560923_รายการเรียนอิสระ โดยพ่อครู ที่สวนลุมฯเรื่อง พ้นทุกข์อาริยสัจได้ประเทศไทยไปรอด.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
560923_รายการเรียนอิสระ โดยพ่อครู ที่สวนลุมฯเรื่อง พ้นทุกข์อาริยสัจได้ประเทศไทยไปรอด อ.กฤษฎาดำเนินรายการ....หลายคนมาชุมนุมได้เป็นเวลานานเพิ่มขึ้นก็คงจะเข้าใจในส่ิงที่เป็นเป้าหมายของการชุมนุม แล้วทางกองทัพธรรมได้นำกิจกรรมหลายอย่างเข้ามา เช่นตลาดอาริยะเป็นต้น ทำให้เข้าใจคำว่าขาดทุนคือกำไรเพิ่มขึ้น มีประเด็นหนึ่งที่ว่า เมืองไทยเรามีคนไทยประเภทหนึ่ง ที่เรียกว่า “ไทยเฉย” พ่อครูเคยบอกว่าเราแก้การเมืองด้วยการเมืองมา ๘๑ ปีแล้วก็แก้ปัญหาไม่ได้ ทำไมเราไม่เอาธรรมะมาแก้ปัญหาบ้าง และเมื่อวานนี้พ่อครูได้นำเรื่องของทุกข์มาอธิบาย อริยสัจ ๔ ประกอบด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค แล้วบ้านเมืองไทยเรากำลังทุกข์ แต่ทำไมยังมีไทยเฉยอยู่มากเลยในเมืองไทย พ่อครู...เรามาพูดเรื่องทุกข์กันให้ละเอียดเพ่ิมขึ้น คำว่าทุกข์ คือความไม่สบาย ความไม่สงบ ไม่โล่งไม่โปร่ง มันมีทั้งไม่สบายกายและไม่สบายใจ ทุกข์อย่างหนึ่งคือทุกข์ทั้งกายและใจ สำหรับคนไม่ศึกษาธรรมะ และก็แยกไม่ออกด้วยว่าอันไหนทุกข์กายหรือทุกข์ใจ และที่จริงคำว่า “กาย” ก็เป็นคำที่เข้าใจผิดกันมากในสังคม เช่น กายปัสสัทธิ หรืออื่นๆก็มีความหมายต่างๆกันไป แต่เฉพาะคำว่า “กาย” นั้นไม่ได้หมายถึงแค่รูปหรือวัตถุเป็นหลัก แต่จะหมายถึง “นาม” เป็นหลัก แต่คนไทยซวย เพราะเอาคำว่า “กาย” ไปผนวกกับคำว่า “ร่าง” ก็เป็น “ร่างกาย” ซึ่งหมายถึงภายนอกเป็นหลัก แต่ที่จริง คำว่า “กาย” นี้หมายถึงภายในจิตเป็นหลัก เช่นคำว่า สติปัฎฐานก็ต้องพิจารณากายในกาย ก็ต้องพิจารณานามธรรมเป็นหลัก เป็นเรื่องที่ยากมากเลย พระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงกาย ท่านก็ไม่ทิ้งรูปด้วย แต่ท่านก็แบ่งอธิบายข้างในไปเรื่อยๆ จนถึงขึ้นอากาศ ถึงอรูปด้วย ทุกข์ คือ ความไม่สบาย เช่น ร่างกายไม่สบาย องค์ประกอบขององคาพยพร่างกาย
อ่านต่อ
มันก็ไม่สมดุลดได้ มันก็เจ็บปวดได้ ทรมานได้ ก็คือ “ร่าง”หรือ Body ไม่สบายเพราะไม่สมดุล แล้วเราก็ทุกข์ แต่ผู้ที่แยกกายแยกจิตออกท่านก็ตัดแบ่งได้ ใจท่านไม่มีทุกข์ อาการทุกข์ที่เกิดนั้น ถ้าเป็นความไม่สมดุลของร่างกาย ก็มีอาการเจ็บปวด ไม่สบายเป็นทุกข์ สำหรับคนประสาทปกติที่ไม่ได้ระงับไว้ ประสาทมันก็เจ็บปวดทุกข์ทรมานได้ ทุกคนรู้สึกได้เหมือนกัน ไม่ว่าพระพุทธเจ้าหรือคนธรรมดา ดับมันไม่ได้ อาจแค่สะกดไว้ได้ อาจสะกดจิตไม่ให้รู้สึกปวดได้ เช่นพ่อครูเคยสะกดจิตคนไม่ให้ปวดได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะทำได้ทุกครั้งไป เราต้องแยกออกให้ชัดว่า เรื่องกายทุกข์นี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องปฏิบัติธรรม มันแค่คุณต้องรักษาร่างเท่านั้น ส่วนใจนั้น ถ้าร่างคุณไม่สบาย แล้วใจคุณก็ทุกข์ไปด้วย ใจป้อแป้ท้อแท้อ่อนแอ อันนี้เป็นทุกข์ทับถมตน เป็นคนฉลาดน้อย ย่ิงเพิ่มความทุกข์ไม่รู้กี่เท่า แต่ถ้าคุณตั้งใจสู้ คุณก็ทุกข์แต่กาย ดีไม่ดีหากฝึกใจได้มันก็สะกดอาการเจ็บปวดได้ด้วย แล้วทุกข์อาริยสัจ คือ ใจโดยตรง เกี่ยวกับกายไหม? ก็เกี่ยวด้วย เพราะตากระทบรูป หูหระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้่นกระทบรส กายสัมผัส มันก็รู้สึก แต่จิตคุณอวิชชาไปอุปาทานว่าอันนี้สุข อันนี้ทุกข์ แต่ละคนอาจต่างกันเหมือนกัน เช่นคนสัมผัสส่ิงเดียวกัน แต่คนหนึ่งสุข แต่อีกคนหนึ่งทุกข์ ก็คือบ้าไปแล้วแต่คน แต่ถ้าเห็นความจริงตามความเป็นจริง ก็จะเห็นหรือได้ยินเหมือนกันหมด เช่นคนด่าประเทศไทย คนหนึ่งได้ยินก็ทุกข์ อีกคนหนึ่งได้ยินเหมือนกันแต่เฉย เสียงเดียวกันได้ยินพร้อมกัน คนหนึ่งโกรธ อีกคนหนึ่งวางเฉย หรืออาจมีคนที่ดีใจเพราะอยากให้ประเทศไทยล่มจมก็มีได้ ด่าอันเดียวกันแต่เป็นได้ ๓ อย่าง ๑.ทุกข์โกรธ ๒.เฉยๆ ๓.ชอบใจ อาการต่างกันก็คือบ้าไปสุขทุกข์ แต่ถ้าจะไม่บ้าก็ต้องรู้สึกเฉย ถ้าเขาด่า ก็เป็นกรรมของเขา เป็นทุจริตกรรมของเขา เราก็ฟังรู้ว่าเขาทำกรรมชั่ว แล้วเราก็วางเฉย แต่ไม่ใช่ว่าวางเฉยบื้อๆธรรมดา เหมือนคนไทยทั่วไปมากมายที่เป็นไทยเฉย ทำมาหากินหาสุขสำราญตามเขาไป ไม่เกี่ยวกับเขา นี่คือไทยเฉย เห็นแก่ตัว เป็นเคหสิตอุเบกขาเวทนา อารมณ์วางเฉย อย่างคนโลกีย์ก็เฉยก็เฉยเป็นครั้งคราว ไม่ได้มีปัญญาเหตุผลที่รู้ มันพักยกไปตามอารมณ์ ส่วนการเฉยที่ได้ยินเสียงด่าเหมือนกัน แต่ผู้นี้เฉยโดยเข้าใจความจริง อย่างฝึกมา รู้ว่าเรากระทบดับหรือเบาหรือแรงอย่างไร เราฝึกเวทนาในเวทนา ไม่ให้ผลักหรือดูด ไม่ให้ชอบหรือชัง รู้ความจริงเท่านั้นว่าเขาด่าหยาบคาย ด่าเบาอย่างไร แต่ใจไม่มีอารมณ์ เพราะไม่มีกิเลสไปร่วมปรุง อันนี้คือวางเฉยอย่างเนกขัมสิตอุเบกขาเวทนา คือฐานของนิพพาน คืออุเบกขา เราต้องฝึกอย่างนี้ ไม่ใช่เฉยอย่างไปติดภพนั่งสมาธิหลับตา ชอบติดยึด ไม่ได้รู้จักเวทนา กลับหลงเวทนาสร้างภพชาติให้ตนเอง ของพุทธนั้นปฏิบัติลืมตา แล้วรู้อารมณ์ว่าเคหสิตะหรือเนกขัมสิตะ คนโลกก็มีเคหสิตเวทนา ส่วนอาริยบุคคลจะรู้จักเนกขัมสิตเวทน เราฝึกให้เฉยได้ เราทำแบบเนกขัมมะก็จะมีโสมนัสและโทมนัสได้เหมือนกัน แต่มันดีใจอย่างไม่ได้สมใจตามที่เราชอบหรืออยากเป็นอยากมี เพราะการดีใจแบบได้สมใจกิเลส กิเลสก็ได้บำเรอก็อ้วนใหญ่หรือปุถุเพราะได้อาหาร ภาษาศัพท์ทางธรรมเรียกว่าปีติ ทางโลกีย์ก็มีปีติจากได้บำเรอกิเลส แต่ว่าทางโลกุตระมีปีติจากการได้ลดละกิเลสสำเร็จ แบบเนกขัมสิตอุเบกขาคือสัมผัสแล้วรู้ความจริงตามความเป็นจริง อย่าให้ชื่นใจสมใจตามกิเลส คุณรู้ว่าคุณมีกิเลสแต่คุณไม่ตามกิเลส ทำให้กิเลสมันลดลง หรือแม้ไม่หมดก็มันดีใจลดลงแต่ก่อนนี้ดีใจได้ตามกิเลสมาก แต่เดี๋ยวนี้ดีใจลดลงหรือว่า ไม่ดีใจเลยเราก็มีปีติที่ทำได้เรียกว่าเนกขัมสิตโสมนัสเวทนา ที่เป็นปีติ ทำให้กิเลสไม่ได้รับอาหารกิเลสลดได้แล้วเราดีใจซ้อนขึ้นมา นี่คือปีติในฌาน จะต่างจากปีติของโลกียะหรือเคหสิตะ เราลดเหตุลดตัวต้องการ ตั้งแต่กามตัณหา ภวตัณหา รู้กิเลสเรียกว่าสักกายะ คือกิเลสตัวเรา ใครอ่านกิเลสตัวเราออกก็เห็นสักกายะ ใครมีตาทิพย์เห็นอ่านออก เรียกว่าเห็นสักกายะ เช่นตาสัมผัสรูป หูกระทบเสียง แล้วจิตรับรู้ อ่านกิเลสออก จัดจิตที่มีกิเลสได้ อ่านได้ว่าจิตกำลังมีกิเลส แม้ไม่ถึงขั้นแยกออก แต่รู้ว่ามีกิเลสอยู่ เป็นญาตปริญญา ก็เรียกว่า พ้นสักกายทิฎฐิ อ่านรู้จับให้มั่นในขณะเกิด แล้วไม่ให้มัน เว้นขาด พอไม่ให้มันก็จะดิ้นเลย แล้วพิจารณาให้จริง ข้ารู้หน้าเอ็งเอ็งไม่ใช่ใจข้า ไม่ใช่ตัวตนข้า เอ็งคืออาคันตุกะ ถ้ากดข่มก็เป็นวิขัมภนปหาน แต่ถ้าพิจารณาว่ามันไม่เที่ยง ก็จะมีปัญญาเพ่ิมขึ้น เป็นทุทัพยานุปัสสนาญาณ ….อาทีนวานุปัสสนาญาณ จนกระทั่งมุลจิตตุกัมยญาณ ด้วยพลังไฟฌาน คุณจะเห็นว่าคุณชนะมันด้วยปัญญา กิเลสบางเบาด้วยวิราคานุปัสสี เห็นหลัดๆเลยนี่แหละคนตาทิพย์ มีธรรมจักษุ เห็นกิเลสลดได้ เราทำทั้งสมถะและวิปัสสนา เป็นชานโตปัสสโตวิหารติ รู้อยู่เห็นอยู่เป็นปัจจุบันนั่นเทีียว มี อนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี ปฏินิสสัคคานุปัสสี (อนุปัสสี ๔) อ.กฤษฎาว่า...มีคนโทรมาว่า ดูกีฬาวอลเลย์บอลทีมไทยกำลังคะแนนลด พอเขาเพ่งให้ชนะคะแนนก็เพ่ิมขึ้น พ่อครูว่า...ไม่ใช่เพราะจิตเขาหรอก แต่เพราะมันจะชนะเองต่างหาก ก็ลองพิสูจน์ว่ามีอาจารย์เก่งกี่คนก็เอามา แล้วมาสร้างของขลังรวมกันเลย ไม่ต้องเสียเงินซื้ออาวุธ แต่เดินไปเลย มันก็แทงไม่เข้า ยิงไม่ออก หมดเลย เดินไปเอานิ้วจิ้มตาเลย ข้าศึกวิ่งตูดชี้เลย เพราะแทงไม่เข้ายิงไม่ออก ถ้ามันขลังจริงไม่ต้องซื้ออาวุธ ปลุกเสกเครื่องรางของขลังให้คนละ ๑๐ องค์เลย ถ้ามันจริง จะไปตั้งสถาบันอาวุธทำไม ถ้าจริงใครมันจะสู้ได้ พิสูจน์กันไหมล่ะ แม้แต่มหานิยม คุณได้มา ก็ว่าขลังแน่ รวยแน่ พันล้านหมื่นล้าน พอได้มา คุณก็เข้าห้องเลย กราบอธิษฐานของขลังเลย ไม่ต้องทำงานติดต่องาน แล้วมันขลังจริงไหมล่ะ แล้วมันจะมีอะไรมาให้คุณล่ะ ส่ิงเหล่านี้พ่อครูอธิบายเมื่อยแล้ว อธิบายมาตั้งแต่ต้น แต่เดี๋ยวนี้อธิบายอภิธรรมแล้ว ขออภัยคนที่ไม่ค่อยรู้ แต่มันถึงเวลาที่ต้องสร้างโลกุตรจิต ถ้าเราจะสามารถอ่าน เวทนา ๑๐๘ เวทนา ๒ ก็คือเวทนากายกับใจ เวทนา ๓ คือสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เวทนา ๕ คือเวทนานอกและเวทนาใน ก็มีทุกข์กับสุข(นอก) และโทมนัสโสมนัส(ใน) และก็มีอุเบกขาอีก แล้วมีสุข มาก กลาง น้อย ก็เป็นเวทนา ๕ ชนิด เวทนา ๖ คือเวทนาที่เกิดจาก ทวารทั้ง ๖ เวทนา ๑๘ คือเวทนาทั้ง ๖ มีทั้งแบบ สุข ทุกข์ อุเบกขา ในแต่ละทวาร รวมเป็น ๑๘ เวทนา ๓๖ คือ เวทนา ๑๘ ที่แบ่งเป็น เนกขัมสิตเวทนา และเคหสิตเวทนา ถ้าจะเป็นอาริยบุคคลต้องอ่านเวทนา เนกขัมมะและเคหสิตะออก แยกแยะออก เวทนา ๑๐๘ คือเวทนา ๓๖ ที่แบ่งเป็นอดีต ปัจจุบัน อนาคต รวมเป็น ๑๐๘ อะไรที่ทำได้แล้วก็เรียกว่าอดีต ทำได้แล้วทุกปัจจุบันก็ทำได้อีก สั่งสมตกเป็นอดีต เป็นฐานมั่นคงแข็งแรงแน่น เป็นอัปปนา พยัปปนา เจตโนอภินิโรปนา สั่งสมตกผลึกทุกปัจจุบัน แน่นอนทุกปัจจุบันได้พิสูจน์ว่ามาท่าไหนอย่าไรก็ชนะกิเลส ดังนั้นอนาคตก็พยากรณ์ได้เลยว่า สูญแน่นอน อดีตกับอนาคตเป็น สูญแน่นอน(เป็นอวิชชาข้อที่ ๗ คือทั้งอดีตและอนาคตเป็นสูญ) ผู้ยืนยันทั้่งอดีตและอนาคตเป็นสูญได้ ญาณของคุณรู้แน่ว่า อย่างไรก็ไม่เปลี่ยนแปลง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) คนผู้นี้ก็ปฏิญาณตนเป็นอรหันต์ได้แล้ว พ่อครูว่า อันนี้เป็นความรู้ของตนเอง ที่มีสภาวะ ไม่เคยได้ยินคนไหนอธิบายมาก่อน มีแต่พยัญชนะอธิบายไว้ในอภิธรรม แต่ไม่มีคำอธิบาย แต่พ่อครูสามารถอธิบายได้ พระอรหันต์นี่ผลของอดีตกับอนาคตก็ไม่เที่ยง เพราะทุกปัจจุบันท่านสัมผัสก็ไม่มีกิเลส แต่ท่านก็ทำกุศลอยู่ตลอด ก็มีกุศลไปบวกกับอดีตที่เป็นกุศล ก็กุศลเพ่ิมขึ้นๆ เช่นกุศลอดีต มี ๑๐ ทำปัจจุบันอีก ๑ กุศลก็เป็น ๑๑ แต่พอไปถึงอนาคตก็ผ่านปัจจุบันอีกก็เป็น ๑๒ หน่วยกุศลเป็นต้น แต่อวิชชาข้อที่ ๗ นี่คืออดีตและปัจจุบันเป็นสูญ คือกิเลสไม่มี สูญถาวร ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง อ.กฤษฎาว่า ...ยกตัวอย่างพรุ่งนี้เป็นอนาคต แต่เราจะไม่ไปเจอพรุ่งนี้เลย เพราะไปถึงพรุ่งนี้มันก็เป็นปัจจุบันแล้ว (อ.กฤษฎาเคาะจอกบนโต๊ะแล้วก็บอกว่าใจเราเป็นอย่างไร ถ้าใจเราไม่มีกิเลสก็เป็นสูญ) ธรรมะทำให้เรามีสติรู้ แล้วประเทศจะเป็นอย่างไร บางคนบอกว่าปะทะเลย ให้รู้กันไปเลย แล้วเราทำไปบอกว่าให้เย็นไว้ ยาวไว้ พ่อครูว่า..อันนี้คือการสร้างสติของพระพุทธเจ้า ...ซึ่งมันอาจจะยากเพราะมันลึก วันนี้คนก็ไม่น้อยเลย ถ้าฟังปรมัตถ์ได้ แม้จะไม่รู้หมดแต่ก็รู้สึกแปลก เป็นความลึกซึ้งได้ก็อนุโมทนาเลย เพราะเป็นโลกุตรธรรม มันอธิบายไกล สูง แต่ก็ต้องขออนุญาตอธิบาย หลายคนก็บอกว่าลดเวลาธรรมะของเวลาการเมือง ยังไงก็ขอแบ่งเวลาให้ธรรมะหน่อยวันละ ๒ ชม. ก็ให้ทนพากเพียรฟังหน่อย เวลาอื่นก็เป็นเวลาการเมืองทั้งนั้นเยอะแล้ว เพราะมั่นใจว่า ไทยเรายังมีเนื้อหาธรรมะโลกุตรธรรม รู้จักจิตอย่างวิทยาศาสตร์ เป็นทั้งฟิสิกส์และเคมี สร้างธาตุทางจิตให้เป็นอาริยธาตุ ไม่ใช่พูดปากเปล่าลอยลมเพ้อเจ้อ เป็นนักวิทยาศาสตร์ทางจิต ที่พิสูจน์ได้แม้นามธรรม เป็นสัจจะทางนามธรรมเป็นสภาวะจริง อย่างกุศลธาตุเป็นอย่างไร จิตอกุศลธาตุเป็นอย่างไร อ่านออกเลย เป็นนามรูปที่ชัดเจน พ่อครูทำมาจนได้เป็นหมู่บ้านชุมชนอโศก ไม่เชื่อว่าคนที่มาเป็นอโศกนี้มาหลอก แต่เขามาเป็นจริงสบายได้ ถ้ามาหลอกก็หน้าเขียวหน้าแดงหมดแล้ว แต่เขามาอยู่กันสบาย อยู่กันจนตายเลย บางคนตายอย่างโยมเหมือนคำ พ่อครูก็ว่าเวลาตายให้ยิ้มนะ โยมเหมือนคำก็ตายยิ้มเลย ธรรมดาคนเราทำไม่ได้หรอกถ้าไม่ได้ฝึกจิต เขาอายุมากพอสมควรแล้วอยู่ด้วยกันจนตายอยู่ที่ชุมชนเลย เราพึ่งแก่พึ่งเจ็บพึ่งตายได้เลย คนที่มาอยู่นี่ด้วยระบบสาธารณโภคี พ่อครูทำมาอย่างหัวเดียวกระเทียมลีบ ถูกกดต้าน ไม่ได้รับความร่วมมือ และดิสเครดิตต่างๆนานา สารพัด แต่พ่อครูก็อธิบายเปิดเผย ไม่ได้ดันทุรัง คนแสวงหามารับได้จนเกิดหมู่กลุ่ม เป็นสัจธรรมที่ผู้มีธุลีในดวงตาน้อยก็แสวงหาได้ เป็นโลกุตรธรรมพระพุทธเจ้าแท้จริง ยืนยันเป็นปัจจัตตัง โอปนยิโก(ของสูงที่ต้องเอื้อมเอาให้ได้) อกาลิโก เป็นเอหิปัสสิโก(ท้าทายให้พิสูจน์ได้) มีหมู่กลุ่มที่เป็นสนามแม่เหล็กโลกุตระมันหยั่งลงแล้ว(โอกกันติ)และมันเป็นโอคทา(หยั่งลงเกิดรากแล้ว) คนถามว่าถ้าพ่อครูตายอโศกจะฝ่อไหม จะหยุดไหม? ...ก็ขอยืนยันว่า ไม่เลิกหรอก คนเขากลัวว่าเหมือนหลายๆอาจารย์ที่พออาจารย์ตายสำนักก็เสื่อมเพราะไม่มีราก แต่อ้างตามพระพุทธเจ้าท่านทำมา ๔๕ปีก็มีคนมาสืบต่อไปอีกจนบัดนี้ จะมีคนสืบสานไปตามสัจธรรม โบราณาจารย์ทำนายไว้ว่า ศาสนาพุทธจะมีไปถึง ๕๐๐๐ ปี ซึ่งโบราณาจารย์ได้ทำนายไว้ ท่านมีอนาคตังสญาณมีจริง แล้วโลกุตระนั้นถ้าแค่นี้ก็ไม่ถึง ๕๐๐๐ปีหรอก แต่มันต้องเจริญกว่านี้อีก เขาทำนายกันว่าเมื่อ ๒๕๐๐ปีจะมีคนมาสืบต่อพุทธศาสนาอีก แล้วมาดูประเทศต่างๆ อินเดียก็ไม่มีแล้ว พม่าก็ไม่ได้ถูกยกย่องเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาเท่าเมืองไทย และแม้ในพม่า ศีรลังกา จีน ญี่ปุ่น ย่ิงเลอะแล้วเสียแล้ว หรือบางประเภทก็หนักไปทางจิต conservativeมากไป บางแห่งก็ไปทางโลกมากไป เมืองไทยนี่แหละพ่อครูบอกว่าเป็นชมพูทวีป เกิดพุทธศาสนาได้ แต่ก่อนอยู่อินเดีย แต่เมืองไทยมีเนื้อแท้พุทธศาสนามากกว่าใครก็คือชมพูทวีป คือมีสุรภาโว สติมันโต (เรียนรู้สติได้) อิทพรหมจริยวาโส เมืองไทยยังมีอภิธรรมอยู่มีทั้งเนื้อหาและบัญญัติ สรุปแล้ว พ่อครูก็มั่นใจว่าไทยเราจะกอบกู้ประเทศด้วยพุทธธรรมได้ นี่เป็นเรื่องที่พ่อครูมุ่งมั่นไม่ว่าจะเป็นเศรษฐศาสตร์หรือรัฐศาสตร์ ถ้าขาดธรรมะก็เหลวหมด จะทุกข์ร้อนเดือดร้อนวุ่นวายไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคหรือวิชาไหนจะขาดธรรมะไม่ได้ การแพทย์หากขาดธรรมะก็เป็นทันตแพทย์ไปหมดคือเป็นหมอฟันดะหมดเลย อ.กฤษฎาว่า..คนอยู่แดนไกลก็ว่าเขาทำอย่างตถตา พ่อครูว่า...คำว่า ตถตา เขาใช้อย่างเละเทะ ซึ่งตถตามีอยู่ ๓ แบบ ๑.ตถตา แบบ ทั่วไป มันก็เป็นเช่นนั้นเอง ห่านก็คอยาวๆ น้อยหน่าก็เป็นอย่างนี้ ฟักทองก็เป็นอย่างนี้ มะม่วงก็เป็นอย่างนี้กิ่งมันโตแต่ลูกมันเล็ก ฟักทองต้นมันเล็กแต่ลูกมันโต นี่คือตถตาอย่างอธิบายโยนทิิ้งไม่ได้ประโยชน์ ๒.ตถตา แบบเข้ามรรค คืออ่านกิเลส อ่านจิตเป็นรู้ว่ากิเลสเป็นเช่นนี้เอง แล้วถ้าทำให้กิเลสลดก็รู้ว่ากิเลสลดเป็นเช่นนี้เอง สัจธรรมเป็นเช่นนี้เองหรือ อุทานเลยถ้ารู้ ๓. ตถตา ระดับผล มันเป็นเช่นนั้นเองเป็นอัตโนมัติไม่ต้องทำอีกเสร็จกิจจบกิจแล้ว เป็นตถตาที่เป็นผลถ้วนบริบูรณ์ผัสสะก็ไม่เกิดกิเลสแล้ว คนแดนไกลก็ใช้ตถตาแบบที่ ๑ คือมันเป็นเช่นนั้นเอง ไม่มีเหตุผลอะไร เหมาเละไปเลย ปล่อยไปใช้เป็นคาถาในการปล่อยวางแต่ปล่อยวางอย่างสมถะลืมตา ใช้คาถา เรียกว่าสติปัฏฐาน ให้รู้ น่ิง เฉย ช่างมันเถอะอย่าไปยุ่งกับการเมือง ปฏิบัติเก่งๆเขาก็วางเก่ง แต่ไม่ใช่แบบพุทธ ซึ่งไม่ได้แยกแยะรู้จักกิเลสรู้จักเจตสิก พระพุทธเจ้าแจกแจงเจตสิกละเอียดมากมาย เช่นเวทนา ๑๐๘ เป็นต้น สังกัปปะ ๗ เป็นต้น ถ้าไม่เรียนรู้มีสภาวะจะอธิบายได้อย่างไร คนจะคิดเองไม่ได้ พ่อครูก็มีพื้นฐานมาจากพระพุทธเจ้าไม่ใช่ว่าฝึกเอาเอง แต่มันมีมาแล้วข้ามชาติ เป็นสยังอภิญญา พระพุทธเจ้าบอกว่ารู้เองเป็นสยัมภู แต่ก็ต้องรู้จากพระพุทธเจ้าองค์ก่อน เร่ิมจากโสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์...ไม่สามารถลัดคิวได้ อ.กฤษฎาว่า....เราฟังแล้วสามารถพัฒนาได้ไหม จะเข้าใจเพ่ิมขึ้นไหม....คนขานรับด้วยเสียงมือตบ พ่อครูว่า...นี่ไม่ง่วงก็ใช้ได้แล้ว มันไมใช่เรื่องง่ายและมันไม่สนุกเหมือนดนตรีด้วย การฟังธรรมก็บรรลุธรรมได้ เทศนาก็บรรลุ ไตร่ตรองก็บรรลุได้ ทำสมาธิก็บรรลุได้ แม้แต่จิตของเราเป็นแล้ว กิเลสลดแล้ว แต่เราไม่รู้ แต่พอฟังพยัญชนะแล้วตรงกับสภาวะเราก็เรียกว่ามีเจโตวิมุติแล้วฟังแล้วเกิดปัญญาวิมุติก็เป็นอุภโตภาควิมุติ ถ้าไม่มีปัญญาสำทับไปรู้พระพุทธเจ้าท่านไม่รับรองการบรรลุเป็นอรหันต์เพราะแค่เจโตสามารถเวียนกลับได้อีก อ.กฤษฎาว่า...มนุษย์ทุกคนต้องการความเงียบสงบ พ่อครูว่า...ไม่ใช่เงียบ ความเงียบเป็นโลกๆ แต่ว่าความสงบหรือสันตาคือไม่มีสิ่งนิวแซนมาทำให้เป็นเหตุความไม่สงบ ให้ตัวการนี้ออกไปไม่อยู่เรียกว่า จิตสงบ สามารถมีพลัง ๔ ทำงานได้อย่างไร มี องค์คุณอุเบกขา ๕ คือ ๑. ปริสุทธา (บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสนิวรณ์ ๕) . ๒. ปริโยทาตา (ผุดผ่องขาวรอบแข็งแรงแม้ผัสสะกระแทก) ๓. มุทุ (รู้แววไว อ่อน-ง่ายต่อการดัดปรับปรุงให้เจริญ) สามารถให้มีหรือไม่มีก็ได้ เป็นอมตะบุคคล ๔. กัมมัญญา (สละสลวยควรแก่การงานอันไร้อคติ) ๕. ปภัสสรา (จิตผ่องแผ้วแจ่มใสถาวรอยู่ แม้มีผัสสะ) เป็นจิตที่มีสมรรถนะสูงคล่องแคล่วกว่าจิตธรรมดาเพราะไม่มีแรงต้าน ย่ิงเร็วย่ิงแรงยิ่งเย็น เป็นเรื่องพิเศษ ไม่มีแรงเสียดทาน อ.กฤษฎาว่า...หลายคนมาที่นี่ก็มาได้เลย ไม่ได้ติดยึดอะไร พ่อครูว่า...ติดโน่นคือติดงาน แต่ติดหนี้นี้พอทีไม่ต้องติดนานหรอก อ.กฤษฎาว่า...ขณะนี้มีกลุ่มประชาชนมารวมตัวเป็นสภาปฏิรูปประชาชน พ่อครูว่า...นี่เป็นนิมิตดีที่เป็นเรื่องดี แทนที่จะเป็นไทยเฉย อยู่ในรู ใจดำ แต่คนคิดอ่านเอาภาระก็น่าเคารพบูชา น่าส่งเสริม แม้ว่า คนเหล่านั้นยังปรารถนาลาภยศสรรเสริญ เพราะไม่ใช่อรหันต์ แต่ก็ต้องอาศัย กุศลจิต เขาก็ต้องได้ลดละ เขาทำก็ได้ฝึกฝน ถ้ามีคนให้สติว่าเราควรทำไม่ได้เอาอามิส ต้องทำเพื่อส่วนรวม จิตนี้เป็นไปเพื่อประเทศชาติแท้จริง หรือคนที่มาทำด้วยไม่ต้องการโลกธรรมในคณะที่เราทำงานนี้ก็ตาม เราไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเอาโลกธรรม แม้แต่ปีติยินดีในใจบำเรอถ้าไม่มีได้ก็ยอดเยี่ยม เพราะถ้าไม่ลดปีติก็เป็นอุพเพงคาปีติจะเป็นภัยได้เพราะมันแรงมากเกิน แสดงว่าคนไทยยังมีคนเห็นแก่ประเทศชาติอยู่ นี่ดีแล้ว เหลือแต่รวมตัวกันไม่ติด ถ้ารวมตัวกันจะเป็นล้านคนเลย ยิ่งคนไทยเฉยตื่นมารวมกันได้ก็เป็นหลายล้านชนะแน่นอนเลย คนไทยไม่ใช่คนใจแล้งใจดำมากหรอก แต่รอเหตุปัจจัย แต่แทนที่จะรอก็ออกมารวมตัวกันเห็นหน้ากันบ่อยๆก็อุ่นใจเลย แต่ถ้าเป่านกหวีดจะมา ก็ไม่เห็นหน้ากันเลยสิ มาช่วยกันนิดหน่อยให้รู้หน้าตา ก็อุ่นใจหน่อย แต่นี่เงียบว้าเหว่ได้นะ อ.กฤษฎาว่า...กรณีเขื่อนแม่วงก์ อ.ศศินก็เดินเท้ามา คนก็ไปต้อนรับกันมากมาย พ่อครูว่า...นี่คือนิมิตดี ยังมีหวัง เห็นจุดดวงไฟในปลายอุโมงค์แล้ว ไม่ใช่จุดรำไร ซักวันไหนดวงไฟจะกระโดดมาข้างหน้านี้เลย ก็พากเพียรไปแสดงธรรมไป ส่งเสริมกันไปมีเป้าหมายเดียวกัน อะไรมีดีก็ยับยั้งกันไว้ อะไรบกพร่องก็เตือนกัน ก็ฟังกันบ้างแล้วจะเจริญกันไป อย่างที่พล.อ.ปรีชา พูดว่าด้วยเหตุปัจจัยทีี่แสดงออกมา มีรูปธรรม แม้อ่านนามไม่ออกก็อ่านรูปได้ เรารู้จักการเคลื่อนไหวเป็นกระแสสังคมเรียกว่า วิญญัติ ทาง กายวิญญัติ (กาย วาจา ใจ) ก็มีไม่น้อย สื่อออกมาก็ชัดเจน เราอ่านทั้งกายวิญญัติ วจีวิญญัติ ยิ่งสามารถรู้นามธรรมเข้าไปขั้นหยาบ กลาง ละเอียด เป็นวิการรูป จนสามารถรู้เอกหรือรอง(โท)จาก อิตถินทรีย์ ปุริสสินทรีย์ได้ก็ย่ิงชัดเจน อ.กฤษฎาว่า...หมอดูหลายสำนักทำนายทิศทางเดียวกันเลย แล้วมันมีการทำนายอย่างไร พ่อครูว่า...ก็มีหมอดูฝ่ายแดงคุณไม่ไปฟังบ้าง หมอดูคู่หมอเดา แต่หมอดูมีสถิติ เอาดวงดาวเหตุปัจจัยมาทำนาย แม้แต่คนดูโหวงเฮ้งก็เอาดินน้ำไฟลมมาทำนาย พุทธรรมจะมองชัดเจนว่า ทุกอย่างเกิดแต่เหตุปัจจัย กว่าจะมาเป็นวัตถุธรรม ถ้ามีแต่ในใจไม่ออกมาข้างนอก ไม่กระทบใคร มันก็ทำให้แต่ตัวคนเดียวอยู่แต่ในใจ เราก็ต้องระมัดระวังกาย กับ วจี ให้ดี ถ้าฝึกระงับกายกับวจีได้ ไม่ให้เป็นอกุศล แล้วมันจะเป็นเองมาเข้ากันผสมผสานเป็นฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนเป็นจักรแก้ว ม้าแก้ว ช้างแก้ว มาพัฒนากัน เราก็ทำไป ไม่ใจร้อน อดทนและเพียรทำไป มีผู้นำพา ช่วยกันอยู่ ช่วยกันหมุนกลจักร ของทางอาณาจักร และธรรมจักร อ.กฤษฎาว่า...หลายคนบอกว่า ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป อย่างนี้หลายคนก็อาจหวั่นไหว พ่อครูว่า...ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ...การกระทำ คือ กาย วาจา ใจ เป็นกิริยากระทำ พอคุณกระทำ เช่นตีหัวเขาโป้ก คุณทำเสร็จการกระทำก็เป็นของคุณ หรือพ่อครูทุบน้อยหน่าเละเลย พ่อครูทำกรรมกิริยานี้ การทุบน้อยหน่าให้พังไปเฉยๆนี่ชั่วแล้วใครทำ พ่อครูก็ต้องได้ ได้การกระทำ นี่คือการทำชั่วได้ชั่ว คุณได้จากกรรม ไม่ใช่ว่าคุณทำไอ้นี่เละแล้วมีคนเอาค่าจ้างมาให้ คุณรับจ้างเขามายกมือในสภาได้เงิน แล้วก็บอกว่าทำชั่วได้ดี นี่ผิดสภาวะจริง กรรมคือการกระทำ แต่การได้ลาภได้ยศได้เงินไม่ใช่กรรม คุณทำชั่วก็ได้ชั่วทันที ทำดีก็ได้ดีทันทีเลย แต่ที่ว่าได้อามิสนั้นก็ไม่ใช่กรรม ไปเข้าใจคนละฝาคนละตัว กรรมคือการกระทำ เป็นของๆตน (กัมมัสกตา) ตนเป็นทายาสของกรรม(กัมทายาโท) ส่วนวิบากที่จะได้รับจากกรรมนั้นเป็นอจินไตย คุณชั่วนี่แต่ว่าคุณมีทำดีในอดีตเท่าไหร่คุณก็ไม่รู้ แล้วก็มีลักษณะการสังเคราะห์อีกมากมาย อย่าไปคิดเป็นอจินไตย คุณก็ทำกุศลเข้าไปทำลายอุกศลเรื่อยๆเถอะ มันเป็นนามธรรม จะไปลงบัญชีอย่างไร แต่การจะเปลี่ยนอะไรต้องทำขณะปัจจุบันทุกปัจจุบัน เพราะเราเปลี่ยนอดีตไม่ได้แล้ว เราต้องจัดการที่ใจเราให้ดีได้ตลอดเวลา ทำกุศลให้ได้ตลอด ไม่มีอะไรสายที่จะทำดีทำถูก แต่มันจะสายเสมอสำหรับคนชั่ว อ.กฤษฎาว่า....ทำไมคนที่ทำชั่ว เขาก็สรรเสริญความชั่ว คือทำส่ิงดีในความชั่ว พ่อครูว่า...หมาด้วยกันมันก็ชอบขี้ด้วยกันเป็นธรรมดา อ.กฤษฎาว่า...ทำไมคนชั่วเขาทำชั่วแล้วเป็นนายแห่งความชั่ว แล้วก็ทำเป็นกระบวนการ พ่อครูว่า...ธรรมดาหมาก็รุมกันกินขี้เป็นธรรมดา คุณเป็นช้างก็ไม่กินขี้กับหมาคุณก็กินผักพืชสิ อ.กฤษฎาว่า...ทำไมชม.นี้เวลานี้จึงต้องศึกษาธรรม เราก็จะได้อ่านดีชั่วของตัวเราออก พ่อครูว่า...นี่คือรากฐาน ใจเป็นใหญ่เป็นประธาน ให้ใจเราเปลี่ยนแปลงจริง คุณก็ทำตัวนี้เป็นต้นทางเป็นประธาน เมื่อจิตเป็นจิตดีเป็นอาริยะ แล้วจะเป็นวจีหรือกายก็เป็นอาริยะ มีทั้่งเจโต(แรง) และมีปัญญา มันจะไปทำงานให้เกิดพฤติกรรมทางกาย วจี ทำอะไรก็มีจิตเป็นประธาน ก็ได้พัฒนาประธานคือจิตหรือมโน ให้สามารถเจริญ ระดับหนึ่งเรียกว่า กัมมนิยะ (สร้างจิตให้ดีเกิดฌาน จะสั่งสมเป็นมุทุภูเต กัมนิเย ฐีเต อเนญชัปปัตเต) เป็นการสั่งสมสมาธิ จะมีการงานอันเหมาะควร เกิด ปโหติ(เหมาะควรได้สัดส่วน) เราถึงพยายามมาเรียนรู้อภิธรรม แล้วคุณได้อันนี้จะเป็น มโนปุพพัง คมาธัมมา มโน เสฏฐา มโนมยา) คำว่าเศรษฐีคือผู้ประเสริฐ ไม่ใช่กฏุพีที่เป็นคนรวยที่เลว ถ้าทำได้ก็เป็นเสฏฐาหรือเศรษฐีต่อไป เรามาฝึกฝนจิตใจตนให้ดี เราพัฒนากรรม กาย วจีี แล้วเสริมจิตให้ดี ยาวให้เป็นเย็นเรื่อยไปจะถึงจุดมุ่งหมายแน่นอน พ่อครูว่า...มีหนูคนหนึ่งถามว่า...หลายวันก่อนเจอผัสสะแรงมาเขามาด่า แล้วเราก็สาธุเขาเลยโกรธตอบเพ่ิมอีก เขาเดินชนข้าวสองชามแล้วก็เอาขวดน้ำจิ้มหน้า แต่หนูไม่โต้ตอบ แต่เกิดปฏิฆะในใจแล้ว(ไม่ชอบไม่พอใจ) ถ้าโต้ตอบคงไม่ได้อยู่ในสวนลุมฯ เพราะตั้งตบะจะช่วยผู้ใหญ่เก็บหางขยะ เพื่อช่วยเท่าที่ทำได้ จะพยายามไม่พูดจะทำงานอย่างเดียว ด้วยหนูมีอาจารย์สอนว่าต้องอยู่กับความจริงให้ได้ ต้องเปลียนแปลงตัวเองให้ได้ พ่อครูว่า...ดีแล้วเราก็เฉยๆ ถ้าไปสาธุซ้ำก็จะโกรธเพิ่ม พูดน้อยก็ดี ระงับไว้ เชื่อว่าจะทำได้ ขอให้หนูเจริญให้ทำต่อไป... อ.กฤษฎาว่า...ขณะที่ทำรายการก็มีคน sms ส่งประเด็นมาเพ่ิมเติม หลายคนก็คงได้เข้าใจเพ่ิม ว่าทำดีย่อมได้ดีเป็นเช่นไร ทำชั่วย่อมได้ชั่วเป็นอย่างไร กรรมก็คือการกระทำ ไม่ใช่ไปมองที่ลาภยศสรรเสริญ มันคนละฝาคนละตัว ใครทำกรรมอันใดย่อมได้กรรมอันนัน ไม่ต้องไปเร่งตนเองหรือเร่งคนอื่นขอให้กรรมมันติดจรวดอย่างนั้นเป็นอกุศลจิตเป็นความไม่ดีของใจเรา แม้จะตั้งจิตก็ให้เขาเจริญ แม้เจาจะตกต่ำอย่างไรก็อย่าปรารถนาร้ายต่อเขา แม้คนไม่ดีมากมายหากเขาหยุดกรรมไม่ดีได้ทันที เราก็กลับบ้านไม่ต้องมาอยู่ตรงนี้ ...และเรามาชุมนุมนี่จะรู้ว่าการเอาธรรมนำหน้าเป็นเช่นไร?.....จบ