560602_รายการวิถีอาริยธรรม โดยพ่อครูและส.ฟ้าไท เรื่อง หลงนิโรธ(๙ วิปลาส)จึงคลาดจากอนุตริยธรรม.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์348 KB
วันที่แก้ไข5 กุมภาพันธ์ 2566

เนื้อหาในไฟล์

560602_ เรื่อง หลงนิโรธ(9วิปลาส) จึงคลาดจากอนุตริยธรรม รายการวิถีอาริยธรรม โดย พ่อครู ส.ฟ้า ไท…วันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน พศ.2556 วันนี้ พ่อครู ก็คงจะมีปรโตโฆษะ และโยนิโสมนสิการ เกี่ยวกับ sms ที่ส่งมา เกี่ยวกับเรื่องอภิธรรม ที่จะได้อธิบายแถลงไขให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งทั่วกัน วันนี้ พ่อครู ก็จะได้ขยายความต่อในเรื่องที่ได้เรียบเรียงมา เพื่อให้เห็นเป็นปรับปวาทะ(คือมีวาทะอันเป็นอื่นไปจากคำสอนของพระพุทธเจ้า) ก็จะต้องจัดการ มาบอก แสดง เปิดเผย จำแนก แสดงธรรมอันมีปาฏิหาริย์ ในทางปัญญา ทางปรมัตถธรรม ไม่ใช่อิทธิปาฏิหาริย์ หรืออาเทสนาปาฏิหาริย์ _ 0888705xxx … ทุกข์อันเกิดจากรูปดับไปแล้ว=ดับเฉพาะทุกข์ แต่รูปมิได้ดับด้วย อย่าโง่ซิ พ่อครู ว่า... รูปมีทั้งที่เกิดจากรูปจิต อรูปจิตก็ได้ รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ เ ช่ น ตาสัมผัสรูป หูได้ยินเสียง ซึ่งมันเป็นไตรลักษณ์ตามธรรมชาติ เกิด-ตั้งอยู่-ดับไป อย่างธรรมชาติ แต่รูปที่ต้องรู้คือรูปที่จิตเอาไปปรุงแต่ง เช่น ตากระทบรูป หูกระทบเสียง ก็เป็นปัจจุบันที่ถูกรู้ แต่เมื่อผ่านไปก็ไม่มีผัสสะแล้ว ของสดไม่มี คุณจะมีรูปได้ ก็ต้องเอาสัญญา ความจำ ดึงมาระลึกรู้ ถ้าคนที่สร้างรูปก็เรียกว่า มโนมยอัตตา หรือไม่มีรูปก็มีแต่อาการก็ได้ เราก็กำหนดหมายได้ว่า เป็นอาการจิตอย่างไร เช่น นี้ทุกข์ นี้สุข ไม่ต้องมีรูปร่าง สีสัน เส้นเสียงอะไร แต่เป็นอาการ มันก็รู้ได้ คือสิ่งที่ถูกรู้ นี่แหละที่เรียกว่า นามรูป คือนามธรรมที่ถูกรู้ เรียกว่า รูป ซึ่งนามรูปเหล่านี้ รู้ได้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทศ (ล. 16 ข้อ 60 ) รูปที่คุณ 8705 หมายคงหมายถึง กายหยาบเท่านั้น เช่น เห็นมังคุด มังคุดคือรูปแน่นอน เมื่อตากระทบไปก็ดับแต่ทุกข์ แต่มังคุดไม่ได้ดับไปด้วย เพราะมันอยู่ที่เดิม เขาว่า

อ่านต่อ

ดับเฉพาะทุกข์ แต่รูปหรือร่างกายไม่ได้ดับด้วย พ่อครู ว่า...มังคุดมันจะดับหรือไม่ก็คือรูป แต่ดับหรือไม่ดับนั้น ทุกข์อยู่ที่จิตเรา มังคุดไม่ได้ดับ แต่ทุกข์เราดับ เพราะเราดับเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ที่เป็นนามรูป ก็คือ กิเลสตัณหาอุปาทาน ที่ว่าดับเฉพาะทุกข์แต่รูปไม่ได้ดับด้วย นี่ก็ถูก แต่ว่า อาตมา ว่า รูปนี้ไม่ได้หมายถึงสิ่งภายนอกเท่านั้น แต่ยังมีรูปที่เป็นสิ่งที่ถูกรู้ในจิต ซึ่งคือทุกข์ที่เป็นนามรูปก็ดับไป รูปที่ อาตมา ว่าหมายถึงรูปจิต เป็นสิ่งที่ถูกรู้อยู่ภายใน ถ้า 8705 หมายความว่ารูปเป็นเพียงกายภายนอก นั่นก็คือยังไม่เข้าถึงปรมัตถ์ ที่มีรูปที่เป็นตัวตนของกิเลส ที่เป็นสักกายะ เป็นอัตตา ที่เราจับได้ และละล้างไปตามลำดับ _ 0888705xxx … พธร. เข้าใจผิดว่า คำว่าตัวตนหมายถึงมีรูป ฉะนั้นถ้ามีรูปก็คือยังมีตัวตน! พ่อครู ว่า … ก็ถูก ถ้า รูปดับไปก็ไม่มีตัวตนแล้วสิ ถ้ายังมีรูปก็ยังมีตัวตน แต่ถ้าเราดับนามรูปหมดก็ไม่มีตัวตนสิ และเขาสับสน เพราะเขาว่า ทุกข์อันเกิดจากรูปดับไปแล้ว=ดับเฉพาะทุกข์ แต่รูปมิได้ดับด้วย ก็สับสนสิ _ 0888705xxx … เมฆเป็นปัจจัยให้เกิดฝน แต่มิได้หมายความว่า เมื่อมีเมฆแล้ว ฝนจะต้องตกทุกครั้งไปก็หามิได้! ฉันเดียวกัน สำหรับผู้ที่หมดกิเลสแล้วเช่นมหากัสสัปปะ เมื่อประสงค์จะดับกายิกทุกข์ จึงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ หรือตัดความเชื่อมต่อระหว่างอายตนะ จึงไม่มีผัสสะเกิดขึ้น! จริงอยู่..สฬายตนะเป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ แต่ก็มิได้หมายความว่าเมื่อมีสฬายตนะแล้ว ผัสสะจะต้องเกิดทุกครั้งไป! มหากัสสัปปะก็ยังมีสฬายตนะอยู่ แต่ผัสสะดับแล้ว! พ่อครู ว่า … ของพระพุทธเจ้าดับเมฆคือ เหตุปัจจัยไม่เหลือเลยนะ การตัดความเชื่อมต่อระหว่างสฬายตนะก็ไม่มีผัสสะก็ถูก แต่เขาเข้าใจว่า นิโรธต้องเข้าไปดับผัสสะอยู่ในภพ และต้องดับเวทนาให้เหลือเพียง 0.001 % เหมือนกับหมอวางยาสลบ อย่างนี้ อาตมา เข้าใจและทำเป็น คุณก็ไม่เชื่อและก็ท้าทายด้วย อาตมา ก็ว่าไม่ได้ดับเก่งอย่างฤาษี ดับได้เป็นวันได้ แต่หลายวันไม่ได้ คุณท้าทายมาก็ชนะสิ แต่อย่างนั้นไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า แต่นิโรธแบบพระพุทธเจ้าสิ ถ้าไม่ได้ อาตมา เสียใจ ไม่ได้อย่างฤาษีก็ไม่เสียใจ ได้อย่างพระพุทธเจ้าสิจึงจะน่าภูมิใจ สฬายตนะเป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ พระพุทธเจ้าตรัสว่า อายตนะจะเกิดได้ต้องมีผัสสะ อายตนะเกิดเมื่อมีเหตุปัจจัยคือผัสสะ 0888705xxx … สฬายตนะภายในหมายถึงตาหูจมูกลิ้นกาย(5อย่างนี้รวมเรียกว่ารูปกาย) และใจ(หรือนามกาย) ซึ่งทั้งมนุษย์ เทวดา รูปพรหม เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย สัตว์นรก ล้วนแต่มีสฬายตนะภายใน คือมีทั้งรูปกายและนามกาย ส่วนอสัญญีสัตว์มีแต่รูปกาย ไม่มีนามกาย ส่วน อรูปพรหมมีแต่นามกาย ไม่มีรูปกาย ฉะนั้นผีเปรตเทวดาทั้งหลายจึงมีรูปกายให้เห็นได้ด้วย! แต่เป็นรูปกายละเอียดที่เห็นได้ด้วยใจ(SixSense)เท่านั้น! แต่คนที่เห็นดันไปคิดว่าเห็นวิญญาณ! พ่อครู ว่า … ถ้าแยกรูปกายกับนามกายไม่ออก รูปกายนั้นคนหรือสัตว์ที่มีธาตุรู้คือนาม ก็จะรู้จักองค์ประชุมคือนามกาย ส่วนพืชนั้นไม่มีจิตวิญญาณ ไม่มีเวทนา มีมีวิญญาณ ซึ่งในรูปพรหมหรืออรูปพรหม ก็คือสัตว์ทางจิตวิญญาณ อย่างนี้ไม่มีสรีระ ส่วนผู้ที่ปั้นก็เป็นมโนมยอัตตา ก็รับรู้ได้ด้วยอาการลิงคนิมิตอุเทศ อสัญญีสัตว์ก็คือ สัตว์ที่ไม่มีสัญญา ก็มีแต่รูป ไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ ส่วนอรูปพรหม มีแต่นามกายไม่มีรูปกาย ก็คือรูปกายที่หยาบไม่มีจริง แต่สิ่งที่ถูกรู้ด้วยญาณคือ นามกาย หรือนามรูป ขั้นอรูปอย่างนี้มี เป็นรายละเอียดที่ อาตมา เห็น แน่นอนคำว่า รูปกาย ของ 8705 หมายถึง สิ่งที่มีสีสัน รูปร่างแน่นอน เขาใช้คำว่า อรูปพรหมมีแต่นามกาย ไม่มีรูปกาย แต่ของพุทธนั้น เห็นได้ทุกอย่าง _ 0888705xxx … พธร. ผู้โง่เขลาอยู่แล้วก็เลยอ้างพ ระไตรปิฎก ว่าวิญญาณเป็นอสรีรังที่เห็นไม่ได้! จึงไปสรุปว่าผีเปรตเทวดาไม่มีจริงหรอก! ที่คนไปเห็นเข้าก็เพราะอุปาทาน คิดจินตนาการไปเองตะหาก! แหม มันจึงน่าตี พระโพธิรักษ์ ยิ่งนัก พ่อครู ว่า … คุณฉลาด แต่ทำไมคุณไม่ฉลาดอีกที อาตมา ไม่ได้บอกว่า ผี เปรต เทวดา สัตว์นรก ไม่มี แต่เห็นว่ามี และก็ดับไม่ให้มันมีในจิตได้ ทั้งรูปและนามก็ไม่มีในจิต อาตมา อาตมา ทำให้มันไม่มี ไม่ได้ปฏิเสธว่ามันไม่มี แต่สามารถทำให้มันไม่มี จึงรู้ได้ _ 0888705xxx … ก็อย่างที่เราเห็นคนกันเนี่ย เราเห็นวิญญาณคนกันหรือ?ซึ่งก็เปล่า! ฉันเดียวกันที่เราเห็นผีเปรตเทวดา เราเห็นวิญญาณผีเปรตเทวดากันหรือ? ซึ่งก็เปล่าเหมือนกัน! จริงไม๊ เพียงแต่คนทั่วไปไม่รู้บัญญัต จึงพูดผิดไปว่าเห็นวิญญาณ! พ่อครู ว่า..เขาพูดถูกแต่เขากำหนดผิด เพราะสิ่งที่ถูกคือ วิญญาณไม่มีรูปร่าง(อสรีรัง) เห็นไม่ได้ (อนิทัสสนัง) แต่เขาก็เห็น แต่ถ้าเขาแยกแยะได้ เขาจะเข้าใจ เขายังไม่มีความรู้ สัตตาวาส 9 แม้แต่ข้อแรก คือ มีกายต่างกันสัญญาต่างกัน คำว่า กาย คือองค์ประชุมที่เกี่ยวกับวัตถุรูปภายนอก กระทบเข้าไปเป็นองค์ประชุมภายใน ถ้าหมายเอาแต่ในคือ นามธรรม ก็เห็นกายต่างกัน จะกำหนดว่า มนุษย์เปรต คนนี้ก็จะมีกายเป็นรูปร่างเปรต หรือเป็นนางนาค ต่างกันไปตามแต่ละคนยึดถือ แล้วแต่จะสมมุติกันไป ส่วนเทวดาก็สมมุติต่างกันไป เทวดาฝรั่ง เทวดาไทยก็ต่างกันไป สารพัด ส่วน สัตตาวาสข้อ 2 กาย ต่าง กัน แต่สัญญาอย่างเดียวกัน เช่น ผู้ได้ปฐมฌาน หมายความว่า มีเงื่อนไขหลักคือ "ไม่มีนิวรณ์" แต่ฤาษีก็ไม่มีนิวรณ์อย่างเดีย ว กับพุทธ แต่องค์ประชุมของฌาน ก็ต่างกัน คือกายต่างกัน ตั้งแต่ฌาน 1-4 ก็ต่างกัน ของฤาษีต้องอยู่แต่ในภวังค์ ไม่มีผัสสะกระทบ จึงเป็นฌาน แต่ของพุทธกระทบอยู่ก็มีฌาน ต่อไปก็อธิบายสิ่งที่ อาตมา เรียบเรียงมา โดยเอานิโรธเป็นหลัก ถ้านิโรธพุทธ เรียกว่า สัมมาฌาน สัมมาสมาธิ เป็น สัญญาเวทยิตนิโรธ แต่ถ้านิโรธของทั่วไปก็เรียกนิโรธ แต่คนไม่เข้าใจพุทธ ก็ไปเอาสัญญาเวทยิตนิโรธ มาแปลผิดๆอีก อาตมา ก็ต้อง ปรับปวาทะให้เรียบร้อยโดยสหธรรม สรุป นิโรธแบบพุทธ เป็นการ ทำ ความดั บ ซึ่ง ดับเหตุ ที่เป็นกิเลส ไม่ใช่แค่ ทำ กิณ หะ เป็นแค่ การ ทำ ความมืด- ดำใส่ ใจตนได้เท่านั้น แต่เป็นการทำ ความดับที่รู้จักรู้แจ้งรู้ จริง อั ตตาที่เป็นตัวตนของ กิเ ลส อัน คือเหตุ ( สมุทัยอริยสัจ) แล้วสามารถ กำจัด เหตุนี้ คือ ตัว ตนของกิเลสนั้น ๆ ลดละจางคลายไปเรื่อยๆ จนมีภาว ะ ตั วตนนี้ดับ (นิโรธ) ก็มี ปัญญา ญา ณต ามเห็นความดับ (นิโรธานุปัสสี) ไปตลอดแห่งสัจธรรม คือ สิ่งที่ทรงอยู่จริง และแม้จ ะ ดั บเป็นแล้ว ก็ ทำอีก ทวนให้แน่นอนมั่นคง ว่า เรา ดั บได้จริง ถู กต้องแน่แท้ โด ยต ามเห็น การทำทวน (ปฏินิสสัคคานุปัสสี) นี้ ไปตลอดอีกด้วย จึงเป็นการทั้ง ตรวจสอบทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ด้วย อรูปฌาน 4 จนกระทั่ง ล่วงพ้ น เนวสัญญนาสัญญายตนฌาน สู่ สัญญาเวทยิตนิโรธ ซึ่ง ไม่ใช่ การเวียนวนเป็นแค่ กิณห ะ คือ ทำความมืด ดำ ให้ตนอาศัยได้ชั่วระยะหนึ่ง แล้วก็ ออกมา สู่ ความสว่าง (อาโลก) อยู่แล้วๆเล่าๆ เข้าๆ-ออกๆ วนแล้ววนเล่า อยู่อย่างนั้น แต่เป็ น การ ดับตัวตนของกิเลส จนกระทั่ง มั่นใจว่า กิเลสมันได้ดับสนิท ไม่เหลือเศษธุลีแม้นิดแม้น้อย (อากิญจัญญ) เป็นความไม่มี เลยจริงๆ โดยการได้ปฏิบัติ ตรวจสอบด้วย อรูปฌาน 4 จนกระทั่งสัมบูรณ์ เพราะ ดับไ ด้ สิ้นเกลี้ยงกิเล ส อาสว ะ สุดท้ายไม่มีเกิดในจิตอีกเลยตลอดไป กิเลสก็ดับสิ้นซากสุดเกลี้ยงขอ ง ค วามไม่มีอะไรอีก ( พ้นอากิญญจัญญ) จึง เ ข้าถึงภูมิ (อุปัชชติ) ที่เรียกว่า เ นวสัญญานาสัญญยตนภ พ และท้ายสุดนี้จึงจะ หลุดพ้น(วิมุติ) หรือล่วงพ้น(สมติกฺกมติ) ได้จากภาวะที่เรียกว่า ฌาน หรือ ภพ ขั้น อรูปฌานสูงสุด คือ พ้น เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน (ต้องย้ำว่าแบบพุทธ) ซึ่งเป็ น ฌานขั้นสูงสุดแล้ว ที่ยังไม่รู้ (อวิชชา) ถึงขั้นแจ้งจบ ผู้ที่สามารถ ล่วงพ้น หรือ หลุดพ้น แม้แ ต่ ฌาน หรือ ภพ ขั้นปรมาภิธรรมละเอียดสูงสุด คือ เ นวสัญญานาสัญญายตนฌา น (แบบพุทธ)นี้ไปได้แท้จริง ก็หมดสิ้นเหตุ เป็น นิโรธสมาบั ติ ถาวร อยู่ในชีวิตประจำวันปกติกิเลสดับ มี นิ โร ธ ในชีวิตสามัญตลอดไป ชื่อว่ า สัญญาเวทยิตนิโรธ ซึ่งเป็นของพุทธแท้ๆ ไม่ต้องเข้าๆ-ออกๆอะไรแบบนั้น จึงเป็น กา รรู้ แจ้งจบครบหมดสิ้น ไม่มีเหลือ ความไม่ รู้ (อวิชชา) แม้แต่ขั้นที่ชื่อว่า เ นวสัญญานาสัญญายตนภูมิ สู่ สัญญาเวทยิตนิโรธภู มิ เป็นความรู้ที่เรียกว่ า อนุตตริยะ คือ เหนือกว่าเหนือ ไม่มีเหนือกว่านี้อีกแล้ว, ภาวะที่ยอดเยี่ยม, สิ่งที่ยอดเยี่ยม, สิ่งที่ไม่มีอะไรเปรียบ, ความเลอเลิศ เพราะมี ความหมดสิ้นภพชาติ และ สูงสุ ด พ้นกิจ-จบกิจ ที่เรียกว่ า ทำ ฌาน จบสุดแล้ว คือ ได้ เ ผากิเลสสุดท้ายในจิตใจเกลี้ยงสะอาดสุด ทั้งมี ค วามรู้ ขั้น อนุตตริยะ 3 แ ล้วบริบูรณ์ คือ 1 . ทัสสนานุตตริยะ =การเห็นอันเยี่ยม 2 . ปฏิปทานุตตริยะ =การปฏิบัติอันเยี่ยม 3 . วิมุตตานุตตริยะ =การพ้นอันเยี่ยม จึงเป็นการ สิ้นสุดแห่งอาสวะสุดท้าย คือ อวิชชาสวะ หรื อ อวิชชาสังโยชน์ ก็เป็นอันหลุดพ้ น หมดสิ้นสัมบูรณ์ ทุกประการ ความคิด หรือ ค วามรู้ แ บบพุทธ นั้นอย่างนี้ หมายถึง นิโรธ ที่ได้ต้องเห็นๆแจ้งๆ(สัจฉิ) เมื่อบรรลุจึงมี จักษุ-ปัญญา-ญาณ-วิชชา-แสงสว่าง (อาโลก) ส่วนอี ก ความคิด หรื อ ความรู้ ที่ไม่ใช่พุทธ ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง คื อ นิ โรธ ที่ได้ต้องไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เป็น ไม่มี เมื่อบรรลุจึงมีความมืดดำ (กิณหะ) ฉะนี้แล คือ ภาวะที่เรียกว่า นิโรธ ๒ ขั้ว สำคัญที่ มีอยู่ในโลก ลองวิจัยแยกแยะ ความเป็นนิโรธ ๒ ขั้ว นี้กันละเอียดๆดูบ้างซิ (ก) นิ โร ธ ที่ไม่ใช่พุทธ หรือ ชาวพุทธที่ยัง มิจฉาทิฏฐิ ผลธรรมที่ได้ มักจะหมายถึง มี (โหติ) ภาวะอย่างหนึ่ง แต่ยังไม่ถูกต้องตามเป็นจริง เพราะผลธรรม ที่ได้ ยังไม่ใช่ผลธรรมที่เข้าขั้น ความไม่มีในโลก ( โลเก นัตถิตา) อีก ต ลอดไป ที่สำเร็จเด็ดขาดอย่างเป็นจริง ภาว ะ ที่ได้ที่ชื่อว่านิโรธนั้น จึงคลาดเคลื่อน คือผิดไปจากภาวะอริยสัจ ที่ชื่อว่ านิ โรธ นิโรธ ที่ได้ จึง ไม่ใช่ นิโรธอริยสัจ เพราะ สัญญายังวิปลาส เมื่อวิปลาส สัญญา ก็กำหนดหมายคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง ที่เป็นความจริงขั้ น อริยสั จ หรือขั้ น ปรมัตถสัจจะ ( สิ่งที่เป็นจริงอันประเสริฐสุด) สัญญาที่มิจฉาทิฏฐิ จึงเป็นคนละอย่างจากอริยสัจ เพราะจะกำหนดหมายรู้(สัญญา) เอา ตามทิฏฐิของตน (นานัตตสัญญิโน) ย่อมได้ผลตามทิฏฐิที่ ผิด ไปจาก อริยสัจ ๔ ก็จะได้ภาวะนั้นๆตามสมรรถนะของแต่ละคน กาย ที่ได้ ก็เป็น องค์ประชุมของรูปของนาม (กาย) ที่แตกต่างกันไปตามสัญญา ที่ มีภูมิรู้อย่างนั้นอย่างนี้ของแต่ละคนกำหนดหมาย และเมื่อสร้างหรือสังขารให้ได้ ก็ย่อมไ ด้ กายตามความสามารถต่างๆ (นานัตตกาโย) ดังที่ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใ น สัตตาวาส 9 ข้อที่ 1 หรือ วิญญาณฐิติ 7 อันเป็นหลักธรรมลึกซึ้งสำคัญ(พระไตรปิฎก เล่ม 11 ข้อ 353 , 457 และเล่ม 23 ข้อ 228 หรือในเล่ม 11 ข้อ 335 และเล่ม 23 ข้อ 41 ) เพราะฉะนั้น เมื่อทำสำเร็จ จึงหลงยึดภาวะที่ได้ที่มีที่เป็นนั้นอยู่แล้ว หลงว่า ตนมีความไม่มี สำเร็จแล้ว แต่แท้จริงก็ยังมี อ ยู่แท้ๆ และภาวะที่ได้อยู่ มีอยู่นั้น ก็มิใช่ ภาวะไม่มี (น โหติ) ที่ถูกต้องตามสัจธรรมจริงเลย ทั้งๆที่ภาวะของผลนั้น มิใช่ความไม่มี ภาวะจริง ของนิโรธอริยสัจ มิใช่ ความดับสนิทสิ้นซาก มิใช่ความไม่เหลือแล้ว ของภาวะที่จะมิให้มีนั้น(คือการดับสิ้นกิเลสาสวะ) ซึ่งจะต้อง ไ ม่มีอีกแล้ว ในความเป็นกาย และในโลก ทั้งๆที่ ตนหลงยึดความไม่มีนั้นอยู่ ผู้หลงผิดนี้ก็ไม่รู้ได้ว่า ตนมี (โหติ) ความยึดนั้น ฉะนี้แลคือ ความไม่มีในโลก (โลเก นัตถิตา) ย่อมไม่มี (น โหติ) โลกที่ว่า ไม่มี (น โหติ)นั้น ก็คือ ความไม่มี (นัตถิ) โลกนิโรธ เพราะ เขายังมี โลกสมุทัยอยู่ เขาจึง ไม่มีภาวะที่ โลกทั้งโลกไม่ควรมี [ผู้สนใจค้นคว้าได้จากพระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 43 ] ซึ่งความเป็น นิโรธอริยสัจ นั้น ต้องเป็นความไม่มีภาวะนั้นอีกแล้ วใ นความเป็นโลก เมื่อเขา สัญญาผิด หรือ ปฏิบัติผิด เขาย่อม ไม่มี (น โหติ) ภาวะที่คว ร มี สมจริงตามความรู้ เพราะยัง ไม่สามารถแยกความเป็นกายได้ จึงยึดกายที่ไม่ใช่ นิ โรธอริยสัจ นั้นเป็น อัตตาอยู่ เพรา ะ สัญญ า ยั ง วิปลาส ( บาลีคือ วิปัลลาส = ความคลาดเคลื่อน, กิริยาที่ถือโดยอาการวิปริตผิดจากความเป็นจริง, ความเห็นหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากสภาพที่เป็นจริง) เหตุที่ทำให้มีความคลาดเคลื่อนผิดพลาดอยู่ ก็เพราะ... 1 . หลงว่าตนปฏิบัติ มีนิโรธแล้ว แต่แท้จริงนั้น เพราะมิจฉาทิฏฐิอยู่ จึงสัญญาวิปลาส เพราะกำหนดหมายนิโรธ ไ ม่เป็นบ้าง กำหนดนิโร ธผิ ดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากภาวะที่เป็นสัมมานิโรธบ้าง เพราะกำหนดวิธีปฏิบัติ ผิดคลาดเคลื่อนไปจากมรรคอริยสัจของพุทธบ้าง 2 . ตนยังมีกิเลสอยู่ แต่หลงว่าตนเองปฏิบัติถึงขั้น ดั บกิเลส แ ล้ว เนื่องจากสัญญาวิปลาส เพราะเข้าใจความเป็นสัญญาคลาดเคลื่อนไปบ้าง จึงกำหนดหมายปรมัตถธรรมไม่ถูกต้องได้แท้จริง เพราะ กำหนดหมายความเป็น ก าย ค ลาดเคลื่อนไปจากสัจธรรมบ้าง ไม่ว่า รูปกาย ห รือ น ามกาย โดยเฉพาะ กำหนดหมายตัวตนของกิเลส ( อัตตา) ไม่ถูก น ามกาย ข องมัน จึงล่วงพ้น(สมติกฺกมติ) แม้แค่กิเลสขั้นต้น คือ วีติกกมกิเลสไปตามลำดับ ก็ยังไม่ได้ จึงไม่ถูกต้อง(คือผิด)ตั้งแต่เบื้องต้น 3 . กำหนดการเกิด(ชาติ)ยังไม่สัมมาทิฏฐิ จึงยังผิดพลาดคลาดเคลื่อนอยู่ ก็ยังสัญญาวิปลาสอยู่ เช่น ต้องเข้า-ต้องออกอยู่ เมื่อเข้านิโร ธก็มีก ารดับ เ มื่อออกนิโรธ ก็มี การเกิ ด นั่นคือ ยังวนอยู่กับ การเกิด-การดับ จึงยั ง ไม่มีความดับเหตุดับปัจจั ย กระทั่งสิ้นไม่เกิดไม่ดั บ อีก จึงไม่ใช่การดั บ ชา ติจ นสนิทเด็ดขาด เพราะยัง มี การเข้านิโร ธ แล้วยัง มี การออกนิโร ธ จึงยัง มีก ารดั บ แล้วก็วนเวียนมา มี การเกิ ด แ ล้วก็ยัง มี การดับ-การเกิ ด อีก แสดงว่า ไม่รู้จักแม้แต่คำว่า ชา ติ ที่เป็นปรมัตถธรรม 4 . ยังมี โลก(ภพ)เพราะไม่ไ ด้ ดับเห ตุ แห่งการเกิดโลก(ภพ) แบบอริยสัจ 4 ยัง มีโลก (ภพ) เพราะ ยังไม่รู้จักโลกหรือภพ เช่น โลกที่เป็นโลกียะ นั้นเป็นไฉน โลกที่เป็นโลกุตระ นั้นเป็นไฉน แม้แค่ความเป็น โลกนี้(อยังโลก)-โลกหน้า(ปรโลก) ก็ยังไม่สัมมาทิฏฐิ จึงไม่สามารถปฏิบัติมรรค องค์ 8 ให้เป็ น สัมมามรรค-สัมมาผ ล ( พระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 252 _ 281 ) จึงยัง มีโ ลกสมุทั ยอ ยู่ แน่นอน โ ลกนิโร ธ จึงยังไม่มีอยู่นั่นเอง 5 . ยังมีความเป็นสัตว์ มีสังโยชน์ มีความเป็น สัตตาวาส 9 อยู่ สัตว์ ในที่นี้คือ สัตว์โอปปาติกะ สัตว์ทางจิตวิญญาณ จึงยั ง ไม่พ้นสังโยชน์ สั มบูรณ์ เพรา ะ ตัวต น( อัตตา)ของสัตว์ ตั้งแ ต่ สักกาย ะ อันเป็นตัวตน(อัตตา) ของสัตว์เบื้องต้น ต่อไปจนถึ ง ตัวต น เบื้องกลาง และสุดท้า ยตั วตนเบื้องปลา ย คื อ อาสว ะ ตามลำดับ ลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเ ล กิเลสหรืออัตต า จึงถูกกำจัดได้ไม่ละเอียดชัดจริงบริบูรณ์ นั่นคือ ยังไม่สิ้ น สังโยชน์ 10 หรื ออ นุสัย 7 บ ริบูรณ์ เพราะยังไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ถึงขั้ น เห็ น (ปัสสติ) ความจริงด้วยปัญญายอดยิ่ง(สัมมัปปัญญา) ว่า อัตต า หรื อ ตัวตนของกิเลสหยาบ-กลาง-ละเอียดทั้งหลา ย ไ ด้ ดั บด้วยการสำรอกโดยไม่เหลื อ ( อเสสวิราคนิโรธา)หมด แม้ที่สุด อาสว ะสิ้ นแล้ว ชนิดที่รู้อยู่-เห็นอยู่ เป็นปัจจุบัน (ชานโต ปัสสโต วิหรติ) นั่นเทียว 6 . ยังมีกายที่ไม่สัมมาทิฏฐิ เพราะ ความเป็นนิโรธของคนผู้นี้ยัง มิ จฉาทิฏฐิ จึงได้ นิ โรธที่ยังสัญญาวิปลาสอยู่ เช่น นิโรธที่มีองค์ประชุม (กายที่ประชุมเข้าไปอยู่ภายในใจ) เป็น ความมืดดำ (กิณหะ) หรือ เป็นความสว่างใส (อาภัสสรา) ก็ยัง ห ลงกันได้ว่า เป็นแดนนิพพาน แดนพรหม ซึ่งเป็นองค์ประชุมในจิตใจ [มิใช่หมายเอาร่างกาย ( สรีระ )นะ ] เพราะ ไม่ได้เรียนรู้ กายภายนอก กระทั่งถึงกายใน ตามลำดับให้ครบถ้วน จึงไม่สามารถเข้าใจความเป็น สัตตาวาส 9 ได้จริง จึงยังทำ อ สัญญีสัตว์ ใ ห้แก่ตน หรือยังหลง เ ทพอาภัสสรา กันอยู่ แม้แต่ เนวสัญญานาสัญญายตนสัตว์ ก็ยัง มืดยังดำ อยู่ ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงด้วยปัญญาตามความเป็นจริง ที่ยังหลงทำให้แก่ตนอยู่นั้น ก็ เนื่องจากไม่ได้ปฏิบัติชนิดที่มี วิ ญญาณฐิติ 7 ถูกต้องบริบูรณ์ จึงไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง ความเป็นกาย บ ริบูรณ์ สัญญาของผู้ยังอวิชชา จึงกำหนดหมายไปตามทิฏฐิ วิปลาสไปตามภูมิ 7 . เพราะสัญญาที่ควรมี ก็ไปทำดับ หรือ สะกดไว้ ใ ห้มัน ไ ม่มี-ไม่ให้มันทำหน้าที่เสียนี่ หรือไม่ก็รู้จักสัญญา ชนิดที่ผิดเพี้ยน จึงมี สัญญาวิปลาส หรือ ไม่มีสัญญาที่ควรมี เพื่อทำหน้าที่กำหนดหมายรู้ธรรมต่างๆ ได้ครบทั้ง รูปธรรมและนามธรรม สั มบูรณ์ แต่กลายเป็นกำหนดผิดพลาด คลาดเคลื่อนไป (สัญญาวิปลาส) กำหนดหมายให้เกิด อสัญญีสัตว์ แล้ว หลงว่า นี่คือ นิโรธ เป็นต้น เพราะ ความรู้ และ คุณภาพของสัญญา ยังคลาดเคลื่อน หรือยังมี สั ญญาทำงาน ไม่สามารถ กำหนดรู้กาย ไ ด้ครบทั้งภายนอก ทั้งภายใน ถ้วนบริบูรณ์ เพราะ สัญญาวิปลาส อยู่แท้ๆ จึงไม่สามารถมี สัญญาสูงสุด ถึงขั้น อรูปสัญญา ระดับเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ( ความกำหนดหมายรู้อรูปอัตตาขั้นสูงสุด) ไม่ต้องพูดไปถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ 8 . หรือแม้แต่เวทนาที่ควรมี ก็ทำดับ หรือสะกดไว้ ใ ห้มันไม่มีเสียนี่ จึงไม่มี เวทนาสูงสุดถึงขั้นสัมบูรณ์ ด้วย เวทนา 108 ทั้งส่วนอดีต ทั้งส่วนอนาคต ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อวิชชา 8 ข้อ 7 เพราะไม่ได้ปฏิบัติตรวจสอบด้วย อรูปฌาน 4 กระทั่งสัมบูรณ์ถึงระดับจบกิจ พ้นเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน อย่าง สัมมาทิฏฐิ ในการปฏิบัติสัมบูรณ์ ครบ 3 กาลของเวทนา 108 (ซึ่งมีความรู้ใน เ วทนา 108 และปฏิบัติกระทั่งมีสภาวะให้รู้จักรู้แจ้งในความรู้สึก ในเวทนา108 ) เพราะ สัญญาวิปลาส เพราะมิจฉาทิฏฐิ เพราะอวิชชา 9 . ยิ่งผัสสะของนิโรธ ที่ ไม่ใช่แบบพุทธ เขา ปิดรู้ ปิดเห็น ปิดเป็นปิดมี ไปเลย ทั้ง ค วามรู้ความเห็น (ทิฏฐิ) ทั้ง สัญญา ที่เป็นการกำหนดหมายรู้ จึง ไร้ จักษุ-ปัญญา-ญาณ-วิชชา-แสงสว่าง มีแต่ ความมืดดำ ( กิณหะ) แล้วหลงผิด (โมหะ) ว่าเป็นโชค (สุภ)ของตนแล้วหนอ ที่ตนได้เป็น พรหมสุภกิณหะ ก็จึงงมงายกันไม่เสร็จ ก็เพราะมี สัญญาวิปลาส แท้ๆ จึงแม้จะมี สัญญาอย่างเดียวกัน (เอกัตตสัญญิโน) กับผู้สัมมาทิฏฐิ ว่าเขาได้ ส.ฟ้าไทสรุป ... นิโรธเป็นอนุตริยธรรม พ่อครู อธิบายเรื่องรูปชัดเจนว่าคืออะไร แม้แต่อรูปก็เป็นรูปได้ เพราะรูปคือ สิ่งที่ถูกรู้ นิโรธแบบพุทธและนิโรธแบบดับฤาษีเป็นอย่างไร ต่างกันอย่างไร ต้องทำการตรวจสอบทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ด้วยอรูปฌาน 4 จนล่วงสู่ สัญญาเวทยิตนิโรธ ... พ่อครู เน้นในการพิมพ์ทั้งตัวหนาตัวเอียงแถมขีดเส้นใต้อีก ให้เข้าถึงใจ ซึ่งเหตุที่ทำให้นิโรธวิปลาสมีถึง 9 ข้อ....จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน