ความรู้ ความฉลาด ความจริง โง่ซวย รวยเด่น เป็นกลาง.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.92 KB
วันที่แก้ไข21 มิถุนายน 2565

เนื้อหาในไฟล์

ความรู้ ความฉลาด ความจริง โง่ซวย รวยเด่น เป็นกลาง _พ่อครูว่า... พูดถึงสิ่งที่ตั้งใจจะขยายความ อธิบายไปแล้ว 1 ครั้งในวันที่ 13 มิถุนายน 2565 เรื่องความรู้ ความฉลาด ความจริง ซึ่งเป็นความรู้ขั้นปุถุชน ขั้นกัลยาณชน และขั้นอาริยชน เป็น 3 ขั้น ส่วน สังคมก็เข้าใจความเป็นโลกีย์ เป็นสังคมวงกว้างไปถึงเทวนิยม จากโลกีย์ สูงขึ้นมาอีกขั้นเขาก็เรียกว่าเป็นอารยะ เช่น เป็นประเทศอารยะ เขาบอกว่าเมืองไทยไม่ใช่เป็นประเทศอาริยะ เป็นประเทศอนารยะ เป็นประเทศด้อยความเจริญ ต้องอย่างพวกประเทศที่สร้างอาวุธเก่งๆกดขี่คนอื่นเก่งๆ ยกตัวเองให้เป็นใหญ่เป็นโต เป็นเจ้าโลก บอกว่านี่คือผู้เจริญเป็นอารยะ ยิ่งอาริยชน โลกุตระนั้น มืดมิดสนิทสนม ที่อธิบายไปแล้วโดยแยกภาษาเอามาสื่อสภาวะ พอปุถุชน พวกโลกีย์ซึ่งอยู่ในภพของความโง่ซวย เมื่อขยับไปเป็นกัลยาณชน แย่งอารยธรรม แย่งสิ่งที่เป็นความเจริญแบบโลกีย์ เขาก็รวยเขาก็เด่น โง่ซวย รวยเด่น ส่วนโลกุตรธรรมนั้นเป็นกลางซึ่งเป็นสภาพที่รู้แจ้งเป็น อนุปคัมมะ รู้ทั้ง 2 สภาพของโลกโลกียะ หรือแม้แต่อารยะที่เขาหลงกัน ก็ไม่ได้ไปหลงทั้งอารยะ ทั้งกัลยาณธรรมอะไร ที่เขาทำแต่ดีไม่ทำชั่ว แต่เขาไม่รู้สุขทุกข์ เขาไม่ได้เรียนรู้เรื่องโลกุตรธรรมพวกนี้ นี่คือคนในโลกขณะนี้มี 7 พันกว่าล้าน ไปศึกษาแค่ดี-ชั่ว แค่เทวนิยม แม้แต่ในชาวพุทธเมืองไทยก็ไม่ได้มาศึกษาโลกุตรธรรม มีกระหย่อมเดียวที่ได้มาศึกษาโลกุตรธรรมแล้ว ได้ อาริยธรรม ได้โลกุตรธรรมเท่านี้เอง ได้แล้วก็ สบม ธมด ปกต หห จจ มชยลล สบายมากธรรมดา ปกติ หายห่วง จริงๆ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ สังคมเขาก็เห็นอยู่ ประเทศอื่นๆใดๆ นอกจาก แม้แต่อินเดีย อินเดียนั้นเขาก็จมอยู่ในภพ เป็นเทวนิยมแบบอนุรักษ์เต็มที่เลย เขาก็อยู่ของเขาได้เพราะเขาอนุรักษ์และศรัทธาเ

อ่านต่อ

ต็มที่ เขาเชื่อแม้กระทั่งว่า ตระกูลนี้เกิดมาเป็นจัณฑาล เป็นพราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร ก็จะเป็นตระกูลอย่างนั้นเลย เป็นอย่างไรก็ต้องเป็นอย่างนั้น เหมือนอย่างที่ อัมพัฏฐะถือว่าตัวเองเป็นพราหมณ์ ถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นกษัตริย์ เถียงว่า พราหมณ์เป็นนักบวช แต่กษัตริย์เป็นฆราวาส แย้งกัน พระพุทธเจ้าก็ถามว่าแล้วกษัตริย์กับพราหมณ์เอาอะไรเป็นเครื่องยืนยัน ก็ต้องเอาวิชชาจรณะสมบัติ เอาจรณะ 15 วิชชา 8 มายืนยัน อัมพัฏฐะ ก็ว่า เราเรียนมาครบหมดแล้ว วิชชาจรณะ พระพุทธเจ้าก็ไล่เรียงตามพระสูตรที่ละเอียดลออ ไล่เรียง จนกระทั่งถึงต้นตำรับตำราตำนานของแต่ละคน ที่แท้ อัมพัฏฐะ เป็นตระกูลทาส พระพุทธเจ้าเป็นตระกูลของกษัตริย์มา ซึ่งเขารู้กันลึกๆพระพุทธเจ้านั้นลึกแน่ แต่อัมพัฏฐะได้แต่รู้ตามบัญญัติ ก็เลยหลงตัวเองว่าตัวเองมีจรณะ วิชชาสมบัติ ยุคนี้ เขาหลงว่า ผู้ที่มีจรณะวิชชาสมบัติ หลงว่าไปอยู่กับพระปฏิบัติที่ถือว่าเป็นพระป่า ใน นี่เป็นความเสื่อม อัมพัฏฐสูตร พระพุทธเจ้ายืนยันเป็นความเสื่อม 4 ประการ ท่านตรัสไว้ตั้งแต่ท่านยังมีพระชนม์ชีพ ว่าศาสนาพุทธนี้มีความเสื่อม ถือว่าเริ่มเสื่อมข้อที่ 1 ผู้ยังไม่มีวิชชาและจรณะ แต่ไปแสวงหาอาจารย์ในป่า โดยเก็บผลไม้หล่นกินบำรุงชีพ อย่างมักน้อยมากๆ ไม่เก็บผลไม้กิน แต่ถือเสียม ตะกร้า หาขุดเหง้าไม้ หาผลไม้กินระหว่างออกแสวงหาอาจารย์ในป่า สร้างเรือนไฟไว้ใกล้หมู่บ้าน แล้วบำเรอไฟรออาจารย์ สร้างเรือนมีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้วพำนักรอท่านผู้อยู่มีวิชชาและจรณะอยู่ (อัมพัฏฐสูตร เล่ม ๙ ข้อ ๑๖๓) พ่อครูว่า... ผู้จะได้ความเป็นจรณะวิชชาสมบัติจะต้องไปแสวงหาอาจารย์ที่มีจรณะวิชชาอยู่ในป่า นี่คือความเสื่อม เข้าใจว่าพระปฏิบัติได้มรรคผลต้องมีออกจากสังคม เข้าไปอยู่ป่าเขาถ้ำ นั่นแหละคือความเข้าใจเสื่อม ทิฏฐิเสื่อมของสังคม เพราะไปเข้าใจสิ่งที่ผิดมาเป็นสิ่งที่ถูกของศาสนาพุทธ เมื่อหลงแล้วก็ไปตามหาพระในป่า ข้อที่ 1 มีบริขารไป ไม่มีเสียม ไม่มีตะกร้า แต่มีบริขารของผู้ออกบวช ยังมีวินัยดี แต่เข้าใจผิดแล้วว่าวิชชาจรณะต้องไปอยู่กับพระที่ออกป่าเดินธุดงค์ คำว่าธุดงค์นี้มันแสบจริงๆ ดงแปลว่าป่า เขาก็ว่าพระธุดงค์คือพระออกดงออกป่า มันก็เลยน่าสงสาร ภาษาบาลีเขาไม่มี ด.เด็ก หรอก ธุดงค์ บาลีคือ ธุตังคะ หรือธูตะ แต่เขาไปแปลธุดงค์คือ ทะลุดงออกป่า เลยไปนั่งหลับตาสะกดจิตเป็นกรรมฐาน ออกนอกรีตพระพุทธเจ้าหมด ไม่รู้สีรู้สา ไม่รู้ตัวเลยว่าออกนอกรีต พระพุทธเจ้า มันสุดสงสารจริงๆ น่าสงสาร ผู้ที่ฟังอาตมาพูด ฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา สุสูสังลภเตปัญญํ จะได้เกิด อัญญธาตุ เป็นธาตุรู้ตัวใหม่ ไม่ใช่จมอยู่ใน เฉโก ที่เป็นธาตุรู้แบบเดิมที่ไม่ออกมาจากของเก่า ต้องสะสม อัญญธาตุ จนเกิน 50 หน่วย ถึง 60 หน่วย 70 หน่วย คุณถึงจะตื่นขึ้นมาเป็นผู้ที่รับโลกุตรธรรมได้ สู่ที่สุดที่สูงได้ เคยได้ยินได้ฟังผู้ที่อธิบายอย่างนี้บ้างไหมล่ะ ไม่มีใครอธิบายหรอก โดยเฉพาะในยุคนี้ ไม่มี ในช่วงใกล้ 2,500 ปีมานี้ โลกุตรธรรมมันเสื่อมหมดแล้ว อาตมาถึงได้ยืนยันว่า อาตมาเป็นอรหันต์ เป็นโพธิสัตว์ เป็นผู้ที่จะสืบทอดธรรมะพระพุทธเจ้า เอาโลกุตรธรรมมาสถาปนาลงไปในศาสนาพุทธที่มันไม่มีแล้ว ไม่ได้พูดเล่น แต่พูดความจริง และขอยืนยันว่าถูกต้องด้วย หันมาใส่ใจธรรมะที่อาตมาพูดกันบ้าง ที่อาตมาพูดย้ำหนักหนาเพราะเขาไปหลงผิดอย่างนู้นกันมากมาย เกือบจะหมดประเทศ เกือบหมดวงการศาสนาพุทธแล้ว อาตมาก็ต้องดึงกลับ ย้ำแล้วย้ำอีก แล้วย้ำกับใคร ก็ย้ำกับผู้ที่หลงติดยึดนั่นแหละ จะให้ไปพูดอย่างไร ก็ต้องว่าต้องข่ม กด ไปยึดผิดอยู่ทำไม ตื่นมาเสียที จะได้หลุดออกมาจากภพ ที่มันเป็นภพชาติผิดๆ อาตมาอธิบายด้วยวิชชา ด้วยความรู้ อธิบายสังขาร อธิบายวิญญาณ อธิบายนามรูป อธิบายอายตนะ อธิบายผัสสะ อธิบายเวทนา อธิบายตัณหา อธิบายอุปาทาน และอธิบายภพชาติ ที่เป็นปฏิจจสมุปบาท อาตมาอธิบายได้ เพราะอาตมามีความรู้ มีความหลุดพ้นจากสิ่งที่ได้ไปหลง หลงสังขาร หลงวิญญาณ นามรูป อายตะ ผัสสะ เวทนา ภพ ชาติ อาตมาหลุดพ้นออกมาแล้วด้วยความเป็นจริง จึงรู้ได้จริงแล้วเอามาพูดถูกต้องหมด อาตมาอธิบายวิชาการนะ ไม่ได้มาอวดตัวอวดตนว่ารู้มากมายอะไรหรอก แต่มาพูดวิชาการ พูดความรู้ที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า 650620 อรหันต์คือมนุษย์พืชที่มีกายแต่ไม่มีกาย รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 42

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน