สื่อธรรมะพ่อครู(ธรรมะ 2) ตอน ความทุกข์ที่เลี่ยงได้และเลี่ยงไม่ได้ 10 ประการ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ธรรมะ 2) ตอน ความทุกข์ที่เลี่ยงได้และเลี่ยงไม่ได้ 10 ประการ ทุกศาสนาก็สอนความดีความชั่วที่แตกต่างกัน แต่มีศาสนาเดียวเท่านั้นที่สอนสุขทุกข์ ให้มาตีแตกเรื่องสุขทุกข์ มาแยกแยะเรื่องสุขทุกข์ ศาสนาพุทธแยกแยะความสุขความทุกข์ ตีแตกแยกแยะจนเห็นว่า ปัดโธ่เอ๋ยสุขทุกข์มันเป็นเรื่องอุปาทาน เป็นเรื่องกิเลสเป็นเรื่องของไม่มีตัวตน เป็นเรื่องที่เป็นการยึดมั่นถือมั่น มีศาสนาเดียว เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธศาสนานี้ตึแตกความสุขความทุกข์ ตีแตกเทวะตจคู่นี้อย่างสำคัญ เสร็จแล้วก็เห็นว่ามันไม่มีจริง จริงๆมันเป็นทุกข์มันเป็นตัวเหตุแห่งทุกข์ ความสุขนั้นเป็นความเท็จ อัลลิกะ แต่ทำไงล่ะ เราเป็นคนแล้ว สุขก็ไม่เอา ทุกข์ก็ไม่เอา สุขเป็นเรื่องหลอก ทุกข์ก็เป็นเรื่องต้องรู้จริงต้องมีอาริยธรรมต้องมีความประเสริฐต้องมีความเฉลียวฉลาดสุดยอดที่จะรู้สัจจะที่เรียกว่าทุกข์ เรียกคำเต็มว่า ทุกข์อริยสัจ ความจริงที่ผู้ประเสริฐเท่านั้นจะรู้ มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้นทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป แท่งนี้ทั้งแท่ง รูปนามนี้คือแท่งทุกข์ ทุกข์ตั้งแต่ที่เลี่ยงไม่ได้ เลี่ยงไม่ได้ก็ต้องอยู่กับมัน ก. ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ (ทุกข์อันเกิดจากกาย) . สภาวทุกข์ ทุกข์ประจำสังขาร เกิด แก่ เจ็บ ตาย นิพัทธทุกข์ ทุกข์อยู่เนืองนิตย์ คือ หนาว ร้อน หิว กระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ อาหารปริเยฏฐิทุกข์ ทุกข์ในการหากิน-การทำงาน . พยาธิทุกข์ อวัยวะเจ้าการทำหน้าที่ไม่เป็นปกติ วิปากทุกข์ ทุกข์เพราะผลกรรม เลี่ยงวิบากเก่าไม่ได้ 6. ทุกขขันธ์ ทุกข์รวบยอดเพราะการประชุมแห่งขันธ์ 5 อันยังอาศัยมีชีวิตอยู่
ข. ทุกข์ที่เลี่ยงได้ (เจตสิกทุกข์ อันสามารถดับเหตุได้แท้) 7. ปกิณกทุกข์ (ทุกข์จรแห่งกิเลส คือ โศก ปริเทว
อ่านต่อ
ะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสะ เมื่อพรากจากคนที่รัก หรือพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก เป็นต้น) 8. สันตาปทุกข์ (ทุกข์ คือ ความร้อนเผาใจ อันนื่องมาจากกิเลสไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ แผดเผา) 9. สหคตทุกข์ (ทุกข์ไปด้วยกันกับโลก เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข) 10.วิวาทมูลกทุกข์ (ทุกข์มีสงครามวิวาทะเป็นรากเหง้า)
ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้แม้แต่เป็นพระพุทธเจ้าก็เลี่ยงไม่ได้ เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ตายตัวแล้ว เป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องมีเหมือนกัน ศาสนาพุทธตีแตก สิ่งเหล่านี้ได้ สามารถแยกแยะสิ่งเหล่านี้ได้ จึงอยู่กันอย่างค่อยยังชั่ว แม้จะอยู่กับแท่งทุกข์แท้ๆ แต่มีนามธรรมที่เฉลียวฉลาดเป็นอริยะเป็นสัจจะอย่างอริยะ คนอาริยะเท่านั้นที่จะรู้ทุกข์สี่นี้ที่เป็นปรมัตถ์ แล้วก็สามารถที่จะเอาชนะ พอเป็นไปได้คือ ก. ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ (ทุกข์อันเกิดจากกาย) . 1.สภาวทุกข์ ทุกข์ประจำสังขาร เกิด แก่ เจ็บ ตาย ...แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยังมีการเจ็บป่วยเลย 2. นิพัทธทุกข์ ทุกข์อยู่เนืองนิตย์ คือ หนาว ร้อน หิว กระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ จะเป็นพระพุทธเจ้า ไม่ให้กินข้าวสัก 100 วันก็หิวเหมือนกัน พระอรหันต์ก็ต้องมีโหยหิว จะบอกว่าอยากไหม คำว่าอยากนี้ลึกซึ้ง หิวกระหายก็ลึกซึ้ง อย่างอาตมานี้บอกเลยไม่เคยอยากกินข้าวเลย น้ำก็ไม่เคยอยาก แต่ถึงเวลากินก็ต้องกิน หิวไหมกระหายไหม ถ้าให้อดหลายวัน จะเรียกหิวกระหายก็ได้แต่มันหยาบไป แต่มันโหยมันมีความต้องการอยู่ในร่างกาย แต่อยากมันไม่อยากอย่างเคยอยาก แต่ร่างกายสั่งการให้โหย กระหาย มันพร่องมันชักไม่ดีแล้ว เหมือนกับเครื่องยนต์น้ำมันน้อยแล้ว กระตุกแล้ว ฉึกๆฉักๆแล้วนะ มันจำนน หิวกระหาย ปวดขี้ปวดเยี่ยวหิวกระหาย พระพุทธเจ้าก็เลี่ยงไม่ได้ 3. อาหารปริเยฏฐิทุกข์ ทุกข์ในการหากิน-การทำงานตต เป็นการทำงานเพื่อเลี้ยงชีพ คุณเป็นคนต้องหาอาหารเลี้ยงชีพ สัตว์ก็ทำ 4. พยาธิทุกข์ อวัยวะเจ้าการทำหน้าที่ไม่เป็นปกติ แยกออกไปต่างหาก เป็นความเจ็บป่วยเลย ถ้ามันปวดขึ้นมาก็ทุกข์แน่ๆ 5. วิปากทุกข์ ทุกข์เพราะผลกรรม เลี่ยงวิบากเก่าไม่ได้ อย่างอาตมานี้ไอ อาตมาชัดเจนในกรรมวิบาก ทุกข์เพราะวิบาก มีวิบากกรรมที่ต้องไอ แต่ไม่เจ็บคอ ไอแรงแต่ไม่เจ็บคอก็ค่อยยังชั่ว ไม่ต้องอะไรมาก วิบากด่าเขาเก่ง ที่จริงน่าจะใช้คำว่าตำหนิแรงๆ ด่าคือตำหนิแรงด้วยอารมณ์แต่อาตมาตำหนิแรงๆ ไม่ได้มีอารมณ์โกรธ แต่พวกที่หาว่าอาตมาเอาแต่ด่าคนตำหนิคน ซึ่งเขาก็ว่าใส่เต็มๆสิ่งที่อาตมาจะว่าตำหนิก็แน่นอน ใช้ภาษา นิคคัณหะ ตำหนิสิ่งไม่ดีงาม แต่ต้องพูดตำหนิมาก เพราะคนที่ดีที่ต้องชมก็น้อย ถ้าจะชมก็ชมชาวอโศกคตัวเองอีก ไปชมคนทางโลกอย่างพลเอกประยุทธ์เขาก็ว่าอีก ส่วนคนที่ตำหนิอาตมาก็ตำหนิซ้อนอาตมา แต่ชี้ตำหนิแล้วเข้าท่าหน่อยมีสาระก็ดี แต่ตำหนิแล้วไม่เป็นสาระเลยอันนี้ก็ไม่เข้าท่า จะตำหนิมาทำไม วิปากทุกข์นี้ หลายคนก็มีกัน ก็ต้องรับที่ปากไปไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน ปัญหาเหตุแก้เหตุปัจจุบันก็ไม่ได้มันเป็นเหตุเก่าเป็นมาจากวิบากเก่า 6. ทุกขขันธ์ ทุกข์รวบยอดเพราะการประชุมแห่งขันธ์ 5 อันยังอาศัยมีชีวิตอยู่ ขันธ์ 5 รูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ ในจำนวนขันธ์ 5 นี้สุขทุกข์อยู่ที่ไหน สุขทุกข์อยู่ที่เวทนา เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงมาเรียนที่เวทนา ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแก้ไขเรื่องความสุขความทุกข์ รูปก็คือรูป สัญญาก็คือธาตุรู้ที่มีหน้าที่กำหนดรู้จดจำ สังขารก็คือธาตุรู้ที่มันปรุงแต่งกันอยู่ นามธรรมรวมก็เรียกว่าวิญญาณ พระพุทธเจ้ารู้จักธาตุพวกนี้ ส่วนร่างกายไม่ใช่หน้าที่ของพระพุทธเจ้าที่ต้องไปเรียนรู้ รูปขันธ์เป็นเรื่องของหมอนายแพทย์ พระพุทธเจ้าก็ยกให้ชีวกโกมารภัจจ์ไป มันป่วยมันเจ็บอะไรก็ให้ชีวกโกมารภัจจ์ไปรักษา ส่วนนามธรรมนั่นสิ มันดีมันชั่ว ก็เรียนรู้ตามโลกสมมุติ 620215_เทศน์ทวช.งานพุทธาฯครั้งที่ 43 บ้านราชฯ เรื่อง เทวฺครองโลก ตอนที่ 1