อปุญญาภิสังขารไม่ใช่อภิสังขารมาร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.17 KB
วันที่แก้ไข23 มิถุนายน 2565

เนื้อหาในไฟล์

อปุญญาภิสังขารไม่ใช่อภิสังขารมาร _ปีกบุญ : ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่แปลคำว่า อปุญญาภิสังขาร เป็นบาปหรืออกุศล ทั้งนี้เพราะภาษาบาลีมีกำกับไว้ว่า “กุศลเจตนา กามาวจรา ปุญญาภิสังขารา” และ “อกุศลเจตนา กามาวจรา อปุญญาภิสังขารา” อีกอย่างนึงเรื่องมาร 5 มีคำว่า อภิสังขารมาร อยู่ด้วย ดิฉันจึงคิดว่า คำว่า อภิ ใช้ได้ทั้งกับเรื่องดีและไม่ดี ขอเรียนถามว่า 1. คำว่า อปุญญาภิสังขาร จะมีความหมายคล้ายกับคำว่า อภิสังขารมาร ได้ไหมคะ? 2. ถ้าไม่แปลคำว่า “อกุศลเจตนา กามาวจรา” ว่าเป็นบาปแล้ว พ่อครูหมายถึง อกุศลเจตนา นั้น เป็นการสลัดคืน (ปฏินิสสัคคะ) หรือเป็นการอนุโลมปฎิโลมเพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ เช่น พ่อครูเจตนาร้องเพลง “กสิกรรมแข็งขลัง เป็นกระดูกสันหลังของชาติ” เพื่อประกอบการบรรยายเรื่องอาชีพกสิกรรม เป็นต้น กราบขออภัยถ้าคำถามของดิฉันเป็นการไม่สมควร เพราะเป็นคนด้อยปัญญา มีบารมีน้อย /ด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่ง ; ปีกบุญ พ่อครูว่า... เรื่องดี แปลว่ากุศล เรื่องไม่ดีคือ อกุศล แต่เรื่องดีของโลกุตระอภิสังขารคือฆ่ามารเลย ไม่เป็นมารเลย คำว่า มาร 5 คือตัวบาป ตัวกิเลส เพราะฉะนั้น ต้องฆ่ากิเลส ต้องฆ่าบาป บาปกิเลสคือ มาร มารตัวนี้ ถ้าเป็นทางโลกียะก็เป็นมารจริง อย่างเทวนิยม มารของเขาฆ่าไม่ได้เลย เขามีอภิสังขารมารตลอดกาล คือพระเจ้ามีซาตานอยู่ตลอดกาล ไม่รู้จักซาตานไม่ได้เรียนรู้เรื่องซาตาน ไม่คิดจะฆ่าซาตานด้วย พุทธรู้จักมารซาตาน และมีปุญญภิสังขารฆ่ามาร ยังไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อปุญญาภิสังขารแปลว่า ไม่เป็นบุญอีกแล้ว จะมีความหมายคล้ายอภิสังขารมาร ไม่ได้เลย เพราะหมดมารแล้วไม่ต้องทำบุญอีก คือ อปุญญา กรรมใดของผู้ อปุญญาภิสังขาร ถอนอาสวะสิ้นแล้วก็คือไม่ต้องทำบุญอีก อปุญญาก็มันหมดแล้วหมดเลย ธรรมะข

อ่านต่อ

องพระพุทธเจ้าทำกิเลสหมดแล้วไม่ต้องหมุนกลับไปกลับมาอีก อย่างไม่รู้จักจบ เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่เข้าใจโลกุตระจะไม่รู้จบ บุญก็เป็น two way ทั้งที่บุญเป็น one way บุญไม่มี 2 ทาง บุญมีทางเดียว เสร็จปั๊บหายไปเลย จบ ไม่ใช่บุญ ไปทางนี้แล้วยังย้อนกลับมาได้อีก แล้วเมื่อไหร่มันจะปรินิพพาน เป็นปริโยสาน หรือหมดอาสวะ หมดแล้วจริงๆ ไม่มีวนกลับมาอีกเลย ถ้าใครยังไม่เข้าใจความวนอยู่ ก็ไม่จบโลก ผู้ที่จบแล้ว อนุปคัมมะ จะไม่เข้าไปติดทั้งความมีและไม่มี อย่างไม่ได้กดข่ม อย่าง อาฬารดาบส หรือ อุทกดาบส อย่างสายอาจารย์มั่น ที่กดข่มได้ ชาติเดียวอาจจะกดข่มได้ แต่ชาติต่อไปกิเลสอาสวะไม่สิ้น มันก็ขึ้นมาใหม่ แล้วคุณจำชาติไม่ได้หรอก เกิดมาอีกคุณจำชาติไม่ได้หรอก คุณจำคุณธรรมที่คุณจะมีกิเลสหรือไม่มีกิเลส คุณจำไม่ได้ ระลึกชาติ อนุสาสนีปาฏิหาริย์คือมีกิเลสหรือไม่มีกิเลส ไม่ใช่ไประลึกชาติแบบเป็นนาย ก. นาย ข. นาย ค. ตัวตนบุคคลเราเขา ไม่ใช่ แต่ระลึกชาติอนุสาสนีปาฏิหาริย์ ระลึกเนื้อหาธรรมะอย่างที่อาตมาอธิบายอย่างนี้ อาตมาก็ดึงเอาของเก่าที่เรียนรู้จากพระพุทธเจ้ามาบรรยายทั้งนั้น และต่างกันกับที่เถระสมาคมและปราชญ์ทางศาสนาพุทธในยุคนี้เขาเข้าใจ ซึ่งย้อนแย้งกับเขา อาตมาต้องมาตีย้อนแย้ง ปฏินิสสัคคะ ที่อาตมาร้องเพลง กสิกรแข็งขันเป็นกระดูกสันหลังของชาติ อันนี้เป็นปฏินิสสัคคะใช่ เหมือนร้องเพลงเล่น เขาก็หาว่าอาตมาเป็นการติดร้องเพลง แต่ที่จริงเป็นจิต อภิปโมทยังจิตตังของอาตมา เป็นจิตเบิกบานร่าเริงของอาตมา เป็นจิตที่สบายแล้ว ทำกายสังขารรังปัสสัมภยัง จิตสังขารังปัสสัมภยังจบแล้ว จึงมี อภิปโมทยังจิตตัง จึงเบิกบานร่าเริงอยู่เสมอ คนที่เข้าใจว่า นั่งหลับตา ถ้านั่งหลับตาแล้วจะต้องไปทำกายสังขารรังปัสสัมภยัง ทำไม เพราะว่านั่งอยู่แล้วมันไม่มีตาหูจมูกลิ้นกาย มันมีแต่ลมหายใจเข้าออกที่เหลืออยู่ 1 เดียวเท่านั้นใน 6 ทวาร อีก 5 มันไม่มี มีเหลืออีกสิ่งเดียวคือ กาย คุณจะขาดรอนๆแล้วนะ แล้วจะปฏิบัติธรรมอะไร กับสิ่งที่นิดเดียว รอนๆ ต้องมาปฏิบัติกับทวารทั้ง 6 เต็มๆสิ ปฏิบัติกับทวาร 5 นิดเดียวติ่งๆมันจะได้อะไรทั้งหมดเล่า ก็เข้าใจกันไม่รอบไม่ได้กัน อ่านพระบาลีพระพุทธเจ้าแล้วเข้าใจไม่ได้ ดี คนมีบารมีน้อยเข้าใจได้ขนาดนี้ อาตมาก็สบายใจ ถ้าคนมีบารมีมากก็เป็นอรหันต์กันแล้วตามจริง คุณเอาดีๆ เผลอๆ ก็รู้เสียแล้ว เราสำเร็จแล้วยังไม่รู้ พอนึกขึ้นมาก็สายเสียแล้ว ทำไม ที่จริงเราสำเร็จแล้ว ปัดโธ่! ลุกขึ้นมา สว่างแล้วทำไมยังมืดมิด มันสายแล้วยังมืดอยู่หรือ ก็คุณสำเร็จแล้ว เพราะฉะนั้นรู้ตัวก็ สายเสียแล้วอีก พอรู้ตัวก็สำเร็จเสียแล้ว คุณก็หมดไม่ต้องสาย ไม่ต้องมืดอีกแล้ว มืดแล้วต้องมีสว่างมีสาย พอสำเร็จแล้ว สายก็รู้สาย สุภกิณหา สายก็รู้สาย สว่างก็รู้ รู้สว่าง มืดก็รู้มืด มืดไม่ใช่นิโรธ แต่ผู้ที่มิจฉาทิฏฐิ กายอย่างเดียวกันสัญญาอย่างเดียวกัน คำว่ามืด แต่มิจฉาทิฏฐิจะเห็นว่ามืดนั้นคือนิโรธ สัมมาทิฏฐิเห็นความมืดก็คือความมืดธรรมดา ตรงกันข้ามกับความสว่าง 650622 ประสบการณ์พ่อครูในอิทธิปาฏิหาริย์และการออกป่า พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน