บรรลุโลกุตระคือบรรลุที่หมดสุขหมดทุกข์.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.95 KB
วันที่แก้ไข21 มิถุนายน 2565

เนื้อหาในไฟล์

บรรลุโลกุตระคือบรรลุที่หมดสุขหมดทุกข์ _พ่อครูว่า... สติปัฏฐาน 4 เริ่มจากกาย กาย ภายนอกกับภายใน ก็ให้พิจารณาเข้าไปถึงภายในไปถึงเวทนา ไปศึกษาเวทนา 108 ขึ้นมา มันก็จะรู้จักจิต เจโตปริยญาณ 16 จิตในจิต เสร็จแล้วก็ปฏิบัติรู้จักโลกียธรรม รู้จักโลกุตรธรรม รู้จักกาย รู้จักเวทนา รู้จักจิต รู้จักธรรม รู้จัก กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม เป็นโพธิปักขิยธรรม 37 เป็นกระบวนการ หรือเต็มกระบวนธรรมของโลกุตรธรรม 37 ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงโลกุตรธรรม 37 ว่านี่แหละคือโพธิปักขิยธรรม 37 คือโลกุตรธรรม เขาฟังแล้วก็ฟังไม่ขึ้น เริ่มต้นกายไม่มีแล้ว ก็ไม่มีแล้วโลกุตระ กาย เขาก็หลับตาทิ้งเลย ทำให้หูหนวกตาบอดไป อาตมาเข้าใจว่าเขาฟังแล้วเขาไม่เก็ต อย่างอาตมาพูดนี้เขาไม่รู้สึกว่ามันน่าจะรับเอา มันน่าจะได้ น่าจะเอาอะไร นอกจากไม่ได้แล้วเขายังผลักด้วยซ้ำ มันก็ไม่ได้ อาตมารู้แล้วก็ได้แต่สงสาร ที่พูดคำว่าสงสารๆอาตมาไม่ได้พูดเล่น อาตมาพูดจริงใจที่สุดเลย สงสาร สงสารผู้ที่เข้าใจผิด แล้วก็ไปหลงยึดปฏิบัติผิดกันอยู่ แล้วก็ไปได้มรรคผลแบบมิจฉามรรค มิจฉาผล ก็น่าสงสารอาตมาเป็นโพธิสัตว์จะมารื้อขนสัตว์ จะมาช่วยเหลือคน คนที่หลงผิดและนำพาไปผิด ดันทุรังเลย ยึดผิดอย่างดันทุรังเลย ไม่ดูดำดูดีที่อาตมาจะพูดอย่างไร คำว่าน่าสงสารหรือสงสาร คือผู้ที่รู้ อย่างอาตมารู้ รู้ว่าเขาจมอยู่ในสงสาร จมอยู่ในสังสารวัฏ เขาไม่งอกไม่เงยออกจากสังสารวัฏเลย จะตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย ตกนรกขึ้นสวรรค์ อยู่อย่างนี้ ไม่จบง่ายๆหรอก นั่นคือตัวสงสาร สภาวะสงสาร ที่อาตมามีในตัวที่เขาเป็นเขาเป็นผู้ที่วนเวียนอยู่ในสงสาร ในวัฏสงสาร ไม่ผุดไม่เกิดเลย ไม่เกิดเป็นอาริยะอย่างเขาได้เลย น่าสงสาร นี่คือการเห็นสงสาร น่าสงสาร ก็จึงได้ช่วยเขาออกสงสาร

อ่านต่อ

พวกนี้แหละ สู่แดนธรรม... เขาก็บอกว่าพ่อท่านน่าสงสารเหมือนกันในสายตาของเขา พ่อครูว่า... หมดแล้ว อาตมาไม่ไปวน อาตมาพ้นสงสารแล้ว พ้นสังสารวัฏที่มันอวิชชา แล้วก็งมงายในสังสารวัฏ อาตมาหลุดพ้นแล้ว นี่พูดอวดอุตริมนุสธรรม อย่างไม่มังกุไม่เก้อเขิน พูดอย่างอาสโภ อาจหาญจริงๆ อาจหาญ อาสโภ คืออะไร คือ อาตมากล้าที่จะพูดโดยที่จิตไม่มีอะไรก็เก้อเขิน ไม่มีอะไรเก้อยาก ไม่มีอะไรที่จะต้องสะดุด มันพูดได้เต็มๆ พูดได้อย่างบริบูรณ์ สัมบูรณ์ จบไปในตัว แล้วยืนยันว่า นี่เป็นเอกธรรมหรือเอกัคคตาธรรม ธรรมที่เป็นเอก ไม่เป็น 2 สู่แดนธรรม... ถ้าผู้ใดมีปัญญา มีบารมีฟังพ่อท่านพูดแค่นี้น่าจะฉุกคิดได้ หรือว่า เขาอาจจะบอกว่าพ่อท่านมีมานะ เขาเห็นแต่มานะของพ่อท่าน พ่อครูว่า... หมดมานะ อุทธัจจะ อวิชชา ไม่มีเหลือ บอกว่าเป็นไก่ตัวพี่ก็พูด แล้วก็ยืนยันว่าเป็นไก่ตัวพี่ ถ้าเข้าใจไก่ตัวพี่คืออะไร ในยุคนี้อาตมาเป็นไก่ตัวพี่ ในยุคของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็บอกว่า ท่านเป็นไก่ตัวพี่ที่เจาะกะเปาะไข่ออกมาได้ก่อนใครๆ ในยุคนี้อาตมาก็เจาะกะเปาะไข่ออกมา นอกนั้นเขายังอยู่ในกะลาครอบอยู่ในไข่อยู่เลย ยังงงอยู่ในวังวนสังสารวัฏของโลกีย์ สู่แดนธรรม... เขาพูดอย่างนั้นก็จะได้วิบาก แต่พ่อท่านไม่ใช่คนที่มักจะเอาวิบากมาขู่คน พ่อครูว่า... ในวงการของศาสนาพุทธ กระแสหลักหรือว่าในมหาเถรสมาคม ก็จมอยู่ในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เพราะไม่เข้าใจสุข สุข เพราะได้ลาภ แย่งชิง สะสม กันอยู่อย่างน่าเกลียด ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข แย่งชิงยศ น่าเกลียดอีกเหมือนกัน แย่งชิงสรรเสริญ สักการะ ความเคารพ อย่างน่าเกลียดอีกเหมือนกัน ยิ่ง สุขแล้ว ลึกซึ้งที่สุด ผู้ที่จะรู้สุข รู้ทุกข์นั้น ต้องบรรลุธรรม บรรลุธรรมะโลกุตระของพระพุทธเจ้าเพราะ สุข-ทุกข์ เป็นเรื่องของโลกุตระไม่ใช่แค่ดีกับชั่ว ถ้าเข้าใจดี-ชั่ว สภาพคู่เป็นโลกีย์ กับสุขกับทุกข์เป็นสภาพคู่ของโลกุตระ ซึ่งโลกียะหรือเทวนิยมเขาไม่นำพาในเรื่องสุข-ทุกข์ เลย เขาหลงแต่สุขนิยม ความทุกข์เขาไม่ได้เรียนก็ไม่ได้เป็นอาริยะ ไม่เรียนรู้ทุกข์อริยสัจ ไม่ได้เรียนอย่างผู้ฉลาดผู้ประเสริฐถึงจะรู้จักสัจจะของมันสมบูรณ์แบบ ไม่รู้สัจจะอะไรก็จมอยู่ในสมมติสัจจะ ปรมัตถสัจจะไม่เข้าใกล้กันเลย ก็อยู่อย่างนั้นแหละเห็นอยู่ ซึ่งผู้ใดตรวจตัวเองตามที่อาตมาพูด เกิด อ๋อ.. เราอยู่กับอันนี้หรือ อาตมาเคยพูดบรรยายหลายทีแล้วว่า พระพุทธเจ้าก็คือคนเหมือนเรา ท่านเกิดมาสมบูรณ์แบบเลย จะเป็นนักบวชก็ต้องได้เป็นพระพุทธเจ้า จะเป็นฆราวาสก็ได้เป็นจอมจักรพรรดิ สุดยอดคนแล้ว แล้วท่านก็ทิ้งความเป็นจักรพรรดิ ทิ้งโลก มาเอาธรรมะ มาเอาความเป็นพระพุทธเจ้า ไม่เอาที่จะไปเป็นจอมจักรพรรดิ มาดำเนินพระบาทเปล่า แต่เดิมท่านใส่รองเท้าทองนะ เป็นจอมจักรพรรดิ มีเสื้อมุรธาภิเษกเป็นพระเจ้าแผ่นดิน จะมานุ่งห่มผ้าคลุกขี้ฝุ่นผ้าบังสุกุล ผ้าห่อศพเอามานุ่งห่ม มี 3 ผืนแค่นั้นด้วย ไม่ได้มีมากมายอะไร แล้วก็ทรงงานทำงานเผยแพร่สัจธรรมอันนี้ ตั้งแต่ตรัสรู้ ตั้งแต่วันที่รู้ว่าท่านเป็นพระพุทธเจ้า ท่านไม่ได้ปฏิบัติธรรมหรอก เกิดมาชาตินี้เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ สิทธัตถะแปลว่า ผู้มีความสำเร็จอันบรรลุแล้ว เป็นผู้ที่มีความประสงค์ ความต้องการอันสำเร็จแล้ว ต้องการอะไร ต้องการนิพพาน ต้องการความเป็นสุดยอดของคน นิพพานเป็นอรหันต์ นิพพานเป็นโพธิสัตว์ระดับ 4 5 6 7 ระดับ 8 จนเป็นพระพุทธเจ้าหมดสิ้นเกลี้ยงเลย นิพพานแต่ละขั้นๆ จบ จน ปรินิพพานเป็นปริโยสานหมด ต้องแยกความต่างในความเป็นคู่ในอภิภู ละเอียดเข้าจนกระทั่งถึงขั้นจับสี เช่น สีเขียวก็เป็นเขียวแก่ เขียวอ่อน เป็นเฉดต่างๆ สีแดงก็มีความต่าง ละเอียดลออไป สีเหลืองก็ยิ่งบางเบา แต่ก็มีความแตกต่างกันนะ ผู้ที่เป็นอภิภูจะแยกความแตกต่างได้ เอาสีมาให้คิดพิจารณาแยกความแตกต่างได้ จะมีความละเอียดละออ จนกระทั่งความขาวก็แยกความแตกต่างได้ มีเฉดที่แตกต่างกันอย่างไรๆ ก็รู้หมด คนถึงขั้นว่ามีการแยกขาวต่างกันได้ จะเป็นคนขนาดไหน คิดดูสิ เป็นความขาวที่ไม่เท่ากันอีก ไม่ใช่มีความเป็นเปื้อนโสโครกนะไม่ใช่ แต่เป็นเฉดสีของสีขาวที่มันต่างกัน ต้องเอาความแตกต่างที่เป็นความขาวด้วยกันทั้งหมดที่มีความต่างกันในตัว ตามที่รู้ละเอียดในความต่างที่เรียกว่า ลิงคะ ที่จบ ได้เห็นความต่างและสุดท้ายเข้าใจความต่างอันเดียวกัน เท่ากัน และเป็น อนุปคัมมะ ไม่ไปหลงติดทั้งสองข้าง ในโลกก็มีอย่างนี้แหละ สุดท้ายก็จบ 650620 อรหันต์คือมนุษย์พืชที่มีกายแต่ไม่มีกาย รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 42

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน