560108_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อท่าน ตอน หลักตัดสินความถูกต้องแห่งสังคมธรรม.docx
เนื้อหาในไฟล์
560108 รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ตอน หลักตัดสินความถูกต้องแห่งสังคมธรรม ณ บวรราชธานีอโศก
พ่อครู เทศนาที่ชั้นสอง เฮือนศูนย์สูญ รายการวันนี้เป็นรายการแรกของ FMTV ที่ออกอากาศถ่ายทอดสดผ่านดาวเทียมไทยคม 2/5 ระบบ C-Band, frequency = 3640, symbol rate = 28066, แกน Horizontal (แนวนอน) รับชมได้ทั้งหมด 1๗0 ประเทศ 4 ทวีป ออกอากาศได้ในวันนี้เวลา 1๖.1๗ น.
วันนี้วันที่ 8 มกราคม 2556 พ่อครูว่า… ขณะนี้สังคมในบ้านเมืองเราจะมีความร้อนแรงกันมากขึ้น สงครามทางธรรมะทีวีดาวเทียมบางช่องประกาศจัดการกับ อาตมา ว่าเป็นการช่วยรักษาศาสนา มีทั้งพระและฆราวาสช่วยกันทำ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจะเป็นบาปกรรม อาตมา ก็ไม่ได้หนักอกหนักใจอะไร สิ่งที่ อาตมา สาธยายนั้นเป็นการชี้แจงเรื่องสัจธรรม ชี้ถูกชี้ผิดตามสัจธรรม ก็ไม่ได้ไปจาบจ้วงคนนั้นคนนี้ ไม่ได้ไปบอกชื่อนั้นชื่อนี้ มีแต่ที่พูดไปแล้วมันชัดว่าอะไรกุศลอกุศลแล้วก็ไปถูกเขา นานๆที่ก็จะออกชื่อออกเสียงนานๆที นอกนั้นก็พูดแจงธรรมะและอธรรม แล้วก็ไปกระทบคน คนดีเขาก็ไม่มีปัญหาอะไรมากมาย ส่วนคนที่ไม่ค่อยดีก็จะดิ้น ตอบโต้ และด่าทอมาด้วย ก็เป็นเครื่องส่อให้รู้ ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นไม่เดือดร้อนใจ ไม่มีภาวะอะไรที่จะมีการตอบโต้ด่าทอผลักไสถล่มทะลายเขาโดยเฉพาะเป็นบุคคลเลยจะไม่มี อาตมา ทำงานมามากกว่า 40 ปี ตอนนี้ก็ขึ้นทศวรรษที่ 5 แล้ว ก็ยังไม่ท้อถอยยังมุ่งมั่นสบายใจ การต่อต้านจัดการก็มีอยู่ตลอดเวลา ก็ไม่ได้เห็นเป็นสิ่งประหลาดไม่น่าจะเป็นก็ไม่ ใช่ แต่ยิ่งแสดงให้เห็นความจริงว่าสิ่งที่แสดงไปกระทบสิ่งที่ไม่ถูกต้องจึงดิ้นออกมาให้เห็นชัดๆสดๆ ให้รับรู้ได้ อาตมา ทำงานแล้วสบายใจตรงที่ทำงานแล้วไม่สูญเปล่า มีผู้รับได้ ทั้งๆที่แสดงไปเป็นธรรมะระดับยาก
อ่านต่อ
ระดับโลกุตระ อเทวนิยมเช่นนี้ ย้อนแย้งกับกระแสหลัก แต่ก็มีคนเห็นดีด้วย แล้วมาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ชีวิตได้ มาลดโลภ โกรธ หลง ลดกามพยาบาทวิหิงสา ลดได้อย่างมีพฤติภาพ สามารถอยู่คบคุ้นกันไปนานๆก็จะรู้ความจริงนั้นได้ คนเราจะสามารถควบคุมอิริยาบถกิเลสไม่แสดงออกภายนอกได้ แต่ถ้าอยู่ด้วยกันจำเจ ก็จะเห็นกันได้ ซึ่งนานเข้าจะสนิทสนมจะเห็นได้ ไม่สามารถปกปิดกันได้ตลอดไป ถ้าเป็นสิ่งที่เป็นจริง ก็มีสิ่งที่ยืนยันได้มาก จนสามารถเป็นสาธารณโภคี อยู่กันเป็นหมู่รวม พระพุทธเจ้าท่านทำได้แต่ของสงฆ์นักบวช ซึ่งยุคโน้น ทำไมพระพุทธเจ้าจึงไม่สามารถทำได้ไปถึงฆราวาสนั้นเพราะคนยังไม่เข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชน เป็นยุคทาส เป็นยุคที่ไม่สามารถทำให้กว้างได้ ประชาชนยังไม่มีอิสระเสรีภาพเพียงพอ เพราะระบบพระพุทธเจ้านั้นคนต้องสมัครใจมาทำ ไม่เหมือนคอมมิวนิสต์ที่เป็นการบังคับ แม้แต่ระบบประชาธิปไตย ก็เป็นการหาวิธีรีด เอาภาษีมาเข้าส่วนกลาง โดยที่ประชาชนไม่เต็มใจให้รีด ส่วนพระพุทธเจ้านั้นผู้ที่จะเต็มใจมาอยู่ในสาธารณโภคีคือเอาทรัพย์สินมากินใช้ส่วนกลางนั้น แต่ละคนสมัครใจมาเอง อันนี้เป็นประเด็นหลักสำคัญ ประเด็นใหญ่ ในยุคพระพุทธเจ้าเกิดได้ในเฉพาะพวกปัญญาชน แต่มีเฉพาะในวงสงฆ์เท่านั้น ถ้าเป็นฆราวาสแยกออกมาไม่ได้ แต่ทุกวันนี้ไม่มีปัญหาเรื่องอิสระเสรีภาพ ซึ่งทั่วถึงกันหมดทั้งโลก ประเด็นอิสรเสรีภาพนี้ยิ่งใหญ่ ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านได้ปลดแอกมาจากระบบทาส ออกจากระบบวรรณะ เป็นเรื่องจริงสอบทานได้ตามตำนาน ซึ่งสมัยพระพุทธเจ้าความพ้นทาสนั้นยิ่งใหญ่ที่ผู้มานั้นเป็นผู้จิตหลุดพ้น นี่คือความยิ่งใหญ่ ท่ามกลางสังคมทาส แต่จิตท่านหลุดพ้น ทุกวันนี้ไม่มีสังคมทาส แต่จิตไม่หลุดพ้น สมัยพระพุทธเจ้าเป็นสังคมทาสกันทั่วโลก พระพุทธเจ้าท่านปลดแอกทางจิตวิญญาณได้แล้วพอมายุคนี้เกือบทั่วโลกไม่มีระบบทาส แต่จิตใจกลับตกไปเป็นทาสหนักกว่าเข้าไปอีก ถ้าผู้มาเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าก็จะหลุดพ้น วิมุติ จากความเป็นทาส คือทาสทางวัตถุ-ทาสทางจิตวิญญาณ-ทาสทางสังคม วันนี้จะขยายความเป็นทาสทางสังคม ....คือกระแสอำนาจความนิยมของสังคมเขา เป็นแฟชั่น เป็นพลังของสังคม เช่นสังคมยุคนี้มีอะไรที่ทำให้คนตกเป็นทาส คือเงินทอง คนเป็นทาสเงินทองหนักกว่าสมัยพระพุทธเจ้า เป็นทาสยศศักดิ์ สมัยพระพุทธเจ้าไม่มีการแก่งแย่งศักดินากันมาก อยากได้แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นแฟชั่นไปแย่งชิงอำนาจ จะมีก็เป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ โดยเฉพาะในราชวงค์ผู้ครองแผ่นดินจะมีการแย่งชิงกันในกลุ่มไม่กว้างขวาง แต่ยุคนี้แย่งตำแหน่งหน้าที่กันซับซ้อนมากมาย มีเหลี่ยมคูทุจริตติดสินบนกันมากมาย มหาวายร้ายกัน แย่งลาภยศสรรเสริญ ผู้ที่ได้รับการสรรเสริญมีค่าในสังคม ปีนี้ฑูตทางวัฒนธรรมนั้นแต่งตัวยิ่งกว่าพริตตี้อีก เป็นผู้แทนวัฒนธรรมวัยรุ่นไทย ก็แสดงให้เห็นภูมิธรรมผู้บริหารประเทศอย่างนี้ยังไม่เข้าใจว่าเป็นการเสื่อมหนัก มีสรรเสริญบวกกับเรื่องกามอีก เป็นโลกีย์ธรรมดานั่นเองไม่ได้ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้า ผู้บริหารส่วนใหญ่เป็นพุทธร่วมลงมติก็ส่อให้เห็นฐานะทางคุณธรรมของประเทศว่าตกต่ำอย่างยิ่ง อาตมา มั่นใจว่าสังคมจะสงบสุขอบอุ่นมันต้องมีคุณธรรมแบบโลกุตรธรรมหรืออาริยธรรม ซึ่งต้องพูดถึงชาวอโศกเพราะเป็นหมู่กลุ่มที่ยืนยันคำสอน พระพุทธเจ้า หลักกถาวัตถุ 10 หลักวรรณะ 9 ธรรมวินัย 8 เป็นต้นที่เอามาตรวจสอบกับชาวอโศกได้ว่าตรงกันอย่างไร หลักตัดสินธรรมวินัย 8 ประการ เช่น ข้อ 1 -วิราคะคือ กิเลสลดละจางคลาย, ข้อ 2 -วิสังโยคะ คือพ้นจากสังโยชน์คือความเป็นสัตว์, ข้อ 3 -อปัจจยะ คือไม่สะสมอันนี้ดูกันง่ายเป็นรูปธรรม เรามาอยู่รวมกันเป็นหมู่กลุ่มก็มีแต่ของส่วนกลาง จริงๆข้อนี้คือไม่สะสมกองกิเลสและจะไม่สะสมวัตถุไปด้วย ข้อ 4 -อัปปิจฉะ คือมักน้อย กล้าจน ข้อ 5 -สันตุฏฐิ คือ ใจพอ น้อยก็พอ ไม่ใช่แปลว่าพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ แต่ให้มักน้อยลงเรื่อยๆแต่ใจก็รู้สึกว่าพอเพียง น้อยก็พอเช่น เช่นผู้ใดกินไม่มีมื้อมีคราวก็ให้ลดละลงมา กินสามมื้อก็ให้กินในที่นั่งเพียงสามครั้งคราว กินไปไม่มีมื้อนั้นเสียหายทั้งเปลืองและเสียนิสัยกิเลสก็เพิ่ม ถ้าจะกำหนดสามมื้อก็ให้สามมื้อจริง วันหนึ่งใช้เงินห้าหมื่นก็ให้ลดลงมา ในคนธรรมดาเดือนหนึ่งห้าหมื่นก็มากเกินไป ให้ลดลงมาเหลือสามหมื่นให้อยู่ได้ ตัดสวรรค์เท็จสวรรค์ลวง เราจะขยันมีปัญญารู้ทำสิ่งที่ควร ถ้าขี้เหนียวจะมีกักเก็บอะไรเยอะเลย ปฏิบัติแล้วฐานะจะดีขึ้นไม่พูดว่ารวย ไม่อยากจะพูด แต่จริงๆจะมีผลได้มากขึ้นมีเหลือพอ มันจะเกินไปได้จริงๆ ส่วนเกินเมื่อใจเราพอแล้วจะเอามาแบ่งปันให้คนอื่น ถ้าปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าจะได้ ข้อ๖-ปวิเวกะ คือสงบแล้วไม่ดิ้น แต่สงบอย่างวิเศษ ไม่ดิ้นไม่รน ข้อ๗-อสังสัคคะ คือจิตไม่หลงสวรรค์แล้ว ไม่ไปหลงกับคณะที่หลงสวรรค์ ไม่ไปกับคนพาลคือคนที่อ่อนเยาว์เขลา ไม่ไปร่วมเพลิดเพลินกับเขา ถ้าจะไปก็ไปช่วยให้เขาขึ้นจากนรก ข้อ 8 -วิริยารัมภะ คือขยันเสมอ ในหลักวรรณะ 9 มีข้อ อัปปิจฉะ เลี้ยงง่าย เช่นคนกินสัตว์ไม่ใช่คนเลี้ยงง่าย หาสัตว์ฆ่าสัตว์มากินยากกว่าเด็ดผักมากิน คนกินมังฯเป็นคนไม่ลำบากเลี้ยงง่ายกว่า และปาณาติบาตเป็นบาป ที่ว่าอุทิศมังสะ คือเจาะจงชื่อสัตว์นั้นมาฆ่า นั่นเป็นบาป ไม่ใช่แปลว่าเจาะจงบุคคล อุทิศมังสะคือมีห้าอย่าง เช่น 1 .เมื่อเจอเพื่อนก็บอกว่าให้คนไปฆ่าไก่ในเล้ามาทำอาหาร 2 .ผู้ที่ไปดึงผูกจับมันมา มันก็ทุกข์โทมนัสมันบาปแล้ว 3 .เสร็จแล้วก็บอกว่าเอามันไปฆ่าเสีย และ 4 .ขณะกำลังถูกฆ่ามันจะทุกข์ขนาดไหน ซึ่งสื่อให้เห็นว่าคนที่เจาะจงเจตนาฆ่าสัตว์มันก่อบาปเวรอย่างนี้ ไม่ควรไปกินเนื้อย่างนี้ 5. แม้แต่เอามาให้คนกิน ให้เขายินดีในเนื้อสัตว์นั้นก็เป็นบาปอย่างมาก แล้วเขาก็แปลอุทิศมังสะว่า เป็นการเจาะจงระบุบุคคลที่จะให้กินสัตว์ที่ฆ่า อย่างนี้กินไม่ได้ถือว่าเจาะจงบุคคล นั่นคือการสอนผิดๆ ฟังแล้วตลกดี เฉพาะการฆ่าก็บาป การกินก็บาป ท่านว่าไว้ครบหมด อย่าไปเบี้ยวบาลี เช่นฆ่าในตลาดนั้นไม่ได้ออกชื่อคนที่กินเนื้อสัตว์ จริงๆคือคนในย่านนี้กลุ่มนี้แหละที่บอกให้เขาฆ่า ถ้าหมู่นี้กิน 5 ตัวเขาก็ฆ่ามา 5 ตัว ถ้าคนที่กินเกิดหยุดกินไปครึ่งหนึ่งเขาก็จะฆ่าลดลงครึ่งหนึ่งเหลือสองตัวครึ่งเป็นต้น(นี่พูดให้ตลกไป) แต่ที่จริงคนที่ไปซื้อกินนั่นแหละคือผู้ที่เจาะจงให้เขาฆ่ามานั้ น เอง ยิ่งอธิบายยิ่งชัดเจน ทั้งที่มังสวณิชชา พระพุทธเจ้าไม่ให้ค้าขายเนื้อสัตว์ สัตว์มันมีชีวิตเอามาเป็นสินค้าได้อย่างไร? เขาบอกว่าพวกกินเนื้อสัตว์เป็นพวกเลี้ยงยาก โดยเอาที่ว่าพวกกินมังฯนั้นหากินยาก แต่ที่จริงข้าวสุกนี่ก็มังฯแล้ว ขนมสดก็มังฯแล้ว อาหารไม่มีเนื้อสัตว์นั้นมีมากกว่าอาหารมีเนื้อสัตว์ด้วยซ้ำ แต่คนไม่ฉลาดพอ แม้ร้านขายเนื้อสัตว์ก็มีพืชผักทั้งนั้น แต่คนเราติดรสต่างหากจึงไม่พากเพียร ในหลักของกถาวัตถุ 10 ห้าข้อแรกคือ อยู่ในหลักธรรมวินัย 8 อีกห้าข้อหลังคือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสสนะ กถาวัตถุคือการพูดเรื่องราวจะพูดอย่างไรให้อยู่ในหลัก 10 ข้อนี้ ให้เจริญในศีลในธรรม ในการเจริญสมาธิ มีความสงบจากกิเลสคือเป็นสมาธิ พูดอย่างไรก็ให้เจริญในธรรม และพูดไปสู่วิมุติญาณทัสสนะ คือมีปัญญาเห็นความวิมุติของเรา ในห้าข้อแรกนั้นอยู่ในหลักตรวจธรรมวินัย 8 ข้อหมดแล้ว ในหลัก อนุ ปุพ พิกถา ข้อสาม ต้องรู้โทษของกาม กามคุณนั้นไม่จริง ที่จริงคือกามโทษ แต่คนหลงว่ากามเป็นสุข จริงๆเป็นสุขเท็จ ซึ่งเหตุคือกามคือตัณหานั่นเอง ต้องกำจัดเหตุคือตัณหาก็จะไม่สุขไม่ทุกข์ จิตก็เป็น เนกขัมมสิตอุเบกขา ทุกวันนี้ไม่เข้าใจสับสนจึงปฏิบัติเบลอๆ ไม่ได้ผล ที่พูดนี้ไม่ได้ไปว่าใคร แต่คนที่สอนไม่ถูกไม่เหมือนที่พูดก็หาว่าไปว่าเขา เราไม่ได้ว่า เราแจกแจงธรรมะ แต่เขาทำไม่ถูกจึงโดนเขา ผู้ที่เห็นต่างย่อมแสดงความเห็นต่างกัน เมื่อเห็นต่างกันแล้ว ก็ต่างคนต่างแสดง มีหลักนานาสังวาสแยกกันทำก็ต่างคนต่างทำ ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านให้ฟังความทั้งสองข้าง แล้วให้เลือกในธรรมวาที อันไหนอธรรมวาทีก็อย่าเอา นี่คืออิสระเสรีภาพในสมัยพระพุทธเจ้าที่เยี่ยมยอดที่สุด หลักนานาสังวาสนี่ เมื่อห้ามไม่ได้ต่างคนต่างยึด ก็ให้ทำได้ต่างกันไป ใครจะไปอยู่กับใครก็แล้วแต่ ยุคโน้นจะมีคนโง่มากกว่าคนฉลาด ยุคนี้จะมีฉลาดเฉโกมากแต่โง่ในธรรมหนักกว่ายุคพระพุทธเจ้า ในปาติโมกข์นั้นพระพุทธเจ้าว่าอนูปวาโท ท่านแปลว่าอย่าไปพูดกระทบตนกระทบท่าน นั่นเป็นการแปลที่ผิด อนูปวาโทคืออย่าเอาสิ่งที่ไม่ดีไปพูดใส่เขา จะให้พูดไม่กระทบทั้งดีทั้งชั่วก็ไม่กระทบ อย่างนั้นไม่ถูกต้อง
ช่วงต่อไปเป็นการตอบปัญหา และอ่าน ข้อความที่ส่งมา
_ดิฉันอยู่ในพุทธสถานหนึ่ง แต่เพื่อนแนะให้มาอยู่ในอีกพุทธสถาน แล้วดิฉันถูกข้อหาร้ายแรงมาก ถามว่า ดิฉันต้องมาชดใช้กรรมในอดีตใช่ไหมคะ......ถ้าดิฉันไม่เคยได้ทำกรรมที่ถูกกล่าวหาเลย เพื่อนบอกว่าได้ใช้วิบากและเลื่อนฐาน ??? อาตมา ตอบ..นี่คือโจทย์ที่ให้คุณเลื่อนฐานแต่คุณสอบตก ตอบไม่ได้ว่าเป็นกรรมแต่ปางไหน แต่เป็นของคุณ แม้แต่มีคนไม่ชอบหน้าส่อเสียดคุณ แล้วใครไปบอกให้เขาส่อเสียดเกลียดคุณ จะเป็นวิบากแต่ปางไหนตอบไม่ได้....เลื่อนฐานคือ คุณกลับโง่ คุณกลับแพ้โจทย์ คนเราถ้าไม่ได้ผิดอย่างที่เขาพูดเราจะกลัวอะไร หรืออัตตาสูง ถ้าไม่มีอัตตาใครจะแตะเราก็สบายๆไม่ติดใจไม่ถือสา เพราะเรารู้ความจริงว่า หนึ่ง คนที่ว่าเราเขาข้อมูลไม่ครบเขาจึงว่า สอง เขาไม่ฉลาดพอจะรู้ความจริง สามเขายังไม่คบคุ้นมากพอจะมีคำตอบและเชื่อสนิทใจกับเราได้ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะไปห้ามใจเขา ก็น่าสงสารที่คุณสอบตก โจทย์อย่างนี้คุณต้องเจอไปทุกชาติ พระพุทธเจ้ายังต้องเจอพระเทวทัต เจอนางจินจมาณวิกา คุณจะใหญ่กว่าพระพุทธเจ้าขนาดไหน จะถือดีถือตัวใครว่าไม่ได้ อย่าไปโต้เถียงไปแย้งเขา มีโอกาสค่อยชี้แจง เขาไม่อยากฟังก็ไม่ต้องไปพูด เสียเวลา เมื่อเรายืนอยู่ฐานความจริงอย่าไปกลัว อย่าหวั่นไหว ถ้าเราหวั่นไหวคือเรามีโลกธรรมมีอัตตา
_ จากอ.อุ้มผาง กรณีเขาพระวิหารดูแล้วยิ่งยุ่งเหยิงไม่เห็นทางออก อาตมา ตอบ… คือต่างคนต่างเห็นต่างกัน แต่ดูความซับซ้อนของสองขั้ว ขั้วหนึ่งคือโน้มเอนให้เสียให้เขา ส่วนอีกขั้วหนึ่งจะบอกว่าคลั่งชาติก็แล้วแต่ แต่ต่างคนต่างหาหลักฐานมา ก็ดูน้ำหนักที่แท้ควรช่วยกลุ่มไหน .....ก็ตอบกันในห้องส่งว่า ควรเชื่อพวกรักชาติที่เขาว่าคลั่งชาติมากว่า ก็ให้ดูตามเหมาะตามควร อาตมา ก็เชื่อกลุ่มรักชาติตามที่ข้อมูลมี เราก็ไม่ได้ไปเอาแผ่นดินของเขา เราอยู่มาก่อนแล้ว แล้วเราเอาให้คนโตมาตัดสิน เราก็มีแต่จะเสมอตัวกับจะเสียเปรียบเท่านั้น แทนที่เราจะยืนยันว่าเป็นของคนในชาติ แต่ไปแสดงว่าเป็นของคนชาติอื่น...มันมีวาระอะไรอยู่ในใจหรือไม่??? อาตมาโน้มเอนให้สู้เขา รักษาแผ่นดินของบรรพบุรุษที่มีหลักฐานยืนยันมาชัดเจน ถ้าจะออกไปประท้วงก็จะร่วมด้วยช่วยประท้วง ต้องเร่งเพราะศาลโลกจะตัดสินตอนเมษายนนี้ ซึ่งศาลโลกเราไม่ได้เป็นสมาชิกไม่มีสิทธิมาตัดสินเรา แต่คุณก็ยังจะดันเอาหัวไปขึ้นเขียงเขามันส่ออยากจะเสียให้เขาเต็มที อย่างนี้คนไทยจริงหรือเปล่า เป็นบาปอย่างสมมุติสัจจะที่ควรไม่ควรได้เป็นบาป เราไม่สนับสนุนทางบาป
_ การกินรังผึ้งกับรังนกผิดศีลข้อ 1หรือไม่ อาตมา ตอบ....ถ้าจะเอาอย่างละเอียดก็ผิด....รังนกไม่ควรกินอยู่แล้ว แต่น้ำผึ้งนั้นมีความซับซ้อนยังมีกรรมวิธีการนำมาซึ่งแตกต่างกันไป สรุปแล้วเรื่องจะกินอะไร เราควรเลี่ยงสิ่งที่สงสัย มีอะไรทดแทนมากมาย ถ้ามันติดก็จะกินอยู่
_ มหาปเทส 4 คืออะไร? อาตมา ตอบ.... คือเครื่องตัดสินวินิจฉัยว่าเราควรทำหรือไม่ควรทำ....เช่นควรออกไปร่วมชุมนุประท้วงกับเขาไหม? หลัก มหาปเทส 4 คือ 1. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย. 2. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย. 3. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า สิ่งนี้ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย. 4. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า สิ่งนี้ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย. การไปร่วมชุมนุมนั้น พระพุทธเจ้าไม่ได้ห้ามหรืออนุญาต แต่สิ่งนั้นควร เข้ากับสิ่งควร ขัดกับสิ่งไม่ควร สิ่งนั้นควรทำ อาตมา ก็ใช้หลักมหาปเทสในการทำงาน นโยบายประชานิยมของรัฐบาลนี้จะทำให้เกิดประชาระบมขึ้น
_ การชุมนุมบางแห่งมีแม่หม้ายพ่อหม้ายสาวแก่ มารวมกัน เป็นไปได้ว่าจะมีเรื่อง อาตมา ตอบ… เป็นไปไม่ได้ คุณอย่าหาเรื่อง
_ พระอรหันต์ตายไปจะไปอยู่ที่ดุสิต อาตมา ตอบ....จริงๆแล้วมันไม่มีสถานที่หรอก จิตวิญญาณของกามาวจร 6 เขาเรียกว่าภพของเทวดา 6 เทวดาของกามเป็นเรื่องของโลกีย์เป็นหลัก.... 1 . จตุมาหาราชิกา คือสวรรค์ของผู้ปกครองมหาราช 4 ทิศมีคนมารองรับ คนก็พากเพียรทำกันทั่วโลก เสพสมเป็นเทวดาเจ้าโลก ทั่งสี่ทิศ ในสมัยโบราณก็ล่าอาณานิคมทั้ง 4 ทิศ นี่คือเทวดาขี้หมา เป็นเทวดาเลว จึงเขียนรูปเป็นเทวดาแต่หน้าเป็นยักษ์ มีเขี้ยวตาโปนถืออาวุธ ต้องเข้าใจว่าไม่ได้ส่งเสริมให้เป็นแต่เขาอยากเป็นกันทั้งโลก จะสร้างภพใหญ่ 2 . ดาวดึงนั้นก็ปั้นมาเสพเป็นอาการที่ 33 ซึ่งคนมีแค่อาการ 32 เท่านั้น 3 . ยามา คือจะให้มีระยะเวลาเป็นเทวดายิ่งใหญ่เป็นเจ้าโลกให้นานที่สุด 4 . ดุสิตคือสงบ อาจพักยกเป็นอุเบกขา เพียงชั่วคราว 5 . นิมานรดีก็เนรมิตได้สมใจกิเลส เนรมิตได้เสวยสุขที่ปั้นเองทำเอง 6 . ปรนิมิตวสวตี คนอื่นทำให้สนองอำนาจ ชี้สั่งเอาได้หมดเลย ส่วนผู้ที่เป็นโพธิสัตว์นั้นจะอยู่ที่ชั้นดุสิต คือสามารถพักอยู่ได้มีอุเบกขาแบบพุทธ คนอื่นจะมาช่วยสร้างให้เป็นปรนิมิตนวสวตี เช่นพระเจ้าอยู่หัวเป็นต้น ก็พยายามอธิบายเป็นแบบโลกุตระ
_ พ่อครูเทศน์กัณฑ์แรกที่ไหนเมื่อไหร่มีซีดีไหม? อาตมา ตอบ...คงจะตั้งแต่ฆราวาสเปิดคอลัมน์ธรรมะในหนังสือบันเทิงชื่อ "ดาราภาพ" ซึ่ง อาตมา สมัยเป็นฆราวาสร่วมกับคุณชวน ทำหนังสือดาราภาพออกมาขาย ก็ขายดีมากเลย จนหนังสืออื่นๆทำตามมีถึง 11 ฉบับที่ออกมาแข่งลอกเลียนกัน อาตมา ก็เปิดคอลัมน์ธรรมะชื่อ "ชีวิตนี้มีปัญหา" เลยไม่รู้ว่าเทศน์เมื่อไหร่? นอกนั้นก็มีคอลัมน์อีกมากมายมากว่า 10 นามปากกา
_ ตลาดอาริยะน่าจะจัดบนเรือเป็นตลาดน้ำ เพราะเรามีเรือเยอะ อาตมา ตอบ..ในอนาคตจะมี ตอนนี้เอาตลาดบนบกก่อน มาช่วยกันสิ
_ถูกกลั่นแกล้งที่ทำงานแล้วฟุ้งซ่านใจไม่คิดเอาคืนแต่ก็ไม่เลิกเศร้า เศร้าเป็นกิเลสใช่ไหมจะเลิกอย่างไร อาตมาว่า… เศร้าเกิดจากกิเลส จิตพวกนี้เป็นจิตอวิชชาจิตโง่ ความจริงจิตมันไม่มีเศร้าหมอง ไม่เว้าแหว่ง แต่คนเอาไปใส่จิตทั้งนั้นเพราะความโง่ รากเหง้าคือความโง่ อวิชชานั่นเอง มันไม่มีจริง ใจเว้าใจแหว่ง มันโง่ อย่าไปเศร้าเสียใจ เราหาต้นเหตุแล้วฆ่ามันเลย ส่วนมากมันไม่สมใจทั้งนั้น ที่เศร้าโศกเสียใจเพราะจิตเรียกร้องต้องการแล้วไม่ได้นั่นเอง
_ ผู้เคยเกิดและเป็นอรหันต์ในชาติปางก่อน พอมากเกิดร่วมกับพระโพธิสัตว์ ท่านจะรู้ตัวไหม อาตมา ตอบ… หลายคนไม่รู้ว่าเป็นอรหันต์มาก่อน อาจไม่รู้ตัวเลยก็ได้ถ้าไม่มีคนอธิบายให้รู้ แต่จะสบายไม่ทุกข์อยู่แล้วเพราะมีภูมิธรรม และการต่อภพต่อภูมินั้นก็จะเป็นไปตามจริงได้
_ ไทยเรามีแต่เสมอตัวกับเสีย...เพราะตั้งอยู่บนคำว่าเราอยู่บนพื้นที่พิพาท.....เราจะได้นั้นต้องบอกว่าเป็นที่ดินของเราเอง แต่ที่จริงคือได้ที่ดินของเราคืนมา ไม่ถูกโกงเอาไป … อาตมา ตอบ… แน่นอนคือที่ดินไทยเราเก่า แล้วเขาจะมาโกงเอาไป ทำไมต้องใช้ภาษาว่าให้คนเสียดายหรือใช้ภาษาว่าตนเองเสีย แสดงว่าคุณมีแนวโน้มว่าจะต้องเสียสิ ถ้าเขาเจตนาว่าจะให้กระตือรือร้นให้ไปช่วยกันเอาคืนมานี่ก็ไม่มีลักษณะเช่นนั้น ไม่แสดงท่าทางหน้าที่ที่จะทำ แต่แสดงท่าทางว่าเขาจะเอาไปก็เอาไปเช่นนี้ คือสำเนียงส่อภาษากิริยาส่อสกุล ทำไม่ต้องให้เขามองว่าเราจะเสีย ...จบ