560101_รายการเทศน์ทำวัตรเช้า งานโพชฌังคาริยสัจจายุ โดยพ่อท่าน ณ ใต้เฮือนสูญฯ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์341 KB
วันที่แก้ไข11 กุมภาพันธ์ 2566

เนื้อหาในไฟล์

560101 รายการเทศน์ทำวัตรเช้า งานโพชฌังคาริยสัจจายุ โดยพ่อครู ณ ใต้เฮือนศูนย์สูญ

พ่อครูว่า. ..วันนี้วันที่ 1 มกราคม 2556 ที่ บวร ราชธานีอโศก อาตมา ได้เกริ่นกล่าวถึง อภิมหาอนิจจัง เราต้องมาทำวัตรเช้าที่ใต้เฮือนศูนย์ ทั้งที่เมื่อวานบอกว่าจะไปท ำวัตรเช้า ที่เดิ่นเบิง ฝ้ า(เนินเบิ่งฟ้า) วันนี้ 15 องศา เซลเซียส เมื่อวานเราพูดถึง ผัค คุณสูตร ได้พูดถึงอาหาร 4 อาหารคือเครื่องอาศัย ผู้ที่ไม่คำนึงถึงอาหารนี้เลย ไม่อยู่ในฐานะผู้ปฏิบัติธรรม ถ้าอยู่กับอาหาร 4 ตลอดเวลา คือ โอกกันติ คือเกิดต่อเนื่องตลอดเวลา ถ้าขาดไปเมื่อไหร่เรียกว่า ขณิกะ ส่วนโอกกันตินั้นคือการเกิดตลอดเวลาไม่มีอะไรคั่น คนเราอาศัยอาหารนี้อยู่ ถ้าเราพิจารณากวฬิงการาหาร ผู้ปฏิบัติธรรม ก็จะกำหนดมื้อ ไม่มากมื้อมากคราว จริงๆแล้วมื้อเดียว พระพุทธเจ้าท่านไม่สอนให้ฉันสองมื้อ พระพุทธเจ้าสอนใน วิกาลโภชนา หรือ มัตตัญญุตา จะภัตตัสมิง มัตตัญญุตาคือการประมาณ คือมีการกำหนดรู้แจ้งในการเมาอาหาร เมาในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ในอาหาร มัตตะ แปลว่า เมา ถ้าผู้ใดไม่ศึกษาธรรม ก็เมาตลอด โอกกันติ เมาในรูปน่ากิน รสอร่อย อาหารนั้นไม่มีเสียง แต่มีสัมผัส กลิ่น รส ผู้ติดก็คือผู้อาศัยความเมาตลอดชีวิตตลอดชาติ ส่วนโภชเนมัตตัญญุตา คือ รู้ด้วยญาณ ในเรื่องของความเมาอาหาร ท่านตรัสไว้ในอาหารแรกคือ กวฬิงการาหาร เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้กวฬิงการาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ความยินดีซึ่งเกิดแต่เบญจกามคุณเมื่ออริยสาวกกำหนดรู้ความยินดีซึ่งเกิดแต่เบญจกามคุณได้แล้ว สังโยชน์อันเป็นเครื่องชักนำอริยสาวกให้มาสู่โลกนี้อีกก็ไม่มี ฯ เมื่อกำหนดรู้กามคุณก็เป็นภาคปฏิบัติของการกินอาหาร ผู้ไม่ได้เรียนรู้อย่างสัมมาทิฏฐิ อาตมา ไม่เคยเห็นอาจารย์ท่านใดสอนในเรื่องการปฏิบัติใ

อ่านต่อ

นเรื่องอาหาร ที่ไปนิพพาน ให้เรียนรู้การลดละกามคุณในเรื่องอาหารอย่างแท้จริง อาตมา ได้ถามนิสิตว่ามีอาจารย์คนไหนสอน มีบางท่านบอกว่า มีอาจารย์บางท่านสอน นิสิตบางท่านบอกว่า หมอเขียว ก็เอามาจาก อาตมา ในอาหารคือคำข้าว มันเกี่ยวด้วยผัสสะ เกี่ยวด้วยมโนสัญเจตนา เกี่ยวด้วยวิญญาณ ไม่ได้แยกกัน ถ้าคุณสมาทานไม่กินอันนี้แล้ว ก็ไม่ได้สัมผัสทางลิ้น ปาก ก็ไม่มีรสจริง เมื่อปั้นเสพเอาก็เป็นสวรรค์แห้ง หรือมีมโนสัญเจตนา ในการระวัง งด เว้น สมาทานไว้แล้วว่าจะเว้นขาด จะทำลายกิเลส คุณก็มีความรู้ในมโนสัญเจตนา ในการดับภพดับชาติ คุณก็จะปฏิบัติเมื่อมันเกิดอาการกาม คุณก็ต้องอ่านรู้ด้วยจิต คือการรู้ นามรูป อาการกิเลสที่เป็นกามคุณในจิต คุณก็ต้องจัดการด้วย วิกขัมภนปหาน ตทังคปหาน สมุทเฉทปหาร ปฏิปัสสัทธิปหาน จนกระทั่ง นิสสรณปหาน (ปหา น อย่างเด็ดขาดไม่กลับคืนมา เปลื้องปล่อย อย่างมีปัญญา ไม่ได้กดข่มเลย เห็นมันอยู่จิตก็ไม่สุขไม่ทุกข์ อุเบกขา) เมื่อคุณบรรลุแล้ว แม้ว่าคุณจะกินมัน สัมผัส ใส่ปาก ก็ไม่เกิดอาการของความสุข ทุกข์ มีจิตอุเบกขา เพราะเราได้เนกขัมมสิตอุเบกขา ได้ทำออกกำจัดล้างกิเลสจริง จนถึงเนกขัมมสิ ต โสมนัส-โทมนัส ขณะเป็นฌาน ฌาน 1 มีวิตกวิจาร ก็ยังไม่สนิทในการระงับกิเลส ยังต้องเคร่งคุมเหมือนขี่จักรยาน เอวคดไปคดมา นั่งถีบได้แล้วแต่ก็ต้องระมัดระวังอยู่ คือมีเนกขัมสิตตโทมนัสเวทนา ยังเหลือทุกข์อยู่ แต่ทุกข์อย่างเนกขัมมะ มีสัมมัปปทาน 4 สติปัฏฐาน 4 อ่านเวทนาในเวทนา ธรรมในธรรมอยู่ สังวรปทาน เกิดผลบ้าง ภาวนาปทาน แม้ขณิกะอยู่ ไม่อุเบกขาต่อเนื่องเป็นโอกกันติ กำลังเผาเป็นฌาณนั้นไม่ได้มีแค่วิตกวิจาร แต่มีปีติ สุข อุเบกขา อยู่ด้วย มันจะรู้ว่าปีติลึกๆสุขลึกๆ การปฏิบัติอย่างสัมมาทิฏฐิ จะเป็นการใช้ปัญญาประกอบทุกอย่าง ฌานต้องมีปัญญาอยู่ร่วมตลอด จะเห็นความเกิดดับที่ละเอียดยิ่งขึ้นถ้าญาณของเราละเอียดขึ้น ในแต่ละมื้อๆเราได้ปฏิบัติจริง จะเห็นความเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปในการกิน รู้ทั้งเนกขัมมสิตเวทนาและเคหสิตเวทนา อธิบายให้ง่ายหน่อย อาหารในขณะเราหยิบเข้าปากก็ผ่านรูปไปแล้ว ถ้าจะลดการติดรูป ก็ลองตักใส่ปาก สัมผัสรส แล้วเคี้ยวแล้วก็คายออกมามันจะน่ากินอยู่ไหม รูปมันยังไง กลิ่นมันยังไง อาหารเราอยู่ในปากเราแท้ๆ คายออกมาเรายังรู้สึกไม่ชอบ คายใส่ช้อนเมื่อเคี้ยวแหลกแล้ว มันก็คืออาการที่เราเคี้ยวอยู่ อาหารมันไม่รู้สึกอะไร คุณไปสมมุติมันทั้งนั้น คุณทำมันเองแล้วก็รู้สึกเอง เคี้ยวอร่อยอยู่แท้ๆ คายออกมา ถ้าคุณไม่ผลักไม่ดูด คุณก็ไม่รู้สึกอะไร จะเห็นรูปมันไม่เที่ยง แต่อารมณ์เราชอบไม่ชอบ เปลี่ยนไม่เปลี่ยน ศึกษาเวทนาในเวทนา ศึกษา จิตในจิต คือ เจโตปริยญาณ 16 ( อาตมา หยุดไปอยู่ 3 ที) เมื่อเราคายออกมาก็รู้ ไม่ชอบก็คือโทสะ เคี้ยวอยู่รู้สึกชอบก็ราคะ คายออกมาแล้วเอาใส่ไปใหม่ จะเป็นราคะหรือโทสะ จนกว่าคุณจะอุเบกขา แต่ทีนี้เวลาปฏิบัติอย่าไปมองของใคร ปฏิบัติของใครก็ของใคร ว่าเรามีวีตะโทสะ ราคะไหม โภชเนมัตตัญญุตา คือการปฏิบัติที่ไม่ผิด จะพาไปเป็นอรหันต์ ที่พระพุทธเจ้าท่านเปรียบเทียบว่าพ่อแม่เดินทาง กินเนื้อบุตร คือผู้เดินทางสู่นิพพาน ถ้าไม่รู้ก็เหมือนคนเดินไปนรก ถูกสวรรค์ลวงหลอก ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิก็ไม่รู้ว่านิพพานไปทางไหน คนกินอร่อยนี่ไปนรกหรือสวรรค์( อาตมา ถาม) ก็เป็นได้ทั้งสองอย่าง ถ้าสัมมาทิฏฐิคุณก็จะมีทางมีแผนที่ ในการเดินทาง คุณต้องกินอาการเพื่อเดินทาง ไม่ใช่ไม่มีทิศทาง ฆ่าลูกกินอยู่ยังมาถามว่าลูกไปไหน เห็นความโง่ ความอวิชชาของคนไหม ไม่รู้แม้ฆ่าลูกกินแล้ว เป็นความอวิชชา ความโมหะของคน ที่ซ่อนอยู่ในนิทานของพระพุทธเจ้า คนที่ได้ศึกษาถูกทางก็จะพาไปนิพพาน ในผัสสาหารท่านอธิบายไว้ว่า [242] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ผัสสาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร เหมือนอย่างว่า แม่โคนมที่ไม่มีหนังหุ้ม ถ้ายืนพิงฝาอยู่ก็จะถูกพวกตัวสัตว์อาศัยฝาเจาะกิน ถ้ายืนพิงต้นไม้อยู่ ก็จะถูกพวกสัตว์ชนิดอาศัยต้นไม้ไชกิน หากลงไปยืนแช่น้ำอยู่ ก็จะถูกพวกสัตว์ที่อาศัยน้ำตอดและกัดกิน ถ้ายืนอาศัยอยู่ในที่ว่าง ก็จะถูกมวลสัตว์ที่อาศัยอยู่ในอากาศเกาะกัดและจิกกิน เป็นอันว่าแม่โคนมตัวนั้นที่ไร้หนังหุ้มจะไปอาศัยอยู่ในสถานที่ใดๆ ก็ถูกจำพวกสัตว์ที่อาศัยอยู่ในสถานที่นั้นๆ กัดกินอยู่ร่ำไปข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่าพึงเห็นผัสสาหารฉันนั้นเหมือนกันเมื่ออริยสาวกกำหนดรู้ผัสสาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้เวทนาทั้งสามได้ เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้เวทนาทั้งสามได้แล้ว เรากล่าวว่าไม่มีสิ่งใดที่อริยสาวกพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว ฯ ท่านให้กำหนดรู้ใน 6 เวทนา 6 ตัณหา 6 ผัสสะ 6 อายตนะ 6 วิญญาณ ถ้าใครกำหนดนามรูปไม่เป็น ไม่มีนามรูป ปริ จเฉท ญาณไม่เป็น ไม่มีทางปฏิบัติได้ผล กำหนดรู้ในเหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย การกำหนดรู้ใน 6 นี้ ก็ใช้ อาการ ลิงค นิมิต อุเทศ ในการกำหนดรู้เช่นกัน คำว่าเหตุนั้น คือที่เกิด ส่วนคำว่า สมุทัย คือเป็นที่ตั้ง แดนเกิดคือสัมภวะ หรือภพ มโนสัญเจตนานั้นพระพุทธเจ้าท่านเปรียบว่า [243] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มโนสัญเจตนาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร เหมือนอย่างว่ามีหลุมถ่านเพลิงอยู่แห่งหนึ่ง ลึกมากกว่าชั่วบุรุษ เต็มไปด้วยถ่านเพลิง ไม่มีเปลว ไม่มีควัน ครั้งนั้นมีบุรุษคนหนึ่งอยากมีชีวิตอยู่ ไม่อยากตาย รักสุขเกลียดทุกข์เดินมา บุรุษสองคนมีกำลังจับเขาที่แขนข้างละคนคร่าไปสู่หลุมถ่านเพลิง ทันใดนั้นเอง เขามีเจตนาปรารถนาตั้งใจอยากจะให้ไกลจากหลุมถ่านเพลิง ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเขารู้ว่า ถ้าเขาจักตกหลุมถ่านเพลิงนี้ ก็จักต้องตายหรือถึงทุกข์แทบตาย ข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่าพึงเห็นมโนสัญเจตนาหาร ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่ออริยสาวกกำหนดมโนสัญเจตนาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ตัณหาทั้งสามได้แล้ว เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้ตัณหาทั้งสามได้แล้ว เรากล่าวว่าไม่มีสิ่งใดที่อริยสาวกพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว ฯ ส่วนมโสมัญเจตนาหารนั้นพระพุทธเจ้าท่านเปรียบว่า [244] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็วิญญาณาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร เหมือนอย่างว่า พวกเจ้าหน้าที่จับโจรผู้กระทำผิดได้แล้วแสดงแก่พระราชาว่า ขอเดชะด้วยโจรผู้นี้กระทำผิด ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทจงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ลงโทษโจรผู้นี้ตามที่ทรงเห็นสมควรเถิด จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญไปเถอะพ่อ จงประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเช้านี้ เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็ช่วยประหารนักโทษคนนั้นด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเช้า ต่อมาเป็นเวลาเที่ยงวันพระราชาทรงซักถามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เจ้านักโทษคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เขาพากันกราบทูลว่า ขอเดชะ เขายังมีชีวิตอยู่ตามเดิม จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ไปเถอะพ่อ จงช่วยกันประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเที่ยงวัน เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็ประหารนักโทษคนนั้นเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเที่ยงวันต่อมาเป็นเวลาเย็น พระราชาทรงซักถามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นอีกอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เจ้านักโทษคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เขาพากันกราบทูลว่า ขอเดชะ เขายังมีชีวิตอยู่ตามเดิม จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ไปเถอะพ่อ จงประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเย็นเจ้าหน้าที่คนนั้นก็ประหารนักโทษคนนั้นด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเย็น ภิกษุทั้งหลายเธอทั้งหลายยังเข้าใจความข้อนั้นเป็นไฉน คือว่าเมื่อเขากำลังถูกประหารด้วยหอกร้อยเล่มตลอดวันอยู่นั้น จะพึงได้เสวยแต่ทุกข์โทมนัสซึ่งมีการประหาร นั้นเป็นเหตุเท่านั้นมิใช่หรือ ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขากำลังถูกประหารอยู่ด้วยหอกแม้เล่มเดียว ก็พึงเสวยความทุกข์โทมนัสซึ่งมีการประหารนั้นเป็นเหตุ แต่จะกล่าวไปไยถึงเมื่อเขากำลังถูกประหารอยู่ด้วยหอกสามร้อยเล่มเล่า ข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่า จะพึงเห็นวิญญาณาหารฉันนั้นเหมือนกัน เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้วิญญาณาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้นามรูปได้แล้ว เมื่ออริยสาวกมากำหนดรู้นามรูปได้แล้ว เรากล่าวว่า ไม่มีสิ่งใดที่อริยสาวกจะพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว ฯ จบสูตรที่ 3 เหตุ นิทาน สมุทัย ชาติ ภพ นั้นคุณต้องกำหนดในปัจจุบันขณะที่สัมผัสอยู่ ส่วนการรู้นามรูปในเบื้องต้นนั้นกำหนดด้วย เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย ส่วนปัจจุบันขณะที่ผัสสะนั้นกำหนดรู้ด้วย เหตุ ว่ามันมีอะไร มีนิทานเรื่องราวอย่างไร แล้ว รู้การเกิด เอาตัวอย่างปัจจุบันที่ลำโพงตอนนี้ไม่ค่อยดัง แล้วเรารู้ว่ามีการเกิดอารมณ์หงุดหงิดหรือไม่ มันมีเหตุ มีนิทานอย่างไร แล้วเราจะปฏิบัติอย่างปัจจัตตลักษณ์หรือสามัญลักษณ์ เหมือนกับ เรากำลังถูกบุรุษดึงลงหลุมถ่านเพลิง แล้วเราก็ยื้อไม่ยอมลง มันเป็นลักษณะของมโนสัญเจตนาหาร คุณจะทุกข์ขนาดไหน ส่วน วิญญาณหารนั้น คุณไม่รู้ว่าถูกฆ่าอยู่ตลอด เสวยแต่ทุกข์โทมนัส ถูกประหารด้วยหอกร้อยเล่มหลายเวลา ก็ยังไม่ยอมตาย ก็เป็นเช่นคนไม่รู้จัก นามรูป หอกเล่มเดียวก็ทุกข์แล้ว แต่นี่สามร้อยเล่ม เจ้าคนนี้ยังไม่ตายเลย เพราะมันโง่ที่ไม่รู้จักทุกข์ทั้งที่ทุกข์อยู่ทุกขณะ เปรียบประดุจผู้ไม่รู้จักวิญญาณ แล้วไม่ศึกษาเพื่อจะดับวิญญาณให้ได้ นิทานที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสมันลึกซึ้งสุดยอด ซับซ้อนทุกนิทานเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกวฬิงการาหาร (กินเนื้อบุตร) ผัสสาหาร(โคไม่มีหนังหุ้ม) มโนสัญเจตนาหาร(ไม่อยากตกหลุมถ่านเพลิงเลย ก็ดิ้นรน เดี๋ยวอยากเดี๋ยวไม่อยาก สับสนไม่รู้จะเอาอย่างไร) เราต้องรู้ว่าต้องมีวิภวตัณหา ไม่ให้สับสน มาเป็น นักเรียน ว.บบบ. ใช้ปัญญาขนาดไหน ในการศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้า อาตมา พยายามใช้อัตถะ ธรรมะ นิรุติ ปฏิภาณ ก็ยังไม่ถึงใจ ยังไม่ละเอียดที่จะให้เป็น แต่คุณก็ได้รู้ดีขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งฟังก็จะมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นเสมอๆ แต่ก็ยังไม่ถึงใจอย่างที่ว่า สรุปว่าในอาหาร 4 นี่คือตัวแท้ของการปฏิบัติ โดยเฉพาะกวฬิงการาหาร คุณก็จะเรียนรู้ผัสสะ เวทนา มโนสัญเจตนา คุณก็ต้องรู้นามรูปคือรู้วิญญาณไม่อย่างนั้นคุณก็จะเป็นเช่นบุรุษถูกหอกสามร้อยเล่มประหารอยู่ตลอดเวลา มันยากในการรู้ทุกข์เหมือนกับยิงลูกศร 10 ดอกให้เข้าสู่รูกุญแจรูเดียว เหมือน จักเส้นผม 1 เส้นให้เป็น 7 แฉกให้เท่ากัน นิทานพระพุทธเจ้านี่ยากแต่เป็นไปได้ คนเรานี่มันด้านวิ่งหาทุกข์หาหลุมถ่านเพลิงทั้งๆที่ลึกๆใครก็ไม่อยากวิ่งหาทุกข์ จะรู้ว่าเราโง่ขนาดไหน คนเราเกิดมาเดี๋ยวนี้โลกมันแรง ชาติลิงลมอาข้าวพอง คือได้ภูมิมาแล้ว เกิดมายังไม่ตั้งหลักถูกโลกครอบงำ เมาไปกับเขาไม่รู้จักทุกข์นึกว่าเป็นสุขหลงไปกับเขา จนอายุ 36 ค่อยทยอยรู้ออกมาเรื่อยๆ แต่ของพระพุทธเจ้าวันเดียวจบ ม้วนเดียวจบ ระลึกไปจนจบครบเลย จาก ผัคคุณ สูตร พระพุทธเจ้าสรุปว่า กวฬิงการาหาร มีผัคคุณนี่ถามแต่ถามไม่ถูก พระพุทธเจ้าแก้ถามว่า วิญญาณาหารมีเพื่อเกิดในภพต่อไป เมื่อวิญญาณาหารเกิด จึงมีสฬายต นะ มีสฬาสยต นะ จึงมีผัสสะ ผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา พอมีเวทนาแล้วในคนไม่รู้จักวิญญาณก็แสวงหาทุกข์เป็นสุข ไม่อยากวิ่งหาหลุมถ่านเพลิง แต่ก็มีคนหามเข้าหลุมถ่านเพลิง มันย้อนแย้งอยู่ตลอดเวลา ไม่รู้มโนสัญเจตนา ก็วิ่งหาสุข ก็เกิดตัณหา เป็นกามตัณหา จริงๆไม่อยากทุกข์ แต่คุณก็หาตัณหา บำเรอตัณหาซึ่งคือเหตุแห่งทุกข์อยู่ตลอดเวลา เมื่อคุณมีความรู้ในสังกัปปะ 7 (ตักกะ วิตักกะ อัปปนา พยับปนา เจตโสอภินิโรปนา วจ ี สังขารา) ในมหาจัตตารีสกสูตร ในตัวสังกัปปะ 7 นี่คือการปฏิบัติที่แท้ เมื่อคุณมีกามตัณหาเกิด คุณก็ต้องดูนิทาน สมุทัย ชาติ ภพ เมื่อคุณรู้ว่ากามมันเกิด คุณต้องอ่านจิต ตักกะ ในความดำรินึกคิดเมื่อมันมีดำริในกามคุณต้องมีญาณ ต้องฝึกให้มีวสี แคล่วคล่อง ชำนาญ ก็จะมีวิจัยไปในตัว ปัจจัยปริค คำ ญาณ แล้ว รู้สามัญลักษณ์ ซึ่งคนไม่รู้จะเป็นอย่างนี้ แต่เราต้องปฏิบัติให้เกิดปัจจัตตลักษณะ อ่านการเกิดดับของตน เมื่อคุณเห็นกามมันกำลังเกิดมันดำริ เกิดเป็นปัจจุบันขณะสัมผัส แล้วคุณก็ปหาน ด้วยปหาน 5 ปหานอย่างกดข่มหรือด้วยปัญญาก็รู้ได้ ปหานได้ดีมีเจโตวสิปัตโต คือจิตที่มีตัวพลังแข็งแรง มีอำนาจของฌาณ ของไฟ เก่งขึ้ น มันก็จะยิ่งทำลายตัวกามที่เราเห็นในปัจจุบันหรือถ้าเก่งมากขึ้น ถ้ากามมันเกิดไม่ใหญ่มากเราจับได้ก่อน แล้วกำจัดมันก็ไม่ไปสู่ วิตักกะ (คือปรุงอย่างยิ่ง) เราต้องทำให้เป็น วีตะราคะ ผ่านวิตักกะ คือทำให้มันไม่มี แต่ถ้าคุณไม่รู้มันก็มียิ่งๆ มันปรุงก็เป็นสังกัปปะ เป็นต่อไปจนมีวจีสังขารต่อไป เพราะจิตไม่มีสมาธิตั้งมั่น มันไปกับกามอองลองๆ เลย นี่เป็นนิทานที่ อาตมา ใช้ลีลาของตัวโจรพวกนี้มาอธิบาย การปรุงแต่ง ใน ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ คุณทำเป็นก็ลดได้ ถ้าคุณเก่งก็จะลดได้ตั้งแต่ต้นทาง จิตที่เก่งมีกำลังของฌาณ ฝึกไปก็จะมีสมาธิที่ดีขึ้นเรื่อยๆ เป็นอภินิพพัตติ พระพุทธเจ้าท่านตรัสในผัคคุณสูตร ท่านอธิบายแจกตั้งแต่ ตัณหา เวทนา ผัสสะ อายตนะ วิญญาณ ทั้ง 6 มันมีเหตุ นิทาน สมุทัย ชาติ ภพ ในเวทนาสุข นั้นมันเป็นผีแปลงเป็นเทวดามาหลอก ว่ามันตรงตามสเปค ตามอุปาทาน สุขหอฮ่อ เป็นสุขหลอกตัวเอง อุปาทานมีตั้งแต่ กามุปาทาน เมื่อคุณลดกามได้ อุปาทานลด การปฏิบัติธรรม ต้องมี 6 วิญญาณ 6 อายตนะ 6 ผัสสะ 6 เวทนา 6 ตัณหา มันเป็นเหตุปัจจัยกันและกัน นอกจากตัวธรรมารมณ์ เรายกไว้ก่อนมาอธิบายทีหลัง เราเรียนรู้ในกามคุณ 5 ก่อน กามตัณหาก็เกิดจาก การกระทบทวาร 5 ในนิทานเรื่องโจรถูกจับลงหลุมถ่านเพลิงนั้นตัวทุกข์แต่ไม่รู้จักทุกข์ นี่คือโรคที่รักษายากมาก คือโรคอวิชชา ในสมณพราหมณ์ สูตร ประไตรฯ ล. 16 สูตรที่ 4 3. สมณพราหมณสูตรที่ 1 [38] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ไม่รู้จักชราและมรณะ ไม่รู้จักเหตุเกิดแห่งชราและมรณะ ไม่รู้จักความดับแห่งชราและมรณะ ไม่รู้จักปฏิปทาที่จะให้ถึง ความดับแห่งชราและมรณะ ไม่รู้จักชาติ ... ไม่รู้จักภพ ...ไม่รู้จักอุปาทาน ... ไม่รู้จักตัณหา ... ไม่รู้จักเวทนา …ไม่รู้จักผัสสะ... ไม่รู้จักสฬายตนะ ... ไม่รู้จักนามรูป ... ไม่รู้จักวิญญาณ ... ไม่รู้จักสังขาร ไม่รู้จักเหตุเกิดแห่งสังขาร ไม่รู้จัก ความดับแห่งสังขาร ไม่รู้จักปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งสังขาร สมณะหรือ พราหมณ์เหล่านั้นจะสมมติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ หรือสมมติว่าเป็นพราหมณ์ ในหมู่พราหมณ์ หาได้ไม่ แลท่านเหล่านั้นมิได้กระทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ของ ความเป็นสมณะ หรือประโยชน์ของความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองใน ปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ฯ [39] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้จักชราและมรณะ รู้จักรู้จักความดับแห่งชราและมรณะ รู้จักปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ รู้จักชาติ ... รู้จักภพ ... รู้จักอุปาทาน ... รู้จักตัณหา ... รู้จักเวทนา ... รู้จักผัสสะ ... รู้จักสฬายตนะ ... รู้จักนามรูป ...รู้จักวิญญาณ ... รู้จักสังขาร ... รู้จักเหตุเกิดแห่งสังขาร รู้จักความดับแห่งสังขาร รู้จักปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งสังขาร สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นแล สมมติได้ว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะและสมมติได้ว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ และท่านเหล่านั้นได้กระทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ของความเป็นสมณะ และประโยชน์ของความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ฯ จบสูตรที่ 3 การบรรลุนั้นต้องขณะผัสสะในปัจจุบันจึงเป็นของจริง แล้วปัจจุบันนั้นเราเข้าถึงหรือบรรลุอยู่หลัดๆ ความเป็นปัจจุบันนั้นยิ่งกว่าเป็นจุดของปลายเข็ม สุขนั้นหลอกได้สนิท แวบเดียว แล้วฝังอยู่ในจิตเป็นอุปาทาน ไปตลอด เมื่อคุณไม่มีอวิชชาคุณก็ผัสสะอย่างรู้ มีความถาวรด้วยอุเบกขา เนกขัมสิตอุเบกขาหรือสมบูรณ์ด้วย มัชฌิมา ในธัมจักกัปปวัตนสูตร คุณก็จบในการปฏิบัติเป็นผู้รู้ตื่น เบิกบา น อยู่ จบ ในตอนเย็นจะพูดถึง ความมี และความไม่มี

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน