ประกายธรรม.pdf

โฟลเดอร์หนังสือธรรมะพ่อครู
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์1.38 MB
วันที่แก้ไข11 สิงหาคม 2540

เนื้อหาในไฟล์

ประกายธรรม ๑"ความดี" จะเกิดได้มีได้ ก็ต้องควรรู้ว่า"ความดี" แท้ๆ คืออะไร?ความดี หรือ ความชั่วนั้น ก็คือ สภาวะสองสภาวะที่นับเปนของคูกัน และตรงกันขามกันเทานั้น และ แทที่จริง ก็ไมใชสภาวะ ที่บงบอกอะไร ที่แนนอนถูกตอง แทจริงอะไรนักดวย เพราะแมบางที จะเรียกวา "ความดี" มันก็ยังคือ"ความชั่วชั้นสูง" อยูก็เปนได หรือไมบางที เราชนชาติเผานี้ เรียกการกระทํา นี้วาเปน "ความดี" แตในชนชาติบางเผาเขากลับเห็นวาเปน "ความชั่ว" โดยตรงกันขาม เอาเลยจริงๆ จังๆ ก็เปนไดอีกเชนกันเพราะฉะนั้น จึงควรจะรูจักตัว "ความดี" ที่แท ที่จริง ที่ถูกตอง โดยไมแปรไมผิด ไมเปลี่ยนใหได เราก็จะเปน "คนดี"เปนผูทํา "ความดี" ทุกเมื่อ ไมมีผิดพลาดอยางแทจริงเรามาลองพิจารณากันดูซิวา "ดี" คืออะไรกันแนๆแทๆ จะขอยกตัวอยางในเรื่อง "ดี" มากลาวถึง สักเรื่อง เชนวา เรื่องการกิน เปนตน ถาคนกลาวกันวา "กินดี" ก็คือ ตองกินไดทุกเวลา และ กินอยางหรูหรา ครบพรอม ที่ตองการเต็มที่ทั้งปริมาณ จนเรียกเหลือ นั่นเรียกวา การ "กินดี" ของมนุษย ก็คงไมมีใคร เห็นผิด ประหลาดไปจากนี้แนๆเพราะทุกคน ลวนแลวแตเหน็ดเหนื่อย สูทนทํางาน ทําการกันอยู ทุกเวลานาที ก็เพื่อจะได "กินดี" ดังกลาวนี้ทั้งนั้นถาใครทํามาหาได จนเพียงพอที่จะ "จับจาย" หรือ จัดใหตนเอง อยูในสภาพ "กินดี" อยางที่ไดกลาวมาแลวนั้นไดทุกคนก็จะทํา ทุกคนก็จะตอง "เสพการกินดี" อยางที่วานั้นทั้งนั้น"การกินดี" ถาไดในลักษณะ ถาอยากกินเมื่อใด ก็ไดกิน และกินไดหรูหราครบพรอมที่ตองการ และ ใหเต็ม ทั้งปริมาณจนเรียกวาเหลือนี้ จะไมมีใครเห็นวาเปน "ความชั่ว" เปนความผิดตรงไหนเลย อยางแนนอน ในคนธรรมดาตรงกันขาม ถา "ผูมีอันจะกิน" คนใด อยากก

อ่านต่อ

ินก็ไมกิน จะกินใหหรูหราก็ไมยอม ตองกินเขม็ดแขม ทั้งๆที่ "มั่งมีเหลือพอ"อยูแลว คนผูนี้ ก็จะถูกกลาวหาวา "ตระหนี่ถี่เหนียว" และถูกกลาวหาวา เปนผูมีลักษณะ เห็นแกตัว ไมสปอรตไมกลาไดกลาเสีย ไมรูจักใชเงิน ที่อุตสาหหามาได คนผูนี้ก็กลายเปนผูผิด เปนผูทํา "ความชั่ว" เปน "คนไมดี"ดังสังคมสวนใหญ เขาเห็นไปเสียอีก แตในอีกมุมหนึ่ง หรือ ความเห็นของคน จําพวก เขม็ดแขม ถี่เหนียวดวยกันเขาก็เห็นวา คนผูนี้ ปฏิบัติดีแลว ชอบแลว เปนการปฏิบัติ อยางถูกตอง เปน "ความดี" ที่ไมกินใหหรูหรา ฟุมเฟอยนั้นและก็เปนคนที่รูจักใชเงินเชนกัน คือไมใชใหมันพรอง มันหมดไป เปนผูรูจักสะสม รูจักคาของเงินคาของความเหนื่อยยาก ที่อุตสาหหามาไดดวยยาก ก็ควรรักษามันไว ใหมันไปจากเราไดดวยยาก ผูนี้ก็คือ "คนดี"ในสายตาของคน อีกหมูหนึ่ง ดังนี้ดวยตัวอยางเชนนี้แหละ ในกรณีอื่นๆ ใดๆ ก็ยังมีลักษณะเชนนี้ทั้งนั้น ดังนั้น คําวา "ความดี" เหลานี้ จึงยังไมใช "ความดี"ที่แทจริงแนๆ ยังเปน "ความดี" ที่ดิ้นได คานกันอยู ทั้งสิ้น ถาเชนนั้น "ความดี" แทๆ คืออะไร? และ "ความชั่ว" แทๆ คืออะไร? หากเอาผลสรุป ของพุทธศาสนา ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา มาอาง หรือมากลาวเลย เราก็จะไดเปนจุดยอด จุดแทกันเลย ทีเดียววา "ความดี" ขั้นสุดยอด คือการไมเบียดเบียนผูอื่น และ ไมเบียดเบียน แมแตตัวเอง ถายังเบียดเบียนตัวเอง อยูอยางมากแมจะไมเบียดเบียนผูอื่นสิ้นแลว ก็ยังไมถือวา เปน "ความดี" ขั้นสุดยอดดังนั้น สิ่งใดเรียกวา "ความดี" สิ่งนั้น ก็คือ "ความไมชั่ว" สิ่งใด ยังดีไมแท ก็คือ ยังมีชั่วปนอยู ถา "ไมดีเลย" ก็คือ "ชั่วแทๆ"นั่นเอง เพราะโดยแทจริงแลว ความดี และความชั่ว ก็คือปลายสุดสองขาง ของคุณธรรม แหงมนุษย ถาความดีเดินทางจากปลายสุด มาหาความชั่วเทาใด ก็คือ ความดีลดนอยลงๆ ทุกทีๆ และ โดยนัยเดียวกันถาความชั่วขยับตัวขึ้นไปหาความดี เขาไปมากเขาๆ ทุกที ก็คือ ความชั่วลดนอยลงๆ กระเถิบตัวเองขึ้นไปเปนความดีขึ้นเรื่อยๆเชนกันเอาละ พอไดหลักดังนี้แลว เราก็มาลองวิจัยกันดูซิวา ทําอยางไร เราจะไดรูวา สิ่งใดอันใด อยางไร จึงจะเรียกวา"ความดี" และ ทําอยางไร เราจะรูไดวา เปนผูทําแต "ความดี" แทๆได ก็จําเปน จะตองรูกัน เสียกอนวาการไมเบียดเบียนผูอื่น กับไมเบียดเบียน ตนเองนั้น คืออยางไร เราจึงจะนํามา ประกอบ การแยกแยะ หรือวิจัยออกมาไดวา "ความดี" คือสิ่งใด อันใด หรืออยางไรการจะติดตามรูไดชัดเจนวา "การเบียดเบียน" คืออะไร? และจะรูไดชัดแจงจนถึงวา "การบังเบียดตนเอง"คืออยางไร?นั้น เราจะตองใช "สติ" ตรอง และ ตองตรอง ใหละเอียดจริงจัง อยางสําคัญดวย เมื่อตรอง จนเห็นจนรูชัดแลว ก็จะตองนํามา "ปฏิบัติ"เปนขั้นๆ เปนลําดับๆไป ผูนั้น จึงจะไดเห็น "ความดี" ขั้นสูง ไดถูกแทจริงจังและกระเถิบตัวขึ้นไปเห็น "ความดี" ขั้นสูงที่แทสูงขึ้นๆ ไปเรื่อยๆ จนที่สุด ก็จะถึงจุดสุดทาย คือ เห็นและรูจัก "ความดี"ที่แทๆจริงๆ ถาไมทําดังที่วานี้ จะเพียงอาน เพียงฟง เพื่อใหรูวา "การบังเบียด" คืออะไร แลวก็ไมไดหัด "ปฏิบัติ" ตัดขาดหรืองดเวน "การบังเบียด"นั้น แมแตขั้นงายๆ ก็ตัดขาดไมได ยังคงเปนผูมี "การบังเบียด" ผูอื่นอยู อยางไมทอถอยผูนั้นจะรูจะเห็น "ความดี" ขั้นสูงขึ้นไมได เปนอันขาด อยางแทจริง มันเหมือนกับการขึ้นบันไดไปเห็น "ความสูง"ถาเรายืนอยู แตเพียงขั้นเดิม คือ ขั้นต่ํา ไมยอมพาตัวเอง กาวขึ้นไปสูบันไดขั้นสูงแลว เราก็เพียงรู หรือ เพียงเห็นแต"ขั้นบันได" ที่เปนขั้นๆ อันจะพาคน ขึ้นไปสูที่สูง เพื่อจะไปดู หรือไปเห็นความสูงนั้น อยางเดียวเทานั้น แตจะไมเห็นตัว"ความสูง" หรือ "ภูมิสูง" หรือ "แดนสูง"จริงๆ อันอื่นใด เปนแนแท ในเมื่อไมพยายามกาว ขึ้นบันไดขั้นที่สูงขึ้นๆไปใหไดดวยดังนี้ ผูคนที่ยืนอยูบันไดขั้นที่ ๑ แตบรรยายความสูง ในระดับ บันไดขั้นที่ ๒-๓-๔-๕-๖ ใหผูอื่นฟงจึงไมมีทางถูกตอง แทจริงไดเลย เปนเรื่องหลักลอยทั้งสิ้นนี่แหละเปน "เคล็ด" ที่สําคัญยิ่ง ของการจะรูจัก "ความดี" ที่แทจริง และจะทําใหผูไดรู ไดเห็นแท เห็นจริง นั้นเปน "คนดี"อยางแทจริงๆดวย กอนจะรูวา "การเบียดเบียน" คืออะไร? ก็ตองรูถึง ความเปนอยู ธรรมดาปกติ ของคนเสียกอน อันนี้เปนความจําเปนอยางยิ่ง เพราะ "คน" ทั้งหลาย สวนมากนั้น จะยังไมรูเลยวา ตนเปนอยูไดดวยอะไร? หรืออะไรที่ตนยึดถือเอามาเปน "ชีวิต"? หรือ อะไรที่เราใช เปนเครื่องนําพา "ชีวิต" ใหเปนไปอยูทุกเมื่อเชื่อวันนี้?ใครเคยนึก เคยคิดบางหรือเปลา"คน"นั้น เปนอยูไดดวย "การเสพ" นั่นคือ คําตอบที่ถูกที่แท ดังนั้น ถาไมรูวา "การเสพ" คืออะไร เสียแลว ก็จะไมรูถึงเรื่องอื่นใดอีกเลย โดยเฉพาะ "การเบียดเบียน" หรือ "การบังเบียด""การเสพ" ทั้งหลายก็คือ "การจับจาย"ตามใหดี และตรองใหดี "การเสพ" คือ "การจับจาย" ไมวาจะเปนการเสพใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อลงมือ "เสพ" ก็คือลงมือ "จับจาย"ออกไป หรือ "ทําลาย" สิ่งที่ตนเสพนั้นลงไป โดยตัวเราเอง ดังนั้น ถาไมมีคาจาง หรือ สิ่งแลกเปลี่ยน ที่เราจะไป "จับจาย"แลกสิ่งที่จะเสพนั้นมา เราก็จะตอง "เปนหนี้" เขาไวทันที จึงจะได "เสพ" สิ่งนั้นๆนั่นคือ การมองใหเห็นอยางละเอียด ถามองกันอยางผิวเผิน คนก็จะเขาใจเอางายๆ วา "การเสพ" คือ การไดมา"การเสพ" คือการรับเขามา แตถายเดียว แตคนก็ไมยอมคิดใหเห็นวา กอนจะไดเสพนั้น ทุกสิ่ง ทุกอยาง เราจะตอง"ลงทุน" หรือหาสิ่งที่จะเปน ของแลกเปลี่ยน มาไวกอน แลวก็ตอง "จับจาย" ทุนที่หามาได เปนของแลกเปลี่ยนสิ่งที่จะเสพไป จึงจะไดมาซึ่ง "การเสพ"นั้นๆ ถาไมอยางนั้น ก็มีอีก กรณีหนึ่ง คือ จะได "เสพ" กอน โดยถือวาผูเสพ"เปนหนี้" ผูที่ใหสิ่งนั้นมา "เสพ" ไว แลวคอย "จับจาย" ใชหนี้ "ผูให" นั้นทีหลังผูอาน ตองพยายามพิจารณาใหดี ตองใหถูกฝาถูกตัว มันก็ไมมีอะไร มี "การเสพ" มี "ผูเสพ" และ "ผูใหเสพ"นั่นเองยุงๆกันอยู และ ทุกสิ่งทุกเรื่อง จะเปนอยูอยางนี้ทั้งนั้น ไมมีใครเลย จะไดอะไรมาฟรีๆ ไมมีใครเลยจะได "เสพ"ฟรีๆ โดยไม "จับจาย" หรือ "ลงทุน" ลองนึกดูใหดีๆ มีใครบาง ที่ไดอะไรมา "เสพ" โดยไมแลกเปลี่ยน หรือ ไมลงทุนเลยและเชนเดียวกัน ก็ไมมีใครเสียอะไรไปฟรีๆ ไมวาในกรณีใดๆ ทั้งนั้น ถานึกดูใหดี ในชาตินี้ ชาติที่เราเปนคนอยูนี่แหละก็จะเห็นไดบางเรื่องบางอัน ที่เราไดมา "เสพ" วา เปนการลงทุน เปนการแลกเปลี่ยน หรือเปนการ "จับจาย" แตบางเรื่องบางอัน ทานก็จะนึกไมออก สืบสาว ไมไดวา มันไดมาก โดยเราไป "ลงทุน" ไวตั้งแตเมื่อใด อันนั้น เรื่องนั้นแหละจะทําใหทานเขาใจผิด เขาใจเขวไปวา นี่กระมังคือ "กําไร" หรือ คือสิ่งที่ไดมาฟรีๆ ดังนั้น ใครผูใด ที่ไดอะไรมาฟรีๆก็อยานึก กระหยิ่ม ยิ้มยอง เปนอันขาด ถาทานไมเคยลงทุนไว ทานก็จะอยูในฐานะ ผูกูเขามากอนโดยแทขอยืนยันวา ไมมีใครในโลก ไมวาโลกนี้ หรือโลกไหน จะไมมีการไดอะไรมาฟรีๆ เปนอันขาด ถาไมไดมา เพราะลงทุนแลกเปลี่ยน ไปเดี๋ยวนี้ แลวก็ไดมาเดี๋ยวนี้ เชน การซื้อขายธรรมดาๆ ก็จะตองไดมา โดยที่เราเคยได "จับจาย"หรือลงทุนไวแลว ตั้งแตหลายมื้อ หลายวันมาแลว เราเพิ่งจะไดสิ่งตอบแทน แลกเปลี่ยนนั้นมา หรือไมเชนนั้นก็จะตองไดมา เพราะเราลงทุน "จับจาย" ไวหลายเดือน หลายปมาแลว พอมาถึงคราว สิ่งเหลานั้นจะตอง "ไดมา"เปนของเรา เราก็จะไดมา บางคนลืมเลือนไปแลว เพราะไดลงทุน "จับจาย" ไวลวงหนา เสียหลายเดือน หลายปมาแลวบางคนจะไมไดจําเอาไว เสียดวยซ้ําไปวา ไดลงทุน จับจาย เอาไว เชนใหใครๆ เขาไป โดยบริสุทธิ์ใจ ไมไดนึกคิดจะรับผลตอบแทนอะไร จากเขาเลย จึงจํา ไมไดเลยวา ไดลงทุน "จับจาย" ไวแลว แตสิ่งที่ใหไปนั้น มันจะตอง สงผลสะทอน กลับคืนมายังเราจนได อยางแนแท ไมแปรปรวน ไมวันใดก็วันหนึ่ง ไมเมื่อใด ก็เมื่อหนึ่ง อยางแทจริงนั่นแหละคือ สิ่งที่เราจะเห็น เปนกําไร หรือเปน "โชค" เปน "วาสนา" เปน "บารมี" ของเรา หรือ เรียกกันงายๆ ทั่วไปวาเปนบุญเกา เปนกุศลปางกอน นั่นเอง ยิ่งบางคนนั้น ไดลงทุน "จับจาย" เอาไวแลวขามชาติ เปนชาติๆ เลยทีเดียวลงทุนจับจายไว ตั้งแตชาติที่แลวบาง สองชาติที่แลวบาง สามชาติ-สี่ชาติ-หาชาติที่แลวๆ มาบางคนเหลานี้จะไมรูแนๆวา เขาไดลงทุน "จับจาย" ขามชาติไว ถาใครสะสมไวมากๆ พอสิ่งเหลานั้น มาสงผลให ในชาตินี้ก็ไมรู ไมแจงวา ทําไมตนเอง ตองเกิดในที่ดีบาง เกิดบนกองเงิน กองทองบาง เหมือนคนเกิดมา ไมเห็นตองดิ้นรนอะไรแตไดมาไหลมาเทมาบาง และ ผูเกิดมา พรอมมูล ดังนั้น ก็จะไมรู ตนสาย ปลายเหตุเลย คือ อยูในลักษณะผูไมรูวาตนเกิดมา มีพรอมไดดวยอยางไร เปนดังนี้แหละสวนมากที่สุด เพราะฉะนั้น จึงมองกันไมเห็น อานกันไมออก รูกันไมไดวา ที่แทนั้น เราจะไมไดอะไร มาฟรีๆเลยเปนอันขาด ไมวาสิ่งใดๆ ทั้งมวล ทั้งสิ่งของวัตถุ และ ทั้งอารมณจิตใจ ทุกประการ และ เชนเดียวกัน ผูใดลงทุนอันใดไวหรือ "จับจาย" ไว แตยังไมได "เสพ" สิ่งที่ตน จับจายไวนั้นๆ ก็จะไมมี สูญหายไปไหน สิ่งที่ "ลงทุนจับจาย" ไวนั้น ก็จะเปน"ทุนสะสม" ของเราทั้งสิ้น สักวันหนึ่ง จะตองหมุนเวียน มาคืนใหเราจนไดเปนดังนี้โดยแท โดยจริง เพราะสมบัติทั้ง "รูปสมบัติ" และ "อรูปสมบัติ" ในโลกนี้ จะไมมีเกิดใหม และ จะไมมีสูญหายไปไหน นอกจาก มันจะหมุนเวียน และเปลี่ยนที่อยู และแปรสภาพของมันเทานั้น ปราชญแคขั้น ไอนสไตนยังยืนยันไดตรง ตามพระพุทธองค ยืนยันไวแลวเลยวา ในโลกนี้ ไมมีอะไร เกิดใหม ไมมีอะไรสูญหายไปไหนในชีวิตของคนเรา มันมีทั้ง "สมบัติเกา" หรือ "สมบัติอดีต" อันคือ "ทุนสะสม" ตั้งแตชาติใดๆ มาแลวก็ไมรู บางทีเกิดมาปุบไดทันทีก็มี บางทีเกิดมาแลว ตองรอจังหวะ รอโอกาส "สมบัติเกา" นั้น จึงจะหมุนเวียน มาหาเรา และมันจะมี"สมบัติปจจุบัน" อันคือ สมบัติที่เราทํา ในชาตินี้ ลงทุนลงแรงไปเทานี้ แลวก็ได สิ่งตอบแทน มาเทานี้ นั่นก็คือสมบัติปจจุบันแหละ และมันก็ยังมี "สมบัติอนาคต" หรือ "สมบัติสะสมใหม" ที่เรากําลังจะทําลงไป ในชาตินี้ นี่แหละลงทุนลงแรงลงไป เมื่อทําลงไปแลวเมื่อใด ถาเราไมได "สมบัติปจจุบัน" มาตอบแทน "การลงทุน"นั้น ก็จะปดเปน"สมบัติอนาคต" ทันที หรือแมลงทุนไปแลว แตได "สมบัติปจจุบัน" ตอบแทนมา นอยกวา ที่ควร คือ "ขาดทุน"ก็จงทราบไวเถิดวา สิ่งที่เรียกวา "ขาดทุน" นั่นแหละคือ "ทุนสะสม" ของเรา มันจะถูกปดลงไปเปน "สมบัติอนาคต"เทาจํานวน หรือเทากับ "คา" ที่เรา "ขาดทุน" นั่นเอง ใครจะไดกําไรอยางไร ในชาตินี้ ก็จงอยา ไปอิจฉาเขาเลยใครจะโกงเราอยางไร ในชาตินี้ ก็อยาไปโกรธเขาเลย หรือ ใครจะเอาเปรียบเราอยางไร ก็อยาไป ถือสาเขาเลย นั่นคือเขารับสะสม สมบัติไว ใหเรานั่นเอง ดังนั้น "สมบัติอนาคต" ที่ไดสะสมไวแลว หรือ "สมบัติใหม" ที่เรากําลังจะสรางจะกอ(ยังไมไดสราง) สมบัตินี่แหละ จึงมีความสําคัญ กับคนยิ่งนัก เพราะเราจะสราง จะกออยางไร จึงจะทําไดสมบัติที่เราสราง เรากอนั้น เปน "สมบัติอนาคต" เปน "ทุนสะสม" ไว จึงจะดี เมื่อไดชื่อวา "ทุนสะสม" ก็เรียกนั้นวา"สมบัติเกา" เปน "บุญเกา" หรือ "บารมีเกา" ของผูนั้นๆ ซึ่งจะตามไปใหผล ในอนาคต นั่นเอง "สัจธรรม" ไมมีใครยื้อแยง หรือคดโกง บิดเบี้ยว ดวยวิธีการใดๆ ไดเปนอันขาด ในโลกนี้ หรือ จะใน โลกไหนก็ตามทุกสิ่งอยาง จะเปนไปอยาง "สมดุล" และ "ยุติธรรม" อยางยิ่ง เปนแตวา รูปการณ ที่บังเกิดผล ออกมาแตละคราวนั้นผูตองการผล จะมี "ตัณหา" ปรารถนา "เสพผล" ของตนเองออกมา ในลักษณะ นานชา หรือ รีบรอน หรือ ปานกลางอยางไรเทานั้นจงรูไวเถิดวา การกระทําใดๆ ของคนนั้น มีอยูเพียง ๓ อยาง คือ กระทําโดยการคิดนั้นหนึ่ง กระทําโดยการพูดนั้นอีกหนึ่ง และ กระทําโดย ลงมือปฏิบัติกันจริงๆจังๆ เลยนั้นอีกหนึ่ง และการกระทําทั้ง ๓ อยางนี้ไมวาจะทําอะไรก็ตาม แมจะเล็กนอย นิด จนแทบจะไมนึกวา เปนการกระทํา หรือเปน "กรรม" เลยก็ตาม ก็จะมี "ผล"บวกลบคูณหาร เปน"กรรม" ของตนเองไวทั้งสิ้น ความละเอียด ลออของ "สัจธรรม" หรือ ความจริงแทนั้นไมมีอะไรตกหลน ไมมีอะไรผิดพลาด ไมมีอะไรบกพรอง มันละเอียด มันซื่อสัตย มันตรงไป ตรงมา เสียยิ่งกวาคอมพิวเตอร หรือสมองกล อันเปนเครื่องคํานวณ ที่เกงเยี่ยม ในสมัยโลกกาวหนานี้ ชนิดใดๆ ที่คนคิดคนออกมาไดเสียอีก ดังนั้น อยาวาแตเปนรูปสมบัติ อันเปนขาวของ ทรัพยสินเงินทอง อันใดตางๆเลย แมอรูปสมบัติตางๆอันเปน อารมณโกรธ อารมณรัก อารมณ อิจฉาริษยา อารมณ เมตตาปรานี หรือ แมอารมณวาบหวิว ตกใจดีใจใดๆที่มันเกิดขึ้น ภายใน จิตใจของตน หรือ สิ่งที่เกิด ในจิตใจ วิญญาณที่ละเอียดออน ยิ่งกวานั้น มันก็ถูกประเมินคาถูกคิดเปนราคา เปนตัวเลข เปนสวนได สวนเสีย ที่เก็บสะสมไวเปน "กองทุน" ของคนทุกคนทั้งสิ้น ความละเอียดลออดังกลาวนี้นี่เอง ที่ผลักดัน "ชีวิต" ทุกชีวิต ใหกระโดด โลดแลนไป ตามครรลอง ของแตละคน และมันจะไมเทากันจะไมเสมอกัน จะไมเเหมือนกันเลย แมแตคนเดียว ในจํานวนคนทั้งโลกนี้ นั่นคือ ความเกงของ "สัจธรรม" หรือ ที่ภาษานักธรรมะเรียกวา "ปรมัตถธรรม" ความละเอียดลออ ของความแทจริง มันจะไมยอม เก็บอะไร ขาดตก บกพรองเปนอันขาดเลยจริงๆ และใน "คน" แตละคน ก็จะไมมีใครทํา "กรรม" ไดเสมอ เทาเทียมกันเลย แมแตคนเดียว "คน"จึงจะไมมีการซ้ํากันเลย ถาไดตรวจรายละเอียด ที่แทจริง ทุกสิ่งสวนของ "คน" ทุกคนในโลกและ "คน" ทุกคนก็สรางทุกสิ่งทุกอยาง ใหตนเองทั้งสิ้น ไมวารูปราง หนาตา ผิวพรรณ ไปจนอุปนิสัยใจคอ สติปญญาและ ทั้งสมบัติ ทางโลก ทางวัตถุอื่น อันอยูนอกตัว เชน เกิดดี มีสมบัติ หรือเกิดไมดี ไมมีสมบัติ ทุกสิ่งทุกอยางสิ้นสิ่งสิ้นอยาง "คน" เปนผูสราง เปนผูกอ ใหตนเองโดยแท ไมมีใครสราง ไมมีใครบันดาล และไมมีใครจะสามารถคดโกง บิดเบือน "สัจธรรม" ไปได คนทุกคน มีกรรม เปนของตน มีกรรมเปนกําเนิด มีกรรมเปนเผาพันธุมีกรรมเปนที่อยู ที่อาศัย มีกรรมเปนสมบัติทั้งสิ้น เชื่อมโยง หมุนเวียน ติดตอกัน แลวๆ เลาๆ อยูอยางนั้น อยาหลงคิดวาเราไดผานพนชวงนั้น ชวงนี้ไปแลวงายๆ เลย บางคนคิดเพียงวา ขณะนี้เห็น "เงิน" กองนี้ ก็อยากได ก็หาวิธีคดโกงฉอฉลเอาจนไดไป แลวก็อยาคิดวา เราจะไดโดยเรียบรอย ผานการ "ได" ไปแลว โดยไมมีผลตอบแทน หรือผูกพันเปนอันขาด มันยังไมจบสิ้น ไปไดงายๆ หรอก มันยังจะผูกพัน เปนเผาพันธุ เปนกรรมกันไป อยูนั่นเองดวยหลักแหง "สัจธรรม" ดังนี้ ดวยความเปนจริงดังนี้ ผูใดจะ "สะสม" จึงคือ ผูไม "จับจาย" ออกไปนั่นเอง และเมื่อ "การเสพ" คือการ "จับจาย" เพราะฉะนั้น การ "สะสม" จึงคือ "การไมเสพ" ถาใคร "เสพ" มากเทาใด ผูนั้นก็ ไมมีอะไร"สะสม" มากเทานั้นบางคน คงจะงงวาทําไม ขาพเจาตองพูดถึง สมบัติเกา-สมบัติอนาคต-สมบัติปจจุบัน หรือ ทุนสะสม อะไรเหลานี้ที่ตองพูด ก็เพราะ มันเกี่ยวกับ "การเสพ" และขาพเจาก็กําลัง จะคลี่คลาย ขยายความเรื่อง "การเสพ" อยูทีเดียว ดังนั้นถาไมมี "สมบัติ" อะไร เราก็ไมมี "การเสพ" สิ่งใดขึ้นได เพราะการจะ "เสพ" ก็ตองมี "สิ่งที่คนจะเสพ" แลวก็"สิ่งที่คนจะเสพ" นี่แหละคือ สมบัติตางๆ ที่ขาพเจา ไดเลามาแลวสมบัติทั้งหลายแหลในโลกนี้ ที่มนุษยพึงเสพนั้น ก็มีสิ่งที่มีตัวตน มีรูปราง อันเรียกวาเปน รูปสมบัติ กับสิ่งที่ ไมมีตัวตนไมมีรูปราง อันเรียกวา อรูปสมบัติ และการ "เสพ" ก็คือ การ "สัมผัสรส" สิ่งนั้นๆ หรือ การอาศัยสิ่งนั้นๆ มากอเกิดมาชวยสราง "รส" ใหแกผูเสพ และ "รสตางๆ" ที่มนุษย "เสพ" นั้น ก็มีอยูเพียง ๕ อยาง เทานั้นเอง คือ รสแหงความสวยความงาม ที่รับไดทางตา รสแหงความอรอย ทางปาก ทางลิ้น รสแหงความไพเราะทางหู รสแหงความหอมหวนชวนใจทางจมูก และรสแหงการสัมผัสนุมเนียน หรือ เสียดสี ซาบซาน ทางกาย คนเราเกิดมาเปนชีวิตไดรับการเสี้ยมสอนมา ตั้งแตเกิดทีเดียว ใหรูจัก สิ่งที่จะเสพ ๕ อยางนี้ และแลว "คน" ก็จะมีชีวิต อยูกับการเสพสิ่ง ๕อยางนี้เทานั้น และเทานั้นจริงๆ ที่ "คน" ยึดถือ ผูกพัน และรับมาแนบแนน ฝงลงไป เปนชีวิต จิตใจของตน "ชีวิต"จีงไมมีอื่นไปจาก เกิดมา เพื่อเสพสิ่ง ๕ อยางนี้เลย"คน" จึงไดมีการหมุนเวียนมาเพื่อสรางสิ่ง ๕ อยางนี้ เพื่อกอสิ่ง ๕ อยางนี้ อันพระพุทธองคตรัส เรียกวา รูป - รส - กลิ่น -เสียง - สัมผัสนั่นเอง สรางเพื่อตนเอง "เสพ" นั้นหนึ่ง สรางเพื่อใหผูอื่น "เสพ" นั้นอีกหนึ่ง ถาใครสราง เพื่อใหตนเอง "เสพ"ก็เรียกผูนั้น "ยังบังเบียดตนเอง" ถาใครไมสราง ไมกอ แตไปแยง ไปเก็บ ไปขอ ของที่ผูอื่นสรางมา "เสพ" ก็เรียกผูนั้นวา"บังเบียดผูอื่น" ถาผูใดสราง และมีแตสราง แตไม "เสพ" เลย ผูนั้นแหละ คือ ผูที่ไดชื่อวา "คนดี" เปนผูมีแต "ความดี"ครองไวซึ่งการไมบังเบียดผูอื่น และไมบังเบียด แมแตตัวเองดังนั้น การเสพสมบัติตางๆ ดังไดเลามาแลว ก็ลองนึกตรองดูดีๆเถิดวา คนไดหัด "เสพ" กันมา ตั้งแตเกิด ทีเดียวพอคลอดปุบออกมา ก็เสพการสัมผัสทางกาย คือ รับสัมผัสความรอน ความเย็น ความออน ความแข็ง สัมผัสเปนเจ็บเปนปวด เปนนุมนิ่ม เปนซาบซาน เพลิดเพลินอะไรก็ตามแต อันเปน การสัมผัสกาย เปนลําดับแรก ที่คนเกิดมารับ "เสพ"กอนรสอื่น จาก "รส" สัมผัสกาย แลวก็สัมผัสกลิ่น ทางจมูก เสียงทางหู และรสอรอยทางลิ้น ไปเรื่อยๆ เปนลําดับสวนสัมผัสทางรูป ทางตานั้น เด็กสัมผัส ทีหลังเพื่อน เพราะเกิดมาหลายวัน ถึงจะลืมตา ที่จริง ถาใครไมเสี้ยมสอนเด็กใหมากนัก หรือ ไมสราง อุปาทาน (ความยึดถือ) ใหเด็กมากนัก เด็กผูนั้น ก็จะเปนผู "เสพ" แตนอย และ มีทุกข แตนอยเชน ไมตองสอน ใหเด็กรูจัก อาหารมากอยางนัก และไมตองแนะวา อยางโนนอรอย อยางนี้อรอย ไมตองสอนใหเด็กรูวา เสื้อผาอยางนั้นงาม อยางนี้ไมงาม รูปรางอยางนี้สวย อยางนี้ไมสวย ดอกไมอยางนั้นหอม หรือนั่นดีนี่ไมดีตางๆ นานา เด็กก็จะไมมีอุปาทานมากเรื่อง จะไมมีความปรารถนานา มากเรื่อง จะไมมี ความยึดนั่นยึดนี่ วาเปนสิ่งนั้นสิ่งนี้ สําคัญอยางนั้น อยางนี้ ออกไปมากมาย เด็กก็จะไมคิดฟุงเฟอ "หลง" ไปในสิ่งตางๆ มากออกไปความยึดถือ ก็ไมมาก นั่นสวย นี่งาม นั่นดี นี่ไมดี ก็ไมมากเรื่อง ตามตนเหตุ ก็จะมีทุกขแตนอย และในเรื่องอื่นๆ เชนกันถาเด็กไมไดเรียนรู สิ่งยึดถือ (อุปาทาน) จากพอแมสอน หรือ พบเห็นจาก ตัวอยาง สิ่งแวดลอม มากมายนัก เด็กผูนั้นก็จะไมเลือกมาก ไมมีความดิ้นรน ไมมีทุกขอะไร มากมาย เปนอันขาด ทุกขของเขา จะนอยจริงๆ (ผูเลี้ยงลูกดวย"ความฟุงเฟอ" จงสําเหนียกดู)เชน ถาเราไมเคยใหเด็กรูเลยวา การจัดงานวันเกิดนั้น เปนสิ่งหนึ่ง หรือ เรื่องหนึ่งที่จะตองทํา เด็กก็จะ ไมสนใจในเรื่องการจัดงาน วันเกิดเลย ความยุงยากใดๆ อันเกี่ยวกับ การจัดงานวันเกิด ก็จะไมมี แตชาวกรุง ทั้งหลายในปจจุบันนี้ ผูมีอันจะกินสวนใหญ พอเด็กครบเดือน ก็เริ่มจัดงานวันเกิด ใหลูกแลว พอครบป ก็เปนอันแนเลยตองมีฉลองวันเกิด พอขวบ-สองขวบ-สามขวบ ก็จัดมาเรื่อย เด็กยอมรับรู มาจาก พอแมกอใหเกิด นั่นแหละเปนใหญจึงกลายเปนภาระที่ตอง "เสพ" อันหนึ่งขึ้นมา แลวพอแม จะตองลงทุน เหน็ดเหนื่อย หาสมบัติ มาประกอบการ "เสพ"งานวันเกิด ใหลูกไปทุกปๆ เพราะลูกกวาจะโต กวาจะหาเงิน ไดเองนั้น หลายสิบป แลวทุกขเปนของใครเปนของพอแมเอง ใครกอใครสราง ก็เพราะตัวพอ ตัวแมเอง สรางเอง และแมลูก ก็จะตองรับเอา "เรื่องนี้"ไปทุกขตอไปดวยอีก อยางถอนถอด ไดยากยิ่งดวยสิ่งเหลานี้ เปน "ทุกข" ที่เกิดขึ้น เพราะความไมเขาใจ ไมรูความแทจริง จึงสราง "ทุกข" ใหตนเองโดยแท เปนตัวอยางเรื่องหนึ่ง ในหมื่น ในแสน ในลานเรื่อง ซึ่งเปนเรื่อง นอกจากตัวไปอีก ที่ขาพเจาจะไมพูด ตอละ เพราะเดี๋ยวจะออกนอกเรื่องไป สวนเรื่องการเสพ ของตนเองนั้น ก็เกิดมาจากพอแม และคนอื่นๆ ในโลกนั่นเอง สอนให "เสพ"และพาเรา "เสพ"อยางไรจึงจะเรียกวา "เสพ" อยางไรจึงจะเรียกวา "ไมเสพ" ปญหานี้ ควรจะไดแยกแยะใหละเอียด"เสพ" ในที่นี้ ขาพเจาหมายเอาความ คือสิ่งที่เปนสวนเกิน หรือสิ่งที่ไมจําเปน ที่คนรับมาใหตนเอง พยายามตั้งใจตรองใหดี นี่คือ ความสําคัญ ที่คนควรจะรูจัก จะไดเปน "คนดี" ได สิ่งที่เปนสวนเกิน หรือ สิ่งที่ไมจําเปน นั่นก็คือสิ่งที่เรียกวา รูป-รส-กลิ่น-เสียง-สัมผัส นั่นเอง พอไดยินคํา ๕ คํานี้ คนสวนมาก ก็คิดวา ตนรูจัก คํา ๕ คํานี้ดีแลวเสียทุกทีไป และคิดวา ตนเขาใจคํา ๕ คํานี้ แจมแจง เพียงพอแลว และ ก็เลย ไมคอยจะตั้งใจพิจารณา อยางขมักเขมนจริงจังสักที เลยไมรูจัก รูป-รส-กลิ่น-เสียง - สัมผัส อยางจริงจัง แทจริงสักที จึงจะตัดก็ตัดไมถูก จะลดก็ลดไมถูกวาอะไรตัวไหน คงปฏิบัติอื่น อันไมใชลดเจา ๕ สิ่ง ๕ อยางนี้อยูนั่นเอง แลวคนจะเปน คนที่ปฏิบัติตน ไปในทางที่ถูกภายใตชื่อวาเปน "พุทธศาสนิกชน" ไมได อยางเด็ดขาด คงปฏิบัติอยูแตในศีล ในพรตที่ผิดๆ เพี้ยนๆ นอกลูนอกทางอยูนั่นเอง จึงเรียกวา ยังไมใช "มรรค" ที่ถูกตอง หรือ เรียกวา ยังไมเปน "สัมมาอริยมรรค" นั่นเอง จึงจะเปน "คนดี" ที่แทที่ถูกตามนัยแหง "พุทธศาสนา" ไมไดเลย ผูที่จะเปน "คนดี" หรือเรียกวา "คนมีปญญา" หรือ เรียกเปนศัพท เพราะๆวา"อริยบุคคล" นั้น ก็คือ ผูที่จะตองปฏิบัติตน ใหถูกทาง คือ ทํา "ความดี" ใหถูก รูจักคําวา "ความดี" ใหแจง และความดีที่วานั้น ก็คือ อยามัวเมากับสิ่งที่ไมจําเปน สิ่งที่เปนสวนเกิน นี่เอง"คน" ถูกเสี้ยมสอนมาใหชอบ ใหรัก รูปสวย-รสอรอย-กลิ่นหอม-เสียงเพราะ- สัมผัสถูกใจทุกคน ดังนั้น จึงมีความพอใจกับไมพอใจ เกิดขึ้นมา เพราะเหตุนี้ ถา "คน" ผูใดไมรูวา สวยคืออะไร? อรอยคืออะไร? หอมคืออะไร? ไพเราะคืออะไร?นุมเนียน ซาบซาน คืออะไร? "คน" ผูนั้นก็จะไมมี "ทุกข" ไมปรารถนาจะ "เสพ" อันใดเปนอันขาด แตเปนไปไมไดเลยที่จะให "คน" ผูมี "จิต" อันคือ ความรับรู ไมรูสิ่ง ดังกลาว ๕ ชนิดนั้น เพราะสิ่ง ๕ ชนิดนั้น

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน