สื่อธรรมะพ่อครู(ธรรมะ 2) ตอน สัปปุริสธรรม 7 สัมพันธ์กับมหาเทส 4.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.88 KB
วันที่แก้ไข25 กุมภาพันธ์ 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ธรรมะ 2) ตอน สัปปุริสธรรม 7 สัมพันธ์กับมหาเทส 4 พ่อครูว่า...หัวข้อที่เราจะบรรยายคือ เทวะครองโลก พึ่งมาแยกแยะปีนี้นะเทวะ แต่ก่อนความรู้เก่ายังไม่มา ดังนั้นพวกเราก็จะได้รับฟังเป็นกลุ่มแรกของโลก คำว่าเทวะ หรือเทวดา คือความเป็น 2 เทวะ แปลว่าความเป็น 2 แล้วตีแตกไม่ได้เลยนะ ไปขีดข่วนอะไรนิดหน่อยก็ไม่ได้เลยนะ ยกไว้สุดยอดเลย ก็เลยเห็นชัดเจนว่ายึดมั่นถือมั่นอย่างสุดๆตีไม่แตกแยกไม่ออก เทวะคือสอง สภาวะก็คือ 2 คือรูปกับนาม พระเจ้าก็หมายถึงพระจิตวิญญาณ จิตวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่ ก็คือธาตุรู้ ธาตุรู้จะบอกว่า ธาตุรู้ที่ยิ่งใหญ่ เป็นพระผู้มีอำนาจ มีการบงการมีการสั่งการในมนุษย์ทุกคน ก็มีจิตวิญญาณของตน เป็นประธาน สั่งการตัวเราทั้งนั้น ที่จริงอันเดียวกัน เพราะฉะนั้นเรารู้ตัวเรา ตัวเราทั้งหมดคือ 2 คือเทวะ คือรูปนาม พระพุทธเจ้าแยกแยะรูปนามออกเป็น 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ วิญญาณแยกย่อยเป็นเจตสิก 3 เวทนา สัญญา สังขาร สังขารคือเทวะ คือธาตุรู้ที่ปรุงแต่งกันอยู่ อันหนึ่งเป็นธาตุรูป อันหนึ่งเป็นธาตุนาม หากไม่เรียนรู้ว่า ธาตุรูป นามคืออาการอย่างไร โดยเฉพาะมีอาการกิริยาเป็นกรรม สั่งการ ให้เกิดบทบาทลีลา กาย วาจา ใจ เป็นร้อยเทพ พันเทพ หมื่นเทพ แสนเทพ เจ็ดพันล้านเทพในโลก คนประมาณเจ็ดพันล้าน แล้วเจ็ดพันล้านเทพ เทพแต่ละตน ต้องยกให้เป็นตนก็สูงกว่าตัวหน่อย แต่ตนนี่เป็นผีเป็นมารนะ ผีตนหนึ่ง เทวดาตนหนึ่ง มารตนหนึ่ง แต่เทวะเขาแยกไม่ออกก็เลยให้เทวะเป็นใหญ่ โดยเข้าใจว่า พระเจ้าสั่ง จะดีได้ต้องพระเจ้า ทุกข์สุขก็เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าทั้งหมด ก็เป็นความไม่รู้ของคนที่ยอมยกอำนาจให้พระเจ้า สำนักงานอย่างไรก็ไม่รู้สำนักงานอยู่ไหนก็ไม่รู้ไม่มีใครแตะต้องได้เลยสั่งการอย่างเดียว ยกให้เป็นผู้สั

อ่านต่อ

่งการ พระเจ้ามีโองการ ที่บันทึกมาแล้ว แล้วโองการที่บันทึกมาแล้ววิจัยวิจารณ์ก็ไม่ได้แตะต้องไม่ได้ ฟัง เชื่อแล้วปฏิบัติตามอย่างนั้น คนก็เลยเป็นลักษณะ เอกังสวาที หนึ่งเดียว อย่างไรๆก็ไม่ทราบ แยกแยะ กระจาย วิจัยวิจารณ์ออกไม่ได้ ไม่เป็นวิภัชวาทะ เป็นหนึ่ง ไม่สามารถแยกออกจากหนึ่งได้ ไม่สามารถแยกออกจากหนึ่งได้เลย เป็นลัทธิ เอกังสวาที ตัดคลี่ออกไม่ได้ ใครมีปัญญาเฉลียวฉลาด ใช้เฉพาะความเฉลียวฉลาดของโลกุตระของพระพุทธเจ้า แต่เขาเอาความเฉลียวฉลาดไปใช้คำว่าปัญญาก็เลยกลายเป็น เฉโก ทางโลกีย์ก็เรียกปัญญาก็เลยไม่เป็นส่ำ แยกแยะ ปัญญา เฉโกก็ไม่ได้ สรุปแล้วความรู้เทวะก็เป็นความรู้แบบโลกีย์อยู่อย่างนั้นไปตามกาละเหตุปัจจัยยาวนานเท่าไรก็อยู่อย่างนั้น แต่ของพระพุทธเจ้านั้นจะรู้ทั้งความเป็นเทวะที่ยึดมั่นถือมั่นเป็นแกนเก่าและที่มีการพัฒนาไปตามกาล ผสมส่วนได้ แม้ที่สุดจะใช้มหาปเทส 4 สัปปุริสธรรม 7 กับมหาปเทส 4 นั้นใช้ต่างกันอย่างไร สัปปุริสธรรม 7 นั้นเป็นการแยกแยะ เหตุปัจจัยต่างๆกระบวนการของเหตุปัจจัยต่างๆ มีเนื้อหาสาระมีองค์รวมทั้งหมดเรียกว่าธรรมะ และมีตัวหลักเรียกว่า อัตตะ 1. ธัมมัญญูตา (รู้จักทุกองค์ประกอบ) 2. อัตถัญญูตา (รู้จักเนื้อหาเป้าหมาย) 3. อัตตัญญูตา (รู้จักตนเอง) 4. มัตตัญญูตา (รู้จักประมาณจัดสรรสัดส่วน) 5. กาลัญญูตา (รู้จักกาลสมัย) 6. ปริสัญญูตา (รู้จักหมู่กลุ่มบริษัทอื่น) มวลมนุษยชาติ หรือตั้งแต่กลุ่มน้อยจนถึงกลุ่มใหญ่ ชาติประเทศทั่วโลก ถ้าเราเป็นกลุ่มนับถือพุทธศาสนาก็คือพุทธศาสนิกชน 7. ปุคคลปโรปรัญญูตา (รู้จักบุคคลอื่น) (พตปฎ. เล่ม 23 ข้อ 65)

มหาปเทส 4 นี่แหละ สำคัญที่กาลัญญุตา รู้จักกาละ โดยเฉพาะกาละนี้ คำสอนพระพุทธเจ้ามีมาแล้ว เหมือนกับโองการพระเจ้า คำสอนพระเจ้าก็มีมาแล้วแต่ในยุคนี้คือพุทธ คำสอนจะมีคำซ้อนอย่างหนึ่งห้ามอย่างหนึ่งอนุญาต ในมหาปเทส 4 หลักหนึ่ง เมื่อมีสิ่งใดพระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วเป็นคำห้ามการกระทำเหมือนโองการพระเจ้า อะไรอนุญาตให้ทำได้ ก็ทำได้ ทีนี้กาละนี้ยุคนี้ อะไรที่มันนอกเหนือเกินกว่าที่พระพุทธเจ้าห้ามไว้ก็ไม่มี อนุญาตให้ทำได้ก็ไม่มี มันเกิน มันในยุคนี้มันในกาละนี้ อันนั้นแหละให้ใช้วิจารณญาณเอง ตรวจสอบเอง ว่าสิ่งใดควรให้ลด สิ่งใดไม่ควร เห็นว่าไม่ควรก็ไม่ทำ มันมีมุมที่ยาก มหาปเทส 4 1. สิ่งใดที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย 2. สิ่งที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย 3. สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า สิ่งนี้ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย 4. สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า สิ่งนี้ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย. (พระไตรฯ ล.5 ข.92)

เราตั้งสติดีๆ สิ่งใดควรกับไม่ควร อนุญาตหรือไม่ สุดท้ายก็ใช้สติปัญญาของเราเอง ผู้ใดไม่เข้าใจกาละกับกรรม กาละคือเวลา ยุค 2562 ปี ผ่านมาแล้ว ศาสนาพุทธนับผ่านมาตั้ง 2562 ปีมาถึงวันนี้แล้วไม่เที่ยง ความจริงความรู้คำสอนของพระพุทธเจ้าไม่เปลี่ยน แต่คนเราเข้าใจคำสอนพระพุทธเจ้าเพี้ยนไป เพราะกาละไม่ใช่กาละเมื่อก่อน 2562 ปี ขณะนี้ก็มีความไม่เที่ยงอีกมากมาย คำสอนเก่าแต่คนเข้าใจมีทิฏฐิ ยึดมั่นถือมั่น เปลี่ยนไปยึดในสิ่งที่ผิดแล้วแยกไม่ออกตีไม่แตกแยกไม่ได้ในรูปนาม สมมุติสัจจะ เป็นธรรมะ 2 รูปกับนามต่างๆนานาเข้าใจไม่ได้หมด ที่คนเราจะเข้าใจอะไรถูกผิดต้องมีของเปรียบเทียบ จึงต้องมี 2 เสมอ เราจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร เราต้องเทียบคู่นะ จับไม้สั้นไม้ยาวบางที ถึงรู้ว่ามีข้อแตกต่างอันนี้สั้นอันนี้ยาว สั้นยาวอย่างไรก็ต้องรู้นัยแตกต่าง นัยแตกต่างคือความรู้ มาถึงยุคนี้แล้ว มีความแตกต่างกัน เช่น แตกต่างกันว่าอันนี้ถูกอันนี้ผิด ไอ้นี่ดีๆไอ้นี่ชั่ว ไอ้นี่สุข ไอ้นี่ทุกข์ อย่างนี้เป็นต้นที่ละคู่ทีละคู่คือเทวะ ต้องแยกให้ออกถ้าแยกไม่ออกคุณไม่รู้จัก ดีชั่วก็สมมุติกันไปดีชั่วของแต่ละศาสนาไม่เหมือนกันดีชั่วของแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกัน ดีชั่วของคนสองคนยึดถือก็ไม่เหมือนกัน อาจจะตรงกันในบางทียึดถือคำสอนเดียวกันก็ตรงกันบ้าง แต่มันก็มีแตกต่างกันในละเอียด 620215_เทศน์ทวช.งานพุทธาฯครั้งที่ 43 บ้านราชฯ เรื่อง เทวฺครองโลก ตอนที่ 1

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน