560926_รายการเรียนอิสระ ที่สวนลุมฯ เรื่อง สมาธิที่เป็นสัมมาสมาธิของพระอาริยะ ตอน ๑.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
560926_รายการเรียนอิสระ ที่สวนลุมฯ เรื่อง สมาธิที่เป็นสัมมาสมาธิของพระอาริยะ ตอน ๑
อ.กฤษฎาดำเนินรายการที่สวนลุมฯ...ตอนนี้ที่บ้านราชฯน้ำท่วม... พ่อครู...ได้เล่าถึงประวัติที่ชาวอโศกสามารถอยู่กับน้ำได้อย่างปกติ ได้เล่าถึงประวัติการใช้เรือที่บ้านราชฯ...ตั้งแต่มีเรือแจวเรือพาย จนบัดนี้มีเรือเอี้ยมจุ๊นเกือบ ๓๐ ลำ เป็นเรือใหญ่ ...พอน้ำท่วมก็มีการฉลองน้ำ สนุกสนานกันมากเลย ไม่มีกลัวน้ำ จนบัดนี้ทางอบต. อบจ. มายืมเรือเราไปใช้ ก็ให้ใช้เลย อ.กฤษฎาว่า...คราวที่แล้วกระบวนการคิด วิธีการแก้ปัญหา พุทธจะสอนให้ใช้ปัญญา พ่อครูว่า...เราไม่หนี เราจะอยู่เหนือมันให้ได้ อ.กฤษฎาว่า...วิธีคิดแบบพุทธ คิดแบบมรรคองค์ ๘ จะสามารถแก้ปัญหาในมิติต่างๆได้ พ่อครูว่า...ตัวหลักของศาสนาพุทธคือใจวาง แต่วางอย่างลึกซึ้ง ในโสฬสญาณ ถ้าไปสู่ระดับที่จิตเจริญจริง ข้อที่ ๖ มุลจิตตุกัมญญาณ ไม่ต้องบีบคั้นอะไร ปัญญามันจะเกิดรู้จริงๆ จะปล่อยวางโดยภูมิปัญญาเอง โดยวิปัสสนาญาณ ไม่ใช่ภูมิสมถะที่วางแต่ไม่วาง มีคนส่งจดหมายน้อยมาบอกว่า โยมเป็นญาติธรรมหน้าจอมา ๓ ปี เป็นผู้ฟังรายการทุกข์ปัญหาชีวิตมาแต่ปี ๔๗ ก็คิดว่าได้สัมผัสหมู่กลุ่มดีๆ โยมคิดว่าการจัดตลาดอาริยะเดือนละ ๒ ครั้งนั้น ถี่เกินไป โยมคิดว่าควรจัดเดือนละ ๑ครั้ง พ่อครูว่า...ก็ได้เคยพูดคุยกันแล้ว ว่าตลาดอาริยะเป็นทั้งสัมคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ แล้วเราทำนี้เราฝืนเกินไป ไม่มีเตี้ยอุ้มค่อม อยากดังหรือเปล่า หรือเราเหนื่อยเกินไปหรือเปล่า และมวลที่ร่วมจัดกระเบียดกระเสียนเกินไปหรือเปล่า แต่เราทำมา ๓ ครั้งแล้วก็เป็นไปได้ ผู้มาร่วมก็เพ่ิมอีก ไม่ใช่ถอยไปๆๆ ก็ขอบคุณเป็นอย่างยิ่งที่เห็นใจพวกเรา เราก็ขอทำไปอย่างนี้ก่อน แล้วถ้าทำไม่ไหวก็จะลดลง ตอนนี้ทำ ๒ ครั้งไปก่อน ดีไ
อ่านต่อ
ม่ดีก็ทำ ๓ ครั้งได้ เราก็เพิ่ม อันนี้เราไม่ฝืน ก็ขอบคุณอย่างมาก อีกเจ้าหนึ่งบอกว่า... ตอนนี้เข้าใจธรรมะแจ่มแจ้ง เคยสงสัยว่าทำไมพ่อครูพาเรามาทวนกระแสโลกนะ จนมาเจอคำในพระไตรฯ อยากให้ทุกคนรู้ว่าสิ่งที่พ่อครูสอนคือคำสอนพระพุทธเจ้าแท้จริง ให้เราเสียสละอย่างมีพรหมวิหารแท้จริงไม่สงสัยแล้ว “เมื่อเจอการเห็นของพระอาริยเจ้าทั้งหลายย่อมเป็นข้าศึกกับชาวโลกทั้งปวง บุคคลอื่นสิ่งใดว่าทุกข์ พระอาริยเจ้าว่าสุข จงเห็นธรรมที่รู้ได้ยากนี้เถอะ เพราะคนพาลผู้หลงย่อมไม่รู้แจ้งในการดับกิเลส” พ่อครูว่า...การเกิดดับก็วนเวียนสุขทุกข์ การตัดวัฏฏะสงสารคือตัดความวน ในโลกระดับไหนก็ตามที่เราวนเวียน ดับได้เป็นรอบๆ ตั้งแต่อบายภพ กามภพ อรูปภพ เป็นคนไม่มีโลก อยู่กับโลกแต่ไม่ได้วนกับเขา อยู่อย่าลอยตัว อ.กฤษฎาว่า...สภาวะนิพพานนั้น เราต้องอ่านความรู้สึกอารมณ์ของตนได้ เช่นเราต้องการให้จิตนิ่งไม่กระเพิ่่มอีก พ่อครูว่า...นั้นคือการกดข่ม ของพระพุทธเจ้านั้นใช้ปัญญา ไม่กดข่ม เราใช้ปัญญาตัดสินว่า เราควรออกไปร่วมชุมนุมกับเขาหรือไม่เป็นต้น มี sms _ม็อบต้องการความฮึกเหิม ดันเอาพระมาเทศน์ม็อบก็หายหมด เซ็ง _คุณเคยมาสวนลุมฯบ้างไหม มาช่วยกันจะได้ไม่เซ็ง _กราบขอบพระคุณท่านสมณะสิกขมาตุที่ทำให้ได้เห็นมิสป่าตองในตัวเอง พ่อครูว่า...คนที่ได้ฟังแล้วเห็นตัวเองว่า เราบ้ากว่ามิสป่าตอง...พ่อครูก็ว่ามิสฯเขาก็หลงความสวยเขา คนๆหนึ่งในประเทศเขาก็หลงความสวยของเขาเหมือนกัน แต่คนละอย่างเท่านั้น ก็คนเห็นตัวเองก็สาธุอนุโมทนา คนไหนไม่เห็นก็เห็นด้วยกันบ้าง มีข่าวประชาสัมพันธ์ สำนักพิมพ์กลั่นแก่นขออนุญาตเสนอพ่อท่านพิจารณาประชาสัมพันธ์ "ท่านใดที่ต้องการรับหนังสือ เราคิดอะไร ฉบับก้าวสู่ปีที่ ๒๐ พร้อมหนังสือแุุถม "รู้คนขังสุข รู้คุกขังสัตว์" กรุณาส่งแสตมป์ จำนวน 35 บาท ต่อหนังสือ 1 ชุด สอดซองจดหมาย มาที่ สำนักพิมพ์กลั่นแก่น ๖๔๔ ซอยนวมินทร์ ๔๔ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ ๑๐๒๔๐ อ.กฤษฎาว่า...คุณค่าหรือคุณภาพของคนควรเป็นเช่นไร.. พ่อครูว่า...คุณค่าของคนอยู่ที่ไหน ...อยู่ที่คุณธรรม อย่าเข้าใจว่าคุณค่าของคนอยู่ที่มียศลาภสูงๆ ไปไหนมีคนชมชื่นอยู่เยอะแยะ เพราะไม่ใช่คุณธรรม ไม่ใช่คุณค่า เป็นโลกค่า หรือค่าทางโลก ราคาทางโลก ไม่ใช่คุณความดีงาม ใครเคยได้ยินคำว่า ทาน ศีล ภาวนา นั่นแหละคือคุณธรรมของคน ผู้ใดมีพฤติกรรมมีใจเป็นทาน ยึดถือศีลมาเป็นเครื่องประพฤติ พอบรรลุแล้วก็เป็นคนมีศีล ศีลเป็นหลักเกณฑ์ ถ้าเร่ิม ทาน ศีล ภาวนา ศาสนาไหนก็เหมือนกัน มีหลักวัดคือศีล ก็ปฏิบัติตามหลักของศาสดาบัญญัติ ส่วนภาวนาคือการเกิดผล ผู้ใดปฏิบัติแล้วเกิดผล ถ้าได้ผลทางกาย วจีก็แค่ภายนอก ไม่ทำผิดศีล ๕ ได้ แต่ใจยังมีกิเลส จิตยังไม่สะอาด แม่กาย วจีไม่ทำก็ถือว่ามีศีลอยู่ระดับหนึ่ง เป็นคนมีคุณค่า แต่ผู้ใดปฏิบัติศีลแล้วทำให้กายวาจาไม่ละเมิดแล้วใจทำได้ด้วย จิตหลุดพ้นได้ จากกิเลสที่มาบังคับ ล้างกิเลสได้เป็นอธิจิตสิกขา ก็คือความบริบูรณ์ของศีล ทำให้จิตเกิดหลุดพ้น ให้มันหมดจากจิตจริงและมีปัญญาด้วย ศาสนาอื่นก็มีตามแบบของท่าน แต่ไม่เหมือนของพุทธ สรุปก็คือศีล สมาธิ ปัญญา คือหลักวัดความเป็นคุณค่าสมบูรณ์ การทานถ้าไม่รู้จิตว่ามีอาการให้แล้ว ก็ไม่ได้มรรคผล ทุกวันนี้ให้ของกับมือแต่ใจไม่ได้ให้ ทำอย่างไรให้ใจมันให้ ถ้าเรียนรู้ผิด กายให้วจีให้แต่ใจไม่ได้ให้ ใจเป็นการเอา ทั้งที่บุญคือการชำระกิเลส อธิบายกันหลายสำนัก บางสำนักมอมเมากัน สร้างสวรรค์วิมาน ได้ความหรูหรามากมาย เขาเข้าใจออกแบบ อ.กฤษฎาว่า...พ่อแม่บางครั้งดูแลลูกแล้วก็ทวงบุญคุณลูกอีก พ่อครูว่า...พ่อแม่ลูกนั้นเกิดมาใช้หนี้วิบาก ด้วยโกรธ พยาบาท ด้วยรักก็ตาม พยาบาทเข่นฆ่ากันก็ทุกข์ เกิดมาเป็นลูกเป็นพ่อเป็นแม่ก็ทุกข์ทรมาน บางคนก็เกิดมารักกัน อะไรนิดหน่อยก็ทุกข์ ถ้าไม่ศึกษาธรรมะก็ทุกข์ แต่ถ้ามีแล้วก็ต้องทำใจใช้หนี้วิบากกันไป เกลียดมาก็ทุกข์ ทำดีมากเกินก็ทุกข์ จะมาเป็นพ่อแม่ลูกหรือมิตรสหายกันก็ต้องเรียนรู้จิตวิญญาณ อย่าไปผูกพันธ์ด้วยโกรธ ด้วยรัก ถ้าเราเรียนรู้จนสามารถทำจิตไม่ให้เกิดอาการดูดผลัก ทั้งที่เรามีสัมผัสอยู่เราก็ไม่เกิดรักเกิดชัง คนที่สร้างรักชังใส่จิตก็คือโมหะอวิชชา เราต้องล้างทั้งพยาบาททั้งกาม เราไม่ทำอันใหม่ เราจะมีอานิสงค์ของพลังปัญญา เผาอกุศลจิตเป็นอจินไตย ทำได้จริงจะมีสมบัติทางจิต พ่อครูว่า...เอาตามฐานะ เช่นศีล ๕ ก่อน เช่นศีลข้อ ๑ ไม่ฆ่าสัตว์ กระทั่งไม่กินเนื้อสัตว์ จะเห็นกิเลสในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสในการกินเนื้อสัตว์เลย คุณก็ได้เรียนรู้ลดกามไปด้วย อ.กฤษฎาว่า..ศีลนี้ต้องมีทุกระยะทุกลมหายใจ หรือเราต้องมีศีลเมื่อไปรับศีล แล้วจริงๆควรเป็นเช่นไร พ่อครูว่า...ศีลข้อ ๑ ล้างโทสะ ศีลข้อ ๒ ล้างราคะมูล คุณจะถือศาสนาไหนก็ตาม ถ้าคุณฆ่าสัตว์ก็ได้กรรมวิบาก ทำร้ายชีวิตสัตว์อื่นให้ตกร่วงไป เป็นกรรมวิบากที่ต้องมีการจองเวร คุณตบยุง บี้มด ก็อย่านึกว่ามันไม่โกรธคุณ มันจะอภัยเราได้หรือ?... สัตว์แม้ตัวเล็กตัวน้อยก็รักตัว ศาสนาไหนก็มีกรรมวิบาก ถ้าคุณทำผิดศีลก็บาปทุกครั้ง เช่นคุณลักของคนอื่น ก็เป็นกรรมชั่ว คุณจะอยู่ศาสนาไหน คุณจะสมาทานศีลหรือไม่ก็บาป แต่ถ้าคุณสมาทานแล้วทำก็ดี ถ้าไปลาออกจากศีลก็โง่เลย ต้องทำไปจนตายเลย ศีลแปลว่าปกติ คือ กาย วาจา เราไม่ทำ บางทีใจเราก็ต้องสู้ ใจมันอยากละเมิดศีล พอทำแล้วกิเลสมันลด จิตหมดกิเลสจริง ปกติทั้งกาย วาจา ใจ ยังไงมันก็ไม่ละเมิด แม้มาแรงมาเบาอย่างไรก็ไม่มีเลย หมดเชื้อกิเลส คุณก็เป็นปกติ คือคนมีศีล เป็นศีลปกติแล้ว เป็นศีลบุคคล ไม่ต้องปฏิบัติแล้ว แม้แต่กิเลสกาม ราคะก็หมดแล้วถอนอาสวะเลย ไม่มีทุกข์สุขกับมันเลย มันหยุดเลย แต่จิตไม่ได้น่ิง มันไม่มีกิเลสที่มาทำงาน เป็นสมาธิพุทธ มีลักษณะ ๑. ปริสุทเธ (จิตบริสุทธิ์ไม่มีอุปกิเลสเครื่องยียวน) ๒. ปริโยทาเต (ผ่องแผ้ว อย่างแข็งแรงอยู่กับผัสสะ) ๓. มุทุภูเต (แววไวด้วยจิตหัวอ่อน - ดัดง่าย แก้ไขไว) ๔. กัมมนิเย (ควรแก่การงานอันไม่โทษ ไม่มีกิเลส) ๕. ฐีเต (จิตถึงความตั้งมั่น) ๖. อเนญชัปปัตเต (จิตตั้งมั่นไม่หวั่นไหว) จิตเป็นปกติที่ไม่ละเมิดส่ิงที่ผิดศีลเลยทั้งกาย วาจา ใจ เพราะเหตุที่พาละเมิดไม่มีแล้ว เป็นอัตโนมัติ อ.กฤษฎาว่า...ที่พ่อครูพูดมานี้คือสัมมาทิฏฐิ ๑๐ พ่อครูว่า...ทิฏฐิ ๑๐ เป็นประตูแรกของมรรคองค์ ๗ ถ้าเข้าใจไม่ได้ทำไม่สอดคล้องกับทิฏฐิทั้ง ๑๐ ไม่รู้ความหมายของทิฏฐิ(ความเห็น ความรู้ ความเข้าใจ) ในพระไตรฯล.๑๔ มหาจัตตารีสกสูตร (๑๑๗) [๒๕๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ แก่เธอทั้งหลาย พวกเธอจงฟังสัมมาสมาธินั้น จงใส่ใจให้ดี เราจัก กล่าวต่อไป ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ [๒๕๓] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมา อาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ประกอบแล้วด้วยองค์ ๗ เหล่านี้แล เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ ประกอบบ้าง ฯ [๒๕๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมา ทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาทิฐิว่ามิจฉาทิฐิรู้จักสัมมาทิฐิว่าสัมมาทิฐิ ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ [๒๕๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาทิฐิเป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้ว ไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว ยัญพิธีก็คือศีลพรต ศีลข้อ ๑ คุณไม่ฆ่าสัตว์ แล้วจิตคุณเมตตา ไม่อยากฆ่าหรือเปล่า ศีลข้อ ๒ คุณเห็นของคนอื่น คุณอยากได้ คุณก็ต้องทำใจ มันไม่ใช่ของคุณ ไตรสิกขาไม่ได้แยกระหว่าง ศีล สมาธิ ปัญญา ศีลข้อ ๓ ลดราคะ คุณอ่านจิตของคุณเองหรือไม่ว่าเกิดจิตราคะ โทสะหรือไม่ … เพลงหลายเพลงตอนสมัยฆราวาสที่เป็นเพลงรักๆโลกๆ พ่อครูก็นำมาเปลี่ยนเนื้อหาเป็นเพลงโลกุตระเช่นเพลงกระต่ายเพ้อเป็นต้น พ่อครูทำอัลบัมก็ต้องสอนนักร้อง สอนนักเรียน เพราะพ่อครูทำมาตั้งแต่เป็นฆราวาส พ่อครูตอนหลังก็ร้องเพลงด้วยไม่มีกิเลส มีสัจจานุโลมมิกญาณ ร้องเพลงไม่มีกิเลสก็มี หรือพ่อครูมาทำท่าทางอย่างนี้ก็บอกว่าไม่ได้ทำด้วยกิเลส ถ้าคุณปฏิบัติศีล ๘ ก็ต้องสูงขึ้น ไม่มีเพศสัมพันธ์ หยุดเมถุนเรื่องเพศเรื่องคู่ ก็ทำตามฐานะสูงไปตามลำดับ ถ้าไม่ไหวก็ทำตามศีลต้นๆก่อน เอาเท่าที่ได้ ก็ต้องให้พอเหมาะพอดี สัมมาทิฏฐิข้อ ๑ถึง ๓ คือ ทาน ศีล ภาวนา นั่นเอง ๑.ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ ทินนัง) ๒.ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) ๓.สังเวย(เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) คือคุณต้องทำอย่างอ่านจิตเป็นว่าจิตคุณได้เสวยผลได้ลดกิเลสหรือไม่ มีภาวนามัยหรือไม่ ถ้าไม่ได้ลดกิเลสก็ต้องรู้หุตังของคุณว่าไม่ได้ผล คุณอ่านจิตคุณหรือไม่? บุญนี่คือเขาให้เอาออกให้ล้างทิ้ง แต่ถ้าคุณไปทำอะไรมาแล้ว ก็เอาบุญมาฝาก ทั้งที่ท่านให้ทิ้ง ทั้งที่กรรมเป็นของๆคุณแบ่งใครไม่ได้ ที่คุณทำนั้นเกิดจากกรรมทั้งนั้น จะได้ผลอย่างไรก็คือผลเป็นวิบาก จะดีหรือชั่ว ถูกหรือผิด เป็นโลกียะหรือโลกุตระ ก็ฝากไว้ก่อน วันต่อไปจะอธิบาย ใน ๓ ข้อแรกเป็นตัวปฏิบัติ แล้วตัวที่ ๔ ของทิฏฐิ ๑๐ คือกรรม ๔. ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) ๕. โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ ๖. โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ ๗. มารดา มี (อัตถิ มาตา) ๘. บิดา มี (อัตถิ ปิตา) ๙. สัตว์ที่ผุดเกิดอุปปัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) สรุปว่า..ถ้าสามารถรู้จักสมณพราหมณ์ คุณเจอไหม ท่านที่ประกาศโลกนี้โลกหน้าให้รู้แจ้งตาม ว่าสัมมาสมาธิเป็นเช่นนี้หรือ ไม่ใช่ไปนั่งให้ก้นแตกอย่างนั้นหรือ? จะได้รู้กันว่าการทำสมาธิทั่วบ้านทั่วเมืองทำนั้นไม่ถูก ทำทาน ศีล ไม่เป็น ก็ไม่มีผลไม่มีภาวนา คุณอ่านจิตไม่เป็นก็ทำอย่างงมงาย ผู้ตั้งใจจะได้สิ่งประเสริฐอยากได้นิพพานจริงๆก็ตั้งใจฟัง คุณจะเจอ ต้องขอประกาศว่าตนเป็นโพธิสัตว์ เป็นสยังอภิญญา อย่างไม่ได้มีสาเฐยยะจิต ไม่ได้อยากให้ใครมาเป็นบริวาร ให้ใครมายกย่อง อธิบายด้วยความจริงใจ ปรารถนาดีให้คุณเห็นและได้ตาม คุณจะไม่เห็นด้วยไม่เอาก็ไม่เป็นไร แต่ใครจะมายินดีเห็นดีก็อนุโมทนาด้วย ทุกวันนี้เขาเห็นกันว่าไม่มีอาริยะแล้ว ก็ปิดประตูบรรลุธรรมเลย ซึ่งค้านแย้งคำสอนพระพุทธเจ้า ท่านว่าตราบใดมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ โลกไม่ว่างจากอรหันต์ คุณคิดเองไม่ได้ เป็นสาวก คุณต้องฟังจากผู้มีภูมิ ผู้เป็นบุคคล ๔ บุคคล ๘ คุณต้องฟังก่อนแล้วปฏิบัติตาม ธรรมะพระพุทธเจ้าไม่มีใครรู้เองได้ ต้องสืบทอดจากผู้รู้ พระพุทธเจ้าก็ต้องรับจากองค์ก่อน พ่อครูก็รับมาจากองค์ก่อน ...จบ