560113_รายการวิถีอาริยธรรม โดยพ่อท่านและส.เพาะพุทธ เรื่อง....ศิลปะสร้างโอสถทิพย์แทรกในขุมขน.docx
เนื้อหาในไฟล์
560113 รายการวิถีอาริยธรรม โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ และส.เพาะพุทธ เรื่อง....ศิลปะสร้างโอสถทิพย์แทรกในขุมขน ที่ศาลาฉัน ณ สันติอโศก
รายการจัดที่ศาลาฉันสันติอโศก... ส.เพาะพุทธ เปิดรายการ ...วันนี้ วันที่ 13 มกราคม 2556 เราจะมารับฟังธรรมจากพ่อครูที่ได้เทศนาต่อเนื่องมาในเรื่องของปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเป็นความลึกซึ้งของปัจจัยการ และที่พ่อครูได้สาธยายอย่างลึกซึ้งในปฏิจจสมุปบาท ว่าสิ่งที่ควรดับ คือตัณหา เพราะถ้าดับตัณหา อุปาทานก็จะดับ ตัณหาคือตัวเคลื่อน อุปาทานคือตัวนิ่ง การดับอย่างถูกต้อง แม้หมดตัณหา ก็ยังมีเวทนาได้ มีสังขารได้ คือต้องดับสิ่งที่แฝงมาในสังขาร เรามาฟังอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รู้ว่าจะดับในสิ่งไหนที่ควรดับ ซึ่งต้องใช้ความตั้งใจในการฟังอย่างมาก พ่อครูเป็นศิษย์เก่ารร.เพาะช่าง ปีที่จบการศึกษาคือปี 2505 ในปีนี้ เป็นปีที่ครบ 100 ปีรร.เพาะช่าง ศิษย์เก่าเพาะช่างได้นำหนังสือมาถวายพ่อครูด้วย
ปฏิจจสมุปปบาท พ่อ ครู ได้เทศนา...วันนี้ อาตมา ได้คุยกับเทวดา ได้บอกให้อธิบายปฏิจจสมุปบาท ในอวิชชาข้อที่ 8 ถ้าไม่เข้าใจจะไม่สามารถรู้ชัด ในการเกิดจำเพาะ(อภินิพพัตติ) คือการเกิดอย่างพิเศษไม่ใช่สามัญทั่วไปที่คนคิดว่าคือการเกิดตายทางกาย หมดลมหายใจคือตายนอนแน่นิ่งอย่างนี้คือการตาย อันนั้นไม่ผิด แต่ไม่ใช่เป้าไม่ใช่สิ่งจำเพาะที่พระพุทธเจ้าหมาย ในนัยที่ละเอียดลึกซึ้ง พระพุทธเจ้าให้เจาะไปที่การเกิดจำเพาะที่เหตุ คือสมุทัย มีเหตุที่ดีและไม่ดี เหตุดีนั้นเราไม่ควรไปดับ แต่ให้ดับในเหตุที่ไม่ดี เมื่อเหตุไม่ดีดับก็จะมีแต่เหตุดี ก็ใช้ในการช่วยโลกช่วยสังคมต่อไป นี่คือต้องลงไปถึงที่เกิด คือโยนิโสฯ เหตุที่แย่ตั้งแต่โลกอบายนั้นแย่สุด สังขารนั้นไม่ใช่เราไปดับสังขาร แต่ให้ดับเหตุที่มันมาร่วมสังขาร ในมรรค
อ่านต่อ
องค์ 8 และ สติปัฏฐานที่ อาตมา มาอธิบาย ตัวสำคัญคือจะต้องรู้สังกัปปะ 7 นี่คือต้องรู้เป็นองค์ประกอบของการปรุงแต่ง พระพุทธเจ้าท่านแยกออกไป 7 คำ - ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา วจีสังขาร วจีสังจารคือรู้ว่าเป็นภาษาอยู่ในจิต ไทยก็เป็นภาษาไทย อังกฤษก็เป็นภาษาอังกฤษ สังขารตัวนี้ต้องเรียนรู้ให้ดีว่าเป็นอภิสังขารคือทำให้เจริญ หรือสังขารที่พาไปทุกข์ร้อน เพราะมีเหตุไม่ดีมาปรุงแต่ง คือมิจฉา 3 ที่มาปรุงแต่งอยู่ในจิต เราต้องอ่านวิจัยให้ละเอียด ตั้งแต่ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ต้องแยกแยะออก ใช้ปัจจยปริคคหญาณ แยกนามธรรมระดับจิตเจตสิก แยกให้ออกว่าอย่างนี้คืออาการกาม อาการพยาบาท อาการวิหิงสาคือตัวละเอียดที่เหลือ เราต้องจับตัวหยาบก่อน เป็นลำดับ ต้องจับอาการกาม ที่ไปร่วมปรุงแต่งในจิต เมื่อมีสัมผัสเป็นปัจจุบัน ก็จะเกิดวิญญาณในขณะสัมผัส พระพุทธเจ้ายืนยัน ในพต ฏ เล่ม 16 ข้อ 164 โลกนิโรธสูตร [164] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเขตพระนครสาวัตถี ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงความเกิดและความดับแห่งโลก เธอทั้งหลายจงฟัง ... ภิกษุทั้งหลาย ก็ความเกิดแห่งโลกเป็นไฉน เพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม3 ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนาเพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงเกิดอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงเกิดภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงเกิดชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงเกิดชราและมรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข โทมนัสและอุปายาส ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความเกิดแห่งโลก เพราะอาศัยหูและเสียง ... เพราะอาศัยจมูกและกลิ่น ...เพราะอาศัยลิ้นและรส ... เพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพะ ... เพราะอาศัยใจและธรรม จึงเกิดมโนวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม 3 ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา ฯลฯ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงเกิดชราและมรณะโสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความเกิดแห่งโลก ฯ ในลักษณะของกามคือความอยาก ถ้าอยากทำงานเพื่อผู้อื่นโดยไม่มีกิเลสก็อยากไปเถอะ โดยใช้พลัง 4 ทำงานอย่างมีปัญญาคัดเฟ้นทำงานที่ไม่มีโทษ อย่างปราชญ์ไม่ตำหนิ อย่าง อาตมา มีคนด่า เราก็รู้ว่าเขาหยาบหรือไม่หยาบ มีผนวกอารมณ์หรือไม่มีอารมณ์ ก็พอรู้ได้ เราก็รู้ว่าอะไรคืออะไร แยกแยะวิจัยธรรมแล้วจัดสัดส่วนให้พอเหมาะ ถ้าเราไม่มีกิเลส เราก็มีวิภวตัณหา เป็นตัณหาที่ขาดจากตัณหาอุปาทาน ไม่ยึดไว้แต่จะสมาทาน เราต้องรู้กิเลส อ่านออกแม้เหลือเล็กน้อยก็ต้องล้าง จิตที่เรามีส่วนไปปรุงแต่งโดยไม่มีตัวผีตัวร้ายไปร่วมปรุงแต่ง สังขารก็เป็นวิสังขาร เป็นการสังขารที่ยิ่งใหญ่เรียกว่า อภิสังขาร เป็นสังขารที่ไม่มีบาป คือ อปุญญาภิสังขาร เป็นการปรุงอย่างไม่มีบาป (ในสังขาร 3 ) อย่างรู้ว่าอะไรคือกิเลสและก็ชำระกิเลสได้ ผู้เป็นเสขบุคคลก็จะมีสังขาร 3 ตั้งแต่อเสขบุคคลคือบุคคลที่เป็นอาริยบุคคลท่านก็จะรู้อภิสังขาร แต่ยังฝึกฝนอยู่ แต่ขั้นที่ท่านหมดกิเลสท่านก็ปรุงอย่าง อปุญญาภิสังขาร คือไม่ต้องชำระกิเลสแล้ว นี่คือสภา วะ ที่อตักกาวจรา ไม่สามารถเดาได้ด้วยเหตุผล ต้องมีสภาวะจริง เป็นสิ่งที่ลึกซึ้งหลายชั้น เป็นเรื่องละเอียดขั้นโลกุตระ การแปลบาลีเป็นภาษาไทยถ้าแปลตามพยัญชนะจะผิดได้ อย่างอปุญญาภิสังขารนั้น ไม่ได้แปลว่าสังขารอย่างไม่มีบุญ แต่แปลว่าสังขารอย่างไม่มีบาป คือไม่ต้องลดกิเลสแล้วนั่นเอง ฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา ต้องมีปรโตโฆษะ ถ้าฟังอย่างอาบน้ำกลัวเปียก ก็อาบน้ำแบบวันเอา ไม่ยอมเปียก คนพวกนี้คือคนไม่ยอมรับความจริงก็จะไม่รู้เรื่อง ผู้ที่มีอเนญชาคือไม่หวั่นไหวแล้วแข็งแรงมั่นคง ท่านจะทำงานอย่างไม่กลัวว่าจะกระทบกับชีวิต อาชีวิตภัย หรือกลัวคนติเตียน ผู้เป็นปราชญ์จะไม่ตำหนิ แต่คนโง่ก็ติเตียนไปตามโง่ เพราะท่านทำงานอย่างมีปัญญาไตร่ตรองแล้วว่า เป็น คุณ ถ้าใครจะติเตียนท่านก็ไม่กลัวเพ ราะ ได้ใช้มหาปเทส 4 ประมาณแล้ว ดังนั้นวิญญาณจึงเป็นองค์รวม เวทนา สัญญา สังขารก็จะทำงานให้วิญญาณ เมื่อจิตคนอวิชชา ตากระทบรูปก็จะเกิดวิญญาณ คนอวิชชาก็จะปรุงทันที เสพรสก็ไม่รู้เรื่อง พิจารณาเวทนาในเวทนาไม่เป็น สัญญาก็จะกำหนดรู้อย่างปรุง สังขารก็ปรุงเป็นสุข ถ้าอวิชชาก็ชื่นใจดูดดื่มซึ่งเป็นสุขเท็จ เกิดแวบเดียว คนไม่ศึกษาก็หลงเพ้อไปกับสุขเท็จ เช่นดูภาพโป๊ก็เกิดสุข ได้บำเรอกามเขาไม่รู้ตัว ดูไอ้สิ่งที่ทำให้เกิดรสกาม ได้ดูสวนสวยงามคุณก็ชื่นใจอยากได้อยากมีอยากเป็น ไม่ได้เป็นเจ้าของก็ขอให้ได้ดู มันผัสสะเสร็จกลับบ้าน หรือหลับตามันก็ไม่มีของจริงแล้ว มีแต่ของจำ เมื่อหลับตาแล้วเป็นของจำ ไม่ใช่ของจริง ของจำไม่ค่อยเหมือนจะเบลอไม่ชัด บางคนจำได้ชัดดี เขียนออกมาได้เหมือนเลย ไม่ต้องดูภาพเลยเขียนได้เหมือน อาตมา จะเขียนภาพไม่เก่งขนาดตาดูยังเขียนไม่เหมือนเลย ความจำมันลมๆแล้งๆ เหมือนพยับแดด ฟองคลื่น ฟองน้ำ มีอยู่แวบเดียว พอหมดสัมผัสมันก็ไม่มีแล้ว ก็เหลือแต่ความจำ เอาความจำมาฝันมายึดว่าต้องได้ต้องมีต้องเป็นอย่างนี้ เมื่อมันแรงก็ต้องเสาะแสวงหามาเสพ พอได้เสพก็สุข ก็พักยกติดตัวไปไม่รู้กี่ชาติ ถ้าเราชัดเจนเราอย่าไปยึดมั่นถือมั่นในรสสุข ถ้าเราเรียนรู้จริงอย่างฝรั่ ง ไม่ติดอร่อยปลาแดก สัมผัสปลาแดกก็ไม่เอา ไม่สุข แต่คนอีสานเห็นปลาแดกบอกของดี ของแซบ มันก็ยึดต่างกัน สมมุติต่างกัน อย่างพริกนี่มีธาตุแสบร้อน แต่คนไปยึดว่าดี มันดี แสบดี อย่างคนจีนกินน้ำร้อนก็เช่นกัน คนก็ฝึกจนดื่มน้ำร้อนได้คนธรรมดาไปดื่มรับรองปากพอง เขาฝึกจนมีพลังพิเศษ เดินลุยไฟ บนดาบ หรือปั้นจนเห็นรูปไปได้เลย มีเสียงลวง ภาพลวง เช่นมีกลิ่นคนตาย ได้กลิ่นธูป อุปาทานสร้างมาได้จริง ความซับซ้อนเหล่านี้ เราจะรู้อุปาทาน ที่มันน่ามีน่าเป็นน่าได้ อร่อยชื่นใจอย่างนี้คือคุณปั้นมันเอง เนรมิตมันมาเสพเอง คนที่สัมมาทิฏฐิ ยกตัวอย่างพริก อาตมา เคยเป็นคนอีสาน กินพริกขี้หนูทีละเม็ดก็อร่อย แต่ตอนนี้จำรสอร่อยไม่ได้แล้ว ตอนนี้พอแตะพริกก็จะไอทันที จำรสอร่อยของพริกไม่ได้แล้ว และสรีระยังไม่รับอีก แต่บางทีร่างกายก็ต้องการธาตุที่มาจากพริกบ้างก็ต้องกินบ้าง ถ้าเราไม่อ่านอารมณ์ที่เราไปติดยึด เราก็ต้องลนลานหาสัมผัส ถ้าคุณแม้สัมผัสก็ไม่ได้เกิดรสอัสสาทะ ถ้าเราไม่มีรสอัสสาทะ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า “ผุ ฏฐัส สะโลกะธัม เมหิ จิตตัง ยัสสะ นะ กัมปะติ” สัมผัสแล้วก็อุเบกขา สัมผัสอยู่หลัดๆ แต่ก่อนนี้ปรุงเป็นรสอย่างอวิชชา แต่มันก็รู้รสสีกลิ่นได้เหมือนคนอื่น ตากระทบรูป ก็เห็นรู้อย่างมนุษย์ ส่วนผู้ที่ไม่ศึกษาจะไม่เห็นเป็นรูปอย่างปกติ แต่จะเห็นว่าเป็นอาการชอบอาการสุข คุณไปยึดเองว่าสวยก็ชอบ ไม่สวยก็ไม่ชอบ จิตไม่ยินดี เกิดจากคุณไปสมมุติ ไปตั้งเองติดเองทั้งนั้น มันไม่มี แต่คุณมีอยู่อย่างนั้น มี ต้องรู้อย่างมีอัตถิ คือรู้โลกสมุทัย พอรู้โลกนิโรธ คือความไม่มี ผู้ได้ความไม่มีคือ นโหติ ส่วนผู้ไม่ได้นั้นคือ นัตถิ ต้องอยู่สุขทุกข์ในโลกสมุทัย แต่พอมาเรียนรู้ออกจากตัณหาอุปาทาน มันก็ไม่มีสุขทุกข์ เรียกว่าไม่มีชาติ ไม่มีภพ มีแต่โลกนิโรธ มันหมุนเวียนแต่รู้ความจริงตามจริงที่ทุกคนรู้หมด รู้รูปปลาแดกเป็นของเน่ากลิ่นเป็นของเหม็น ถ้าฝรั่งเขาก็ไม่ชอบ สัมผัสก็ทุกข์ ถ้าอีสานก็ชอบ สัมผัสก็สุข ถ้าไม่มีความยึดสัมผัสปลาแดกก็รู้เหมือนกันหมด ว่าเป็นของเน่าของเหม็น ก็ปรุงอย่างไม่มีดูดผลัก จะรู้จริงตามความเป็นจริง อวิชชานั้นหลอกคนทั้งโลกมานาน วิญญาณผีเทวดาหลอกคนมาตลอด เทวดาคือเทวดาสมมุติที่ยึดถือกันทั่วไป แต่ผู้ดับเหตุหมดตัณหาอุปาทาน คุณก็ยังมีสังขาร ก็สังขารอย่างสะอาด วิญญาณก็สะอาด นามรูปก็สัมผัสอยู่ รู้อยู่อายตนะก็ทำงานเชื่อมต่อ ตัณหาก็มีแต่ไม่ได้อยากมีอยากเป็นกับโลกสมุทัย ไม่ได้อยากได้อะไรแล้ว สังขารก็ปรุงเพื่ออนุโลมปรุงแต่งให้เขา ช่วยเขาให้ลดละตามลำดับ ในวัดเราทำอาหารปรุงแต่งขนาดหนึ่ง ให้ข้างนอกปรุงอีกอย่าง ในวัดปรุงแต่งน้อยกว่าให้นอกวัด แต่อีกขนาดที่ปรุงแต่งมาให้ อาตมา ก็จะรู้ว่าจืดกว่านั้น ง่ายกว่านั้น อย่างแกงสวรรค์ก็เอาผักไปลวกไปต้มก็เรียบร้อย บางคนก็ปรุงมาเล็กน้อย แต่ถ้าปรุงจัดเกิน อาตมา ก็จะบอก ในสามระดับผู้ที่ยึดถือก็จะไม่ได้สมใจอย่างที่ตนยึดสเปคได้ว่าจะต้องได้ตามกำหนด นี่คือการกำหนดของตนเองกำหนดอย่างโง่หรือฉลาด ถ้าล้างความยึดถือมาก็จะกำหนดอย่างฉลาด เมื่อเรารู้มิจฉาสังกัปปะว่ามีกามพยาบาทวิหิงสาปนหรือไม่ เราก็ปรุงอย่างอนุโลมให้เขา เราปรุงให้ลูกหลานประมาณนี้ แต่ถ้าเราไม่กิน เราก็ทำตามลำดับอนุโลมผู้อื่น อาตมา ทุกวันนี้อนุโลมจนหยาบ ในท่าทางลีลา ในภาษา อาตมา ปรุงไปเพื่อเป็นศิลปะในการสื่อภาษาออกไปให้เขารับได้เป็นประโยชน์ อาตมา ก็ต้องคำนวณ ในกลุ่มที่จะให้ และปรุงเท่าไหร่ แรงเบาก็ต้องให้พอเหมาะ จัดสัดส่วนให้ได้ผล นี่คือการทำงานศิลปะ ไม่ใช่แบบโลกียะ ซึ่ง อาตมา เคยทำมาในโลกมายามาก่อน พอออกมาก็เลิกไป มาปรุงแต่งอย่างให้พอดี
ศิลปะกับโลกุตระ ศิลปะนั้นต้องเข้าถึงจิตวิญญาณคน ถ้าซาบซึ้งใจในกามนั้นไม่ใช่มงคลอันอุดม เป็นข้าศึกแก่กุศล กิเลสก็โตขึ้นหนาขึ้นเรื่อยๆ อย่างศิลปินเขียนรูปนู๊ด ใครดูแล้วกามเหี่ยวกามลดเลยนั้นคือมีศิลปะ ถ้าดูแล้วกามขึ้นนั่นคืออนาจารไม่ใช่ศิลปะ หรือเสียงเพลงมี 5 ระดับที่ อาตมา ให้ไว้คือ 1 .ลามก 2 .ราคะ 3 .สาระ 4 .ธรรมะ 5 .โลกุตระ ธรรมะอยู่กึ่งระหว่างโลกีย์กับโลกุตระ แต่มีธรรมะ ภาพของปีกัสโซ่นั้นเขียนภาพนู๊ดอย่างมีศิลปะ ทำให้ไม่เกิดกาม มีแต่กามเหี่ยว ศิลปินอย่าง แวนก๊อก คนหลงไปว่ามีจุดสนใจให้คนดู แต่ไม่ได้มีสาระอะไรให้คนได้ประโยชน์เลย คนก็นิยมไปปรุงแต่งเป็นของหายาก เป็นของชิ้นเดียวในโลกก็ตั้งราคาขึ้นมา อย่างคุณอังคาร กัลยาณพงศ์ เขาไม่ปรุงแต่งไปจนเฟ้อ ในทางจิตรกรรม เขามีอัตลักษณ์ของเขา แล้วก็ไม่ปรุงจนเกิดกิเลส จนเกิดการ และเขาก็มีการผสมสัดส่วนที่ใครมีการกระทบสัมผัสแล้วแปลกใหม่แต่มีเนื้อหา เรื่องของศิลปะทั้ง 5 ประการ เป็นสิ่งที่จำแนกขั้นตอน อย่างขั้นลามกและราคะนั้นไม่นับเป็นศิลปะ อย่างราคะไม่ว่าจะในสาขาไหน ไม่ว่าจะเป็นเพลงการ ที่แสดงทุกวันนี้ไม่ได้ไปถึงขั้นสาระ แต่อยู่ในขั้นลามก ราคะทั้งนั้นเลย ดาราไม่ขายเต้าก็ไม่ดัง ที่รวยกันมากในวงการนั้นเป็นราคะและลามกทั้งสิ้นไม่ได้เข้าขั้นสาระเลย สินใจกับนกสองนกเขาทำเหนือเมฆมาเป็นขั้นสาระขึ้นมาบ้าง แล้วเมืองไทยเป็นเมืองมาเฟีย พอลามกราคะก็โมเมให้ออก แต่พอสาระจะเข้ามาก็แบนเลย เมืองไทยไม่มีสาระสัจจะเลย ต้องมาช่วยกันรังสรรสาระสัจจะขึ้นมา
อภิสังขาร 3 ท่านจันทร์ว่า....ได้มาเข้าใจใหม่ในวันนี้ เพราะเมื่อก่อนเข้าใจว่า อปุญญาภิสังขาร คือสังขารในสิ่งที่ไม่เป็นบุญ เป็นบาปอย่างยิ่ง คือความโง่ ผมเองมาวันนี้ได้มาฟังสองหู แล้วไตร่ตรองตามที่พ่อครูเทศนา ตอนที่ฟังเกือบๆจะท้วงว่าพ่อครูกำหนดหมายผิด พอฟังไปฟังมาเห็นทีเราต้องท้วงตัวเองแล้ว ครั้งก่อนได้ทราบทางเว็บเพจ ทบทวนธรรมะสมณะโพธิรักษ์ มีประเด็นที่พ่อครูบอกว่า บุญ คือ ความดีที่เป็นการชำระกิเลส ฉะนั้นบุญจะเป็นสิ่งที่ต้องเป็นผู้ที่จะเข้ากระแส...จนไปสู่พระอรหันต์จะไม่ต้องบำเพ็ญบุญต่อไป แต่จะเป็นการบำเพ็ญกุศลอย่างเดียว พระอรหันต์นั้นไม่ได้ทำทั้งบุญและบาป ที่หลวงพ่อพุทธทาสบอกว่ายึดชั่วยึดดีอัปรีย์ทั้งนั้น มีคนที่ด่าท่านจันทร์ว่า "พระอัปรีย์มึงพาคนไปชนกับตำรวจ" ท่านจันทร์ไม่มีจิตขุ่นเคือง จิตยังดีอยู่ ในคำว่า นัตถิ ..คือการปฏิบัติที่ไม่มีผล แต่ถ้าคุณมีผลคุณจะมี "อัตถิ" ส่วนคำว่า โหติ คือมี น โหติ คือ ไม่มี วันนี้ท่านจันทร์จึงได้เข้าใจใหม่ในคำว่า อปุญญาภิสังขารใหม่ ท่านจันทร์....อปุญญาภิสังขารนี้คือวิภวตัณหา เป็นอภิสังขารในระดับสมบูรณ์แล้ว ที่ไม่ คือสมบูรณ์และที่มี ก็สมบูรณ์ ไม่มีบาป มีแต่กุศล อภิสังขาร 3 คือสังขารของผู้เข้ากระแสเป็นต้นไป ชำระกิเลสไปจนเสร็จสิ้นก็เป็นอปุญญาภิสังขาร ท่านก็มีแต่อภิสังขาร พระอรหันต์นั้นไม่มีบุญมีบาป ทำแต่กุศลอย่างเดียว คำว่าอเนญชาภิสังขาร เป็นภาวะที่ไม่กระเทือนไม่หวั่นไหวต่อการกระทบ ส่วนอปุญญาภิสังขาร คือจิตที่ทำงานที่ปรุงใหญ่ มีการกระเทือนกระทบ แต่ไม่มีบาป เป็น dynamic energy ส่วนอเนญชาภิสังขารเป็น potential energy
พ่อครูว่า… การทำงานงานของ อาตมา ปัจจุบันเป็นการปรุงแต่งอย่างยิ่ง ไม่ได้ทำงานเพื่อลาภยศหรือหาบริวาร แต่เพื่อสร้างสรรเสียสละสร้างคนให้มีอาริยภูมิ องค์ประกอบของการปรุงแต่งที่ทำขณะนี้ ก็ใช้องค์ประกอบของสื่อสาร ที่ทำอยู่ก็มีคนช่วยกันให้มีออกดาวเทียมดวงใหม่ ของไทยคมเพิ่มขึ้น ก็ดิ้นรนจนเกิดได้ช่องนี้เพิ่มอีก ขณะนี้ FMTV ออกทั้งดาวเทียม NSS 6 ก็ยังส่งออกอากาศอยู่ แล้วเราแถมทางดาวเทียมไทยคมอีกช่อง ซึ่งไปได้ไกลกว้างกว่า NSS 6 เป็นการทำงานขยายผลสื่อออกไป ถ้าNSS 6 ดูที่ช่อง 39 เฉพาะกล่องอัตโนมัติ OTA ส่วนของไทยคมนี่มี Frequency 3640 symbol rate 28066 แกนแนวนอน horizontal สิ่งเหล่านี้ถ้าอยากรู้รายละเอียดก็โทรถามช่างเทคนิค 027335281 หรือช่างเทคนิคเลย 0804574844 หรือ 0897872940 การใช้สื่อนี่เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง แต่ทุกวันนี้ไทยเรามีสื่อ ทั้งหนังสือทุกรูปแบบ ทั้งวิทยุโทรทัศน์ สื่อโทรทัศน์มีผลมากเร็วไว ทันใจ เราอยู่ในยุคที่พอทำได้ตามบารมี เราสอนให้คนมาจน ให้เสียเปรียบ เสียสละแล้วอยู่ให้ได้อย่างเสียสละเพราะเรามีส่วนเกิน เรากินน้อยใช้น้อยแล้วไม่หลงโลก หลงแบรนเนม จนกระเป๋าถือใบละ 4 ล้านบาท ซื้อเข้าไปได้อย่างไร ข่าวทุกวันนี้ปิดหูปิดตาก็ได้ยิน สื่อสารข่าวคราวมีอิทธิพลถึงขนาดนั้น ในขณะนี้สื่อสารนี่เอามาปรุงสังขารให้มีสุนทรียศิลป์พอประมาณ คือสร้างโอสถทิพย์แทรกเข้าไปในขุมขนให้เขาสัมผัส ให้เขาว่าเป็นทิพย์ ชักจูงคนไปได้คือสุนทรีย์เหยาะให้แต่ไม่ให้เป็นพิษ จะเสีย รู้ว่าอันไหนควรข่มไว้ไม่ให้ออกมาทำลาย ทุกวันนี้ อาตมา พยายามเบรกสิ่งที่จะออกมาทำร้ายสังคม และต้องเบรกอย่างเก่งไม่ให้เกิดการโต้ตอบจนเราอยู่ไม่ได้ ต้องใช้มหาปเทส 4 ต้องรู้จักวิญญาณเมื่อเขากระทบในสิ่งที่เราให้ดูให้เห็นทางโทรทัศน์ สัมผัสนั้นรวมทั้งหมดตาหูจมูกลิ้นกาย อาตมา ต้องทำเพราะมีอิทธิพลสูงเร็วไวไปไกล ถ้าอวิชชาก็ปรุงให้คนหลงมอมเมาในกามในอัตตาหรือโลกธรรม เขางมงายมัวเมาไม่รู้กามอัตตาก็ปรุงมอมเมา เอากามเอาพยาบาทผสมเข้าไป คนกระทบก็มีวิญญาณผีเป็นโลกสมุทัย ก็ไม่รู้เหตุแห่งทุกข์ จนกว่าจะมารู้ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ซึ่งอุปาทานนั้นไม่หยุดแต่มันแตกตัวอยู่ข้างในเป็นโอปปาติกโยน ิ อยู่ตลอด เมื่อเราปฏิบัติรู้ ต้องมีผัสสะ แล้วเกิดเวทนาในปัจจุบัน แล้วอ่านเวทนาในเวทนา ก็จะรู้เหตุคือตัณหา ถ้าผู้มีวิชชาก็เป็นวิภวตัณหา มุ่งหมายอย่างไร้ตัวตน มีแต่ประโยชน์ท่าน เป็นตัณหาอุดมการณ์ มีอปุญญาภิสังขารแล้ว คนที่มีสภาวะจริงจึงพูดได้อย่างไม่กลัวไม่งง ไม่สับสน คนไม่มีสภาวะก็รู้ตามได้แต่ยาก ต้องมีการแยกนามรูปได้ คนไม่รู้ก็ปรุงแต่งเป็นนรกสวรรค์ที่ปรุงมาก็คือเวทนานั่นเอง ต้องมาเรียนรู้เวทนาในเวทนา แล้วมี ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ รู้สมุทัยคือเหตุแห่งโลก เราทำอย่างไร้เหตุอกุศล ก็ได้โลกนิโรธ คือความหมุนเวียนอย่างไม่มีตัณหาอุปาทาน ไม่มีภพชาติ เป็นวิภวภพ แต่มีโลกมีภพไว้อาศัย เพื่อรับใช้โลก โลกานุกัมปายะ รู้ความเกิดความดับแห่งโลก ก็ปรุงแต่งอย่างยาทิพย์ไปรักษาโรค โลกกิเลส ผู้ทำได้ก็เป็นพหุชนะหิตายะ พหุชนะสุขายะ สงบของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ดับปี๋ เฉยๆ สงบอย่างก้อนดินก้อนหิน ก็สงบเกิดสุดโต่ง แต่สงบของพระพุทธเจ้าจะดับตัวกวนตัวโจร ตัวเลว ก็สงบอย่างสร้างสรรมีประโยชน์ ตามลำดับขั้นตอน ตามฐานะ ผู้ใดมีภูมิธรรมสูงก็ทำตามจริงตามขั้นตอน ผู้มีอวิชชาจะไม่เรียนรู้สังขาร ในมติชนรายสัปดาห์มีบันทึกของเจ้าคุณท่านหนึ่ง ทำให้เข้าใจท่าน ว่าท่านอธิบายได้ละเอียดมากแต่ไม่เข้าถึงปรมัตถ์ ก็นับถือว่าท่านเป็นทักขิเนยบุคคลผู้หนึ่ง พยายามรักษาธรรมวินัยให้ดี แต่ไม่บรรลุ ท่านไม่พยายามให้ศาสนาเสื่อม แม้ยากหน้านองน้ำตาท่านก็รักษาธรรมวินัย ท่านก็แสดงออก ในเรื่องสังขารท่านใช้เชิงเหตุผลอยู่มากแต่ไม่เข้าถึงจิตเจตสิกแท้ ที่เอามาพูดไม่ได้เพื่อข่มเบ่งแต่อย่างใด
อาตมา สรุป...ที่ทำงานก็ใช้ธรรมะพระพุทธเจ้าเท่าที่ตนเองมีความโง่ความฉลาดอย่างเต็มที่ คนโง่ไม่เป็นอยู่กับโลกยาก คนฉลาดจะโง่เป็น เขาว่าเราโง่ก็ไม่เป็นไร เขาเข้าใจผิดไป ความโง่ก็อยู่ที่เขา แต่เขาว่าเราโง่แล้วเราไม่รู้นี่โง่ซ้อนโง่อีก อาตมา พยายามพากเพียรใช้อิทธิบาทให้กายสังขารมีอายุยืนยาวเพื่อพุทธศาสนาต่อไป
ท่านจันทร์สรุป...ขอบพระคุณ อาตมา ที่ทำให้เข้าใจในสิ่งที่ยังไม่เข้าใจ ใครที่ฟังแล้วยังเก็บประเด็นไม่ได้ ก็ให้ไปตามทบทวนเนื้อหาสาระในหน้าเพจ ทบทวนธรรมะสมณะโพธิรักษ์ได้ ซึ่งคุณสู่แดนธรรมได้บันทึกสรุปไว้อย่างดี และขอถอนคำพูดที่เคยปรามาสการทำงานสรุปของคุณสู่แดนธรรมไว้ในโอกาสนี้ ดังนั้นอย่าไปเชื่อตัวเองให้มาก สามารถเปลี่ยนได้ .... จบ .......สงบในงานสังขารในบุญกุศล.....