ปาฏิหาริย์เจโตปริยญาณ ตอน ๒ - Google เอกสาร.pdf

โฟลเดอร์หนังสือธรรมะพ่อครู
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์232 KB
วันที่แก้ไข11 สิงหาคม 2540

เนื้อหาในไฟล์

ปาฏิหาริย์เจโตปริยญาณ ตอน ๒โดยพอทานสมณะโพธิรักษเมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๓๗ณ พุทธสถานสันติอโศกชีวิตของพวกเรานี่นะ ถาเผื่อวาพวกเราไมซื่อบื้อ มีบุพเพนิวาสานุสติญาณ มีญาณ มีปญญา รูในการระลึกในการทดสอบทบทวน มีเตวิชโชเตวิชโชนี่สําคัญนะ เตวิชโช มีบุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณแมวาเราจะยังไมถึงขั้นอาสวักขยญาณ อาสวักขยญาณ คือเรายังไมถึงขั้นมีญาณ ที่เห็นวา เราสิ้นอาสวะดับอาสวะสิ้นไดแตในนัยของการลดละ ในการจางคลายในดานปรมัตถในดานที่เราเรียนรูจิตใจ เรียนรู กิเลส แลวเราก็มีผลบางมีผลที่ลดละกิเลส จางคลายกิเลสได รูจักกิเลสที่มันหยาบ เรียกวา วิติกมกิเลสแลวมันก็มีอาการอยางที่เราไดระลึกดู ทบทวนดูวา เออ กิเลสเรานี่ แตกอนนี้หยาบอยางนี้ ขนาดนี้อาการมันเปนอยางนี้ แหละมันหยาบ มันแรงแตเดี๋ยวนี้พอผานQมาแลว มีเหตุการณ มีเหตุ มีนิทาน มีสมุทัย ที่จริง มันแปลวาเหตุ ทั้งนั้นแหละสมุทัยมันก็แปลวาเหตุ ปจจัยมันก็แปลวาเหตุ เหตุปจจัยก็แปลวา องคประกอบ ของเหตุนั่นแหละ มีเหตุ มีนิทานมีสมุทัย มีปจจัย คือมีเหตุ แลว ก็เรื่องราว ที่มันจะเกิดเหตุอยางนั้นตางๆ นานา มีเรื่องราว มีนิทาน มีบทบาทวงของชีวิตที่เรามี ประสบการณมา แลวก็รูจักเหตุ ของเหตุๆ แลวก็รูจักปจจัยของเหตุ ตางๆสรุปรวมแลวอะไรทุกอยางก็เกิดแตเหตุปจจัย มีแตเหตุและปจจัยทั้งนั้นแหละ มีตัวหนึ่ง แลวก็มีอีกตัวหนึ่งแลวก็มีอีกหลายอันเขาซับซอน และไปเกี่ยวของกัน สัมพันธกัน สังเคราะหกัน มีปฏิกิริยากัน ก็เกิดเปนอยางนั้นเปนอยางนั้น อยางนั้น ตอมาเรื่อยๆ ทั้งนั้นแหละ เปนอิทัปปจจยตา เพราะเหตุนั้น จึงเปนอยางนั้น อยูตลอดทั้งนั้นแหละเมื่อเราสืบสาวระลึกยอนอดีต บุพเพนิวาสานุสติ เกิดญาณ เรา

อ่านต่อ

ก็จะรูความจริงวา เรามีกิเลสหยาบอยางนั้นขนาดเทานั้น เดี๋ยวนี้มีเหตุการณ มีการกระทบสัมผัสแลว ในปจจุบันธรรม ตอนนี้ชีวิตของเราเหตุปจจัยหรือวาสิ่งที่เรา กระทบสัมผัส ยั่วยวนกิเลส อาจจะเกงกวาเกาก็ได เหตุปจจัยที่ยั่วกิเลสเราเกิดนี่มันเกงกวาเกาดวยซ้ํา แตเราก็รูสึก วากิเลสของเรา ไมถึงขั้นกอนนี้ ยังจําไดสัญญา เราระลึกยอนไป บุพเพไปถึงของเกา ของอะไรไป แตเกาแตกอน จะจําเทาที่เราจะจํา สัญญาไดกําหนดรูของเกา เราจําไดกําหนดได เทียบเคียงได เราก็รูไดจริงๆ เลยวา กิเลสเราลดลงจริงหรือไม กิเลสลดลงมา เปนปริยุฏฐานหรือเปนอนุสัย เหลือแคอนุสัย เหลือแคอาสวะ หรือไมมีแลว หมดเลย อนุสัยก็ไมมี หรืออาสวะก็สิ้น เราก็จะรูจริงๆเกิดอาสวักขยญาณ จะเกิดการรูการเกิด การดับ มันเกิด มันนอยลงๆ จนกระทั่งดับสนิทที่มันลดนอยลงก็คือมันดับ ดับลงไป ตามลําดับ ดับลงไปตามขั้น ตามตอน ตามขนาดจริงๆมันเกิดความจริงเห็นความจริง นั่นคือ การเห็นสัจธรรม เห็นสัจธรรม เห็นดวยญาณของเราเห็นดวยความรูของเรา เห็นก็คือ มีของจริง มีความจริงตามความเปนมันเปนอยูจริงมันเปนอยางไร มันเปนอัตตา มันเปนสักกายะ มันเปนตัวโต มันเปนตัวหยาบ เปนวิติกกมกิเลสหรือวามันบางลงมาเปนปริยุฏฐานกิเลส เขาแบงไว สามขั้นงายๆ เทานั้น วิติกกม ปริยุฏฐานกิเลส อนุสัยกิเลสแบงงายๆ เทานั้นเอง แบงเปนสามขั้นตอน ที่จริงมันมากกวานี้ จะแบงไปละเอียดเทาไรก็อยูที่เรา มันเห็นของจริงไมใชวางมงายอะไร ก็ไมรู กิเลสมีไมมีก็ไมรู เราลดละไปแลวหรือยัง ปฏิบัตินี่ มันเกิดผลหรือไมเกิดผลเราก็ไมรูเรื่อง ไมใชอยางนั้นนะ อยางมงาย เพราะฉะนั้น เตวิชโช การตรวจสอบ เรายังไมเปน ไมเกงก็หัด นั่งเขาสงบสติอารมณ ไมตองนึกถึงเรื่องใด ตรวจตราดูกิเลส อันนั้นอันนี้ ที่เรารายๆ แรงๆ สําคัญๆเกิดจากเหตุปจจัยนั้น จึงทําใหเรารัก หรือเราโกรธ เราเกลียด เราชัง เราไมชอบ เราทุกขเกิดเหตุอันนั้นทําใหเราโลภ เหตุอยางนั้นๆนะ หรือ วาเรื่องอยางนั้น อยางนั้นนะ เรายังเขาใจมันไมไดเรายังหลงผิด หรือวายังหลงใหล ยังหลงตัว นึกวายังหลงเหลืออยู อยางไรๆ โมหะ อาตมาเคยอธิบายเปน ๔ ตอนนี้ขยายเปน ๕ นะ มีหลงลืม หลงผิด หลงใหล หลงตัว หลงเหลือมี ๕ หลง แตกอนนี้ยังไมมีคําวาหลงตัว ตอนนี้มีคําวาหลงตัว เพิ่มขึ้นมาอีกหลงหนึ่ง มันหลงตัวมันหลงตัวนี่เปนอาการมานะ เปนอาการไมรูตัว ไมเขาใจตัวเอง หลงใหลนี่ มันไมเขาใจเอาจริงๆ เลยหลงใหลนี่คลั่งไคลไมรูเรื่อง ไมรูราวจริงๆ เลย มันเหมือนคนบา คนบอ มันหนักกวาหลงตัว มันก็หลงตัวจัดๆนั่นแหละ หลงตัวอยางหนักเลย หลงตัวอยาง โอโฮ คนอื่นเขาเห็นแลว เราเองนี่เรามีกิเลส เราเองจัดจานมันเปนกิเลสทางกาม กิเลสทางอัตตามานะก็ตาม จัดจาน แลวเรายังไมรูตัว จนกระทั่ง คลั่งไคล หลงใหลนี่เรียกวา มันมีระดับของมันอยูเราก็ตรวจดูวา เรามีแกนกิเลสหรือวาหลักกิเลส ก็มันก็โลภะ โกรธ หลง หรือรัก โกรธ หลง เมื่อเรารูความจริงตามความเปนจริง อานเปน แลวก็รูจักลิงคะ คือความแตกตางกัน คนละตระกูลเราก็แยกออกวานี่เปนตระกูลโลภ ตระกูลโกรธ ตระกูลหลง หรือวาตระกูล เดียวกัน แตวาลักษณะตางกัน หยาบกับมันเบาบางกวากัน ยิ่งใกลชิดกันนี่ ยิ่งรูยากถึง ความตาง มันมีนอย เหลือนอย กับหมดอยางนี้เปนตน ที่อาตมาเคยยกตัวอยาง เหลือนอยกับมันหมดแลว ก็จะรูยากวามันตางกัน มันมีความตางที่นอย ถามีความตางที่เล็กนอยนี่ มันก็จะตองใชญาณละเอียด โยนิโส แยบคายถองแทเขาไปวิเคราะหวิจัย รูจักคาความตางของมันจนกระทั่งไมมี จนกระทั่งสูญ จนกระทั่งดับสนิท ไมเหลือแตในความไมเหลือกิเลสนั้นนะ มันก็มีธาตุรู อยางนอยมันก็มีญาณตัวรู นั่นแหละ มันยิ่งรูนะ ที่จริงนะยิ่งกิเลสไมเหลือ ยิ่งมีธาตุรูที่วิเศษ รูรอบ รูออกมาขางนอกดวย รูเร็ว รูสัมพันธก็เกง รูแววไว แข็งแรง ตั้งมั่นเที่ยงแทโนนแนะ จิตวิญญาณนี่ กิเลสมาอยางไร ก็รูมัน รูกิเลสมัน รูเหตุกิเลส รูลีลามันดวย รูวิธีการมันยั่วยวนรูวิธีการมันหลอกลอ รูเทาทันมัน จนเราไมมีทางเพลี่ยงพล้ํา ไมมีทางที่จะเสียทากับไอเจากิเลส หรือเหตุแหงกิเลส กิเลสไมมี กิเลสเราก็ไมเกิด แลวก็ไมเสียทาแหงเหตุยั่วใหเกิดกิเลส แตคนในโลก เขาแพคนในโลกเขาถูกกระทบสัมผัส เขาไมรูตัว หรือรูตัวก็ทนไมไดก็แลวแต เขาก็แพกิเลส อยางนั้นอยูคนที่ยังอวิชชาที่ ยังไมไดหลุดพนสวนผูที่หลุดพนแลว หรือเราหลุดพนแลว เราอยูหนือมันจริงๆ โลกุตรจิตนี่ ฉะนั้น เรามี ของจริงพวกนี้ยืนยันวาเอะ แตกอนนี้เราแพจริงๆ นะไออยางนี้ ๆ ตรวจมาซิตั้งแตอบายมุข กามตางๆ โลกธรรมตางๆ จนกระทั่งถึงภพในถึงคุณคาคุณงามความดี เราก็เกิด อุปกิเลสซอน แตเดี๋ยวนี้แมแตอุปกิเลสเราก็ไมมี สูได แลวก็แข็งแรงเปนคนเจริญ เปนคนประเสริฐ มีคุณคา มีประโยชน อยางที่อาตมาอธิบายแลว คุณลักษณะของ อาริยชนของพระพุทธเจาเรานี่ ไมใชคนไรสมรรถภาพ ไมใชคนเฉื่อย แตเปนคน ACTIVE เปนคนกระตือรือรน สดชื่นเบิกบาน ขวนขวาย ไมดูดาย รูจักน้ําหนาของความดูดาย วามันเลวทรามขนาดไหนก็รูดีวาความดูดายมันเปนความเลวทราม ไมใชความดี ของมนุษยเลยการไมมีน้ําใจ การดูดาย การไมเอาภาระ การไมขวนขวาย มันเปนความไมดีไมงาม จะเขาใจชัดเจนเลยถาเราเปนคนขวนขวาย เปนคนไมดูดาย เปนคนเอาภาระ เปนคน มีน้ําใจ เปนคนที่กวาง อันนั้นอันนี้แลวเรามีสมรรถภาพอีกดวย โอ ไอโนนเราก็ชวยได ไอนี่ก็ชวยได เพราะวาเราสามารถ เรารู อันนี้เราเขาใจอันนี้เราถนัด อันนี้เราก็เปน อันนั้นเราก็ได คนนั้นยิ่งมีคุณคาสูง มีประสิทธิภาพสูง สามารถชวยคนไดรอบทิศรอบเรื่อง เปนคนที่อะไรนิด อะไรหนอย ก็เปนผูที่มีน้ําใจ มีความเกื้อกูล มีอัชฌาสัยทนไมไดตอ ความกรุณาจริงๆไมใชคนดูดาย ไมใชคนยังมีอัตตา อะไรสัมผัสแตะตอง ก็ทําเปนไมรู ถึงรูกูก็ไมเอา กูจะเอาของกูนี่แหละกูชอบของกู กูชอบอันนี้กูอยากจะทําอันนี้ กูจะอยูกับ อันนี้เทานั้น อันอื่นไมเอา มันหมดตัวตนจริงๆแลวก็รูตัวเองวา การทรมานตนไปชวยคนอื่น หรือ ไปชวยอันโนนอันนี้มากเกินไปจนกระทั่งเราทํางานอะไรก็ไมเปนโลเปนพาย จับจด หรือไมก็ทําจนสุขภาพรางกายเสีย ก็รูจริงๆวาเราไมไดทรมานตน พอทําได พอได เราก็ขวนขวาย เราก็มีน้ําใจฟงดูจริงๆ ซิวาคนลักษณะที่อาตมากําลังอธิบายถึงคุณลักษณะของคนคนนี้ มันเปนอยางไร เปนคนมีบุญ มีเวยยาวัจมัย เปนคนไมถือตัว ไมรังเกียจ ไมขี้เกียจ ไมมีอปจายนมัย เปนคนที่ไมถือตัว เปนคนถอมตนเปนคนมีอปจายนมัย เปนคนมีบุญ ในขอที่วา ถอมตน ไมถือเนื้อถือตัว ไมถือศักดิ์ถือศรี ไมรังเกียจ ไมขี้เกียจไมรังเกียจนะ อยูที่ขอ อปจายนมัย, ไมขี้เกียจนะ อยูที่ขอเวยยาวจมัย ขวนขวาย ไมขี้เกียจ เปนคน ขวนขวายอปจายนมัย เปนคนถอมตน เปนคนไมรังเกียจ มันจะเปนงานต่ํางานสูง งานอะไร งานเกี่ยวกับใครตอใครเปนงานของคนอยางนั้น อยางนี้อะไร ไมรังเกียจ งานอะไรที่เราชวยไดชวย แมชวยไมไดจริงๆก็ไปใหกําลังใจกันได อยางนี้เปนตน เพราะฉะนั้น บุญกิริยาวัตถุจริงๆ ถาเราเขาใจแลว จริงๆ เราก็แค ทานมัยศีลมัย ภาวนามัยนั่นแหละบุญกิริยาวัตถุ ๓ เปนหลักสมบูรณ คนที่ครบสมบูรณ ก็ครบสมบูรณ อยูแคนี้ นอกนั้นเปนองคขยายเปนตัวคุณลักษณะที่ชัดเจนขึ้น ขยายขึ้นมาแลวก็ยิ่งเห็น ตัวลักษณะพวกนี้ชัดดี ชัดเจนขึ้นวามี อปจายนมัยเปนคนที่มี หมดตัวหมดตน ไมถือตัว ถอมตน เปนคนที่เสมอสมาน มีสมานัตตตาดีๆ เปนคนขวนขวาย ไมดูดายไมเสพ ไมติด ไมอยูนิ่ง ถึงเวลาพักควรพัก ถึงเวลาเพียร เพียรอยูเรื่อยๆ เห็นเปนคนมีอิทธิบาท แลวเปนคนที่ไมมีแมแตเศษสวนที่บกพรอง แตมีสวนเจริญขึ้นไปเรื่อยๆ มีปตติทานมัย ปตติทานมัยไมใชทานมัยเทานั้นปตติทานมัยเปนคนที่ลึกซึ้งในทาน เปนคนมีธรรมทาน ความหมายลึกซึ้งเขาไปอีกปตติทานมัยเปนคนลึกซึ้งในทาน แลวเปนคนมีธรรมทาน เพราะวา เปนผูปฏิบัติตนเอง ลดละตัวตนไปไดจนกระทั่งกลายเปนคนที่มีแตให เปนคนที่ มีสมบัติมาก เปนคนที่แบงสวนบุญใหกับคนอื่นไดเรียกวาเปนคนที่มีธรรมทานอยางสูงปตติทานมัย แบงสวนบุญใหกับคนอื่นนี่ก็เปนภาษาหยาบ ความจริงแลว บุญบาป แบงไมไดที่เรียกวาภาษาหยาบก็เพราะวา ก็พูดเปนผูใหนั้นจริงๆ มีธรรมทาน วัตถุนั้น ไมตองพูดเลยคนในระดับสูงขึ้นมามีทานในระดับสูงแลว อภัยทานคือลดละกิเลส ตัวเองไดดวย นั่นเปนปตติทานมัยปตติทานมัยก็คือ มีอภัยทานที่ลึกซึ้งขึ้น คือ ละโลภ ลงไปอีก ละโกรธลงไปอีก ละหลงลงไปอีก โลภ โกรธ หลงที่มีอยู เหลือนอยลงๆ ละลงไปอีก เรียกวา ทานกิเลส อภัยทานนี่ เอากิเลสออก หมดภัย อภัยคือ ไมมีภัยขึ้นไปเรื่อยๆ การเอาออก หรือการใหไป หรือการสละออก การออกจาก วิเนกขัมมะนี่ การพนจาก ออกจากมาจริงนี่ไดมาเรื่อยๆ วัตถุทานนั้นเปนแตเพียงรูปนอก มันก็ยิ่ง สอดคลอง พิสูจนได วัตถุทานก็พิสูจนเปนเครื่องพิสูจนในตัวดวย วา เราไมติดยึด ในเรื่องวัตถุตางๆ เขาไปทุกทีจริงๆ แมแตที่สุดธรรมะไมตระหนี่ธรรมไมตระหนี่วรรณะ ไมตระหนี่ลาภ ไมตระหนี่สกุล ไมตระหนี่ที่อยู ไมตระหนี่จริงๆ เสียสละใหได ทานไดปตติทานมัย ก็ลึกขึ้นไปอยางนั้น เพราะฉะนั้น อธิบายแคหยาบๆ วาเปนผูที่แบงสวนบุญ ใชไหมเขาแปล ปตติทานมัย แบงสวนบุญใหกับเปรต ที่จริงก็คือธรรมทานนั่นแหละ เปรตก็คือ ผูรับรูบุญ แลวก็รูจักบุญรูจักละ ลด กิเลส บุญก็คือการชําระกิเลส ใหคนไดรูวา กิเลสคืออะไร แลวใหเขารูวิธีละกิเลส จนกระทั่งเขาละกิเลสไดนั่นแหละ คือโปรดเปรต แบงสวนบุญใหเปรต ก็คือธรรมทาน นั่นเอง ฟงดีๆ นะจะเขาใจพูดแตโลกๆ ไปเลนลิเกแบงสวนบุญใหแกผูลวงลับไปแลว แบงสวนบุญใหแกเปรต ที่จริง เปตานังอาตมาก็เคยแปลใหฟงแลว มันเปนผูที่ตกรวง เขาก็แปลวาลวงลับ เปนผูตกรวง ผูตกรวงคืออะไรก็คือผูลดฐานะจากที่ตั้งอยูในฐานที่สูง ที่ดี ตกต่ําลงไป เรียกวาผูตกรวง แลวก็แปลวา ผูลวงลับไปโนนลวงลับหนักเขาก็แปลวา ผูที่ตกจากขันธนี่ไปเลย มันก็หยาบไปเรื่อยจนกระทั่งกลายเปนสภาพที่คณะอื่นเขาอธิบายไวแลว ก็กลับไป อยางเกากับที่อื่นศาสนาอื่นเขาอธิบายอยางนั้นอยูแลว ก็ไปเหมือนกับศาสนาอื่น ทั้งๆ ที่ศาสนาของ พระพุทธเจานั้นจับมั่นคั้นตายเปรตก็จับมั่นคั้นตาย รูอาการของเปรตดวย เราจึงรูเปรต เห็นเปรต ดวยตาทิพย แลวรูดวยวา ตกรวงคืออะไรเปตานัง เพราะฉะนั้น โปรดตัวเอง ก็คือโปรดเปรตตัวเองดวย ใหเปนอภัยทานธรรมทานก็คือเรานี่แหละ เรามี เราก็ใหแกคนอื่น เราไมมีเราก็ใหแกตัวเอง ก็คือใหเจริญ ขึ้นมาไดมีสวนแหงบุญเปนผลแกขันธขึ้นมาเรื่อยๆ ไดสวนบุญของเราขึ้นมาเรื่อยๆ ก็โปรด ตัวเราเองกอนเสร็จแลวก็สามารถโปรดคนอื่นไดอีก เกื้อกูลคนอื่นไดปตติทานมัย ปตตานุโมทนามัยก็เกิดความยินดี เกิดความชื่นใจที่ไดผลของทาน ผลของ สิ่งที่ลดละผลของการเจริญ ผลของบุญ ผลของสิงที่แกชําระ บุญก็คือ การชําระกิเลส หรือบุญก็คือ การไดใหไดมีประโยชนกับคนอื่น เราก็รูสึกวานั่นแหละดี ปตตานุโมทนามัย เขาถึงสภาพ มีอาการยินดีนั้น อันเปนเรายินดีเพราะเรา ไดดี ยินดีเพราะเราเกิดพัฒนา ตนเองขึ้นมาจริงๆ แลวมันเกิดความยินดีนั้น ถายินดีมากเปนปติเปนอะไร เปนอุปกิเลส อะไร คุณก็ตองรูตัว แลวก็ตองลด อยาใหอุปกิเลสเหลานั้นมาเปนพิษเปนภัยแกตัวเราอยางนี้เปนตนเราก็ตองเรียนรูความจริงพวกนี้ใหเกิดบุญ การเจริญดวยบุญ ยิ่งมีญาณ เขาใจเลย อปจายนมัย ก็เขาใจวาเราของเรายิ่งเจริญ เจริญดวยบุญ คือเจริญดวยอปจายนมัย เจริญดวยบุญ คือเจริญดวยเวยยาวัจมัยเจริญดวยการเราหมดตัวหมดตน ถอมตัว ก็คือ ไมถือตัว หมดตัวหมดตนไปเรื่อยๆ นั่นแหละจริงๆหมดความรังเกียจ หมดความขี้เกียจ มีบุญคือ มีเวยยาวัจมัย มีความขวนขวาย มีความกระปรี้กระเปรามีความมีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสาดวย มีความเบิกบานราเริง เห็นงานเห็นการเหมือนอยางที่พระพยอมพูดพอเห็นงานละ แหม มันชื่นใจ มือไมสั่น วิ่งเขาใสเลย อะไรอาการมันจะมากไปหนอย อาการมือไมสั่นเห็นงานแลวก็มือไมสั่นวิ่งใส ก็วิ่งใสนะดีแลวละ แตก็พยายามอธิบาย เปนรูปธรรมที่จะใหมันชัดเจนนะยินดีในงานการก็มีฉันทะนั่นเอง มีอิทธิบาทก็ตัวอิทธิบาทนี่เปนตัวเจริญ ที่จริงนะเปนความยินดีในงานในการ ไมทอถอยงานการ แมมันหนักมันยากอะไรก็ไมทอถอย มันหนัก ยาก ก็พยายามพากเพียร มันทํายังไมเปน ก็ฝกปรืออะไรอยางนี้เปน ตน ไมใชเห็นงานหนักก็วิ่งหนี เห็นงานที่นารังเกียจ ที่โลก เขารังเกียจ หรือคนอื่นรังเกียจ เราก็รังเกียจดวยอะไร ไมใชเปนคนยินดีในงาน มีความพากเพียร อุตสาหะวิริยะ เอาใจใส พัฒนาอยูเรื่อย วิมังสา ตรวจตรา ไตรตรองเทียบเคียง ถึงเหตุถึงผลทุกอยาง จนกระทั่ง เปนคนที่รูคาของการฟงธรรม จนเปนคนที่ แสดงธรรมเสียเองเทศนเสียเองบุญกิริยาวัตถุสูงขึ้นไปๆ เปนขอ ๘ ขอ ๙ ขอ ๑๐ ขอ ๘ ธัมมสวนมัย เปนการฟงธรรม รูจักคุณคาของการฟงธรรมเปนคนมีบุญไดฟงธรรม แลวก็รูจักคุณคาของการฟงธรรม ไดผล ไดประโยชน เจริญดวยการฟงธรรมจริงๆดีไมดีใหบรรลุธรรม เพราะการฟงธรรม ไปเรื่อยๆ ดวยซ้ํา ตัวเองก็เปนพระธรรมกถึก ทรงธรรม ทรงวินัยจิตก็สงบยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ นั่นแหละ ตามที่องคธรรม ของศรัทธาที่พระพุทธเจาทานตรัสยืนยันไวในเกิดความเชื่อความเห็นจริง เชื่อถือ เชื่อฟง ปฏิบัติตาม พิสูจนแลวก็ยิ่งเห็นจริง เชื่อมั่น ศรัทธา ศรัทธินทรีย ศรัทธาพละบริบูรณดวยองคตางๆ เกิดพหูสูต เกิดธรรมกถึก เกิดศรัทธา มีความเชื่อ เปนความศรัทธาที่เราเกิดปฏิบัติ ศีลสมาธิ ปญญานี่แหละ เห็นผลของศีล แลวเปน ผลอธิจิต อธิปญญาไปเปนผล เปนญาณไปเปนวิมุติไปเรื่อยจริงๆเห็นคาของศีล ศรัทธาในศีล ศรัทธาในการศึกษา ศรัทธาในการ พากเพียรเพิ่มเติม การศึกษาการศึกษาก็นี่แหละเราก็ศึกษาศีล สมาธิ ปญญา แลวมันก็จะมีการศึกษาอื่นๆ ที่เสริม ซอนขึ้นมาทั้งโลกนอกโลกใน รูทั้งสมมติสัจจะ รูทั้งปรมัตถสัจจะ เปนโลกวิทู เปนพหูสูต ขึ้นไปเรื่อยๆ เปนพระธรรมกถึกศรัทธายิ่งบริบูรณดวยการเปน พระธรรมกถึก บริบูรณ ดวยการเขาสูบริษัทบริบูรณดวยการแกลวกลาแสดงธรรมแกบริษัท บริบูรณดวยการ ทรงวินัย ยินดีในจิตสงบที่เขาใชเปนสํานวนวายินดี ในเสนาสนะปา ยินดีในสูญญาคาร ทานพูดใหเปนรูปธรรม ยินดีในความสงบสงัดยินดีในจิตใจที่มันระงับแตไมใชจิตใจระงับอยางฤาษี จิตใจสงบระงับ แมแตแสดงธรรมอยู เขาสูบริษัท แกลวกลา ในการแสดงธรรมอยูเขามายั่วมายวนตอสูกับคูตอสูกับ ปรับปวาทะคูตอสูก็สบายสงบ นิ่งไมเดือดรอนขี้เหงื่อไมออกทางรักแรเลยแหละ สามารถสูกับขาศึกศัตรู สูกับคูตอสู เย็นสบาย สงบ จะมีปฏิกิริยาจะมีการทํางานตอสูอยางไร มีบทบาทอยางไรอยู ก็เปน นักรบชั้นหนึ่ง จิตใจสงบ ใจเย็น มีบทบาทมีพฤติกรรมคลองตัวเร็วแรงไดดวย ทั้งเร็ว ทั้งแรงไดดวย ตามที่เราจะกําหนดใช อยางเปนผูอยูเหนือเลยเปนโลกุตรจิต จนกระทั่ง เปนผูมีจิตสงบที่แทบริบูรณ ศรัทธานี่ เปนผูที่มีเจโตวิมุติ เปนผูที่มีอุภโตภาควิมุติเปนผูมีนิพพิทา ไดโดยไมยากในฌาน ๔ จากจิตยินดีในจิตสงบ รูจักจิตตัวสงบระงับดี ยินดีในจิตสงบดีแลวก็ฝกฝนใสไปเรื่อยๆ เปนฌาน ตั้งมั่น ฌานก็คือความเพงเผา เพงเผา เปนสมาธิ เปนฌาน เปนสมาธิเปนฌาน มีความตั้งมั่น สมาธิคือความตั้งมั่น คือความมี อธิ ตางๆอาตมาอธิบายมา ทางเถรวาทเขาไมเชื่อดอก เขาไมยอม เพราะคําวาอธินี่ จะเปนอุปสรรค เทานั้น จะเปนปจจัยไมได คือจะมาสนธิอยูขางหนาอธินี่ จะตองอยูขางหนาเทานั้น จะมาขยายขางหลัง สมะ + อธิอธิอยูขางหลังไมได เขาไมยอม นั่นเถรวาทเขาเรียน ไวยกรณบาลี มาอยางนั้น ก็ไมเปนไร อาตมาก็ไมมีปญหาอาตมาไดเนื้อความพวกนี้ มาอธิบาย ใหคุณเขาใจวามันเจริญ อธิก็คือมันเจริญ แลวมันไดความเจริญสิ่งนั้นมันสั่งสมลงมา ศีลเจริญ แลวสมาธิหรือตัวอธิจิต จิตเจริญ อธิจิตนี่ ศีลเจริญ จิตเจริญ ปญญาเจริญ เจริญมีฌานมีวิมุติขึ้นมา จริงๆฌาน สมาธิตั้งมั่น ยิ่งสั่งสมยิ่งแข็งแรง ยิ่งตั้งมั่นยิ่งเปนตัวเที่ยงแท แลวก็สั่งสมซอนลงไป เปนอุภโตภาควิมุติมีความลดละ มีวิมุติทั้ง ๒ ดาน อยางจริงๆ เลย เราก็ยิ่งเห็นความจริง เราก็ยิ่งศรัทธา ศรัทธามันก็ยิ่งบริบูรณศรัทธามันเกิดจากความเห็นแจงเปนจริง เราเปน เราได เรามี เราเห็น เห็นความได ความจริงอันนั้นเจริญขึ้นจริงๆคุณปฏิเสธตัวเองไมไดดอก มันมีหลงไดบาง หลงนึกวาใช หลงนึกวา วิมุติเรายังเหลืออยู อะไรอยางนี้เปนตนหลงเขาใจผิด ถาหลงเอามากๆ ก็เห็นกงจักรเปนดอกบัว เห็นถูก เปนผิดเลยอยางนั้นก็เรียกวาหลงเลอะนั่นแหละ หลงลืม หลงผิด ถาคุณไมหลงลืม คุณยิ่งมีบุพเพนิวาสานุสติยิ่งระลึกยอนไดมากๆ ไดเทาไร คุณยิ่งจะมีขอมูลมาก มีหลักฐานมาก ยิ่งจะไดเปรียบไดเทียบมากตามจริงที่เราไดเคยผานมา ทั้งบัญญัติ ทั้งปริยัติ ทั้งความจริง ทั้งเนื้อหาแท สภาวะแท ไดปฏิบัติผานมามีประสบการณคุณก็ยิ่งมีหลักฐานประกอบ ในการที่จะมีทั้งตัวปฏิบัติที่แท สอดคลองกันยืนยันไป หมดเลย คุณเถียงไมออกดอกคุณจะจํานนตอความจริงที่มันมีหลักฐาน มีหลักเกณฑ มีปริยัติ มีปฏิบัติใหเกิดผลอยางนั้น อยางนี้จริงมีปฏิเวธธรรมที่บรรลุผล เอามายืนยันๆ เปนความจริง มันตองรูแจงเห็นจริงอยางนี้ ไมใชรูแตฟง รูแตอธิบายรูแคทองได สภาวะ เปนอยางไร ซับซอนอยางไร สภาพสัจจะยอนสภาพอยางไร มีปฏินิสสัคคะอยางไร ไมรูเรื่องแลวก็เขาใจไมได ไมใช เขาใจได รูเรื่อง เห็นจริงตอสภาพจริงพวกนี้อยาง ชัดเจน เพราะฉะนั้นก็จะเห็นคุณคาในการศึกษา การฟงธรรม แมแตที่สุดเราก็ มีน้ําใจ มีความสามารถในการเทศนในการแสดงธรรม ในการบรรยาย ในการเกื้อกูลผูอื่นการแสดงธรรมนี่แหละ เปนการสอนที่มาก เปนการสอนที่จะตองใช เดี๋ยวนี้เขาก็ใชกัน มหาวิทยาลัยไหนเขาก็เรียนการสอน การบรรยายทั้งนั้นแหละ จนกระทั่งบรรยาย อยางเปนทางการ บรรยายอยางไมเปนทางการบรรยายอยาง ติว บรรยายอยางยอย บรรยายอยางจัดเปนสัมมนา จัดเปนปาฐกถา จัดเปนอภิปรายจัดเปนอะไรก็คือ บรรยาย ทั้งนั้นแหละ สื่อดวยภาษาพูดออกมาจากทางปาก นี่เยอะ การเรียนรูดวยปากเรียนรูดวย การพูดนี่เยอะ จนมาบันทึกไดเปนตัวหนังสือ ก็นัยตอเนื่องกัน เปนตัวหนังสือ ก็มีความสามารถที่จะบันทึกเปนตัวหนังสือเอามาอาน ออกมาก็จากปากนั่นแหละ บอกกันเปน ภาษารูปแลวก็เปนภาษาสื่อ กิริยากายกรรม ก็สื่อได ภาษานี่สื่อไดมากกวา เพราะสิ่งที่ สื่อไดมากที่สุด คือภาษาสื่อไดอยางชัดไดมาก ไดรอบ คือภาษา เพราะฉะนั้น การแสดงธรรม การบรรยายธรรมจึงเปนตัวทาน ธัมมเทศนามัย นี่เปนทานที่มีคุณคามาก ฉะนั้น คนที่ไมถนัดพูดก็เขียน เขียนเปนทาน เดี๋ยวนี้มีสื่อทางการเขียนสมัยพระพุทธเจา เขียนไมคอยถนัดอยางนี้ มีอักษรแตวายังไมเจริญ เดี๋ยวนี้เจริญมาก ก็ได เขียนก็ได พูดก็ไดเพราะฉะนั้น เราจะทําธรรมทานดวยการเขียนอยู หรือพูดอยูก็เปนการ แสดงธรรมที่ดี ที่มีประสิทธิภาพสูงธรรมทานทางกายกรรม เปนธรรมกายที่เปนกายธรรม กิริยาทางกาย เปนธรรมทานบางเปนธรรมทานที่คนไดรับสัมผัส เห็นสมณสารูป โอ นี่เปนสมณะหนอสมณะหมายถึงผูสงบระงับ สงบก็ไมใชวานิ่งๆ อีกแหละ เปนผูสงบ ระงับ สมณะ มีสิ่งแสดง ก็คืออิทธิบาท โอทานเปนสมณะหนอ มีอิทธิบาทเปนเครื่องแสดง หรือจะแปล สมณะอีกมุมหนึ่ง ก็เปนผูสงบ ทานแสดงนะทานมีอิทธิบาท แตมีความสงบ ในอิทธิบาท นั้นๆ มีความพากเพียรในการงาน ทํางานอยูแทๆ แตก็เห็นความสงบในการงาน เปนไปเพื่อ ความสงบ เห็นความสงบอยูในตัวทาน เห็นซอนๆ คนมีดวงตา คนมีปญญาก็รูวาสงบ หรือเพื่อใหเกิดความสงบ ดุ เกงนี้ บางทีกําลังเจี้ยวกันเลยนะ อยาง นกกระจอก แตกรังอยางนี้ดุเปรี้ยงขึ้นมานี่ โอ องคนี้เปนไปเพื่อความสงบ ดุไมให นกกระจอกแตกรัง หรือกําลังตัดสินความกําลังทําอะไรตออะไรใหเกิด กําลังบรรยาย กําลังแสดง เพื่อใหเกิดความสงบระงับ ใหลดกิเลสลงใหลดสิ่งที่เปนอกุศลลง ก็ใหเกิดความสงบทั้งนั้นทิฏุชุกัม บุญกิริยาวัตถุตัวสุดทายนี่ เปนสิ่งที่มีความเห็น มีความตรง ทิฏฐิ ทิฏฐ เปนปจจุบันดวยทิฏฐะมีความหมายในความปจจุบันดวย มีความหมายในเรื่องการเห็น ความเห็น ความเขาใจ อุชุ ทิฏุชุ ทิฏฐะทิฏุ อุชุก็ตรง กรรมก็ กรรม การกระทําตางๆ บทบาทตางๆ บทบาทการงานการกระทําตางๆ รูเห็นมีทั้งความเห็น มีทั้งกรรม มีทั้ง การกระทําที่ตรงหมด เปนสัจธรรม ตรงหรือถูกตอง ความตรง หรือความถูกตองมันตรง มันถูกตอง มันไมผิดนะเห็นอยู แลวก็รูบทบาท แลวก็รูกรรมอยู เปนตัวที่ถูกตอง เปนตัวตรง หมด เรียกวาสัจธรรมที่จริงสัจธรรม อาตมาขยายความถึง ๗ ความหมาย จําไดไหม สัจธรรมเราจะตองหมาย ไปในเชิง๑. ดี๒. ถูกตอง ถูกตองหรือตรง๓. เปนประโยชนคุณคา๔. เปนไปเพื่อความพนทุกข๕. เปนไปได (POSSIBLE) ที่คิดไดนะ อูย สูงสงวิเศษ อยางไรๆ ก็แลวแต แตเปนไปไมได ยังไมชื่อวาสัจธรรมคุณเปนไปไดเมื่อไรนั่นแหละ เปนสัจธรรม เปนไปไมไดไมชื่อวา สัจธรรมดอก๖. รูไดจากสัมผัส ไมใชรูไดแคคิดแมแตเรามี เราเปน เราไดแลวเจเตวิมุติ แตเรายังไมไดสัมผัสดวยปญญาของเราเลย ยังไมสัมผัสกับเจโตวิมุติของเราเองนี่นะ ยังไมถือวาสัจธรรมสมบูรณ แตมันก็พูดกัน ก็มีสวนเปนสัจธรรมบางแลวรูไดจากสัมผัส แมที่สุด ขั้นนามธรรมระดับสุญตา อนัตตา เพราะฉะนั้น สุญตาอนัตตาไมไดหมายความวามันแแคตักกะ มันมีจริง เปนจริง จนเรา สัมผัสไดดวยญาณของเราวา โอยอยางนี้แหละคือสุญตา อยางนี้แหละคืออนัตตา นี่คือสัจธรรม ถึงสัจธรรมชั้นสูงสุดดวย คุณเปน คุณมีคุณก็ถึงสัจธรรมอันนั้นไมใชสุญตาก็คือการคาดคะเน เออ สูญ วาง อยูวางๆ เลยวางอันธพาลไปเลย วางอันธพาลไปเลอะเทอะอนัตตาก็อนัตตาเหตุผล อนัตตาอะไรก็ ไมใชตัว ไมใชตน ใครก็ฟงออก เขาใจแลว เชื่อก็เชื่อมากขึ้น ฟงมากขึ้นก็เชื่อมากขึ้น แตมันจะเชื่อเกินขีด แหงความเปนจริงไมได คุณไมมีญาณจริง คุณก็เชื่อแคนั้นแหละความจริงมันก็เชื่อเทาที่ คุณไดเห็นผลเทานั้น คุณจะเชื่อเพราะวามันเปนอนัตตาจริง มีน้ําหนักความเชื่อเปนศรัทธินทรีย เปนศรัทธาพละไมขึ้น เพราะคุณ ไมมีของจริงพวกนี้ เพราะฉะนั้น สัจธรรม ของคุณ ก็อยูแคเหตุผลแตถ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน