งที่สุด อวสานได้คือที่สุด ปริโยสาน คือ ปริยะ + อวสาน ก็คือ ปริโยสาน อธิบายทั้งสภาวะและพยัญชนะ ทั้งอรรถและธรรมให้ฟัง นี่เป็นสัจจะที่ขยายความ สู่ฟังวันนี้ เป็นธรรมดาของผู้รู้ที่อธิบายได้อย่างพิศดาร อย่างละเอียดลออกลับไปกลับมาอนุโลมปฏิโลมได้ส่วนผู้ไม่รู้ก็อธิบายด้วยความ เมา ไม่มีสภาวะจริงก็จะสับสน แต่ผู้ที่รู้จริงมีสภาวะจริงแล้วไม่สับสน มีแต่รู้จักสภาวะที่มันละเอียดและเล็ก กลับไปกลับมา เร็วไวเท่าไหร่ก็ไม่งงไม่หลงไม่เมา เพราะฉะนั้นก็จะเป็นสภาพที่สัจจะจริงทุกอย่างทุกเวลา เหมือนมันเมาแต่มันเป็น สิริมหามายาเป็นสิ่ง 2 สิ่งที่อธิบายแยกแยะ ทั้งดีทั้งมาก สิริคือดี มหาคือมาก เป็นสิริมหามายา ส่วนคนมีมายา เป็นมายาเต็มตัวเรียกว่านักมายากล สลับไปสลับมาแต่ก็หลอกคนอื่นเขาทั้งหมด หลอกว่าจริง ไม่จริง แต่ของ พระพุทธเจ้า ทำความเกิดอย่างมีสิ่งที่เป็นของจริงสิริมหา ไม่มีอะไรหลอก ผู้สามารถทำความเกิดเป็นสิริมหามายาได้สำเร็จนี้แหละ ผู้นั้นคือสิทธัตถะ สิทธัตถะคือผู้ที่สำเร็จแล้วยังบริบูรณ์ อันเดียวกันสิริมหามายากับสิทธัตถะ 2 มาเป็น 1 นี่คือสภาวะธรรม ไม่ใช่ตัวตนบุคคลเราเขา แต่การเกิดตัวตนบุคคลเราเขา เจ้าของศาสนาจึงมีตัวตนของแม่ผู้ให้กำเนิดที่ชื่อสิริมหามายา และมีตัวตนของลูกที่เป็นสิทธัตถะ เป็นตัวตน ส่วนธรรมะนั้นเป็นสภาวะธรรมไม่ใช่ตัวตน 650520 เรียนรู้สภาวะของรูป 28 สู่ความเป็นอรหันต์ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ