ไฟฌานของพระพุทธเจ้าต้องเกิดจากการลืมตาปฏิบัติ.docx
เนื้อหาในไฟล์
ไฟฌานของพระพุทธเจ้าต้องเกิดจากการลืมตาปฏิบัติ _k. เป็นกลาง : อย่ายกพระสูตร แบบฟังไม่ได้ศัพท์จับเอามากระเดียด เพราะพระสูตรบางเล่มก็เป็นเนื้อเรื่องย่อ ปาราสิยะพรามณ์สอนวิธีแก้ปัญหาให้ลูกศิษย์ในการทำสมาธิ(อุตตรมาณพ)แบบชุ่ยๆว่า ก็ให้หลับหูหลับตาเสียโดยสถานเดียว พระศาสดาจึงแย้งว่าถ้า เช่นนั้นก็ไม่ต่างจากคนตาบอด หูหนวก คล้ายลูกศิษย์มาฟ้องคุณแม่สิริว่า ข้างบ้านทำเสียงดัง รบกวนการทำสมาธิ เดินจงกรมฯลฯ ฯลฯ คุณแม่ก็ย้อนถามว่าอยากหูดี หรือหูหนวก???....ถ้าอยากหูดีก็ภาวนาต่อว่าได้ยินหนอ ๆๆๆ...... แล้วปล่อยอารมณ์ไป... พระสูตรนี้แสดงว่า อย่าสุดโต่ง....หลับตา ลืมตา เจริญพระไตรลักษณ์ได้ทั้งนั้น. ต้องผลัดกันทำ...เจริญพระไตรลักษณ์ขณะลืมตาเรียกลักขณูปนิชฌาน แต่ถ้าทำขณะหลับตาทำฌาน ใช้องค์ฌานเป็นอารมณ์เรียกว่าอารัมณูปนิชฌาน
พระสารีบุตรใช้ทั้งสองอย่างรวมกันโดย พิจารณาไตรลักษณ์ขณะหลับตาทำฌาน คู่กันไปเลย ถือเป็นอุภโตภาค--- หาได้ยากยิ่ง ถ้าเป็นมนุษย์สุดโต่ง..ลืมตาโดยไม่หลับเสียบ้างจึงทำให้กลายเป็นพวกสติเฟื่อง อยู่จนทุกวันนี้ พ่อครูว่า...อาตมายกพระสูตรมาอย่างได้ศัพท์ ไม่ได้จับเอาไปกระเดียดอย่างคุณว่า คนนี้ยกตัวอย่างว่าวันนี้เราได้กินทุเรียน เท่ากับเราได้ไปว่ายน้ำ พูดคนละเรื่องเลย เอามาเปรียบเทียบ เอามาชนกัน เอาฝากับตัวคนละอันมารวมกัน ฝาก็อย่างหนึ่ง ตัวก็อย่างหนึ่ง เลย คุณก็สติเฟื่องนั่นแหละ อาตมาทำทั้งหลับตาและลืมตา เวลานอนอาตมาหลับตา พิจารณาธรรมอยู่เยอะ ดีไม่ดีเกือบตลอดทั้งคืน จะไม่พักเอา นี่เรื่องจริงเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นลืมตาก็ทำสิ ลืมตานั้นของแน่นอนต้องทำ หลับตาก็ทำ หลับตาเมื่อไหร่อาตมาก็อยู่การคิดพิจารณาธรรมโดยตรวจสอบธรรม เพราะฉะนั้นจะไปเดาจิตของผู้ที่เป็นอภิภู ท่านแปลกั
อ่านต่อ
นว่าท่านผู้ยิ่งใหญ่ คือผู้ยิ่งใหญ่ที่โตกว่าเราจริงๆ มันเดาไม่ได้หรอก คนที่ไม่ได้ถึงขั้นนั้น คุณก็ได้แต่เดา ได้แต่จินตนาการ เดาส่งไปเรื่อย ตั้งใจฟัง ตั้งใจศึกษาให้ดีๆ อาตมาวิจัยวิจารณ์ไป ใครฟังแล้วไม่ชอบใจก็ขออภัย อาตมาอธิบายตามจริง คนที่ไม่เชื่อถืออาตมา ฟังแล้วเขาจะหมั่นไส้ นอกจากพูดแล้วไม่เห็นเหมือนอย่างที่เขาเห็นและเขายังหมั่นไส้ที่ยังอวดตัวตนอีกด้วย อาตมาอธิบายไปหลายทีแล้วว่า อาตมาจำเป็นต้องบอกว่าอาตมาเป็นผู้บรรลุธรรม เป็นสยังอภิญญา เป็นอรหันต์ เป็นโพธิสัตว์ จำเป็นต้องพูดเพราะศาสนาพุทธเดี๋ยวนี้เขาไม่รู้เรื่องเหล่านี้แล้ว เขาไม่รู้จักการบรรลุธรรม เขาไม่รู้จักการเป็นอรหันต์ เขาไม่รู้จักกันเป็นโพธิสัตว์ เขาไม่เชื่อด้วยซ้ำไปว่าจะมี ยิ่งมาอธิบายว่าเป็นทั้งอรหันต์ เป็นทั้งโพธิสัตว์ เขายิ่งไม่รู้เรื่องใหญ่ เพราะมันเสื่อมไปจริงๆเลยศาสนาพุทธ อาตมาต้องพูด ต้องบอกว่า ตัวเองนี่แหละ มีธรรมะอรหันต์โพธิสัตว์ มีจริงๆ แล้วยืนยันอธิบายเอาพระไตรปิฎกมาขยายความมายืนยันด้วยหลักฐานอ้างอิง แล้วพาพวกคุณปฏิบัติ บรรลุธรรมเป็น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ยืนยันจริงๆ อรหันต์ มีแต่ในชาวอโศกนี่แหละ ที่อื่นไม่มี ที่อื่นมีแต่อรหันต์เก๊ ขออภัยที่พูดความจริง ตั้งใจฟังด้วยดีจะเกิดปัญญา สุสูสัง ลภเต ปัญญัง ไม่งั้นก็จะมีแต่ เฉโก ความฉลาดแบบโลกโลกีย์ซึ่งปัญญานั้นเป็นความฉลาดแบบโลกุตระ อธิบายไปมากมายก็ยังยากที่จะเข้าใจ ธรรมะพระพุทธเจ้ายากจริงๆเป็น อจินไตย พุทธวิสัย แม้ฌานวิสัย ก็เป็นเรื่องยาก คนเข้าใจแค่ฌานวิสัยแบบโลกีย์ แบบเดียรถีย์ แบบเทวนิยมที่สะกดจิตเป็นฌาน ฌาน ของพระพุทธเจ้านั้นไม่ต้องหลับตาปฏิบัติสะกดจิต แต่ปฏิบัติ ศีล อปัณณกปฏิปทา 3 สัทธรรม 7 จะเกิดฌาน 1- 4 ตามจรณะ 15 พูดไปอย่างไรก็ไม่เข้าใจ เพราะภูมิ ไม่ถึง ถ้าภูมิถึงจะเข้าใจ หรือ บางคนอาจจะต้องฟังหลายทีจึงเข้าใจ เพราะปัญญาข้อที่ 2 ต้องฟังแล้วฟังอีกต้องไปถามไถ่แล้วถามไถ่อีก แม้ได้ฟังแล้วเป็นปัญญาข้อที่ 1 ได้ฟังจากพระโอษฐ์ก็ดี ฟังจากสัตบุรุษก็ดี ฟังจากผู้ที่มีภูมิในฐานะครูที่สัมมาทิฏฐิก็ดี ในปัญญาข้อที่ 1 ก็ต้องเข้าไปฟังแล้วฟังอีก ให้บริบูรณ์ ในอาหารของอวิชชา ในอวิชชาสูตร 1. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ 2. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ 3. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ 4. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ . . สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา 5. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ . . ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ 6. ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต 3 บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต 7. สุจริต 3 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน 4 บริบูรณ์ 8. สติปัฏฐาน 4 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ . 9. โพชฌงค์ 7 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 61)
พ่อครูว่า... ธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นโลกุตระเป็น อจินไตย เป็นพุทธวิสัย เป็นฌานวิสัย เรียนรู้กรรมวิบาก ส่วนผู้ไม่เข้าใจก็จะเรียนรู้กรรมวิบากแบบตลกๆ เป็นบุพเพสันนิวาสเป็นนิยายนิทานตลกไป จริงๆแล้วไม่ต้องไปสนุกสนานอยู่กับนิยายพวกนี้เลย เรานี่แหละ เป็นตัวบทบาท เป็นตัวแสดง เป็นตัวจริงของนิยายของทุกคน เพราะฉะนั้นต้องมองเข้าไปถึงความจริง เพื่อนทั้งหลายแหล่มีนิยายของแต่ละคน พี่น้องของแต่ละคน คนอื่นเขาก็มีนิยาย เห็นด้วยกันรู้ด้วยกัน ก็เออ ดูความจริงจากนิยายพวกนี้ ใครเขาเป็นอย่างไร สมณะโพธิรักษ์เป็นอย่างไร มีนิยายจนถึงทุกวันนี้อย่างไร สู่แดนธรรม มีนิยายอย่างไร เข่งมีนิยายอย่างไร ดูความจริง เราก็จะเห็นความจริงในนิยายพวกนี้ ว่า อ๋อ! มันเป็นกรรมวิบาก คนไม่รู้เรื่องก็เป็น โลกจินตา คิดไปตามโลก โลกพาคิด พาฟุ้งซ่าน พา ละเมอเพ้อพกก็พูดไปเป็นโลกจินตา คิดไปตามโลกๆ เขาหมด ไม่ศึกษาว่าชีวิตคนมีกรรมวิบาก เป็นนิยายให้เราศึกษา แล้วจะได้รู้จักว่า พระพุทธเจ้า สอนฌานวิสัย ฌาน ของพระพุทธเจ้าแปลว่าไฟ เป็นพลังงานจิตที่เผากิเลส สร้าง ต้องทำความเข้าใจพลังงานจิตที่เราสร้างฌานให้เกิด ปุญญาภิสังขาร อภิสังขารอย่างยิ่งให้เกิดเป็นพลังงานไฟ จะได้ เผา ไฟราคะ ไฟฌาน ของพระพุทธเจ้าจะมีฤทธิ์แรงกว่าไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ จึงทำลายกันได้ ไฟฌาน จึงทำลาย ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะได้ มันเป็นเรื่องของการจัดการทำลายมีปฏิกิริยา มีแรงงานสูงส่งเลย ไม่ใช่ไปนั่งหยุดนิ่ง ฌานอยู่นิ่ง มันคนละความรู้ คนละความเข้าใจ คนละทิฏฐิเลย พูดไปแล้วก็ยิ่งน่าสงสาร เมื่อไหร่จะหายโง่ ที่อาตมาต้องพูดมากเพราะศาสนาพุทธไปหลงผิดอยู่ในพระป่า ในการนั่งหลับตา อาตมาพูดมาถึงทุกวันนี้ 52 ปีเข้าไปแล้ว ยังไม่โงไม่เงยเลย ไม่ฟังหรอก เพราะเขาเป็นอนุปสัมบัน เขาผ่านจอเห็นอาตมา เขารีบปิดทิ้งเลย โพธิรักษ์ หยะแหยง ฟังเข้าใจไหมว่าอาตมาพูดอุตตริมนุสสธรรมกับ อนุปสัมบัน ว่าจริงหรือไม่จริง คุณต้องเข้าใจองค์ประกอบว่ามันเกิดมาได้อย่างไร อาตมาอยากให้ อนุปสัมบัน ฟัง เขาไม่ฟังหรอก ผู้สนใจฟังมีแต่ อุปสัมบันทั้งนั้นแหละ แต่ ท่านก็ไปแปลว่า อุปสัมบันคือ ผู้ที่ผ่านการบวชนุ่งห่มจีวรมาเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่หรอก ฆราวาสก็เป็นผู้ที่เป็นอุปสัมบันได้ เขาว่าแสดงอุตริมนุสธรรม ต้องแสดงกับผู้อุปสัมบันเท่านั้น คือผู้ที่บวชตามพิธีเท่านั้น ไปแสดงกับฆราวาสไม่ได้ ซึ่งก็เข้าใจกันคนละอย่าง แล้วอาตมาไม่ผิดบัญญัติ ไม่ผิดธรรมวินัยพระพุทธเจ้าด้วย สู่แดนธรรม... ผู้ที่ บวชมาแล้ว จะใช้ อุปสัมบันทั้งหมดก็หาไม่ พ่อครูว่า... มีเยอะ ผู้ที่หลงตัวว่าตัวเองเป็นปราชญ์ก็ยังเป็น อนุปสัมบัน อยู่เลย เขาฟังธรรมะโลกุตระที่อาตมาอธิบายไม่ได้เช่นเรื่องของ กาย ของบุญ เป็นต้น ก็เป็นเรื่องที่ได้ผิดเพี้ยนมานานแล้ว 2,500 กว่าปี แล้วไปยึดผิดว่าเป็นถูก ยึดมั่นถือมั่นด้วย อาตมาพูดเข้าเขาก็แสลงหู ไม่เห็นอาจารย์คนไหนพูดเลย ก็ใช่ อาตมารู้จริงจึงเอามาพูด มันก็ต้องแตกต่างจากความไม่จริง ก็ดูสิว่าจริงนี้มันตรวจสอบกับพระไตรปิฎกแล้วก็ตรวจสอบกับผู้ปฏิบัติ ว่าปฏิบัติได้ อาตมาพาคนที่ปฏิบัติจริง มีน้อย เพราะคนที่จะมีญาณปัญญาที่จะมารับโลกุตรธรรมได้นั้นจะไปมีมากได้อย่างไร ยิ่งมาอยู่ในยุคเสื่อมขนาดหนัก อาตมากอบกู้มาได้ขนาดนี้ก็ โอ้โห! ต้องเต้นยิ่งกว่าพวกที่มันเตะลูกบอลเข้าโกล์อีก 3 ตลบ แค่เตะเข้าโกล์ก็ยังเต้นตีลังกาขนาดนั้น อาตมาต้องเต้นตีลังกา 3 ตลบ 5 ตลบ 650620 อรหันต์คือมนุษย์พืชที่มีกายแต่ไม่มีกาย รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 42