560106_วิถีอาริยธรรม โดยพ่อท่าน และส.ฟ้าไท ตอน ผู้หลุดพ้นแล้วจากความซับซ้อนในแรงเงา.docx
เนื้อหาในไฟล์
560106 รายการวิถีอาริยธรรม ตอน..ผู้หลุดพ้นแล้วจากความซับซ้อนในแรงเงา ที่บวรราชธานีอโศก
ส.ฟ้าไท เปิดรายการ....วันนี้วันที่ 6 มกราคม 2556 พ่อ ครูก็จะมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่มีคนวิพากษ์วิจารณ์สันติอโศกในแง่ มุมต่างๆซึ่งเป็นลักษณะของปรโตโฆษะเพื่อนำมาโยนิโสมนสิการต่อไป เป็นสิ่งที่ชาวอโศกทำในแง่ที่นำสิ่งที่เราถูกวิพากษ์ทั้งแง่เสียแง่ดี นำมาวิเคราะห์ทำให้เกิดการพัฒนาการเจริญได้ยิ่งขึ้นสมบูรณ์ขึ้นไม่บกพร่องได้ง่าย
พ่อครู...วันนี้จะนำเอาประเด็นที่ผู้รู้ได้วิพากษ์ไว้เป็นบทความที่มีคนส่งมาให้นานพอสมควรแล้วอาจเป็นเดือนๆ นำมาแสดงความไม่เห็นด้วย เพราะถ้าความเห็นไหนที่ตรงกันก็ไม่ต้องนำมาพูดมากนัก แต่ความเห็นที่ต่างออกไปจากเราก็น่าจะนำมาแสดงความคิดเห็น ซึ่งทุกวันนี้เป็นยุคที่แสดงความเห็นกันได้อย่างอิสรเสรี แต่ที่แสดงความเห็นก็ไม่ได้เพื่อข่ม เพื่อทำลายล้างหรือเพราะเกลียดชัง ไม่ชอบใจติดใจแต่อย่างใด หากท่านจะหมั่นไส้ ไม่เชื่อก็แล้วแต่ ก็ได้ ไม่เป็นไร เบื้องต้นจะอ่านบทความนี้ก่อน ......
_จากคุณเขียดอีโม้… (ในเว็บประชาไท) 1.ทั้งๆที่สันติอโศกปฏิเสธโครงสร้างในการใช้อำนาจของมหาเถรสมาคม โดยการประกาศตนเป็นอิสระอย่างที่ทราบกันดีแล้ว แต่สันติอโศกกลับไม่ได้ใช้โอกาสที่ว่านี้ให้เกิดประโยชน์เท่าที่ควรจะเป็นเพราะมีวาระอะไรบางอยางซ่อนเร้นอยู่จริง(ตามที่อาจารย์สุรพจน์อ้าง) ดังนั้นสันติอโศกจึงมิอาจกล่าวยกตนเอง ได้เต็มศักดิ์ศรีว่า ดำเนินชีวิตตามอุดมคติทางพุทธศาสนาที่บริสุทธิ์ได้จริงๆ คือ อาจกล่าวยกย่องตนเองเหนือกว่าคนอื่นนั้นพอได้ แต่ความเป็นจริงก็คือการหลอกตนเองมิใช่ของจริง 2.เมื่อดำเนินการใดๆก็ตามอย่างมีวาระซ่อนเร้น (จะเรียกว่า วาระทางการเมือง?) ก็อาจเป็นเหตุให้กระทำการเคลื่อนไหวอะไรบาง
อ่านต่อ
อย่างที่เป็นไปเพื่อปกป้องตนเอง หรือบอกสังคมว่า ตนเองยังมีอำนาจต่อรองและพร้อมที่จะชนในทุกสถานการณ์ แม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ที่เรียบร้อยปกติก็ตาม แต่ถ้ากลุ่มของตนเสียผลประโยชน์เมื่อใด ก็พร้อมที่แตกหักกับกลุ่มอื่นๆได้ง่ายเช่นเดียวกัน 3.การต่อสู้ของสันติอโศกมีความเหมือนกับมหาเถรสมาคมแบบไม่ต้องสงสัยเลย คือการพยายามรักษาปกป้องอำนาจแบบจารีตดั้งเดิม และการนิยมใช้อำนาจเชิงเผด็จการในการแก้ปัญหาบ้านเมืองฯลฯ และมีปกติอวยเจ้าแบบสุดๆ มีเจตนาและพฤติกรรมแบบมหาเถรสมาคม ทั้งๆที่ถูกมหาเถรสมาคมถีบกระเด็นออกมาจากโครงสร้างอำนาจเผด็จการแล้ว ในแง่บวกก็นับว่าให้ความเป็นอิสระอย่างเต็มที่ ในการเป็นตัวของตนเองได้แล้ว แต่กลับเสียศูนย์ไปเอง เพราะเหตุปัจจัยอย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้ว นี่มันแปลว่าอย่างไรหรือ? มหาเถรสมาคมกับสันติอโศกก็ไม่ต่างอะไรกันเลยใช่หรือไม่? สุดท้ายมันบอกความจริงให้เราทราบว่า สันติอโศกก็ยังมีความขัดแย้งในตนเองสูง ก้าวข้ามไม่พ้นจากพันธนาการแบบหลอกตัวเองไปเรื่อยๆ 4.จุดศูนย์รวมของมหาเถรสมาคมกับสันติอโศกก็คือ สถาบัน คำถามคือ ทำไมทั้งสองปีกจึงมีจุดร่วมเช่นนี้ได้ คำตอบผมคิดว่า หลายท่านคงทราบดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องขยายความกระมัง?
มีของคนอื่นด้วย _ไทยภูไท ณ ภูพาน ...พวกมารศาสนาอลัชชีตาบอด แม้จะบำเพ็ญไปอีกพันชาติก็อย่าหวังว่าจะบรรลุอรหันต์ได้ เพราะการทรยศต่อชาติบ้านเมือง ทรยศตอพระพุทธศาสนาถือว่าเป็น อนันตริยกรรม เทวทัตกลับชาติมาเกิดโดยแท้
_คุณ dk.....โมเดลสันติอโศก ได้แก่ขบถต่อระบบ แล้วค้นหาตนเอง สร้างชุมชนที่พึ่งตนเองได้อย่างบูรณาการ พัฒนาตนเองจากภายในสู่ภายนอก ยกระดับสู่การเมือง ตามสถานการณ์เป็นเรื่องๆ พวกเขาไม่ได้หวังสูงหรือ มีสูตรสำเร็จประกาศแจ้ง แต่วิธีการคือเป้าหมายที่บรรลุแล้วในจุลภาค ขัดแย้งตัวเองหรือไม่ ก็คงอยู่ในระยะทดลองคิด ทดลองทำไปเรื่อย(มั้ง) ไม่ได้มีภาพนิ่งตามตรรกะ รู้อย่างหนึ่งว่า พวกเขาถอนรากถอนโคนในวิธีคิดพุทธฯ และได้ลงมือทำจริงมายาวนานแล้ว ยึดพื้นที่ แนวทางสาธารณสุขเชิงรุก(ป้องกัน) มากกว่า แนวราชการแบบตั้งรับ(รักษาโรค) ที่ประเคนค่ายาและสร้างประชากรที่อ่อนแอทั้งแผ่นดิน ดังประจักษ์ตามรพ.ดุจเทศกาลของความตาย อย่างจำนน หรือไม่ได้รับรู้ทางเลือกอื่น การเมืองอันสันติอโศกมายุ่งเกี่ยว มีวาระอย่างไรก็ช่าง เพราะเป็นสิทธิพลเมือง ผมไม่ใช่พวกเขา รับรู้เพียงว่า บุญนิยมอันพวกเขายึดถือ คนละทิศกับความรุนแรงแน่ เพราไม่ใช่ทำเข้าหาตัว แต่เพื่อสิ่งอื่นภายนอก และเป็นการฝึกฝนปฏิบัติการเป็นผู้รับใช้ ผู้ละ ผู้ให้ และสไตล์คนติดดิน ที่ทวนกระแส ทุนนิยมเสรี แน่…
_คุณสุรพจน์ ทวีศักดิ์...........คุณ dk ครับ ประวัติศาสตร์สอนเราว่า สงคราม และการเข่นฆ่ามักมาจากการอ้างความดีงาม สิ่งดีงามเสมอ โดยเฉพาะการอ้างความดีงามเพื่อทำลายล้างสิ่งที่อ้างว่าชั่วร้าย ระยะหลังมานี้ผมมักสงสัยในอะไรที่ดูดี เช่น จ่าประสิทธิ์ กับอภิสิทธิ์ ผมว่ามีจุดเด่นคนละอย่าง จ่าประสิทธิ์มีจุดเด่นในเรื่อง “ดูไม่ดี” อภิสิทธิ์มีจุดเด่นในเรื่อง “ดูดี” แต่เราพบว่าคนดูไม่ดี แบบจ่าประสิทธิ์ นั้นยากนะครับที่จะได้เป็นนายกฯแล้วสั่งสลายการชุมนุมทางการเมืองจนมีคนตายเกือบร้อยศพ แล้วกล้าที่จะบอกกับสังคมว่าตนเองไม่ผิดใดๆเลย
_dk....ตอบมาต่อว่า....ความจริงมันซ่อนอยู่ในเงามืดครับ จึงไม่มีใครรับผิดชอบอย่างเต็มปาก ความทับซ้อนของแรงเงา ยังคงทำงานต่อไป...
_จากคนมาตรฐานเดียวกัน...เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ผมเองก็มองกลุ่มนี้ตั้งแต่ตอนร่วมต่อสู้ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬแล้วครับ ครั้งนั้นจำลองมันพาคนไปตาย เพื่อนผมก็ตายคาแขนผม จนได้รธน. 40 มาที่ว่ากันว่าเป็นรธน. ที่เป็นฉบับประชาชนมากที่สุด แต่มาวันนี้ จำลอง ศรีเมืองคนเดิม กลับมาบอกว่า รธน. 40 มันเลว มันชั่ว แล้วไม่พอ สนับสนุนการรัฐประหาร เชียร์รธน. 50 ซึ่งร่างโดยเผด็จการ ผมล่ะงงไอ้คนหัวเกรียน อาบน้ำ 5 ขันคนนี้จริง โครจะโง่ศรัทธาคนแบบนี้ก็เชิญเถอะครับ แต่สำหรับผม เห็นควรจะ “กำจัด” กลุ่มคนเหล่านี้ออกไปจากสังคมด่วน ปล่อยไว้คงเหมือน “มะเร็ง” ที่มันจะเกาะกินประชาธิปไตยครับ (สังคมไทยมันเลยคำว่า “ปรองดอง” ไปแล้วครับ
ตบท้ายด้วย_คุณ ณัฐวิทย์ พรหมสอน ...เห็นด้วยกับทุกประเด็นครับ แต่ขอเสริมว่าสันติอโศกเคยได้รับเงินอุดหนุน และมีบทบาททางสังคมมากในยุคหนึ่งจากรัฐบาล ผ่านศูนย์คุณธรรม โดยมีจำลอง ศรีเมือง
การรับเงินสนับสนุนของอโศก อาตมา…ขอตอบอันนี้ก่อน ไขข้อมูลจริงจากเจ้าตัวคือ อาตมาและกลุ่มสันติอโศก...ว่าไม่ได้รับเงินสนับสนุนโดยตรง แต่ว่าเขาเอาเงินมาทำในเรื่องของคุณธรรม อโศกนี่ได้รับน้อย ซึ่งเขาก็เอาไปส่งเสริมทั่วไปในสังคม และคุณจำลองไม่ใช่คนที่จะมาเห็นแก่ตัวเองหรือพรรคพวก อย่าหวังว่าอาตมาจะคุกเข่าให้ อย่าหวังว่าคุณจำลองจะเซ็นอะไรมาให้สันติอโศก เป็นเรื่องที่ระมัดระวังอย่างยิ่งเลย เป็นความเห็นที่ขัดกับที่ทำอยู่เลย คนที่มองอยู่นี้เป็นการอ่านด้วยปัญญาชั้นเดียวผิวเผิน ที่พูดนี้ไม่ได้ไปยกตนข่มใคร
ความอิสระของสันติอโศกจากเถรสมาคม อ่านต่อ.....สันติอโศกนี้ก้าวเป็นอิสระจากมหาเถรสมาคม และเป็นอิสระอย่างไร....คำว่าอิสระในที่นี้ คนเข้าใจ คำว่าอิสระในหลายมิติ สำหรับอาตมาเข้าใจได้หลายนัย.... 1. อิสระจากวัตถุ(อุปาทายรูป) 2.อิสระทางจิตวิญญาณ 3.อิสระทางสังคม อิสระคือการหลุดพ้นจริงๆ เราไม่ได้ถูกอำนาจทั้งสามอย่างเป็นตัวมีอำนาจเหนือเรา เรามีวิชชาไม่ตกอยู่ในอำนาจของสังขาร นามรูป เวทนา เราหลุดพ้นหมด ทั้งกามตัณหา ภวตัณหา นี่คืออิสระสัมบูรณ์ที่แท้จริง เป็นผู้ที่มีอิสระต่อสังคมอย่างแท้จริง แต่จะรู้ประมาณในการทำงานกับสังคมอย่างอิสระ เพราะเป็นผู้มีปัญญารู้ว่า ทุกอย่างสัมพันธ์กัน รู้ยิ่งกว่าไอสไตน์ที่รู้ทฤษฏีสัมพัธภาพ พระพุทธเจ้ารู้ในอิทัปปัจยตา ทุกอย่างมีเหตุปัจจัยต่อเนื่องกัน ส่วนผู้ที่คิดว่าการหลุดพ้นคือการหนีห่างออกจากสังคมนั้นไม่ใช่ เช่นเราพ้นจากอบาย เราก็ยังอยู่กับโลกอบาย ทั้งกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร ก็มีอยู่ในสังคมทั้งสิ้น ก็สงสาร พวกที่จมอยู่กับภพ คือ พวกนักคิดทั้งหลาย จะเป็นผู้เสพอารมณ์เป็นอาหารไปวันๆ หาที่จบไม่ได้ พวกตรรกะนักคิดทั้งหลาย เพราะว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นอรูปภพ เพราะท่านทั้งหลายตกอยู่ในความวนของตรรกะ แล้วแยกแรงเงาของตรรกะต่างๆไม่ออก ในความหยาบมันมีเงาของความหยาบเห็นได้ง่าย คนเหล่านี้อยู่ในโลกของรูปและอรูป ท่านผู้ที่ใช้ปัญญาสายนักศึกษาวิชาการจะไม่ลงมาคลุกกับ ความหยาบ กลาง ไม่ลงมาติดดิน จะไม่รู้เงา หรือไม่รู้ลักษณะความซ่อนบาง หนา เพราะหลงไปศึกษาแต่ในอรูป จะไม่รู้ความละเอียดในความหยาบ และหลงมุมละเอียด แต่ไม่รู้มุมหยาบของตัวเอง หรือความหยาบของสังคม ควรอยู่กับความหยาบก่อนความละเอียด หยาบนี่คือที่สัมผัสได้ก่อน พวกนักคิดจะจมอยู่ในความคิด จะไม่รู้มุมเหลี่ยมของการเกิดเงา เขาจะอยู่กับเงาของความละเอียด จึงรู้แต่ความเบาบางผิวเผินของสิ่งละเอียด จะไม่รู้เงาของสิ่งหยาบที่ตนอาศัยอยู่ ศึกษาแต่ในอรูปภพ รูปภพ แต่ไม่รู้ว่าที่แท้คนอาศัยอยู่ในกามภพไม่ใช่รูปภพ อรูปภพ
คุณเขียดอีโม้เขาว่าเราอยู่กับการหลอกตัวเองไม่ใช่ของจริง...ต้องขออภัยไว้ก่อนที่เอาบทความคุณมาพูด... คนที่ติดในของหยาบเช่นทองคำ ก็จะยึดว่าจริง หากคนไม่ยึดก็รู้ความจริงตามความเป็นจริง พระพุทธเจ้าตรัสว่า โลกนี้ไม่มีความจริง มีเพียงแต่สมมุติสัจจะที่ยึดถือกันไป อย่างทองคำ อาตมา ก็ใช้ทองคำเพื่อเป็นสมมุติ เรารู้จักระดับคุณค่าในสังคมว่าเขายึดถือหรือไม่? ผู้เป็นอิสระแท้คือความหลุดพ้น แต่ไม่ได้หนีสิ่งที่ตนหลุดพ้น ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ ความหลุดพ้นของพระพุทธเจ้าคือ ท่านหลุดพ้นจากกิเลส ท่านก็ไม่ได้หนีกิเลส อยู่กับกิเลส แต่ในใจท่านไม่มีกิเลส และท่านก็ทำงานกับกิเลส ไม่ได้หนี แต่ใจท่านกิเลสเข้าไม่ได้ นี่คือความจริงสุดยอดของพระพุทธเจ้า ใครมีกิเลสท่านก็เป็นมิตรเพื่อช่วยเขา คำว่าอิสระคำนี้ลึกซึ้งมาก คนที่อยู่ในโลกของความคิดก็ไม่ได้เป็นอิสระจากความคิด ติดว่าความคิดนี้ดี คมแหลม จะเสพอารมณ์เป็นอาหารตลอด คุณจะรู้เงาของอารมณ์บ้างแต่ไม่ละเอียดพอ คุณก็จะหลงเงาซ้อนเงาอยู่อย่างนั้น ความคิดนึกนั้นปั้นเป็นรูปได้ นักปั้นรูปในภพคือพวกนั่งสมาธิ ปั้นเป็นตัวตนบุคคลเราเขา เป็นมโนมยอัตตา คืออัตตาที่สำเร็จด้วยจิต ส่วนพวกสายปัญญาจะอยู่กับอรูปภพจมอยู่ในความวนของตรรกะแล้ววนไม่มีที่สิ้นสุดเพราะมันละเอียด ผู้ที่อิสระเสรีแบบพระพุทธเจ้า หลุดพ้นจากวัตถุจะรู้มหาภูตรูป และอุปาทายรูป เมื่อสัมผัสกับสิ่งภายนอกก็จะรับรู้เป็นอุปาทายรูป สายปัญญาจะปั้นอรูป สายเจโตจะปั้นเป็นรูป สายพุทธนั้นจะไม่ติดทั้งมหาภูตรูปและอุปาทายรูป ในภายในมีมนายตนะ ไม่ต้องมีผัสสะภายนอก สิ่งที่อยู่ในจิตเป็นธรรมชาติของจิตวิญญาณ พระอรหันต์จะมีธรรมะหรือสิ่งทรงไว้เป็นสิ่งสะอาด ผู้ที่ยังไม่อยู่ไม่แตกสลายไม่ปรินิพพานก็ต้องอาศัย เรียกว่า อาลยวิญญาณ เป็นธาตุรู้ ส่วนผู้มีเศษเหลืออยู่ในใจคืออนาคามี จะไม่มีผลเสียกับภายนอก เพราะท่านรู้ผลเสียต่อภายนอกของท่านที่จะไปก่ออกุศลกับภายนอก ส่วนอนาคามีจะมีแต่ภัยผลเสียต่อตนเท่านั้น ผู้ที่ยังไม่ใช่อนาคามีอรหันต์จริงก็ยังมีภัยต่อโลกอยู่ ยังมีอกุศลเพราะยังมีจิตกิเลสต่อสิ่งที่ตนสัมผัสอยู่นั่นเอง แต่อนาคามีท่านไม่ได้หนี แต่ไม่มีกิเลสในกามาวจรแล้วท่านก็จะไม่เป็นภัยต่อใครกลับจะเป็นประโยชน์ แม้แต่ศัตรูเราก็เป็นประโยชน์ได้ ผู้ที่อิสระจากวัตถุและจิตแล้วจะอยู่กับสังคมไม่เป็นภัยต่อสังคมและจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมอีกด้วย อย่างผู้หลงว่าเป็นอรหันต์แต่ที่จริงท่านยังติดบุหรี่ หมาก น้ำหวานอยู่ ยังตกเป็นทาสกรรมกิริยาที่หลงว่าเป็นกุศล เช่น อาตมา พาพวกเราไปชุมนุม คนไม่รู้ว่าเราไม่ได้ไปตกเป็นทาสกรรมกิริยาที่ต้องการอามิส อำนาจ สรรเสริญ ท่านก็เดาเรา แต่ อาตมา ว่าตนเองไม่มี แต่ชาวอโศกก็ไปรับรองแทนทุกคนไม่ได้ แต่ในฐานะผู้นำก็ขอบอกว่าไม่ได้ตกเป็นทาสกรรมกิริยาแต่อย่างใด คนที่ไม่ชอบใจเขาก็ทำร้ายเราทั้ง M 79 แก๊สน้ำตาเป็นต้น ที่พาไปไม่ได้พาไปเอาแต่ไม่รับรองแทนผู้อื่นแต่พูดในฐานะของผู้นำ ส่วนผู้ที่ติดหมากติดบุหรี่น้ำหวานท่านก็อาจบอกว่าไม่ติดก็ได้ แต่ท่านอ่านจิตของท่านได้หรือไม่ แต่มันก็ต้องให้พอเพียง ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องกินมัน ทั้งหมากพลูบุหรี่น้ำหวานน้ำเปรี้ยว ยาดม ยาหอม แม้อย่างนี้เป็นวัตถุท่านก็ไม่รู้ว่าติด จะไปเป็นอรหันต์ได้อย่างไร นี่วิเคราะห์ตามเหตุปัจจัยไม่ได้ไปว่าท่านนะ เมื่อมีความหลุดพ้น จะมีจิตที่กลางไม่มีดูดผลักเมื่อสัมผัสกับสิ่งที่เคยติด แม้จะมีการสัมผัส คนจะมายั่วย้อมมอมเมา เราก็ไม่ดูดผลัก เช่นทองคำไม่ว่าจะเอากรดหรืออะไรไปราดก็ยังคงเดิม และเรารู้ด้วยว่าสิ่งที่สัมผัสคืออะไร แต่เราไม่ทุกข์ไม่สุข และจะรู้ว่าจะช่วยเขาด้วย ไม่เกลียดไม่ชัง ไม่รักไม่ดูด เราไม่ได้ทำเพื่ออะไรตอบแทน แต่ทำเพราะรู้ว่าจะมีผลดีต่อเขา ผู้ที่อยู่กับสังคมแล้วอยู่กับสังคม ก็คือผู้อิสระจากวัตถุ และจิตใจรูปอรูป อย่างอิสระสมบูรณ์จะไม่หนีจะอยู่กับสังคมและหลุดพ้นจากอำนาจสังคมจึงมีสาราณียธรรม 6 มีพลัง 4 สาราณียธรรม 6 คืออยู่กับสังคมด้วยเมตตา มีกรุณา มุทิตาอุเบกขา ใจเป็นสาธารณโภคี อยู่ก ัน อย่างพยายามเป็นนักเศรษฐกิจชั้นสูงแจกจ่าย และไม่กลัวว่าชีวิตนี้จะไม่มีใครเลี้ยงดู เราฝากชีวิตไว้กับการทำคุณความดี ฝากชีวิตไว้กับผู้อื่น แม้ป่วยไข้เขาก็จะรักษา อาตมา พิสูจน์ชัด ว่าไม่คิดจะสั่งสมสิ่งของเป็นของตน แต่ในรูปตื้นทำงานก็จะมีสิ่งของ อย่างกระดาษ ปากกานี่มีเป็นกอง หอบไม่พอเลย ส่วนเทคโนโลยีก็พอใช้อย่างถูไถ แต่ได้ละเอียดพอใจในการทำงานแล้ว และไม่ตะกละตะก ลาม ทุกวันนี้ก็ทำจนไม่มีเวลาแล้ว เป็นสัจจะจริงของสาธารณโภคี คือไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของเราอะไรที่เขาให้สิทธิเราใช้เรารักษาเราก็ทำ อะไรเขาไม่ให้สิทธิเราเราก็ไม่ทำ เรารู้หลักการของอโศกและของข้างนอก เราก็ทำให้เหมาะสม เรารู้ทางเดินหลักการทฤษฏีหรือรู้โดยภูมิปัญญาคือทิฏฐิ เป็นความคิดความเห็น ทุกคนมีสาราณียธรรม 6 เต็มสมบูรณ์เมื่อเป็นอรหันต์ ผู้มีฐานะอย่างไรก็ใช้ฐานะนั้นของตนตามจริง คนที่จิตเขาไม่มีความโกงเขาจะเอาที่ไหนมาใช้ เขาก็ใช้ตามที่สังคมให้ใช้ คือจิตจะมีการระลึกถึงไม่ใช่คนใจเดียวไม่เกี่ยวกับใคร มีระลึกถึงกัน และไม่เกี่ยวแบบผูกพัน แต่ทำงานกับสังคม ไม่ใช่ไปเอาอะไรจากเขา แต่เราจะไปให้เขา เรามั่ น ใจว่าคนจะมาช่วยเรา ชีวิตนี้เนื่องด้วยผู้อื่น ไม่ต้องกังวลหรอกว่าเขาจะไม่ช่วย ตายเขาก็เผา ทำงานไม่ต้องขอ เขาก็มีปฏิภาณให้เรามาใช้ อาตมา จะไม่ขอ โดยเฉพาะวัตถุนี่ขอให้น้อยที่สุด แต่คนก็เอามาให้มากมาย ต้องคอยระบายออกบ้าง
อโศกกับประชาธิปไตย-การเมือง/การศาสนา ส.ฟ้าไทถามว่า อาตมา ออกกำลังกายเพื่อ............... อาตมา ตอบว่าแข็งแรงไปรับใช้ผู้อื่น กลับมาสู่พุทธพจน์ 7 สาราณียธรรม 6 คือท่านจะเกี่ยวข้องเพื่อทำประโยชน์ต่อสังคม มีพรหมวิหารที่แท้จริง ตื่นขึ้นมาก็จะระลึกว่าจะไปช่วยใครดี คำว่าครุกรณะคือความไม่เสมอภาค ในมหาจักรวาลไม่มีอะไรจะเท่ากันหรอก ไม่เสมอกันหรอก ความเสมอภาคที่เขาคิดว่าต้องเท่ากันหมดนี่เพ้อพก เป็นไปไม่ได้ คนเลยเถิดเสมอภาคจะเลอะเทอะอยู่ในภพที่เป็นไปไม่ได้นี่น่าสงสาร เราควรเคารพกันในสมมุติ ความรู้ ฐานะ ตำแหน่ง เราอยู่ในสังคมก็ทำตามควร เราอาจขัดขื่นอย่างอาริยะขัดขืนเพื่อให้เกิด ประโยชน์ต่อสังคม ต้องมีปัญญา คนที่จบกิจจะมีคุณสมบัติของจิตวิญญาณที่เป็นประธานนี่ลึกซึ้ง จะมีอวิวาทะจริง จะวางโดยอัตโนมัติไม่วิวาท แต่จะมองว่าเชื่อมต่อได้แค่ไหนจะช่วยได้แค่ไหน จะมีความขัดแย้งอันพอเหมาะ เอามาปรับใช้ความขัดแย้งมาปรับเพื่อความสมบูรณ์อย่างมีสัปปุริสธรรม 7 และมหาปเทส 4 เพราะขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยและกฎเกณฑ์สำคัญ คือ อะไรที่พระพุทธเจ้าไม่บัญญัติไว้ก็ให้พิจารณาตามควร แต่สิ่งที่บัญญัติไว้ก็ให้พิจารณาตามควร เพราะปัจจุบันธรรมเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการประกอบ อาจจะขัดกับอันเก่าที่เป็นธรรมเนียมแต่เมื่อตรวจสุดแล้ว ตาม หลัก มหาปเทส 4 คือ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า สิ่งนี้ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า สิ่งนี้ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย
สมมุติบัญญัติในปัจจุบัน ควรหรือไม่ว่าเราต้องเสียดินแดนให้เขมร พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้อนุญาตไว้แต่เป็นสิ่งที่ไม่ควรเสีย เราเห็นแก่คนไทย เราก็ไม่ควรให้เสียดินแดนไป เราก็ต้องทำต้องยุ่งเกี่ยว และจะมาตั้งหลักเกณฑ์ว่าไม่ควรยุ่งกับการเมือง แล้วผิดนักหรือที่เราจะไปทำงานการเมืองเพื่อช่วยสังคม พระพุทธเจ้าไม่บัญญัติไว้ว่าห้ามหรือไม่ห้ามในการทำงานการเมือง แต่ว่าผิดที่นักธรรมะนี่กันไม่ให้ธรรมะไปยุ่งกับการเมือง คนเหล่านี้ไม่รู้จัก อธิปไตย 3 คนที่รู้จักอธิปไตยจึงจะทำงานกับประชาชนอย่างมีคุณภาพ 1 . โลกาธิปไตย คืออำนาจโลก เหมือนแรงดึงดูดสนามแม่เหล็กที่จะดึงไปสู่ศูนย์กลางอำนาจของมัน คุณจะรู้อำนาจกระแสสังคมอย่างไร 2 . อัตตาธิปไตย คืออำนาจของตน คุณมีแรงเท่านี้ คุณเข้าไปในสนามแม่เหล็กสังคม คุณเห็นว่าสังคมมีกระแสอย่างนี้คุณมีอำนาจพอไหมที่จะไม่ถูกอำนาจสังคมโลกเขากลืนกินคุณไปหมด อย่าอวดดี อาตมา พาไปสู่สังคมการเมือง นี่จะไปช่วยให้สังคมหายพิการ ถ้าคุณไม่รู้โลก รู้ตน คุณก็อย่าไปพูดถึงธรรมาธิปไตย คุณเกื้อกูลไม่ได้ ทุนรอนก็ไม่มี อย่างที่เราออกไปอย่างน้อยในเรื่องอาหารเราก็ช่วยได้ อย่างไม่ได้ไปเรี่ยไรเลย เราก็เอาของเราชักเลือดเนื้อเราออกไปช่วยเขาได้ เราไม่ต้องการการตอบแทนเราพอมีทุนรอน แรงงานสมรรถนะ เท่าที่อโศกมี ไม่ต้องการสิ่งแลกเปลี่ยน แล้วเรามั่นใจว่าเราเข้าไปจะถูกพรรคไหนอำนาจไหนดึงไป เรารู้ว่าเรามีอำนาจเป็นกลางได้แค่ไหนที่จะไม่ถูกดึงไป ยกตัวอย่างหลังสุดที่ชุมนุมร่วมเสธ.อ้าย เราก็ไปเพราะเราเห็นควร หลายคนไม่เห็นด้วย แต่เราไปเราไม่ได้ผลเสียเราได้ผลดีต่อประเทศชาติ เราวัดค่าตามภูมิของเรา พวกนักคิดที่เอาแต่คิดก็มีประโยชน์บ้างที่เอามาคิดแต่ก็น่าสงสารเขา เขาก็เข้าใจว่าเขามีประโยชน์ต่อสังคม แต่สายเจโตนั้นไม่ค่อยเห็นแก่สังคม แต่สายนักคิดจะห่วงสังคม แต่เขาไม่รู้ว่าเขาตกอยู่ในรูปภพ อรูปภพ เหมือนกับเด็กที่ติดเกมไม่รู้ว่าติดก็หลงเล่นจนตายเลยก็มีใช้พลังเกินไปก็ขาดก็ตายได้ 3 . ธรรมาธิปไตย โลกทั้งโลก มีคนมาวิ่งเต้นให้ไทยไปเชื่อมโยงกับทั้ ง โลกเราก็เข้าใจ คนประมาณผิดก็ตาย คนประมาณถูกก็อยู่ได้ ถ้าคนเข้าใจธรรมาธิปไตยคือรู้ความควรความเหมาะสม รู้ผลเสียผลดี เรียกว่ารู้กุศลอกุศล คือรู้ธรรมะก็ทำให้เจริญ โดยทำงานกับสังคม ผู้ที่ช่วยอนุเคราะห์สังคม พอพระพุทธเจ้าท่านได้อรหันต์ 60 รูปแรก เป็นนักการเมืองรุ่นแรก โดยประกาศสิ่งที่เป็นคำแห่งประชาธิปไตยคือ พหุชนะหิตายะ พหุชนะสุขายะ โลกานุกัมปายะ และจะรู้ว่าสุขที่แท้จริงคืออย่างไรไม่หลงเสพในอรูปหรือรูป การอยู่ในอรูปจะไม่รู้แรงเงาของอรูปได้ง่ายเลยเพราะมันละเอียดเบาบาง ผู้จะมีธรรมาธิปไตยต้องมีธรรมะในตัว คือเราต้องมีอธรรมในตัวน้อย และมีธรรมะมาก และรู้ความควรการประมาณไม่ทำเกินตัว ทำมากไปก็ไม่ไหว ทำน้อยไปก็ไม่มีผล อย่างคุณเขียดอีโม้ว่าเราเหมือนกับมหาเถรสมาคม ที่ส่งเสริมอำนาจจารีตดั้งเดิม และมีปกติอวยเจ้าและเผด็จการปกป้องอำนาจจารีต ใช้เผด็จการแก้ปัญหาบ้านเมือง .....เราก็ดูตัวเราว่าเรามีเผด็จการอย่างไรแค่ไหน ส.ฟ้าไทแทรกว่าที่เราไปเกิดมีทหารมาปฏิวัติในปี 49 อาตมา ว่าเราไม่มีอำนาจไปให้ทหารปฏิวัติ ขออธิบายว่าที่คุณเขียดอีโม้ว่าเราอวยเจ้าสุดๆนั้นคืออะไร? ขณะนี้ไม่มีช่องไหนที่เอาคำตรัสในหลวงมาแสดง เราไม่ได้อวยเจ้าแต่เราปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าที่ว่า ชมคนที่ควรชม ข่มคนที่ควรข่ม เราไม่ได้ไปชะเลีย เพราะอยากได้อะไรจากเจ้า...ขออภัยที่ต้องพูดว่า.... ต้องยกในหลวง ต้องข่มทักษิณ เพราะใครๆก็รู้ว่าเป็นสงครามระหว่างสองอำนาจนี้ ขั้วอำนาจเป็นอย่างนี้ในปัจจุบัน จะปฏิเสธอย่างไร ยกตัวอย่างเช่นเศรษฐกิจพอเพียงเราก็เอาเนื้อหาของผู้ที่เรายกมาอธิบาย ว่ามา จน นี่ ดีกว่า มา รวย อย่างกษัตริย์ท่านตรัสว่า เอาแบบคนจนขาดทุนคือกำไร นี่ เขาไม่คอยเข้าใจ อาตมา ก็พยายามมาสาธยาย ซึ่งคนที่ไม่เข้าใจเขาก็วนอยู่ในแรงเงาความคิดความวนของเขา และท่านก็ระวังอยู่แล้วว่าไม่ให้มีอะไรที่มาเกี่ยวเนื่องถึงอโศกอันนี้เป็นเรื่องที่ sensi tive มาก แต่คุณมองไม่เห็นว่าควรยกชมใคร ควรข่มใคร คุณไม่มีปัญญารู้จึงเห็นไม่ได้ต่างหากเล่า อย่างที่เห็นว่าเราเหมือนมหาเถรสามาคม เราก็ไม่เหมือนแน่นอน คุณจะบอกว่าเราส่งเสริมอำนาจจารีตดั้งเดิม แต่คุณดูถูกอำนาจจารีตดั้งเดิม แต่เราอยู่กับจารีตของพระพุทธเจ้า ที่ให้เราอยู่เหนืออำนาจโลกาธิปไตยและอัตตาธิปไตย เราอยู่เหนือโลก แต่ช่วยโลกตามควรไม่ให้เกินตัว เพราะเราไม่ต้องการอะไรมาเป็นของตัวเราจึงทำงานอย่างเป็นธรรม คุณเข้าใจอำนาจจารีตคือสิ่งที่ยังติดยึดอยู่สังคมส่วนใหญ่ก็จริงเพราะสังคมมีคนมีกิเลสมาก มากกว่าคนมีกิเลสน้อย เมื่อสังคมมีคนมีกิเลสก็จะมีกระแสอย่างที่คุณ ว่า แต่เราไม่ได้ตามกระแสสังคม อย่างเช่นสังคมชอบรวย ชอบสวย เราก็ไม่ได้ตามเขา เราพามาจน เราพามามอซอ แล้วจารีตดั้งเดิมนั้นคุณตามไม่ทันต่างหาก คุณว่าคุณไม่เอาจารีตอำนาจดั้งเดิม ให้ดูคนที่มีอุดมคติอุดมการณ์ 14 , 16 ตุลาฯตอนนี้ก็ไปเป็นใหญ่โต เขากดข่มกิเลสอยากใหญ่โตเอาไว้ต่างหากตอนนี้ก็เห็นแล้ว คุณว่าเราใช้เผด็จการ แต่ อาตมา ว่าเราเป็นลูกพระพุทธเจ้าจะไม่ใช้อำนาจเผด็จการ ไม่นิยมอำนาจเผด็จการ คุณจะเดาไปเอง อยู่ใน กาลามสูตร เชื่อตามอาการ แล้วเข้าใจไม่ได้ อย่าง อาตมา แสดงอาการหยาบ เช่นวิ่งหนีแก๊สน้ำตาก็ตาม ซึ่ง อาตมา ไม่ได้กลัวตาย แต่หนีเพราะรู้ว่าควรหนี ยังไม่ควรตาย จึงหนีตายก่อน อาตมา มีเจตนาทำงานกับสังคม ให้สังคมได้ประโยชน์จริง ไม่ได้เพื่อประโยชน์ตน พอแล้วจริงๆ มีพอสมควรไม่ขาดแคลน และเต็มใจเหนื่อยทำงานเพื่อสังคม ถ้าผู้ใดเห็นดีจะมาช่วยทำงานก็เอา เดี๋ยวนี้สื่อสารมันทั่ ว ถึงกันไม่มีขีดขั้น เป็นแต่เพียงว่าทุกวันนี้ Globalization ทั่วถึงกันหมดแล้วเป็น Borderless คือไม่มีขอบเขตขีดขั้น
ส.ฟ้าไทสรุป....ให้แง่คิดเรื่องพวกนักคิดที่ชอบวิพากษ์ จะอยู่ในความคิดของตน เป็นอรูปภพ ส่วนพวกเจโตจะอยู่ในรูปภพ จะไม่รู้จักแรงเงาของตนเอง อาตมา เน้นเรื่องอิสระเสรีภาพ คนที่อิสระจริงจะอยู่กับกิเลส แต่ใจจะไม่มีกิเลส และช่วยเหลือสังคม ส่วนคุรุกรณะคือความไม่เสมอภาค ต้องมีสมมุติที่เคารพกัน มันมีเอกสิทธิ์ในทางสมมุติ และเอกสิทธิ์ทางปรมัตถ์ ทั้งบุญเก่า มันจะไม่เท่าเทียมกัน อาตมา ได้อธิบายหลักมหาปเทส 4 ให้เราเข้าใจได้ชัดเจนขึ้น อาตมา ได้อธิบายถึงอธิปไตยทั้ง 3 อย่าง ให้เรารู้ประมาณในการทำงานกับสังคม คนที่ไม่มีเผด็จการได้สมบูรณ์คือคนที่ไม่มีกิเลสเท่านั้น .........................................