560929_รายการวิถีอาริยธรรม ที่สวนลุมฯ เรื่อง คำตำหนิและความจนสำคัญไฉน.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
560929_รายการวิถีอาริยธรรม ที่สวนลุมฯ เรื่อง คำตำหนิและความจนสำคัญไฉน? ส.เพาะพุทธดำเนินรายการ เดิมเป็นรายการพุทธที่ไปนิพพาน ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็นวิถีอาริยธรรม...เมื่อคืนวานพ่อครูนำเสนอประเด็น มีคนส่งข้อความว่า...เห็นด้วยกับพ่อครูที่เห็นด้วยที่พุทธกระแสหลักไม่สอนให้คนเสียสละไม่คอรัปชั่น แต่กลับสอนให้คนค้าบุญ เอาสวรรค์ โดยไม่คำนึงว่าเงินที่ทำบุญอาจไม่บริสุทธิ์ สุดท้ายก็เปิดช่องให้อลัชชีแอปแฝงทำลายศาสนาเช่นเณร ค. เป็นต้น ต้องยอมรับว่าเงินจำนวนมากไหลไปกองที่วัด จนทำให้ประชาชนยากจนมากขึ้น เพราะสอนให้ทำบุญไม่ถูกวิธี อีกข้อความหนึ่งบอกว่า...มีชายท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่าห้ามกอบโกยกักตุน จึงน่่าจะทำป้ายติดที่ตลาดอาริยะว่า “ห้ามกอบโกย กักตุน ขี้โลภ เวียนเทียน” สิ่งที่อยู่ในมือพ่อครูตอนนี้คือสินค้าตลาดอาริยะที่ขายในราคาขาดทุน ซึ่งเป็นบุญนิยมระดับ ๓ ส่วนระดับ ๔ คือแจกฟรี ถ้าท่านใดสนใจส่งข้อความถึงพ่อครูก็ส่งมาที่เฟสบุ๊ค รักธรรมะ พระจันทร์ได้ พ่อครูว่า...วันนี้รายการวิถีอาริยธรรมก็ขอพูดถึง อาริยธรรมกัน มีคนส่งข้อความหนึ่งมาว่า.. . ดู ๆ แล้ว เป้าหมายการชุมนุมของท่านโพธิรักษ์คือการเผยแพร่ธรรม ส่วนการโค่นระบอบทักษิณเป็นแค่ผลพลอยได้ ซึ่งเป้าหมายแบบนี้คงมีแต่สาวกของท่านเท่านั้นที่เห็นด้วย คนอื่น ๆ เขาจะมาร่วมเพื่ออะไร คนมาร่วมชุมนุมน้อย ท่านก็บอกว่าเป็นไทยเฉย หรือเป็นเพราะเขาไม่รู้ข้อมูล ข่าวสาร ท่านเชื่อกันอย่างนั้นจริง ๆ หรือ เพราะมีคนเป็นล้าน ๆ คนที่เขารู้เขาติดตามการเมืองอยู่ แต่ทำไมเขาไม่ออกมาร่วมชุมนุม ท่านเคยนำไปคิดวิเคราะห์กันบ้างหรือเปล่าว่าคนเป็นล้าน ๆ คนไม่ชอบรัฐบาลนี้เหมือนกัน แต่ทำไมเขาไม่ออกมาร่วมชุมนุม เขาไม่ได้กลัวอะไรรัฐบาลนี้หรอก ลำพังคนใน กทม ที่ไม่เอารัฐบาลนี้
อ่านต่อ
ก็มีเป็นล้านแล้ว เพราะฉะนั้นท่านต้องกลับไปวิเคราะห์ดูในด้านของท่านด้วยว่ามีอะไรที่สื่อสาร ถึงคนเหล่านี้ให้เขาเห็นด้วยกับท่านไม่ได้บ้าง ถ้าท่านต้องการให้เขาเห็นด้วยกับท่าน ท่านเคยเปิดใจรับฟังพวกเขาบ้างหรือไม่ เพราะข้อมูลที่ท่านมีอยู่และดูจะเป็นข้อมูลที่ฟังมาจากคนอื่นทั้งนั้น หลายเรื่องมันเป็นเรื่องเท็จเรื่องใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นหรือเปล่า กรุณาลองนำไปพิจารณาดูให้ถ่องแท้ด้วย เท่าที่ติดตามดูท่านมา กลุ่มของท่านก็นับได้ว่าเป็นคนดีมีศีลธรรม แต่กลุ่มการเมืองที่เป็นมิตรสหายของท่านเป็นคนดีมีศีลธรรมจริงหรือไม่ การที่ท่านรับข้อมูลจากกลุ่มเหล่านี้มาพูดมากล่าวหาผู้อื่นมันทำให้คนส่วน ใหญ่มองท่านเป็นกลุ่มเดียวกันกับกลุ่มที่เขาตั้งข้อรังเกียจโดยไม่คุ้มกัน เลย
ก็มีอีกคนหนึ่งตอบไปว่า.. . . คุณ พูดเหมือนจะบอกว่าเป็นเพราะท่านคนจึงไม่ออกมา ถ้าพรุ่งนี้FMTVยกวิกกลับวัดเพราะเชื่อคุณแล้วมันจะมีใครที่ไหนออกมาบ้างไหม เนี่ย ท่านเป็นสงฆ์ท่านมีหน้าที่สอนคนให้ความคิดคนท่านก็ทำถูกแล้วนี่ท่านให้ความ คิดคนทุกคนเลยนะทั้งฝ่ายที่กำลังโกงกินและทั้งไทยเฉย ผมว่ามัน เป็นยุคจิตวิญญาณของคนไทยมันเสื่อมเหมือนตอนกรุงศรีอยุธยาใกล้จะแตก จะทำประการใดได้ละครับท่าน นอกจากจะสมัครเป็นทหารพระยาตาก ตอนนี้พระยาตากมีแล้วคือคณะเสนาธิการร่วมไงแต่ยังขาดทหาร อย่ามัวแต่ว่าคนนั้นติคนนี้อยู่เลยเริ่มที่เราเถอะ ผมเองเชื่อจริงๆเรื่องไทยเฉย สรุปคือยังมีคนติงอยู่ว่าวิธีการที่พ่อครูพาทำนี้เขายังไม่เห็นด้วย ไม่ใช่น้อย ไม่แปลกใจ ถ้าคนมาเห็นด้วยมากๆเลยทันทีรวดเร็ว มันจะเป็นไปไม่ได้ด้วย เพราะเรื่องที่ทำนี้ไม่ใช่เรื่องพื้นๆ แต่ถ้าเป็นเรื่องพื้นๆคนก็เห็นด้วยมากสิ ไม่ได้คิดว่าคนจะมาเห็นด้วยอย่างถล่มทะลาย แม้แต่ในเมืองไทยขณะนี้มีคนอยู่ ๓ ประเภท ๑.เห็นร่วมกับที่เราทำ ๒.ไม่เห็นร่วมด้วย ก็เห็นอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจง่ายๆกัน ๓.พวกไทยเฉย มีอยู่ 3 แบบ คือ 1.แม้เป็นอย่างเดียวกับพวกคุณที่เห็นว่าไม่ได้เรื่องอะไรที่ทำอย่างนี้ หรือ 2.เห็นด้วยกับพวกอาตมาแต่ก็เฉยอีก และ3.ยังมีพวกที่เห็นแก่ตัวทำมาหากินไป ไม่เอาตาดูหูแล ไม่กตัญญูต่อชาติ นั่นเฉยแน่พวกนี้ งานที่มาทำนี่คือฝึกพวกไทยเฉย เห็นด้วยหรือไม่ก็ไม่เป็นไรอยู่แล้ว เรามาให้สติไทยเฉยให้ออกมาทำหน้าที่ ทั้ง ๓ แบบของไทยเฉย ว่าออกมาร่วมแสดงอำนาจอธิปไตยของประชาชน แม้ไม่เห็นด้วยก็ออกมาต้านได้ อธิปไตยของประชาชนคือออกมาแสดงตัว ๑ คน ๑ เสียง คุณทำหน้าที่ประชาธิปไตยที่ระบุไว้ ถ้าไทยเฉยคือมันผิดหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญระบุไว้ ที่พ่อครูออกมานี่ให้สติพวกไทยเฉย ก็ควรออกมาทำหน้าที่แสดงความกตัญญูต่อชาติบ้าง ยืนยันว่า ไม่ได้มาเพื่อเอาชนะเอาแพ้ ไม่ได้มาทำงานเพื่อรบราฆ่าฟัน หรือมาหาชื่อเสียงหาทรัพย์ แต่มาทำงานกับมนุษยชาติ ประชาชน ให้สำเหนียก ในกาละที่ประเทศไทยได้รับภัยรุมเร้าหมดเลย ทั้งภัยธรรมชาติ ภัยทางสังคมการเมือง ก็ขึ้นอยู่ว่าไม่ใช่ธรรมชาติเป็นธรรมชุ่ย มันจงใจทำ คนมันผลักใสไม่ให้ท่วมบ้านตน ให้ไปท่วมบ้านคนอื่น จริงเท็จก็เอาคำพูดมาจากคนอื่นนะ ส.เพาะพุทธว่า ...คนไทยเฉยน่าจะเป็นคนที่อยู่ในคน ๖ แบบที่พ่อครูเคยแจกแจงไว้ว่า... ๑.ไม่รู้ไม่ชี้ ๒.ไม่รู้แล้วชี้(พวกอวดตัว หลงตัว อยากอวดแหวนเพชร) ๓.ไม่รู้แล้วก็ไม่ชี้ (คนซื่อตรงไม่รู้ตัวก็เลยไม่ชี้) ๔.พวกรู้แล้วไม่ชี้ (ใจดำ ไทยเฉย ไม่รับผิดชอบ) ๕.คนชี้แล้วไม่รู้(พวกขอไปทีคนไม่รู้จริง) ๖.คนรู้แล้วชี้ (คนนี้ดีสุดเป็นบัณฑิตเป็นครูผู้ประเสริฐ) ไทยเฉยอยู่ในข้อที่ ๑ และข้อ ๔ พ่อครูว่า...ในยุคกาลนี้คนก็ควรออกมาทำงานบ้าง อย่าเห็นแก่ตัวจัด ใจดำอำมหิตบ้าง พ่อครูไม่ได้มาทำรบราฆ่าฟันทะเลาะเบาะแว้ง ก็ออกมาทำหน้าที่ประชาธิปไตยกัน จะเห็นว่าข้างไหนถูกก็ออกมาชี้สิ ทั้งที่รู้แสนรู้แต่ไม่ออกมาทำหน้าที่ประชาธิปไตย ผู้ที่ไม่เข้าใจก็ทำตามที่ตนไม่เข้าใจแหละ ส.เพาะพุทธว่าในประเด็นที่ตู่ท้วงมาบอกว่า ... เท่าที่ติดตามดูท่านมา กลุ่มของท่านก็นับได้ว่าเป็นคนดีมีศีลธรรม แต่กลุ่มการเมืองที่เป็นมิตรสหายของท่านเป็นคนดีมีศีลธรรมจริงหรือไม่ การที่ท่านรับข้อมูลจากกลุ่มเหล่านี้มาพูดมากล่าวหาผู้อื่นมันทำให้คนส่วน ใหญ่มองท่านเป็นกลุ่มเดียวกันกับกลุ่มที่เขาตั้งข้อรังเกียจโดยไม่คุ้มกัน เลย พ่อครูว่า...ข้อมูลเหล่านั้นเราได้ใช้วิจารณญาณ โดยเราสัมผัส มีภูมิรู้ ให้ความรู้ เราก็เอามารวบรวมกัน เป็นเหตุปัจจัยในการวินิจฉัยตัดสินว่าเข้าท่า ถูกหรือผิด สุดท้ายก็ตัดสิน ถูกหรือผิด หรือตัดสินไม่ได้ ก็มีอยู่ ๓ อย่าง ถ้าเราสามารถมีข้อมูลอย่างใด ทุกคนก็มีข้อมูลอย่างนั้น ผู้ที่ติงมาก็บอกว่าเราได้ข้อมูลไม่ครบ ก็แน่นอนเราก็ได้ข้อมูลระดับหนึ่ง ก็ใช้ข้อมูลเท่าที่ได้ ตัดสิน ก็เป็นเรื่องธรรมดา ที่พ่อครูทำนี่ก็ต้องตัดสินว่าอย่างที่ทำนี้ถูก มีผู้ต้านมาเรื่อยให้ข้อมูลเรื่อยๆ ก็รวมข้อมูลไว้ และแต่ละวันเวลา มีข้อมูลมาเติมเต็มไปเรื่อยๆตลอดเวลา เราก็พิจารณาตัดสินตลอดเวลา ว่าควรไม่ควร ซึ่งถ้าไม่ควร จะต้องเลิกเราก็จะหยุดเลิก ไม่ต่อ แต่ถ้ามันเป็นไปได้ดีอยู่เราก็ทำอยู่ ที่ติงมาว่าเราไม่ดูข้อมูลคนอื่น ว่าคนกทม.เกินล้านเปิดใจรับฟังบ้างสิ อาตมาว่าอาตมาเป็นคนเปิดรับข้อมูลนะ อย่างความเห็นของคุณก็นำมาอ่านให้ฟังสดๆ หลายเรื่องเป็นเรื่องเท็จใส่ร้ายอาตมาก็ใช้การวินิจฉัย ซึ่งอาจตัดสินต่างกันกับของคุณ อาตมาบอกตรงๆว่า ไม่ได้เป็นคนอยากหาเรื่อง ไม่อยากให้ใครเกลียดชัง จึงไม่ทำอย่างหาเรื่อง แต่ถ้าจะทำก็ต้องรู้ว่ามีประโยชน์ก็ต้องลงทุน และที่ลงทุนไปตำหนิ ข่ม ว่า ส่ิงที่ไม่เห็นด้วย ก็เป็นการลงทุนนะ เพราะการตำหนิคนนี่เขาจะชอบน้ันน้อย ส.เพาะพุทธว่านักปราชญ์จะชอบคำตำหนิ แต่มีจำนวนน้อยคน พ่อครูนั้นได้เขียนโศลกว่า พ่อครูว่า...การตำหนิข่มก็ต้องรู้ ไม่ได้ทำอย่างขาดสติ พ่อครูมีเพลงชีวิตบทหนึ่งว่าไว้ ข้าพเจ้าได้ดิบได้ดีมาถึงทุกวันนี้มิใช่ได้มากจากคำสรรเสริญคุณความดี แต่ได้ดีเพราะฟังคำคนตำหนิติเตียนทั้่งจากมิตรผู้หวังดีและศัตรูผู้หวังร้าย อันนี้เป็นความรู้สึกใจจริง เพราะคำชมทำให้คนเหลิงคนเสีย สำหรับคนกิเลสเยอะ และรู้ไม่เท่าทันโลกธรรม โดยเฉพาะตอนที่กระทบสัมผัสโลกธรรม ที่น่าโกรธแต่ถ้าเราไม่โกรธได้นี่สิจึงดี พ่อครูว่า... เพลงอริยะหมายเลข ๑๐ ข้าพเจ้าได้ดิบได้ดีวิเศษยิ่ง ๆ ขึ้น หรือ เป็นคนที่น่านับถือเคารพได้นั้น ไม่ใช่เพราะการเป็นผู้ชี้ยืนยัน "ความถูกต้อง" ให้ใคร ๆ รู้ ได้หลากหลายแล้ว ๆ เล่า ๆ นั้นดอก ! แต่… เพราะข้าพเจ้าน้อมรับ "ความผิดพลาด" และ มีการแก้ไขในแต่ละครั้ง แต่ละคราว ของข้าพเจ้า จาก ทั้งผู้หวังดี และ ทั้งศัตรูผู้หวังร้ายแท้ ๆ นั่นต่างหาก. ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๒๖ พ่อครูว่า...ตั้งแต่ ๓๐ปีที่แล้ว จริงๆไม่ตั้งใจพูดเรื่องนี้ แต่วันนี้ตั้งใจพูด ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ แต่ก็ใช่อยู่แล้ว หลายคนว่า ทำไมชอบเท่าตนเองมาพูด ที่เป็นเช่นนั้นเพราะ ๑. เป็นเรื่องจริงไม่ใช่ละคร คนๆหนึ่งได้พบเจอจริง ไม่ใช่นิทานหรือจินตนาการ แต่เป็นของจริง เราเป็นเจ้าของเรื่องจริง ๒. เรื่องที่นำมายกนี้ เป็นเรื่องที่พ่อครูคิดเอง เชื่อว่าไม่เหมือนใคร แปลกใหม่จึงจำเป็นต้องเอามาพูดให้ฟัง มันหายาก ไม่เหมือนทั่วไป ๓. เชื่อมั่นว่า เรื่องที่ได้นั้นเป็นส่ิงดี ประเสริฐควรบอกแจ้งยืนยันให้คนรู้เข้าใจ ว่าเป็นได้นะ ๔. มันตรงกับคำสอนพระพุทธเจ้าด้วย ๕. ที่เจตนาพูดสิ่งที่มีที่เป็นเป็นของสืบทอดจากเก่าๆ ที่ได้บำเพ็ญมาแล้วมายืนยันให้รู้ว่าคนเรามีชาตินี้ชาติหน้า วิบากกรรม ที่สะสมมา ดีหรือชั่ว ไม่ใช่แต่ชาตินี้ และย่ิงคนสมัยใหม่ไม่ค่อยเชื่อกรรมวิบาก ไม่เชื่อบุญบาป ทำให้สังคมเดือดร้อน ไม่เชื่อการตายการเกิด คนก็ไม่กลัวความเลว เขาก็ทำเลวได้ เขาฉลาดเท่าไหร่ก็ใช้ เพราะเขาเชื่อว่าตายก็จบ เขาก็ทำชั่วอย่างหนัก ฉลาดเท่าไหร่ก็เอามาทำ เพื่อให้ตนรอดไม่รับผิด และก็ทำชั่วอย่างไรก็ไม่มีชาติหน้า ตายแล้วก็จบ คนอย่างนี้เห็นตัวอย่างเลยว่าเป็นภัยต่อสังคมมาก ส.เพาะพุทธกล่าวว่า พันเอกดร. ...กล่าวว่า คนที่เชื่อเรื่องชาตินี้ชาติหน้า กับคนไม่เชื่อจะได้รับผลต่างกัน คนเชื่อได้รับผลคือเจ๊ากับเจี๊ยะ ถ้าไม่เชื่อก็คือเจ๊งกับเจ๊า คนไม่เชื่อกรรมวิบากเชื่อว่าตายแล้วจบ ถ้าตายแล้วจบคุณก็เจ๊า แต่ถ้ามีจริงคุณก็เจ๊ง ส่วนคนที่เชื่อชาตินี้ชาติหน้า ถ้าไม่มีจริงคุณก็ได้เจ๊า แต่ถ้าชาติหน้ามีจริงคุณก็ได้เจี๊ยะนะ พ่อครู..ว่าที่ต้องพูดเรื่องตนเองเพราะแน่ใจว่าจริง ทำมา ๔๐ ปีแล้ว เอาท่านเพาะพุทธยืนยันว่าที่สอนนี้ไม่เหมือนใครสำนักไหน ส.เพาะพุทธก็ว่า...เมื่อคืนก็ฟัง พ่อครูสร้างจุดแปลก แทรกจุดเปลี่ยน คือไม่เหมือนใคร แต่ไปเหมือนคำสอนพระพุทธเจ้าในไตรปิฎก ทั้งการนำเสนอต่างกันลีลาต่างกันแต่เนื้อหาต่างกัน หลายเรื่องที่พ่อครูสอนไม่เป็นสาธารณะ ถ้าไม่มาฟังพ่อครูจะหาฟังที่ไหนไม่ได้นะ พ่อครูว่า....ไม่ใช่ยกยอนะนี่... ส.เพาะพุทธว่า...อยู่กับพ่อครูมีคำตำหนิมากกว่าคำชม และได้รู้อะไรเร็วขึ้นก็คือได้รับคำติเตียนคือติให้มันเตียน พ่อครูว่า....เขาล่าช้างม้าวัวควายเก้งกัน หรืออีกพวกล่าลาภยศสรรเสริญ แต่พ่อครูไม่ได้ทำเลย ไม่คิดไปทำด้วย แม้แต่ล่าลาภยศสรรเสริญก็ไม่ทำ แต่ว่าไล่ล่าเวลาอยู่ทุกวันนี้มันไม่ทัน เดี๋ยววันๆ แก่ไม่ทันเลย ส.เพาะพุทธว่า..ความแก่จะกลัวคนผู้ไม่จำนนต่อความแก่ พ่อครูก็เลยไม่ทันแก่ มีคุณหมอท่านหนึ่งบอกว่า ผมแก่แล้วจะเกษียรแล้วพักผ่อน ส่วนภรรยาแม้เกษียรแล้วก็ยังทำงานทำการหลายอย่าง บัดนี้คุณหมอผู้ชายตายไปแล้ว แต่คุณหมอผู้หญิงผู้เป็นภรรยายังอยู่เลย พ่อครูว่า...อาตมาไม่มีเวลาก็เลยต้องใช้เวลาให้คุ้ม ถ้าเอาแต่ชมคนก็เสียเวลา เพราะที่จะติคนนี่ก็ยังไม่ทันเลย แล้วจะมีเวลาที่ไหนไปชมคน ก็เลยเซฟไม่ค่อยเอาเวลาไปชมคน เอาเวลาไปติ เพราะการติทำให้คนได้ประโยชน์ แต่คำชมทำให้คนเสีย ใครฉลาดก็พยายามให้เขารับคำตำหนิได้ ผู้ฟังคำตำหนิจากผู้รู้และบัณฑิตได้พระพุทธเจ้าว่าได้ดีแต่ถ่ายเดียว พระพุทธเจ้าสรรเสริญ พ่อครูรู้ก็สอดคล้องกับที่พระพุทธเจ้าสอนว่า อานนท์ ! เราไม่พยายามทำกะพวกเธออย่างทะนุถนอม เหมือนพวกช่างหม้อทำแก่หม้อที่ยังเปียก-ยังดิบอยู่ อานนท์ ! เราจักขนาบแล้วขนาบอีก ไม่มีหยุด อานนท์ ! เราจักชี้โทษแล้วชี้โทษอีก ไม่มีหยุด ผู้ใดมีมรรคผลเป็นแก่นสาร ผู้นั้นจักทนอยู่ได้
ส่วนอีกบทหนึ่งว่าไว้... อานนท์ ! เราไม่พยายามทำกะพวกเธออย่างทะนุถนอม เหมือนพวกช่างหม้อทำแก่หม้อที่ยังเปียก-ยังดิบอยู่ อานนท์ ! เราจักขนาบแล้วขนาบอีก ไม่มีหยุด อานนท์ ! เราจักชี้โทษแล้วชี้โทษอีก ไม่มีหยุด ผู้ใดมีมรรคผลเป็นแก่นสาร ผู้นั้นจักทนอยู่ได้ พ่อครูว่า...ที่พ่อครูพูดวันนี้ลองตั้งสติดู คนติเราเราไม่ค่อยชอบ แม้มีกิเลสก็ตั้งสติเอามาไตร่ตรองตรวจสอบ ถ้าเขาตำหนิเราถูก กราบเขาได้กราบเลย ต้องขอบคุณเขา แต่ถ้าเขาตำหนิไม่ถูก เราก็ต้องตรวจสอบอย่าให้มีความลำเอียง ตรวจแล้วเขาตำหนิเราไม่ถูก ก็คือ เขามีข้อมูลไม่ครบ ไม่ถูกต้อง หรือ ปัญญาเขาไม่พอ ปัญญาเขาน้อย เขาเห็นความถูกเป็นผิด เขาไม่ฉลาดพอจะรู้คำตำหนิ นั่นไม่เป็นผลเสียหายต่อเราเลย เราได้รับผลกระทบแต่เราไม่ได้เลวอย่างเขาว่า ไม่ต้องไปโกรธเคืองเขา เขาทำกรรมไม่ดี พ่อครูว่า...ที่อาตมาทำงานนี้ ที่มีคนแย้งว่า... ดู ๆ แล้ว เป้าหมายการชุมนุมของท่านโพธิรักษ์คือการเผยแพร่ธรรม ส่วนการโค่นระบอบทักษิณเป็นแค่ผลพลอยได้ ซึ่งเป้าหมายแบบนี้คงมีแต่สาวกของท่านเท่านั้นที่เห็นด้วย ที่พ่อครูมาทำงานการเมือง แต่ก็มาเผยแพร่ธรรมะเพราะการเมืองแก้ด้วยการเมืองนั้นเหลวมา ๘๑ ปีแล้ว ก็ให้ตั้งสติดีนิดหนึ่ง ถ้าเอาแต่การเมืองๆก็รู้กันอยู่ การเมืองแก้ด้วยการเมืองแล้วมันแก้สำเร็จไหมเล่า ๘๑ ปีแล้ว จนเป็นสำนวนเท่ห์ๆว่า การเมืองต้องแก้การเมือง และก็คิดต่อว่าการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้เพราะมีคนดีน้อยไป หมายถึงคนไม่มีคุณธรรมมีมาก ไปทำงานการเมืองนี่คือแก้การเมืองไม่สำเร็จ พ่อครูจึงพยายามที่สุดที่จะแก้ประเด็นนี้ เอาธรรมะมาใส่ เป็นการแก้การเมืองด้วยธรรมะ แต่ไม่ได้ละเลยการเมือง แต่เอาธรรมะเป็นเอก เอาการเมืองเป็นรอง แต่ก็รู้ว่า คนก็ชอบการเมืองตื่นเต้นการเมือง ส่วนธรรมะคนไม่ค่อยชอบ ก็รู้ แต่อาตมาก็จะขอดันทุรังหรือยืนหยัดยืนยัน ตามความเข้าใจความเห็นนี้ และก็เข้าใจว่ามันไม่ง่าย จึงต้องใช้โศลกว่า “ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริงออกมาให้มากๆหมดๆ” ด้านความรู้ความจริง จะเป็นธรรมาวุธไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงการเมือง คนจะจำนนผู้ผิดจะแพ้ ผู้ถูกจะชนะ พวกเรามีข้อมูลหลักฐานก็มากันมาช่วยกัน จะพูดดังพูดแรงอย่างไรคอแตกก็แล้วแต่แต่ขออย่าให้ผิดและหยาบ ออกมาให้ความรู้จนคนรู้ความจริงชัดๆมากพอ จะเกิดกำลังอธิปไตยของคน ออกมาชุมนุมประท้วง ยุทธวิธีพ่อครูเป็นเช่นนี้ ก็ไม่คำนึงถึงเวลา จะได้ผล จะถึงจุดสันดาป จุดวิกฤติเมื่อไหร่จะเปลี่ยนสถานะการเมืองให้ดีขึ้นเมื่อไหร่ หากเราทำเหตุปัจจัยได้ครบก็จะเกิดผลได้ เชื่อและมั่นใจอย่างนี้ พยายามประคองไป ส่วนอื่นมีเหตุปัจจัยเสริมอยู่ตลอดเวลา มีคนปรารถนาดี และปรารถนาร้ายก็มี แต่คนปรารถนาดีก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือจะประสมรวม สุดท้ายจะแยกกันคือ ถูกกับผิด และจะไหลไปรวมกันในแต่ละขั้ว คนที่จะสร้างให้รุนแรงก็มี แต่พ่อครูเจตนาถ่วงไม่ให้เกิดความรุนแรง ทำสุดฝีมือ ๑.ไม่ผิดกฎหมาย ๒.เป็นสากลทั่วโลก ๓.เป็นสัจจะที่แท้จริงเป็นความดีงาม อย่ามาห้ามเสียให้ยาก เรามารับใช้ เพื่อให้เกิดส่ิงดีมีผลจริง ถ้าไม่ได้ก็แสดงว่าเราไม่มีความสามารถ เราไม่เป็นไทยเฉย พวกไทยเฉยอายอาตมาบ้างสิ ส.เพาะพุทธว่า...ได้ก็ได้ ไม่ได้เราก็ได้ ได้มาสั่งสมความดีไง และความพยายามอยู่ที่ไหน ความพยายามก็อยู่ที่นั้น เราได้สั่งสมหน่วยกิจความพยายาม และผมได้ทราบว่าหลวงปู่พุทธทาสก็เป็นคนที่ได้สร้างจุดแปลกแทรกจุดเปลี่ยน และอีกบทหนึ่งคือ ถ้ามีธรรมะก็ไม่ต้องมีการเมือง แต่ว่าถ้ามีการเมืองต้องมีธรรมะ นี่คือคำของหลวงปู่พุทธทาส ท่านว่า ในเมื่อการเมืองเป็นเรื่องต่อรองผลประโยชน์แต่ถ้ามีธรรมะกัน ก็จะเห็นใจกัน และไม่มีการต่อรอง ไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครองหรือผู้ใต้ปกครอง พ่อครูว่า...ถ้าทำได้ก็จบกันที่ ปกครองโดยไม่ปกครอง ไม่เกิดการทะเลาะเบาะแว้ง มีแต่ความเอื้อเฟื้อเจือจาน เหมือนอย่างในหลวงที่ว่า อยู่กันอย่างอลุ่มอล่วย ส.เพาะพุทธ...มีอีกบทหนึ่งของท่านพุทธทาสกล่าวว่า ที่เราต้องเอาธรรมะมาไว้ในการเมืองก็เพราะการเมืืองไม่มีธรรมะ พ่อครูว่า...พระราชดำรัสของในหลวง .. แบบคนจน..“...คนที่ทํางานตามวิชาการจะต้องพึ่งตํารา เมื่อพลิกไปถึงหน้าสุดท้ายแล้ว ในหน้าสุดท้ายนั้น เขาบอก “อนาคตยังมี” แต่ไม่บอกว่าให้ทําอย่างไร ก็ต้องปิดเล่ม คือ ปิดตํารา ปดตําราแลวไมรูจะทําอะไร ลงทายก็ตองเปดหนาแรกใหม่ เปดหนาแรกก็.. เริ่มตนใหม ถอยหลังเขาคลอง แตถ้าเราใช้ตํารา“แบบคนจน” ใช้ความอะลุมอลวยกัน ตํารานั้นไมจบ.. เราจะกาวหนา “เรื่อยๆ” พ่อครูว่า...ในโลกจะแข่งขันกันอย่างไร แต่พระทัยของในหลวงไม่มีอย่างนั้นเลย ไม่ว่าจะตำราไหนก็เป็นอย่างนั้นถ้าตำราโลกีย์คือแย่งลาภยศสรรเสริญโลกียสุข แต่ถ้าเราใช้ตำราแบบคนจน ใช้ความอลุ่มอล่วยกัน ตำรานั้นไม่จบมีแต่จะก้าวหน้าเรื่อยๆ นี่คือแต่ละคำๆของในหลวง พ่อครู...ว่าถือว่าเป็นสัจจะประเสริฐ คนที่จะเข้าใจว่าต้องบริหารประเทศแบบคนจน ขอถามว่าดร.ที่เรียนจบมาแต่ละประเทศ มีนัยที่ศึกษาแบบคนจนไหม เจอไหมในตำราไหน พ่อครูว่าเท่าที่นึกออกตอนนี้ลักษณะอย่างนี้ก็มีคานธี แต่ก็ไม่กล้าฟันธงอย่างในหลวง ที่บอกว่าเขาก้าวหน้าอย่างนั้นมันถอยหลังอย่างน่ากลัว ไม่ว่าประเทศไหนๆ จะใหญ่จะน้อยก็ตาม เป็นเรื่องอัจฉริยะสุดประเสริฐที่จะมีคนกล่าวเช่นนี้ สรุปที่ว่าเราได้สนองพระราชดำรัสนี้ ก็พาพวกเราทำอยู่ ชักชวนทำตาม ของความร่วมมือ ไม่บังคับใคร ก็โปรโมทส่ิงเหล่านี้ขึ้นมา พยายามชี้ชวนให้มาทำแบบคนจนเสียสละ มีความซับซ้อนต้องอ้างอิงชาวอโศก เราไม่รวย เราไม่สะสม เรามีก็สะพัดออก ในอโศกเราทำสำเร็จที่ไม่เป็นหนี้ข้างนอกทุกชุมชน แต่ภายในแต่ละชุมชนก็มีเงินเกื้อเงินหนุนกัน ไม่มีดอกเบี้ย เราทำอย่างอลุ่มอล่วยอย่างในหลวงบอก เราไม่สะสม ไม่เอาเปรียบคนอื่นเลย ๑.ไม่เอาเปรียบใคร ๒.ไม่สะสม ๓.แจกจ่ายเจือจานแก่คนอื่น ทั้งสามอย่างนี้ไม่มีวันรวยอย่าเป็นหนี้ก็แล้วกัน ส.เพาะพุทธต่ออีกว่า ๔.ไม่มีวันรวย ๕.ไม่มีวันเลว พ่อครูว่า...ไม่ใช่เรื่องพูดเอาโก้ แต่เป็นเรื่องจริง และเชื่อว่าในพระทัยในหลวงท่านตรัสอย่างเอาจริงนะ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เป็นเรื่องตกผลึกเลยนะ เพราะท่านตรัสกับรัฐมนตรีของเกาหลี ที่ถามว่าจะบริหารประเทศอย่างไร ท่านก็ตอบว่าแบบที่ท่่านทำก็ดีแล้วเจริญแล้ว แต่เขาก็เซ้าซี้ถาม ในหลวงก็เลยบอกแนะนำว่า ให้ทำแบบคนจน “เราเลยบอกว่า ถ้าจะแนะนำได้ ต้องทำ “แบบคนจน” เราไมเปนประเทศร่ำรวย เรามีพอสมควร พออยูได แต..ไมเปนประเทศที่กาวหนาอยางมาก เราไมอยากจะเปนประเทศกาวหนาอยางมาก เพราะถาเราเปนประเทศกาวหนาอยางมาก ก็ จ ะ มี แ ต่ ถ อ ย ห ลั ง ประเทศเหลานั้นที่เปนประเทศที่มีอุตสาหกรรมกาวหนา จ ะ มี แ ต ถ อ ย ห ลั ง และถอยหลังอยางนากลัว แตถาเริ่มมีการบริหารที่เรียกวา “แบบคนจน” แบบที่ไมติดกับตํารามากเกินไป ทําอยางมีสามัคคีนี่แหละ คือ เมตตากัน ก็จะอยูไดตลอดไป...” คำว่าถอยหลังอย่างน่ากลัว ท่านก็คงรู้ว่ามันน่ากลัว คนไประรานคนอื่นมันน่ากลัว เอาความเก่งความรวยความใหญ่ไประรานเขานี่คือคนพาล ต้องหลีกให้ไกลเลย เขาเป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้า ซึ่งท่านว่ามีแต่ถอยหลัง การก้าวหน้าอุตสาหกรรมคือเก่งเทคโนโลยี คือสร้างอาวุธเก่ง ซึ่งเลว แม้สร้างเทคโนโลยีก็มีทั้งดีและเลวในนั้น แต่กิเลสคนจะรับความชั่ว เครื่องมือนี้ยิ่งพาคนทำชั่วได้มาก มันครอบงำให้คนกิเลสหนาๆ ขนาดในสภาฯยังเอาชั่วไปเปิดในสภา แล้วเด็กละ ไม่มีภูมิคุ้มกันก็เอาส่ิงเหล่านี้ไปยัดให้เด็ก ช่างฉลาดน้อยจริงๆเลย คือพูดไปอย่างไม่ได้คิดไม่มีสติ ไม่รอบคอบ นั้นไม่ใช่ แต่นี่คือสุดยอดแห่งความรอบคอบ มั่นพระทัยเต็มที่ แต่มันยาก แน่นอน ยาก แต่มันดี ดีหาที่เปรียบไม่ได้ด้วย ระบบระบอบแบบคนจนนี่ พอท่านตรัสกับรัฐมนตรีท่านนั้นแล้วท่านก็มาทบทวน แล้วมาตรัสกับมหาสมาคมในวันที่ ๔ ธ.ค. อีก แล้วเราก็นำมาออกช่องโทรทัศน์เรา ไม่มีช่องอื่นเอาออก ถือว่าเป็นส่ิงที่พระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเพื่อแก้ปัญหาประเทศ แต่่ผู้บริหารไม่ได้นำมาใช้แก้ปัญหา ถ้าเข้าใจถูกต้องทำได้จะแก้ปัญหาได้ พ่อครูพาพวกเราทำ พ่อครูเข้าใจอีกว่า พระปัญญาธิคุณในหลวงตรงกับพระปัญญาธิคุณของพระพุทธเจ้า เพราะพ่อครูเป็นคนกลาง ได้ศึกษามาจากพระพุทธเจ้า เมื่อมาพบในหลวงจึงรู้ว่าในหลวงเป็นใคร ในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์ไม่ใช่คนสามัญ ความคิดเช่นนี้คนทั่วไปคิดไม่ออก แม้จบดร.มาก็ไขอันนี้ไม่ออก พ่อครูก็มั่นใจว่าทำส่ิงถูก เป็นเอหิปัสสิโก ตรวจสอบได้นะว่าเรามาทำเท่ห์แอ็คอาร์ทไหม หรือว่าทำจริง ก็ตรวจสอบได้ วันนี้เราเลยได้พูดจุดสำคัญ เป็นเรื่องดี ว่าไหม? ส.เพาะพุทธว่า...ทำให้เรารู้คุณค่าของความจนมหัศจรรย์จนอย่างสมัครใจ จนส่วนตนแต่รวยส่วนรวม จนอย่างเป็นสุข เต็มใจ จนอย่างสัมบูรณ์ ถ้านำมาสำนึกให้ดี พวกเราจะทำส่วนตนให้จน แต่ทำให้ส่วนกลางรวย ใหญ่ ส่วนตัวให้มีเล็กๆ แม้แต่คำตรัสว่า ขาดทุนคือกำไร พ่อครูว่า...ท่านมาตรัสทีหลังอีกเรื่อง ขาดทุนคือกำไร คือเราจะจนได้ต้องขาดทุน ชีวิตต้องขาดทุน แล้วจะอยู่ได้อย่างไร เพราะโลกเขาถูกหลอกให้ไปรวยกันส่วนใหญ่ เขาก็ดูถูกว่ามาแบบคนจนจะอยู่ได้อย่างไร เราก็ดูไป แต่เราจนอย่างไม่ฝืน จนอย่างง่ายสบาย สะดวก จนอย่างเต็มใจภูมิใจ ไม่ใช่จนอย่างเอาเปรียบโกงกินสังคม จนเรายังมีแจกมาให้ เราให้คนที่รวยกว่าเราอีก เรามาให้มาแจกมีส่วนมากที่คนมารับบริการจากเรา ฐานะเขารวยกว่าเราส่วนใหญ่ อาจมีบ้างที่จนกว่าเราก็มี เพราะเราสร้างจิตที่มีเจโตว่ามักน้อยใจพอจริงๆ ไม่เอาอีกหรอก และก็มักน้อย ไม่ใช่มักมาก ไม่ใช่มากก็พอ แต่เราน้อยก็พอ จนถึงที่สุดคือสูญ ไม่มีเลยเราก็พอ เราก็อยู่ได้ เป็นเรื่องปะหลาด คนไม่มีทรัพย์สินได้แต่อยู่ได้เพราะเรามีสังคม อย่างในอโศกทำงานเสียภาษี ๑๐๐% ก็กินใช้ส่วนกลางไปวันๆ เป็นเศรษฐกิจบุญนิยมสาธารณโภคี ไม่ต้องห่วงสมบัติพัสถาน ไม่ต้องทำพินัยกรรม ไม่ห่วงว่าใครจะแย่งสมบัติ ตายแล้วก็อยู่ส่วนกลาง ใครอยู่ก็ใช้ต่อสิเป็นมรดกส่วนกลาง เป็นระบบที่พระพุทธเจ้าค้นพบสาธารณโภคีแล้วมาประกาศให้คนทำได้ พ่อครูภูมิใจที่ทำให้หมู่กลุ่มอย่างนี้เกิดได้ หลายคนว่าเป็นได้แค่จุลภาค เป็นมหภาคไม่ได้ พ่อครูว่า..แม้อโศกมีแค่นี้ก็ช่วยสังคม เพราะไม่แย่งสังคม แต่ช่วยสังคม เราไม่อยู่อย่างปลิงอย่างทากเอาเปรียบสังคมโดยไม่มีประโยชน์ แต่เราอยู่เรามีประโยชน์เกินให้แก่สังคม จะมีกี่ชุมชนกี่หน่วยเราก็เป็น ถ้ารัฐบาลหน่วยงานการศึกษา เห็นดีและให้เกิดอย่างนี้ในไทยมากๆ มันจะต่ำต้อยลงหรืออย่างไร พ่อครูว่ามันจะยิ่งดีไม่เกิดการแก่งแย่ง จะเอื้อเฟื้อเจือจานกันมากยิ่งขึ้่น มันชัดเจน สำคัญอยู่ที่มาสร้างจิตวิญญาณคน การศึกษานั้นสำคัญ ต้องสร้างคนให้มีคุณธรรม การศึกษาทุกวันนี้ล้างผลาญโลก คนที่มีความรู้สามารถแต่กิเลสไม่ลดก็เอาความรู้สามารถไปเอาเปรียบเขาเพราะกิเลสไม่ลด การศึกษาทางโลกที่ไมลดกิเลสกู้ประเทศไม่ได้ เมืองไทยเป็นพุทธสอดคล้องกับคำสอนพระพุทธเจ้าในหลวงมีทิศทางโลกุตระนี่คือศิวิไลซ์ที่แท้จริง แต่อย่างทุนนิยมนี่ศิวิไลซ์ปลอม ลึกๆอยากเห็นผลสำเร็จประเทศไทยเป็นอย่างในหลวงอย่างพระพุทธเจ้า ประเทศไทยไม่เป็นหนี้ใคร แต่ตอนนี้รัฐบาลตั้งหน้าตั้งตาเป็นหนี้ท่าเดียว ส.เพาะพุทธว่า ใครไม่เห็นด้วยก็ให้ไปเซ็นการไม่รับสภาพหนี้ และใครเห็นด้วยก็ไปเซ็นรับสภาพหนี้ ๒.๒ ล้านๆ พ่อครูว่า...ก็เปิดช่องแดงดูได้ยินโหวงเหวงพูดก็ฟังแล้วโหวงเหวงจริงๆเลย เราต้องเอาประชาธิปไตยคืนมา..อย่างนี้เป็นการครอบงำความคิด เขาเชื่อว่าประชาธิปไตยเป็นแบบที่เขาคิดเห็นจริงๆไหม เขาก็ยกย่องภรรยาเขาอ.ธิดา พ่อครูก็ฟังอ.ธิดาบรรยาย เก่งจริงๆในการใช้วาทะกรรมครอบงำคน ทำให้เห็นว่า พ่อครูย่ิงต้องมาทำอย่างนี้ จนเขามองว่าพ่อครูร้อนจีวร พ่อครูก็ว่าไม่เป็นไรหรอก จะว่าอย่างไร แต่เรารู้ใจเราว่ามุ่งหมายทำเพื่ออะไร เชื่อว่าเรามีกุศลเจตนาจริง และที่สังคมจะดีต้องทำอย่างไร ประชาธิปไตยต้องทำอย่างไรก็ตามภูมิพ่อครู มีมาแต่เดิม ชาตินี้ไม่ได้ศึกษารัฐศาสตร์ การเมือง ในชีวิตนี้ไม่เคยไปลงคะแนนเลือกตั้งเลย ตั้งแต่เป็นฆราวาสจนมาบวช แต่ก่อนไม่เคยรู้ว่าใครเป็นรมต.เลย ไม่เอาถ่านเลย อย่างนั้นจริงๆ แต่พอมาสำนึกถือว่ามาเกิดวุฒิภาวะมาบวชจึงมี รู้ว่าเราปล่อยปละละเลย ไม่ช่วยบ้านเมือง เห็นความเลวของตน ใช้ไม่ได้เลย มุ่งแต่ทำมาหากิน กอบโกยโลกธรรมเห็นความชั่วตนก็ยิ่งต้องมาใช
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive