สื่อธรรมะพ่อครู(สัมมาทิฎฐิ 10) ตอน หลับตาปฏิบัติมีแต่อัปปนาสมาธิไม่ครบสังกัปปะ 7.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข26 กุมภาพันธ์ 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สัมมาทิฎฐิ 10) ตอน หลับตาปฏิบัติมีแต่อัปปนาสมาธิไม่ครบสังกัปปะ 7 การนั่งหลับตาสมาธิไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า แต่การนั่งหลับตานั้นเป็นการอุปการะ ผู้โดยเนื้อแท้แล้วว่าไม่ใช่ของพุทธ ด้วยเนื้อแท้ด้วยสัจจะมันไม่ใช่ของพุทธ ของพุทธเจ้านั้นต้องลืมตาปฏิบัติตามมรรคทั้ง 7 องค์ ปฏิบัติในขณะเลี้ยงชีพอาศัยกินมีสัมมาอาชีวะ มี 5 ระดับ 1. การโกง ทุจริต คอร์รัปชั่น (กุหนา) มีในงานการเมือง . 2. การล่อลวง หลอกลวง (ลปนา) ในนักธุรกิจ-การเมือง . 3. การตลบตะแลง (เนมิตตกตา) ยังเสี่ยง-ยังไม่แน่แท้ 4. การยอมมอบตนในทางผิด อยู่คณะผิด (นิปเปสิกตา) 5. การเอาลาภแลกลาภ (ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 275 มหาจัตตารีสกสูตร)

ปฏิบัติในขณะคิดในขณะพูดก็เป็นสัมมาสมาธิ โดยเฉพาะในขณะนึกคิดปรุงแต่งความคิดอยู่ก็ให้เกิดสมาธิที่เป็นสัมมาสังกัปปะ ในสังกัปปะ 7 เป็นต้น ก็จัดการให้จิตของเรามีโยนิโสมนสิการ ทำใจในใจของเราเป็นอภิสังขาร 3 ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร ทำบุญเสร็จ ก็จบอปุญญาภิสังขารแล้ว ทำซ้ำอาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง สั่งสมเป็นอเนญชาภิสังขาร ผู้แปล อปุญญะ วนไปเป็นบาปอีกก็ผิด เพราะปุญญาภิสังขารฆ่ากิเลสให้หมดแล้วเป็นอปุญญาภิสังขาร ก็ทำต่อโดยไม่ต้องใช้บุญแล้ว ทำให้มากตกผลึกเป็นอเนญชาภิสังขาร จิตที่เป็นอุเบกขาก็เจริญขึ้นด้วยองค์ 5 ของอุเบกขา ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา มีสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนที่มากมาย ปฏินิสสัคคะ แปลว่าสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนที่เป็นสวรรค์แล้วแต่ไม่เอาสวรรค์ นิสัคคะ คือ สวรรค์ที่ไม่เอาสวรรค์แล้ว เลยสวรรค์ไปถึงไหนๆแล้วไม่เรียกว่าสวรรค์ตีสวรรค์ทิ้งเรียกว่าพวกดับสวรรค์ แล้วก็ทำทบทวนเป็นปฏิ ทั้งปฏิ ทวนไปตั้งแต่ รู้ แล้วก็ทำได้ผลทำซ้ำ ทวนแล้ว

อ่านต่อ

ทวนอีก ปฏิเวธ แทงแล้วทวนอีก ทำครบไม่ให้เหลืออะไรเลย ถ้าเป็นการเล่นกล เขาเอาคนใส่เข้าไปในลัง เสร็จแล้วก็เอามีดแทง ถ้าไปเล่นกลนี้มันก็แทงแล้วแทงอีก แทงให้พรุนแทงให้ทะลุ เปิดออกมาคนยังไม่ตาย จนไม่เหลือสิ่งที่จะไม่ถูก ไม่มีเอกเทศไหนๆที่ จุนสีจะไม่ซึมซับเข้าไปถึง แช่ เหมือนกับเราลงแช่ในอ่างที่มีน้ำใส่จุนสี แล้ว ไม่มีเอกเทศไหนๆที่ จุนสีจะไม่ซึมซับเข้าไปถึง จะซึมซับไปครบทุกมุมทุกซอก มหาจัตตารีสกสูตร อาตมาถือว่าเป็นสูตรที่ครบ ข้อ 252-281 มี 30 ข้อ นั่นคือสมาธิแบบพุทธเป็นสมาธิของอาริยชนแบบโลกุตระมันคนละโลกคนละแบบกับพวกที่นั่งหลับตาแบบโลกียะอันนั้นเป็นของปุถุชน แต่ของพระพุทธเจ้านั้นเป็นของโลกุตระ ถ้าไปหลับตาก็เป็นของปุถุชนแบบโลกียะ ความสงบใจแต่ที่จริงแล้วมี 2 แบบ ที่ใช้ภาษาไทยว่า สงบแบบพุทธ กับไม่เป็นแบบพุทธ ความสงบใจแบบไม่เป็นพุทธนั้นปฏิบัติได้แล้วเป็นสมถะถ่ายเดียว ส่วนความสงบแบบพุทธนั้นได้ปัสสัทธิด้วย ด้วยคือได้สมถะด้วยนะ แล้วได้ปัสสัทธิด้วย สมาธิคือจิตใจที่ปฏิบัติฝึกฝนให้กำจัดกิเลสออกจากจิต แต่การไปนั่งปฏิบัติหลับตาก็คือคิดว่าจะให้กิเลสออกจากจิต มันก็จะยิ่งแข็งตัวยิ่งจะสะกดแน่นในการหลับตาปฏิบัติ แต่เขาเข้าใจว่ามันไม่มีเพราะมันถูกเก็บถูกมัดมือมัดตีน ถูกใส่ถัง ขื่อคาไว้ เขาเอาเสือใส่ถังพลังสูง นั่งหลับตาสมาธิคือจับเสือใส่ถังพลังสูง เสือไม่ออกไปกัดไปขบหรอก สมาธินั่งหลับตาคือจับเสือใส่ถังพลังสูง ก็เสร็จเสือหมด เพราะฉะนั้นถ้าไปนั่งหลับตาจะได้แต่สมถะถ่ายเดียว แต่ถ้ามาลืมตาปฏิบัติให้สัมมาทิฏฐิอย่างพระพุทธเจ้าจะได้ทั้งความสงบใจและได้ทั้งปัสสัทธิ สมาธิคือจิตใจที่ได้ปฏิบัติฝึกฝนให้กำจัดกิเลสออกไปจากจิต แล้วจิตจะตกผลึกลงเป็นความสงบ เป็นจิตที่ตั้งมั่น ความสงบจะตกผลึกทั้งสมถะและปัสสัทธิเป็นธรรมะ 2 เป็นความสงบ 2 แบบ ถ้าไม่ใช่แบบพุทธก็จะได้แต่ความสงบที่ตั้งมั่นเป็นสมถะถ่ายเดียวคือ ได้ความสงบใจที่เกิดจากการ กดข่มอย่างเดียว ภาษาบาลีว่า วิกขัมภนะ ไม่ได้กำจัดกิเลสออก แต่ในปหาน 5 มีวิกขัมภนะ 1. วิกขัมภนปหาน (ละด้วยการข่มใจ-ใช้เจโตนำหน้า) . 2. ตทังคปหาน (ละได้เป็นครั้งคราว-ใช้ปัญญาอบรมจิต) . 3. สมุจเฉทปหาน (ละด้วยการตัดขาด สลัดออกได้เก่ง) . 4. ปฏิปัสสัทธิปหาน (ละด้วยการสงบระงับ ทวนไปมา) . 5. นิสสรณปหาน (สลัดออกได้เองทันที เก่งจนเป็นปกติ) (พตปฎ. เล่ม 31 ข้อ 65)

นิสรณะ คือ ไม่ต้องทำสงครามแล้ว แต่ ปฏิปัสสัทธิ ก็ต้องทำเพื่อให้เกิดสมาธิแข็งแรง แข็งแรงกว่าสมถะด้วย จึงอยู่ในขั้นที่ 4 ต้องทำซ้ำเพื่อให้เกิดปัสสัทธิที่ยิ่งกว่าสมถะ เมื่อสมบูรณ์แบบแล้วก็จะได้เป็นสมถะ วิกขัมภนะคือทำให้เกิดสมถะ เมื่อทำให้เกิดสัมมาสมาธิแบบพุทธก็จะได้เกิดทั้งปัสสัทธิและสมถะแต่ละครั้งแต่ละคราวก็นึกว่า ตทังคปหาน เป็นการทำแบบสัมมาทิฏฐิของพุทธแต่ละครั้งสั่งสมลงไป ตทังคปหาน ได้ครบทั้งสมถะและสมาธิ แต่ถ้าแบบไม่สมาธิที่จะได้แต่สมถะ แต่ถ้าทำแบบสัมมาทิฏฐิจะได้สัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธ ได้ก็สั่งสมตกผลึกลงเป็น สมุจเฉทปหาน ทำได้อย่างเก่ง ได้แล้วก็ทำสั่งสมผล ปฏิปัสสัทธิปหานจนเต็ม เป็น นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” จึงจะถือว่าได้เป็น นิสสรณปหาน ถ้าไม่ใช่แบบพุทธ จิตจะสงบตั้งมั่นแบบสมถะถ่ายเดียวคือกดข่มเท่านั้นมีแต่วิกขัมภนปหาน ไม่ได้กำจัดกิเลสออกจากใจอย่างแท้จริง แต่ถ้าเป็นแบบพุทธก็จะมีส่วนที่ได้ทั้งมีการกดข่มไปด้วยได้สมถะและได้ปัสสัทธิด้วย ปัสสัทธินั้นสำคัญมากเพราะจะรู้จักกิเลสกำจัดกิเลสออกไปจากจิตใจได้จริง รู้จักรู้แจ้งรู้จริง รู้จักคือหมายความว่ามันรู้ตัวขณะสัมผัสอยู่ เรียกว่ารู้จักแล้วก็ดีขึ้นเรียกว่ารู้แจ้งแล้วก็จบรู้จริง รู้จักรู้แจ้งรู้จริงสภาวะของกิเลสจริงๆแล้วก็กำจัดกิเลสนี่ออกไปจากจิตได้จริงเป็นวิมุตติญาณทัสสนะ เป็นการหลุดพ้นก็ได้นิโรธก็ได้ นิโรธอย่างสมบูรณ์แบบ วิมุตติญาณทัสสนะ วิมุตติญาณทัสสนะคือรู้ยิ่งเป็นความรู้ยิ่งที่รู้ถึงขั้นมีญาณ หยั่ง เข้าไปรู้จักรู้แจ้งรู้จริงอย่างชนิดที่เห็นเห็นสัมผัสปรมัตถ์นั้นทีเดียว รู้เห็นของจริงสัมผัสอยู่เลยนะ ไม่ใช่เอาแต่นึกคิดไม่สัมผัส หรือสร้างวิมานไปไหนไม่ได้สัมผัสเลยเป็นนิรมาณกาย มันอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ไม่ชัด แต่นี่สัมผัสของจริงโต้งๆ เป็นจิตเจตสิกรูปนิพพานแท้ กันเลยอธิบายได้ชี้ได้เลย เป็นรูปที่ถูกรู้อยู่เดี๋ยวนี้ หรือเป็นนิพพานอย่างนี้ สรุปอภิธรรมทั้งหลายแหล่เป็นจิต เจตสิก รูป นิพพาน สภาวะสี่นี้มียืนยันได้ สมาธิคือจิตที่แข็งแรงทำงานได้ดีมีทั้งอินทรีย์พละ เกิดจากจิตที่ตั้งมั่น สมาธิก็เป็นจิตที่ตั้งมั่น ตั้งมั่นอยู่ในแกนสอง แกน ปุริสภาวะกับอิตถีภาวะ เจริญแกนปุริสภาวะก็ยิ่งแน่ แกนอิตถีภาวะก็ยิ่งหมุนเร็ว เป็น Nuclear Fission Nuclear Fusion เหมือนลูกข่าง ยิ่งหมุนเร็ว ทั้งแข็งแรง เป็นความตั้งมั่นที่เรียกว่าสมาธิ ถ้าแกนสองนี้ศัพท์ก็เรียก เจริญทั้ง เจโตได้ปัญญา หรือเรียกว่าศรัทธากับปัญญาก็แทนกันได้ เป็นไวยพจน์หรือ synonym มีจิตใจที่ตั้งมั่นด้วยเทวะ 2 แบบนี้ เพราะฉะนั้นสรุปอีกทีหนึ่ง สมาธินั้นมีทั้งแบบตั้งมั่น ทั้งแบบนิ่งอย่างเดียวเลยไม่ค่อยจะขยายปัญญา กับสมาธิที่มีทั้งนิ่งและปัญญา แต่เอานิ่งเก่ง ปัญญาไม่มีมีแต่สัญญา ปรุงแต่งเองเป็นวิปัสสนูปกิเลสไปไกล นั่นก็ซวย เพราะฉะนั้นแบบจริงนั้นต้องเป็นแบบลืมตาสว่างสว่าง สรุปง่ายๆเป็นภาษาว่า จะมีสมาธิแบบหลับตามืดกับแบบลืมตาสว่าง อันหนึ่งหลับตาก็มืด อันหนึ่งลืมตาก็สว่าง เป็นพลังสองแบบพลังหลับตามืดกับพลังลืมตาสว่าง สมาธิหลับตามืดก็จะยิ่งหนักยิ่งช้ายิ่งเฉื่อย ยิ่งอืด แน่นอน มันก็ต้องแตกต่างจากสมาธิพลังสว่างมันก็ยิ่งเบา มันจะไม่หนัก มันจะไม่ช้ามันยิ่งเร็วมันจะไม่เฉื่อย มันจะยิ่งไวมันจะไม่อืด มันยิ่งคล่อง มันก็จะกลับเป็นคนละฝั่ง ยิ่งนั่งหลับตาก็จะยิ่งมืด มีแต่นอนอย่างเดียว แต่แบบลืมตานั้นมีทั้ง 2 อย่างทั้งเร็วและก็แน่นด้วย แต่แบบมืด มันไม่เนียนแน่น มันเอาแต่แน่นๆๆๆ หนักแน่น ระวังท่านหนักแน่นจะเอาแต่แน่นหนักแน่วแน่มันไม่เนียนแน่นไม่พิสดารแน่น อย่างนี้เป็นต้น มันมีทั้งสองส่วน เทวนิยม จะเป็นสมาธิพลังมืด ที่นิยมหลับตาแบบ Meditation ซึ่งเป็นแบบที่จะได้แต่หนัก ช้า ฉุด อืด เป็นลักษณะะเอกังสะ หรือเอกังเสนะ ถ่ายเดียวพวก One way Traffic ปิดไฟวิ่งนะพวกนี้ One way นี้ ปิดไฟวิ่งในที่มืด แล้วเร่งเครื่องไม่ฟังเสียงด้วย เจออะไรก็แหลกลาญหมด พวก one way Traffic ปิดไฟวิ่ง น่ากลัว พวก Meditation แล้วจะเฉื่อย เอกังเสนะ พวกรูเดียว พวกนี้แยกเป็น 2 ไม่ได้แยกเทวไม่ได้จิตเป็นหนึ่งรูเดียว พวกอเทวะนี้เป็นพลังงานสว่างจะเบาเร็วไวคล่องเบาแต่แรง ถ้าจะว่าแล้วแรงถึงขั้นแรงกว่าพวกมืดด้วย เป็นวิภัชชะไม่ใช่เอกังสะ วิภัตตะ เป็นจิตที่แบ่งได้ละเอียดลออได้ผสมผสานได้จำแนกได้พิสดารหลากหลาย สมาธิที่เป็นอเทวนิยมของพระพุทธเจ้าเองนั้น พระองค์ตรัสเรียกของพระองค์เองเลยนะ สมาธิขพระพุทธเจ้าท่านตรัสเรียกว่าเป็นสัมมาสมาธิ อันเป็นอริยะ พระบาลีก็คือ อริโยสัมมาสมาธิ อาตมาไม่อยากเรียกอริยะ ก็เลยมาเรียก อาริยะ เพราะอริยะไปใช้เพี้ยนแล้วจึงไม่อยากใช้ศัพท์นั้น จึงเรียกว่าอาริยะ แต่ศัพท์เดิมคือ อริโยสัมมาสมาธิ สมาธิหลับตาเทวนิยมนั้นเป็นแบบมืด แบบพุทธนั้นเป็นสัมมาสมาธิ แบบพุทธเป็นสัมมาสมาธิ ส่วนที่ไม่เข้าเกณฑ์แบบพุทธก็เป็นมิจฉาสมาธิ ก็จะเป็นมิจฉามากขึ้นไปเรื่อย สมาธิแบบมิจฉายังไม่เป็นสัมมาสมาธิแบบพุทธนั้น จะสงบมันก็เป็นสงบแบบสมถะ ก็มีแค่อัปปนาคือแนบแน่น รวมกันแน่นแนบ แน่นแนบ แข็งตัว เข้าสู่ความหมดอาการเคลื่อนไหว เข้าไปมากยิ่งขึ้นๆ แล้วก็จบอยู่ที่อัปปนานี้เท่านั้น ทางหลับตาเขาจะมาไม่พูดต่อ พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เขาใช้พยัญชนะก็ไม่เป็นแม้แต่สภาวะก็ไม่มีเขาจะพูดได้แต่ว่าอัปปนาสมาธิ อัปปนาๆๆ แล้ว เขาก็ไปขยาย อัปปนาเป็น 3 ขั้น อันนี้เป็นของอรรถกถาจารย์จากคัมภีร์วิสุทธิมรรคของพระพุทธโฆษาจารย์ ขณิกสมาธิ ก็บอกว่าทำเป็นขณะจนเก่งขึ้นชำนาญ เรียกอุปจาระ มีพฤติเกิดขึ้นตั้งมั่นขึ้นแล้วไปแปลเท่ๆว่าจวนจะแน่วแน่ สุดท้ายก็ไปจบอยู่ที่อัปปนาสมาธิ ก็เลยถอยหลังไปสู่ความยืดยาวไม่เต็มเต็งกลายเป็นอัปปนาสมาธิ แทนที่จะเป็น พยัปปนาสมาธิ เจตโสอภินิโรปนาสมาธิ แต่ไปขยายความอีกผิดทาง สมาธิหลับตานั้นจึงตื้นง่ายหยุด แล้วหยุดนิ่งเข้าไปๆก็แตกฉานอะไรไม่ได้ก็ได้แต่สงบสมถะไปสู่เอกังเสนะ ปฏิภาณปัญญาก็ไม่เกิดไม่ออกไปจากนั้น ทิศทางการปฏิบัติที่ไม่สมบูรณ์ด้วยความรู้ความหมายทฤษฎีและปฏิบัติไม่ตรงอีกมันก็ไปไม่ออก เพราะฉะนั้นก็ต้องมาศึกษาให้ดีๆตั้งใจใหม่ เพราะมันแตกต่างกันแน่ อย่างนั้นมันเป็นสมถะอย่างเดียวมันไม่สมบูรณ์แบบ ไม่เป็นแบบปัสสัทธิเลย สำหรับวันนี้ ก็มาถึงตรงนี้ เป็นการแยกระหว่าง สมถะกับปัสสัทธิ มาถึงทางแยกตรงนี้แล้ว แต่ถ้าคุณไปปัสสัทธิ อย่าลืมเอาสมถะไปด้วยนะ เพราะว่ามันกำไรเป็นเทวะมันได้ทั้งสอง ส่วนสมถะนั้นเขาไม่มีปัสสัทธิ เขาขาดทุน เราลงแรงแบกเพิ่มแต่มันได้แล้วไม่ต้องแบกมันจะอยู่ในตัวเองเนียน สำหรับวันนี้วันที่ 16 กุมภาพันธ์ เวลาหมดลงขอเอวังมีประการฉะนี้ด้วย 620216_เทศน์ทวช.งานพุทธาฯครั้งที่ 43 บ้านราชฯ เรื่อง เทวฺครองโลก ตอนที่ 2

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน