ยิ่งใหญ่ยิ่งเล็ก ยิ่งเล็กยิ่งใหญ่ ตอน1.pdf

โฟลเดอร์หนังสือธรรมะพ่อครู
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์199 KB
วันที่แก้ไข11 สิงหาคม 2540

เนื้อหาในไฟล์

ยิงใหญ่ยิงเล็ก...ยิงเล็กยิงใหญ่ ตอน ๑เนื่องในงานมหาปวารณา ป ๒๕๓๖โดย พอทานสมณะโพธิรักษวันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๓๖ ณ พุทธสถานปฐมอโศกถึงวันถึงเวลาที่เปนจารีตเปนประเพณีของเรา เชนอยางตอนนี้ ก็เปนงานวันมหาปวารณา สมณะของเรา มารวมกันทั้งหมดเพื่อปวารณากัน เพื่อตกลงอะไรตออะไรตางๆ นานา สําหรับแตละปๆ ซึ่งเปนวันประชุม สําคัญ ชาวอโศกเราผูที่ระลึกรูวาเปนวันสําคัญ เปนวันรวม โดยเฉพาะสมณะ มารวมกัน ครบพรอมที่สุด ในวันนี้ ไมวาจะเปนงานใดๆของชาวอโศกทั้งหมด สมณะจะมารวมกัน ไมมีวันไหน ที่จะมารวมกันครบ สมบูรณ เทาวันมหาปวารณาไมวาจะเปนงานปลุกเสกฯ งานพุทธาภิเษกฯ งานปใหม งานอโศกรําลึก หรือวางานอะไร ก็แลวแตที่เปนของชาวอโศกเรานั้นจงจําไววา วันที่สมณะจะมารวมกันมาก ครบพรอม ที่สุดนั้น คือวันมหาปวารณาเทานั้น ถาไมมีความจําเปนที่สุด เชนปวยหนักจริงๆ มารวมไมไดเทานั้น นอกนั้นงานใดๆ สมณะชาวอโศกจะตองวางทุกงาน ซึ่งเราก็ยังนึกไมออกวา ตอไปอนาคตจะมีงานอะไร ที่จําเปน หรือสําคัญที่สุด ที่วันมหาปวารณา แลวสมณะชาวอโศกจะมาไมได เรายังนึกไมออกวางานอะไรนอกจากปวย จนกระทั่งมาประชุมไมไดจริงๆ สังขารมันไมให ถามาประเดี๋ยวมันจะตายเอาจริงๆ นะ ปวย มันมาไมไดจริงๆขนาดปวยธรรมดา ปวยพอมาได ยังมากันในงานมหาปวารณานี่ สองวันที่เรา จะประชุมกันความตั้งใจที่จะทําอะไรก็แลวแต ซึ่งเปนความตั้งใจโดยความคิดที่ฉลาดของผูฉลาด แลวก็รวมกันคิด ดวยความฉลาดของหลายๆ คนที่ฉลลาด รวมความคิดฉลาดของผูฉลาดหลายๆ คนรวมกันแลว ตกลง ตัดสินกันวา เรากระทําอยางนี้เถอะจะเปนบุญ จะเปนคุณคาประโยชน จะเปนความเจริญ เปนวิธีการ พัฒนา อยางหนึ่ง เมื่อเราตกลงตัดสินแลวเราก็เอา เชนเราจัดการกระทํามหาปวาร

อ่านต่อ

ณา อยางที่เราได กระทํามานี่ ก็เปนจารีต เปนประเพณีของเรา ซึ่งก็ไมเหมือนที่อื่นเขาทําหรอกในวงการศาสนาพุทธ เหมือนกันนี่แหละ งานปวารณาเขาก็ปวารณาเทานั้น ออกพรรษาปวารณาเราก็ทํามาแลว ตามที่เขาปวารณา อยางที่เคยทําเปนจารีตประเพณีเดิมๆ ซึ่งก็ทองบนกระทําพิธีการใหกลาวเปนภาษาบาลี ในวันออกพรรษาแลวก็ปวารณา หรือการกลาวบาลี คือ ตั้งจิตที่จะบอกกลาวกันวา โดยภาษาบาลีนะ แปลความก็บอกวา เราก็ขอใหวากลาวบอกกลาวไดไมวาจะมีความผิดพลาดใดๆ เกิดขึ้น จะเปนดวยกาย วาจา ใจ ดวยตั้งใจ หรือไมตั้งใจก็ตาม รูหรือไมรูก็ตามไดผิดไดพลาดไดบกไดพรองอะไร ก็ขอใหตักเตือน ขอใหทักทวง ติเตียนกันได ก็ทํากันไปแลว ไมวาผูใหญตอผูนอยไมวาผูนอยตอผูใหญ ก็ไดการกระทํา ปวารณา ขอปวารณาตัว ใหชวยวากลาวตักเตือนกันไดซึ่งการวากลาวตักเตือนกันนั้น หรือการติเตียนกันนั้น ถึงขั้นดุดา ใชภาษาไทยชัดๆ นี่ เปนการตําหนิความไมดีเปนการบอกแจงสิ่งที่ดียังไมดีขึ้นอีก มันดีแตวา มันมีดีกวานั้นอีก อยางนี้เปนตน ก็บอกแจงกัน ติเตียนกัน เตือนกันเพื่อใหทําดีที่ดีกวานั้นขึ้นไป หรือสิงที่ ไมดีนั่น ใหเลิกทํา ใหละเวนสิ่งที่ไมดีนั้น ซึ่งเปนสุดยอดของคําสอน หรือเปนสุดยอด ของการเกื้อกูลกันในโอวาทปาติโมกขพระพุทธเจานั้น ก็คือพระพุทธเจาทานตรัสสอนพระอรหันต ในวันมาฆบูชา วันที่มาประชุมจาตุรงคสันนิบาต มาประชุมแลว ทานก็บอกหัวใจ เราถือเปนหัวใจของศาสนาอันหนึ่ง หัวใจของศาสนา ก็คือมนุษยเรานั้นนะควรจะตองเลิกสิ่งที่บกพรอง เลิกสิ่งที่ไมดีไมงาม ความบกพรอง นั่นนะ ไมมีใครอยากบกพรองแตกตองพยายามเลิกความบกพรอง ซึ่งมันจะตองมีอยู เพราะมนุษย จะดีสมบูรณทีเดียว พรอมกันหมดทุกคนไมไดมีเปนลําดับ ผูที่บกพรองนอยที่สุด ไมบกพรองเลย ไมบกพรอง หรือวาบกพรองนอยลงมาบาง บกพรองลงมามากกวาบกพรองมากๆ จนกระทั่ง ถึงเสียหาย หรือเลวราย มันก็ไลลําดับลงไปอยางนั้นนะ มันจะมีแมแตกระทั่ง เลวรายที่เปนอยูแลวก็เปนตัวอยางอยู ในยุคใดสมัยใด มนุษยชาติที่มีความเลวราย ขนาดหนึ่งๆ มันก็จะเปนยุคๆ ไป บางยุค ความเลวรายมันไมอะไรหนักหนา ในยุคที่คนดี ถายุคที่มันเสื่อม มันต่ํามากขึ้น เชน ยุคปจจุบันนี้ เสื่อมต่ํามาก เลวรายมากเลวรายอยางซับซอนดวย คือเลวรายอยางผูรายผูดี ผูรายที่เปนผูราย ไมนากลัว เทาไหรหรอก สมัยนี้ เพราะวาเรารูจักผูรายที่เปนผูรายนั่นนะ ก็แสดงความรายที่เห็นไดงาย หยาบ ต่ํา ไมตองใชปญญา ไมตองใชความเฉลียวฉลาดอะไรก็ดูออกเราก็วิ่งหนีทัน หลบเลี่ยงได แตผูรายผูดีนี่ เราหลงผิด ผูราย ที่รายยิ่งกวาผูราย ผูรายคือผูรายผูดีนี่แหละรายยิ่งกวาผูรายผูราย เพราะเขาพราง พรางไมใหรู วาเขาราย หลอกลวง มายา ทํากิริยาของผูดี ซอนกิริยาความรายเอาไวพยายามศึกษาเรียนรู กิริยาผูดี แลวก็ทํา กิริยาผูดี ที่เปนกิริยาผูดีที่หลอกที่ลวง ความจริงนั้นราย ผูใดที่หลอกไดเกงเทาใดก็คือ ผูมีมารยาทมาก เทานั้นๆ ในความเปนมารยาชนิดนี้นี่แหละ จึงเกิดมารยาทสังคม ผูเจตนาจะทําคนเอง ใหดีดวยการกระทํากายกรรม วจีกรรม ขางนอกใหดีดวยความบริสุทธิ์ใจมีอยู เรียกวามารยาทสังคมที่บริสุทธิ์มารยาทสังคมที่บริสุทธิ์นั้นก็คือ เรารูวากรรมกิริยาอยางไร ที่ควรกระทําแกกันและกันในศาสนานี่ลึกซึ้งซับซอนมาก ฟงที่อาตมากําลังจะอธิบายนี้ดูดีๆ พวกเราชาวอโศกเรานี่ อาตมาก็พยายาม สอนไปเปนลําดับขั้น มันซับซอน ซับซอนมาก ทีเดียว ความจริงใจมันจะดูแข็ง มันจะดูกระดาง ยกตัวอยาง เชนเราพูดกันมาแลวแตตนวา คนเราจะไดดีเพราะติเตียน เพราะฉะนั้น ผูที่จริงใจจะติเตียน ก็คือกลาว ความไมดีของผูที่บกพรอง เพราะถาเรากลาวคําติเตียน หรือกลาวคําพูด ความไมดีของผูที่ไมดีนั้น ออกมาทันที ยิ่งพูดออกมาหมดเลยเรียกวาโป พูดออกมาหมดเลย ตอหนาธารกํานัล ฟงดีๆ นะ ฟงดีๆ อาตมา กําลังจะอธิบาย คําวามารยาท หรือมารยานี่มันตางกันตรงไหน แลวทําไมชาวอโศกเรา จึงมารยาท ไมดี แตชาวอโศกเรามายานอย แตมารยาทไมดี ตอนนี้แหละอาตมากําลังจะไขความวา ชาวอโศกบกพรอง ยังไมอุตสาหะตรงนี้นะเพราะฉะนั้นเมื่อเราจะติเตียน เราก็กลาวคําไมดี ชาวอโศกนี่เกง ติเตียนเกง ไวดวย แลวก็โปดวย โปคืออะไรกลาวแลวเมื่อกี้นี้ บอกออกมาเต็มๆ เลย บอกออกมาหมดๆ เลย มีเทาไหรเปดหมด เรียกวาโป ไมกระมิด กระเมี้ยนไมเขม็ดแขม ไมขมุบขมิบ ขมุบขมิบก็คือนิดๆ หนอยๆ ใชไหม ปลอยออกมาหนอยๆ กอน คอยๆ ติเตียนไป ไมละ พอเห็น โอโหไอนี่มันเสียหายตั้งเทานี้นะ พัวะออกมาหมดเลย คนรับก็โดนฉีกหนา ตอหนา ธารกํานัล อยางชนิดโป อยางชนิดหมดเปลือก อยางชนิดเต็มๆ มันก็อายขายหนา เพราะคนเรามีอัตตา ถือตัว ผูที่ไดรับไมแข็งแรง มีอัตตามากเหมือนกัน พอไดรับคําติเตียนอัตตามันไมยอมทันที แมจะจริง มันก็ไมยอม ๑. จริง ตัวเองรูก็ไมยอม เพราะอัตตาถือตัว ๒. สวนมากจะไมรูตัวเพราะผูที่มีอัตตา แลวก็ยัง ไมไดศึกษา ยังไมไดเรียนรู จะไมรูตัวหรอกวา ตัวเองเสียหายขนาดนั้น ผูตาดีจะเห็นความไมดีของคนไมดี ไดมากกวา ผูตาไมดีใชไหม เพราะฉะนั้น ผูที่ไดศึกษาธรรมะ ก็จะมองกรรมกิริยา ความผิด ความไมถูกตองนี่ไดชัดกวามากกวา เพราะฉะนั้น ก็จะชี้ความไมดีของผูที่ไมดีนี่ ไดถูกตองมากกวา สวนผูที่ยัง ไมไดศึกษา ไมไดเรียนรูพอโผลเขามาที่ในอโศก แมตัวเองเสียหาย ก็ไมไดเคยมีใครติเตียน ไมเคยรูตัว ไมไดเคยศึกษา เพราะฉะนั้นก็ไมรูวาเราเสียหายขนาดนี้ ก็ไมยอมรับ ไมเชื่อ ไมใชๆ ฉันไมไดเสียหายขนาดนี้ การโกรธ การเกลียด การไมยอมรับก็เกิดขึ้นสิ่งอยางนี้ฝมือโศกสามารถมาก กระทํามามากแลว ไดตอนรับขับแขกมาไดเยอะแลว เพราะฉะนั้นอโศกจึงมีหมูมวลเทานี้เอง ก็เพราะฝมือพวกเราไดชวยไว ใหมีอโศกไดกลุมนอยๆ แคนี้ โตไมมากกวานี้ แตดีเหมือนกันถามากเกินไปมันก็ไมไหว เพราะวามากเกินไป โดยฐานของผูที่มีอัตตามานะ มากๆ นี่ หมูที่จะรวมกันไดดีนี่นะ มีกามมากๆนี่รวมกันไดมาก แตไมดี หมูที่จะรวมกันไดดีมากๆ คือมีอัตตานอยๆ หรือ ไมมีอัตตาเลย นี่จะรวมกันไดดีและดีมากสวนผูที่มีกามกันมากๆ นี่จะรวมกันไดมากแตไมดี มันจะฟอนเฟะ ยิ่งมากมันยิ่งจะฟอนเฟะ รวมกันไดมากแตไมดีสวนจะรวมกันไดดีนั้นคือ มีอัตตานอยๆ หรือไมมีอัตตา แตจะเปนไดมากเทาไหร เพราะอัตตามันมาก แตถาอัตตามันนอยมันก็จะรวมกันไดมาก ตรงนี้แหละ ตรงนี้แหละยาก หมูอโศกเรานี้ ไดลดกามมากอน เพราะถาขืนปลอยใหมากโดยมีกามมากๆ มา ใครจะมีกามมากกามนอยไมรูละ อาตมาตองคัดอัตตาไวกอน เพราะอาตมาตองการมวลแนน ขนาดนั้นพวกเราก็ยังลาง อัตตามานะ กันยากเหลือเกินทุกวันนี้นี่พวกเรามีความควบแนนดวยคุณภาพดีขึ้น แมผูที่อยูกันมานานๆ อัตตามานะยังมีมาก ก็ยังอยูไมรอดเรื่องกามมากแลวไมรอดนั้นไมตองพูด อันนั้นมันของแหงๆ มันของแหงๆ อยูแลวนะ เพราะฉะนั้น กามมากก็ไปสวนผูที่อัตตามาก มานะมากก็นานเขาๆ กามก็ไมมากหรอก นาจะอยูกับหมูได แตก็สุดทาย ก็อยูไมไดนะ ก็คัดกันไปเรื่อยๆเพราะฉะนั้น ผูที่อยูไดนี่ แมจะมีอัตตามานะมาก อาจจะมาใหม หรืออาจจะกดขมไวไดอยู ก็อยูไปไดสวนผูที่อัตตามานะนอยแลว สามารถอยูไดแนๆ นั่นก็จะอยูไป ผูที่ยังมีอัตตามานะยังมากอยู ยังอยูไดนั่นแหละเปาตรงนี้แหละ ที่อาตมากําลังพยายามสอน พยายามชี้ พยายามติเตียน ติเตียนเรื่องอัตตามานะมากขึ้นๆคนที่มีอัตตามานะที่กดขม ที่ยังมีมานะ อัตตามานะ ยังสูงอยู ก็ยอมทนไมได ก็ตองออกไป เพราะฉะนั้น ผูที่ออกไป ที่อยูนานๆแลว อัตตามานะ มันถึงขีดทนไมไดแลว มันก็ออกไป เพราะอาตมาเรงเครื่องอัตตามานะอยูสรุปแลวก็คือเคี่ยว...เนนเนื้อใหเหนือกวามากเนนลากแมยากกวาแลนเนนจริงใหยิ่งกวาแคน เนนแกนใหแนนกวากวางอันนี้ตองทํา เมื่อใดๆ ก็ตองทํา อยาไปหลงในความมาก ความใหญ ความมากความใหญ จะทําใหเราตาย แลวก็ทําใหอะไรๆนี่เสื่อมโทรมมามากกวามากแลว สวนความเล็กนั้นนะ ถาเปนเล็กที่จริง ไมมีตายหรอก เล็กนี่ไมตายงาย แตใหญนี่ตายงายเพราะฉะนั้น สิ่งที่เล็กจะมีอายุยืนนาน คุณลองนึกดูวัตถุก็ได สิ่งที่ เล็กนี่ จะอยูยืนนาน สิ่งที่ใหญนี่ จะเคลื่อนที่ก็ไดไวแตถาใหญกันจริงๆ มันก็เคลื่อนที่ไมไหว เหมือนกันนะ แตวาโดยคาเฉลี่ยแลว ไอสิ่งที่ใหญนี่นะ เคลื่อนที่ไดไวที่เล็กนี่จะเคลื่อนที่ชาที่สุด เขาไปเรื่อยๆ แตนั่นแหละ เล็กที่สุดอีก ก็เร็วอีกไวอีก มันก็มีภาวะซับซอนนะ พูดไปพวกนี้เปนอจินไตย เปนเรื่อง ที่ยอนแยง เปนสัจจะยอนสภาพ ที่จะตองมีปญญาอันลึกที่จะเขาใจหันกลับมาถึง ทําไมชาวอโศกถึงมีฝมือติเตียนได มีมารยาทไมงาม ไดกลาวแตตนแลววา ชาวอโศกเรานี่ เรียนรูถึงเรื่องติเตียนกันใหดี ติเตียนกันกอน เพราะการติเตียนกัน พาใหเจริญ เราก็จะเจริญมา เพราะติเตียนกันมากแลวเราก็ทนการติเตียนได ผูที่ทนการติเตียนไดมีอยูสองแบบ ๑. ทนการติเตียนได อยางฤาษี หรืออยางสมถะ อยางโงอยางไมรับ คือเขาติเตียน ติเตียนมาเราก็ เออ ติก็ติ แตเราก็วางเฉย วางเสียดวยนะ ฟงดีๆ เกนะ เขาติเตียนเรามา เราก็วางก็สบาย วางได เขาติเตียนเรามาก็วาง แตไมรับ คือติเตียนมา ก็ติไปติมา เราก็วางก็โยนทิ้ง วางคือโยนทิ้ง ไมรับรูไมรับพิจารณา ไมรับมาแกไข ไมรับมา ตรวจสอบ นี่ก็คือฤาษี ตอใหโงหรือมีปญญารู ถาเอามาพิจารณา รับมาพิจารณารับมาตรวจสอบนะ จะรูมีปญญา แตก็โง โงตรงที่ไมรับ ไมเอามาตรวจสอบ ไมเอามาพิจารณา จึงเรียกวา ฤาษีทั้งคู ตอใหมีปญญา นี่แหละปญญาพวกฤาษีกรุง มีปญญาแบบนี้ ปญญาโง ไมรูจะเรียกอะไร โงใหตัวเอง มีปญญานะ ถาจะรับมาก็มีปฏิภาณ มีธาตุตรวจสอบที่ดีเหมือนกัน แตมันไมรับ จะไมรับ ดวยการดูถูก หรือวาเคยตัว เคยตัวคืออะไรเคยตัวคือถาไมรับเสียแลว วางเสียแลวมันสบายนี่ ไมตองรับมา มันสบาย อยางนอยก็ไมตองรูวา ตัวเองชั่ว รูวาตัวเองผิดเพราะไมเอามาตรวจสอบ ก็ไมรูวาตัวเองผิด เพราะคําติ สวนมาก เปนความถูกหรือความผิดคําตินะสวนมากจะเปนความผิด เปนความไมดี เพราะฉะนั้น ถาจะรับมาพิจารณา เดี๋ยวมันเห็นความไมดีเดี๋ยวมันเห็นความผิดของตัว เพราะฉะนั้น เมื่อไมเอามา ตรวจซะ จะไดไมตองรูวาตัวเองชั่ว จะไดหลงวาตัวเองดีไปเสมอนี่คือความโง แมจะมีปญญา มีความเฉลียวฉลาด มีปฏิภาณอยางไรก็ตาม แลวคนเราไมรูตัวหรอกนะวา ทําอยางนี้ใครรูตัววา ไดทําอยางที่อาตมา อธิบายไปนี้ สํานึกเสีย แลวทําตัวใหม รับคําติ ไมวาคนตินั้น เขาจะเปนผูเล็กผูนอย ผูดอยผูโง เหมือนกับคนโงๆ อยางไรก็ตาม หัด อยาดูถูกดูแคลนคําติเตียนของใคร รับคําติเตียนนั้นมาสวนผูที่รับคําติเตียนแลวก็โงจริงๆ อยางฤาษีแทก็คือ เขาติเตียนมาแลว เฉย ไมรู ติเตียนมาก็ไมรู เขาติเตียนมาก็รับรับเสียดวยนะ ไมวางนะ เขาวาไมดีก็ไมดี แลวไมดีอะไร ไมรูซิ ไมดี แลวเขาบอกใหแกไข ถาไมดื้อ คนที่โงอยางฤษีปานี่เมื่อกี้นี้ฤาษีกรุง ฤาษีกรุงนี่ชานาน พวกฉลาดถึงจะใชเวลานาน พวกฉลาดนี่ ใชเวลานาน สวนผูที่โง ซื่อ นี่นะ เขาบอกวาไมดีอะไร ไมรู เขาบอกใหแกไข ถาไมดื้อนะ ก็แก เอา ตาม พวกนี้จะงายหนอย แตมันก็ไมรูวาคืออะไร แตมันไดนะ เพราะฉะนั้น พวกนี้มีประโยชน เพราะฉะนั้น คนที่ฉลาดนี่ เขาชอบคนพวกนี้ เปนแรงงานที่ดี แลวก็ปกครองงาย คนฉลาดเขาจะชอบเปนแรงงานที่ดี ปกครองงาย พอบอกอะไรก็ทํา แตมันก็ไมคอยมีไหวพริบ ทําไดเทาที่บอก พอหยุดบอกก็ อะไรละ ตอไปไมคอยรูตอ ก็สอนใหม บอกใหม แตก็ทําไดประโยชน ไดแรงงาน แตได ไดมากกวาผูที่ฉลาดทิ้ง ก็ทิ้งไปเลยละ มันไดอะไรละพวกฉลาดนะ ทิ้งไปเลยไมไดอะไร แลวตัวเองก็ไมซอมไว เพราะฉะนั้น จะเกิดความชํานาญ ทักษะก็ไมมีจะเกิดความชํานาญ เกิด experience ก็ไมมี ไมเกิด แตเกิดฉลาดเฉลียวนะ เกิดไดฉลาด แลวมันก็จะโกงแกมโกงเขาไปเรื่อยๆ คนฉลาดแบบนี้พัฒนา นึกวาเปนการพัฒนา เพราะมันไดเปรียบ แลวคนฉลาดแบบนี้ชอบสะสมคนที่โง แบบที่อาตมากลาว เพราะฉะนั้นฤาษีกรุง จะสะสมฤาษีปา จะเปนเชนนั้นมาแตไหนๆ ตลอดกาลนานแตคนที่ไดบุญ คือฤาษีปา คนที่ไดบาปคือ ฤาษีกรุง เพราะฉลาดโกง นั่นก็คือบาปชนิดหนึ่ง โกง ทุจริต เอาเปรียบเขาแลวก็ตัวเองโง ที่อาตมา อธิบายแลววา โงคืออะไรของฤาษีกรุง ก็คือบาปตัวที่สอง บรรลุชา คนพวกนี้บรรลุชาจะไดบุญแทนี่ยากทีนี้ชาวอโศกเรานี่ มาเรียนรูสัจจะเขา ก็รูความจริงก็ยอมรับขึ้นมาเรื่อยๆ ยอมไดรับการติเตียน ลดอัตตามานะปฏิบัติธรรมลดกามกับลดอัตตามานะเหมือนกัน เมื่อชี้กามใหแกผูใด ถามีอัตตามานะซอน เราก็ไมยอมรับแตถาเราลดอัตตามานะของเรา ใครชี้กามใหแกเรา เราก็รับ แลวเราก็พิจารณา ตรวจสอบ แกไขปรับปรุงไปเรื่อยๆเราก็เจริญ เพราะฉะนั้น เมื่อลดกาม เราลดมานะ อัตตามานะดวย ลดกาม เราลดอัตตามานะดวย ลดกามไปไดขนาหนึ่งเสร็จแลวเราก็ไมลดอัตตามานะอีก เราก็จะยึดกามนั้นเสพ สมมุติวา กามหยาบเราไมเอาแลว ผิดผัวเขาเมียใคร เปนตนเราไมเอาแลว มีผัวเดียวเมียเดียว แตเรา ไมลดการเสพ ผัวเดียวเมียเดียว ไมเคยเสพรูป รส กลิ่น เสียงสัมผัสที่เรียกวากามคุณ ๕ แตลดแควา เอาละ ผัวสองเมียสองไมเอา ก็ทําแคนี้ แตภายในใจที่ตัวเองจะระริกระรี้อะไรอยูนั่นนะ มันจะไมลด ถาเผื่อวา ไมลดกามเขาไปอีก จะลดอัตตามานะ สูงขึ้นอีกกวานั้น ยากเรื่องอัตตากับกามนี่ เปนคูกัน ที่จะตองมีภาวะเกื้อกูลกัน ลดกาม ลดอัตตา อัตตามานะวา เพราะอัตตามานะเชียวเปนเหตุลดอัตตา มานะอีก เราจะเกิดญาณปญญา รูกามแลวลดกามไดอีก พอลดกามไปไดแลว เอ อัตตามานะ เราลดไมลงเพราะกามเชียว เพราะฉะนั้น กามจากกามหยาบ ตั้งแตผูหญิงผูชายไมเปนคูๆ ผัวเดียว เมียเดียว มาจน กระทั่ง มาลดรูปลดกลิ่น เสียง สัมผัสอีก ลดไปเรื่อยๆ ลดกลิ่น เสียง สัมผัส นี่ลดไปเรื่อยๆ ไดอีก มากกวามาก ความสวยทางตาความไพเราะทางหู ความชอบทางกลิ่น รสทางลิ้น ลิ้นนี่แหละ แมเราจะเปน พระอรหันตแลว เราก็ยังไมตองพรากเลยลิ้นนี่เพราะตองกิน กลิ่นก็จะได แตรูปสวย จะลดลงไป เสียงนี่ ไมตองมีเสียงก็ได สัมผัสแตะตองเย็นรอนออนแข็งนั่นก็จะตองตลอดกาลนาน เหมือนกันเพราะฉะนั้น อยูที่อาหารนี่ อาหารที่เรากินนี่นะ จะพิจารณารส ลดกามคุณ ๕ จากรสของอาหาร จากกลิ่น ของอาหารจากรูปของอาหาร จากสัมผัสของอาหาร อาหารนี่ สี่กามนี่ มันจะมีอยูตลอดเวลา มันจะมีกลิ่น จะมีรสทางลิ้น มันจะมีรูปแตรูปก็ไมเทาไหร พอหนักๆ เขานี่รูปก็ไมเทาไหร หนักที่สุดก็คือ รสทางลิ้น อาหารนี่ กลิ่นหนักเขาก็ไมเทาไหร รสทางลิ้น เรียนรูใหแยบคาย ลดละใหแยบคาย จนกระทั่ง ใครกินอาหาร อุเบกขา อยาเรียกวาไมอรอย ประเดี๋ยวจะกินไมลงกินอาหารดวยรสอุเบกขา อยาเรียก รสไมอรอย ที่จริงมันหมดอัสสาทะ หมดรสอรอยของโลกียะ แตมันเปนรสของอุเบกขาคือ อทุกขมสุข รสไมทุกขไมสุข มันก็มีรส ละเอียดนะ มันจะมีแทรกอยูนิดๆ เอ รสไอนี่หวาน ถาคนยังเอียง อยูขางชอบหวานไมชอบหวาน หวานนอยไปหนอย แหม ถากวานี้อีกซักนิดก็ อื้อ จะชื่นมากกวานี้ อานอาการ ที่ยังโหยหาหรือยังชอบ ยังชื่นพวกนี้ใหดี จนกระทั่ง เราบอกไมเปนไร หวานแคนี้ หรือ ไมหวานเลยนี่ มันเคยหวานอยางนี้แลวมันตองเคยหวานมา ไมหวานเลยก็ไมเปนไร ก็กินได ไมเปรี้ยวเลย แหม อันนี้ ชนิดนี้ มันตองเปรี้ยวอยางนี้ มันเปนอุปาทานยึดชนิดนี้ตองเปรี้ยวอยางนี้ มันถึงจะเหมาะกะมัน มันถึงจะไดรสไดชาติ ชนิดนี้ตองเผ็ด อยางนี้ ชนิดตองเค็มอยางนี้ เค็มขนาดนี้ถาเค็มกวานี้ มันไมนัว นัวนี่คือ ไดรสที่ไดกลมกลอม ไดรสที่อรอย ที่สุดๆ เรียกวารสมันนัว คนปรุงอาหารนี่แมครัวทางอีสานนี่บอก โอ นัว กําลังนัว นัวแทๆ กําลังเหมาะ รสที่เหมาะที่สุด นัวนี่ ปรุงดวยรสเหมาะที่สุด กลมกลอมที่สุดนัว มันสมมติไว มันอุปาทานไว มันยึดไว เพราะฉะนั้น ถาเราทําลายความยึดติดอันนี้ อุปาทานอันนี้ไดมันจะไมไดรสขนาดนี้เทานี้ ก็ชางมันเถอะ มันจะมากไป มันจะนอยไปอะไรก็ไดผูใดวางไดดี แลวก็อานอารมณแทรกซอน อารมณที่วาเรายังติดยึด เรายังอยาก แหม มันยังไมสมใจ นี่แหละคือไมสมไคลแมกซ ไมไดเสพสม ที่เราตองการ อุปาทานที่เรายึด จริง ตัณหามันจะดูวาโหยหา อยาก แหม มันยังไมไดดังใจนี่มันอยากนอยลงแลวก็ตาม แตอุปาทานนั้น ยังไมถึงที่นะ ยังไมมีไคลแมกซ ยังไมเสพสม ที่ใจตองการแตจะใหไปดิ้นรนโหยหา อยากนี่ ตัณหาอาจจะนอยแลว ความอยาก ที่เรียกวา ตัณหา อยากไดมาสมใจ อาจจะนอยแลวแตไมสมใจที่สมมติ คือไมสมใจที่อุปาทาน เพราะอุปาทานนี่ ลึกกวาตัณหาอีก คือตัวสมมติที่ติดยึดเอาไวลึกๆตองเคนออกมาใหได วาเรานี่ ยึดอะไร เอาไวขนาดไหน ลึกแคไหน คนออกมาใหได ลางอุปาทานใหไดเพราะลางตัณหาแลวตองลางอุปาทานดวย เพราะใน ปฏิจจสมุปบาท มีทั้งตัณหา มีทั้งอุปาทาน ตองลางใหหมดลางอุปาทานไมหมด ขันธไมสะอาด ขันธ ๕ ไมสะอาด เวทนาก็ไมสะอาด เพราะฉะนั้น ธรรมในธรรมนั้นเวทนาคือตัวที่จะตอง เจาะชอนไช ลงไป อยางมาก สัญญาคือเจตสิกของจิต คือตัวจิตนั่นแหละ มันมีบทบาทเขาสมมติบทบาท หนาที่การงาน ของมันวา คือตัวจํา กับตัวกําหนดรู เพราะฉะนั้น ตัวจําหรือตัวกําหนดรู ตองเปนบทบาทของตัวงาน งานที่จะไปรูอะไร ก็ไปรูจิตตัวเองอีกนั่นแหละ เวทนา ไปรูจนกระทั่งวา มันมีสังขาร คือมีตัว ที่เขาไปปรุงรวมหรือไม ไมมีตัวปรุงรวมแลว เหลือตัวติดยึดหรือไม ไมมีสังขารแลว ทุกขนอยแลวละ แตยังเหลือ อัตตาคือเวทนาที่เปนตัว อุปาทาน อันนี้แหละเปนอนุสัย เปนอาสวะที่พุทธนี่ เจาะไชลงไปมาก สังขาร หรือไมสังขารนั้นเรื่องเล็กเพราะฉะนั้น พระอรหันตเจา จึงสังขารเกง พระพุทธเจายิ่ง อิทธาภิสังขาร โนนแนะ เพราะฉะนั้นมีสังขารหรือไมมีสังขารนั่นนะ ไมมีสังขารหมดทุกข แตยังไมหมดอัตตาได หมดทุกขนะ หมดสังขารหมดทุกขแตยังไมหมดอัตตา เพราะฉะนั้น จะปรินิพพานยากเอาละ พระอนาคามีนี่นะ ในฐานหนึ่งนี่นะ ในคุณภาพของจิตวิญญาณพระอนาคามีนี่ ไมมีสังขาร แตยังมีอัตตา ถาเปนพระอนาคามีประเภทดอยปญญานะ จะไมรูจักอัตตาตัวเอง พระอนาคามี ชนิดนี้แหละ ซวยๆพระอนาคามีที่ไมศึกษาใชเชิงปญญา มีผัสสะเปนปจจัยนี่ ไมเรียนมรรคองค ๘ ใหสมบูรณ ไมถูกเหตุปจจัยกระแทกกระทุงขึ้นมา จากอนุสัยอาสวะขึ้นมารู เพราะฉะนั้น ตัวเองก็จะ ไมมีปญญารู อนุสัยอาสวะของตัวเองเมื่อไมรูอนุสัยอาสวะของตัวเอง มันก็เหลือแตอัตตา เรียนรูแคสังขาร เพราะฉะนั้น ตัวที่จะเขาไปปรุงสังขารไมมีแตตัวอุปาทาน หรือตัวที่เปน ตัวอนุสัย อาสวะ มันไมลวงรู คุณภาพ ของความปรุงออนแรงแลว หรือสังขารไมเกงสังขารไมมีแลว แตอัตตาตัวนี้ มันเปนธาตุยึด ติดอยูที่ แคธาตุลึกๆ ออนๆ มันไมเปนโลกเปนโลกียอะไรมากนักหรอกเสร็จแลวตาย พระอนาคามีตาย ดวยธาตุตัวนี้ มันไมเวียนกลับมาหาโลกียอีกหรอก เพราะมันทิ้งสังขารของโลกียสังขารแลว แตธาตุ ตัวนี้แหละ ไปเปนอัตตาอยูในความเสื่อมไปดวยกาละ นานอีกลานๆชาติกวาจะสลายอัตภาพนี้ได อันนี้ เปนอจินไตย เลาใหฟง อาตมาถึงเรียกวา เปนพระอนาคามี ที่ซวยมากๆมันไมปรินิพพานไดทั้งหมด แตมันไมเวียนมา สูโลกียะอีก นี่คือพระอนาคามีชนิดโง และ ปฏิบัติมรรคองค ๘ ไมสมบูรณเพราะฉะนั้นฤาษีปาฤาษีอะไรนี่ โอย มาก แมฤาษีกรุงที่มีมารยาและมารยาทมาก ชอบแตทิ้งๆ แลวก็ไมศึกษาเพื่อที่จะปฏิบัติมรรคองค ๘ ใหครบ เพื่อที่จะกระแทกกระทุงกิเลสออกมา ใหสมบูรณ ผลัดไวเรื่อยๆ ฤาษีพวกนี้ก็จะชินหนักเขาก็จะไมรูรสของวิมุติที่จริงที่แท รสวิมุติที่จริงที่แทของ พระพุทธเจา นั้นคือ จิตมันไมมีรสอะไร แตผูที่เสพอยูนี่จะไมรูตัววา ตัวเองเสพ ไมวาจะเสพความหยุดอยู นี่เปนฤาษีแท ฤาษีปญญา ฤาษีกรุงนี่ ก็จะชอบความหยุดหรือชอบความเบา ความไมตองทํา แตจะเกิดอัตโนมัติ ความคิด สําหรับฤาษีปญญา ฤาษีกรุง ใชความคิดเกง เพราะฉะนั้นใชความคิดมันเบา มันงายเหมือนกัน เพราะฉะนั้น อะไรก็ใชแตความคิด จนกลายเปนตถตา ของความคิด คิดไมเมื่อยคิดไมยาก คิดไมลําบาก คิดสะดวก คลอง งาย สบายเพราะฉะนั้น จึงไมกลัวในเรื่องคิด ก็จะใชแตตัวความคิดนี่แหละเปนตัวอาศัย เปนเครื่องอาศัย แตทําลงมือทํา ยิ่งลงมือทํายิ่งเปนงานเปนอะไรตออะไร ที่ยิ่งจะตองประกอบกับวัตถุ ประกอบการ กับกรรมกิริยา มันก็ยิ่งหนักยิ่งมากฤาษีพวกนี้ก็ไมชอบ สวนฤาษีไมทํานั้นนะ ไมทําอะไรเลยแมแตคิด แมแตทํา พวกนั้นพวกฤาษีปา ยิ่งแยใหญเลยพวกนั้นดักดาน พวกฤาษีปาไมทําอะไร ประกอบการอะไร ก็ไมทํา คิดยิ่งไมคิดเลย ฤาษีปานี่ พระพุทธเจาไมเอาเลย เพราะฉะนั้นอยากที่จะเปนพระพุทธเจานี่ จะเปนคนกรุง ปญญานํา โดยเฉพาะพระสมณโคดม ใชปญญานํา ทานเปนปญญาสิกะนําพวกเรานี่มาถึงยุคนี้นี่ เปนลูกศิษยพระพุทธเจาปญญาธิกะ เพราะฉะนั้น คนที่เปนฤาษีแทๆ ที่เปนฤาษี ดวยสายเลือดเปนฤาษีทางเจโตทางสมถะเขายาก เพราะฉะนั้น ผูที่จะมาไดนี่ จะมาสายปญญา มาทางนี้ จะมาสายปญญามาทางนี้ถาเอาศาสนาพุทธ อยางที่อาตมากําลังทํานี่ ไปอินเดีย ลมเหลว ยาก เพราะ อินเดียนั้น ฤาษีแทเยอะ เยอะ ขอยืนยันวาเยอะเอาไปหยั่งลงยาก เมืองไทยนี่ชอบปญญา หยั่งลง เมืองไทยได ยิ่งจะเอาไปจีนยิ่งจะดี แตยังไมไปนะเมืองจีนขออยูเมืองไทยกอน ขอสรางที่ไทยนี่แหละ แตไปจีนก็จะลมเหลวไว เพราะวาจีนมันสายปญญา แลวเฉโกเกงปญญามันก็ไปหาเฉโก เจโตมันก็ไปหาปา ไปหาพวกมืด ปญญาไปหาเฉโก เจโตไปหาโลกันต ดีเหมือนกัน ไปอยูสุดรู โลกันตนี่สุดรูนี่อาตมาวิเคราะหอะไรๆ ใหฟงนี่เปนแนวลึก เปนแนวกวางขณะนี้ชาวอโศกเรานี่ กําลังเกิดพุทธ ใครจะเชื่อ ใครจะหมั่นไสอะไรก็ตามใจเถอะนะ ใครจะเชื่อ หรือใคร จะหมั่นไสก็แลวแตตัวบุคคล อาตมาก็ขอพูดความจริงอยาง ยิ่งวันสําคัญๆ อยางนี้ เปนวันของเรา มหาปวารณานี่อาตมาวาคนนอกอะไร ยิ่งตอนนี้ทําวัตรเชา พวกนอกๆ ไมมีทางจะมา ตีสามตีสี่ ลุกขึ้นมา พูดกัน เฮยเรื่องอะไรตีสามตีสี่กําลังมัน กําลังนอนปุยๆ เลย กําลังหลับสบายเลย ตี ๓ ตี ๓ ตี ๔ กําลัง หลับสบาย มีพวกเรานี่แหละตื่นตี๓ ตี ๔ นอนก็นอนแตหัวค่ํา ตื่นตี ๓ ตี ๔ เขามาฟงธรรม มาฟงอะไร ตออะไรกัน เพราะฉะนั้น คนที่มาก็คนใน เพราะฉ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน