อาศัย นิสัย วิสัย อนุสัย.docx
เนื้อหาในไฟล์
อาศัย นิสัย วิสัย อนุสัย มาอธิบายคำว่า อาศัย นิสัย วิสัย อนุสัย อา เป็นตัวภาคเสธ เป็นตัวคู่ จับกันอยู่อาศัย ผู้ที่สามารถเกิด อภิปัญญาขั้นอุภโตภาควิมุติ ดับอาสวะ อนุสัยสิ้นได้ มีแต่ปัญญาเป็นอภิปัญญา เป็นตัวจบ คุณก็มาอยู่ที่อาศัย พึ่งพาอยู่อาศัยตัวนี้ อยู่ไปด้วยอาศัยก็เป็นประโยชน์ ตัวตนไม่มี รู้จักสยะ รู้จักตัวตน ซึ่งอาตมาก็เคยแยกแยะให้ฟังว่าตัวตนสำคัญที่พระพุทธเจ้าจับเอามาใช้ ก็มี สก สว สย ก็แยกพยัญชนะให้ฟังว่า ก ว ย ก เป็นอักษรตัวต้นของวรรคเลย ย เป็นตัวต้นของเศษวรรค ว เป็นตัวกลาง สามตัวนี้ มันเป็นตัวสามเส้าที่จับตัวกันเป็นวงวนเป็นตัวปรุงแต่งเป็นตัวตน i s h มีตัวประธานและบวกกับลบ เหมือนพีชะ มันมีพลังงานแม่เหล็กบวกลบทำให้รวมกันอยู่ ระเบิดออกมาก็เอาเท่าที่จะมีพลังเท่าไหร่ นิวเคลียสมีขนาดเล็กพลังงานระเบิดก็มีขนาดน้อย นิวเคลียสใหญ่ก็มีพลังงานมาก แต่ถ้าพูดถึงตัวมันก็ยิ่งเล็ก ยิ่งเล็กมันยิ่งมีพลังงานใหญ่ ถ้ายิ่งใหญ่ยิ่งเทอะทะพลังงานเล็ก
มันมีคำต่อมา อาศัย กับ อนุสัย อาศัยแล้วคุณสั่งสม สย จนรู้จัก สย ดี หรือไม่รู้ นิ ถ้าคุณรู้ สยะ ดี คุณก็จัดการมันได้ ถ้าคุณไม่รู้ มันก็จัดการคุณ นิ แปลว่าไม่มันไม่ ส่วนมากมันก็จะโต่งมาทางไม่รู้ พอ วิสัย มันจะโต่งไปทางรู้ รู้มาก รู้ไปหมดเลย วิ ในส่วนของความเป็น นิ ในตัว ความเป็นไม่ แต่มันเป็นตัวที่มียิ่งๆ วิ ตัวนี้จึงเป็นสภาพคู่ เป็นหัวก็ได้เป็นท้ายก็ได้อยู่ในตัวเอง มีมุทุภูตธาตุ หรือสิริมหามายาที่มีปัญญาคุม จัดการ ต้องการใช้ด้านไหน ใน 2 นี้ได้อย่างเก่งเรียกว่า วิสัย วิสัย เป็นอจินไตย สัยในวิ คนไม่รู้จักสัยในวิ คนนั้นก็จะเป็นปากของวิ คือวิปาก คนนั้นก็รู้เก่งแค่วิบาก ยังไม่หยั่งลงถึง สย วิปาก ก็ทำกรรมไป นาน จนกว่าจะศึกษาก
อ่านต่อ
รรมวิบาก แล้วก็จัดการกับกรรมวิบากให้รู้ตัวที่ควรลดละให้สู่อัตตา ที่สูงขึ้น หรือ สย ตัวเองให้สูงขึ้นไปเป็น วิสัย เพราะฉะนั้นคุณทำให้เกิดวิสัยได้ ขั้น สร้างพลังงานให้เกิดวิสัยที่เก่ง จึงคือพลังงานปัญญา หรือคือพลังงานที่เป็นฌาน ฌานกับปัญญาจึงเป็นตัวเดียวกัน เป็นตัวสิริมหามายา หรือเป็นเทวะคู่สำคัญฌานกับปัญญา ถ้าปัญญาก็คือตัวรู้ ถ้าเป็นฌาน คือตัวทำ เป็นตัวปฏิบัติการ ส่วนปัญญาก็เป็นตัวรู้ เป็นตัวรู้กับตัวทำช่วยกันเป็นคู่เอก ก็เจริญขึ้นไปเป็นวิสัย จนกว่าจะสูงสุดเป็นพุทธพิสัย เป็นอจินไตย 1. พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย 2. ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน . 3. วิบากแห่งกรรม 4. ความคิดเรื่องโลก (จักรวาล เอกภพ) (พตปฎ. เล่ม 21 ข้อ 77) โลกจินตา ก็ปรุงแต่งไปในโลกของคนใช้จินตนาการคิดไป จนหัวระเบิดแตกเป็น 7 เสี่ยงไปไม่รู้กี่ชาติ เสร็จแล้วก็ยังไม่รู้อยู่นั่นแหละ
นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะเดินดิน…สิ่งที่พ่อครูสอนเราคือให้รู้กลิหรือกิเลส เช่นติดน้ำชากาแฟ พ่อครูว่า…ไอ้นั้นยังรู้ง่ายนะ แต่ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มันยังรู้ยาก หลงมันมืดเลย สมณะเดินดิน...อย่างหมากพลูเขาก็ว่าเป็นสิ่งที่เข้ากับธาตุขันธ์ อย่างนั้นยังหยาบ
พ่อครูว่า…สรุปแล้วอาศัย นิสัย วิสัย อนุสัย แม้ที่สุดตัวคำว่าอนุสัย ไม่มีใครพูดหรอก นอกจากอาตมาจะพูด แล้วอาตมาก็มั่นใจว่าไม่ได้พาให้เละเทะเลอะเทอะ เพราะว่าอาตมามีอนุสัยตัวนี้ สิ่งที่อาศัยตัวน้อยนิด อาตมาก็ตามรู้ ตามเห็น ตามกำกับควบคุมมัน ควบคุม สย ของตัวเอง อาตมาขยาย สก สว สย มาหลายทีแล้วก็ซ้ำอีกทีว่า สก พยัญชนะตัว ส กับ ก เป็นตัวตนของพยัญชนะ สก เป็นตัวต้นครบบริบูรณ์ถ้วนรูปนาม มี ส กับ ก ตัวที่เป็นไปร่วมเริ่มต้นก็ สก ก่อนจะเริ่มต้นก็ สย เป็นตัวเริ่มต้นเลย เพราะ ย คือพลังงานตัวต้นเหมือนกัน แต่เป็นตัวต้นของพยัญชนะเศษวรรค ใน ย ร ล ว ส ห ฬ อํ ถ้า สย ตัว ย คือตัวต้นของเศษวรรค เป็นตัวเล็กที่สุดจึงเรียกว่า อนุ เป็น อนุสย คุณจะต้องอยู่กับตัวนี้มันตามคุณไป คุณตามมันไป คุณจะจัดการมันอย่างไรก็เป็น สย ของคุณแล้วคุณอยู่เหนือแล้ว เป็นตัวควบคุมรู้แจ้งว่ามันคือพลังงาน 2 ตัวเท่านั้น ส่วน สว ตัวพฤติกรรม กลาง ผู้ที่บรรลุอนุสัย บรรลุอรหันต์ รู้จัก สก รู้จัก สย แล้วเอามาใช้เป็น สว ส่วนผู้ไม่รู้ก็กลายเป็น สวะ เป็นเศษอะไรที่มันกวนก็ได้ เป็นประโยชน์ก็ได้ถ้าเอาไปใช้เป็น เป็นสวะ ลอยไปไม่มีการควบคุม คุณควบคุมมันไม่ได้ ผู้ที่ควบคุมได้ก็เอามาใช้ประโยชน์ได้ ผู้ที่เป็นทั้ง สก สว สย เกิดสามเส้า รู้ ก รู้ ว รู้ ย ว คือ ตัวที่ 4 ของพลังงานเศษวรรค ใน ย ร ล ว 3 ตัวนี้เป็นพลังงาน 3 เส้า เป็นนิวเคลียส แตกไม่ได้ แตกไม่ออก ใครสามารถเริ่มแตกออกได้ก็ ว ตัวที่ 4 พลังงานที่ 4 ตัวนี้จะพัฒนาต่อไปเอง หรือมันจะมาฆ่าตัวเอง อย่างโลกทุกวันนี้เขาอวดดีใช้พลังงานตัวที่ 4 ออกไป แล้วเขาทำร้ายโลกกลับมาทำลายตัวเอง ถ้าเขาสามารถคิดพลังงานปรมาณูระเบิดตูมเดียว โลกทั้งโลกแตกเลย เขาตายด้วยไหม เขาก็ตายด้วย แล้วเขาจะรู้ได้อย่างไร ทดลองได้อำนาจสูงสุดๆ สุดท้ายเขาก็สำเร็จแล้ว เขาก็ทดลองแต่ตัวเขาก็อยู่ด้วย มันก็ทำลายไม่เหลืออะไรเลยในโลก หมดทั้งโลก มันก็ทำลายคุณด้วย คุณก็ตายไปพร้อมกัน ฉันเดียวกันกับคนที่ขับเครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรด แต่นั้นมันโง่แน่นอนมันนึกว่าตายไปแล้วจะได้ไปอยู่กับพระเจ้า เขาทำการรับใช้พระเจ้า สงครามที่มันทำลายเวิลด์เทรดคือสงครามศาสนาทุนนิยม ศาสนาสมัยใหม่คือศาสนาทุนนิยมคือรับใช้พระเจ้า ผู้สามารถมีอภิปัญญารู้ดีว่า สก คืออย่างไร?.. สว คืออย่างไร?.. สย คืออย่างไร?.. ก็อยู่กับมันจัดการมันได้รวมลงไปเป็น จัดการ 4 ฐานอาศัย นิสัย วิสัย อนุสัย นิสัย วิสัย คือผู้รู้แจ้งแล้ว จัดการ นิ จัดการ วิ ได้ จัดการนิ คือจัดการตัวที่ไม่มีให้มีก็ได้ ส่วนจัดการ วิ คือ จัดการตัวที่มีก็ได้ไม่มีก็ได้ มีอย่างยิ่งด้วย วิสัยจึงสูงกว่านิสัย เมื่อครบได้ทั้งอาศัย นิสัย วิสัย คนนี้ก็เป็นอนุ นุ คือไม่เลย เป็นคู่ของ อ กับ นุ สองตัวนี้ นุ ไม่ ก็ยังไม่พอ สำทับด้วยพลังงานสระ คือ อะ อิ อุ เอารัสสระมาใช้เลย สามเส้านี้เป็นพลังงานวงวนของ ไม่ ไม่ ไม่ อะ กับ ยะ คือพลังงานแม่เหล็กจับตัวกัน ตัว 0 กับ ย คือตัว 1 เป็นเศษวรรค ตัวต้น 0 กับ ย สย จึงเป็นตัวที่เกี่ยวข้องกัน ผสมกันจัดการกันตัวสุดท้ายเลย ขยายเป็น สก มีความรู้เพิ่มขึ้นเป็น สว สย เป็น สย สก สว ตลอดกาลนาน พวกคุณรู้เรื่องไหม? ทำไมฉลาดจัง อาตมาว่า พูดสิ่งที่ไม่มีตัวตนจับมาเป็นตัวตนให้ฟัง แล้วนึกออกไหมว่า พยัญชนะ ที่พูดแต่ละคำ คุณนึกพอได้ไหมว่า พลังงานมันเป็นอย่างนี้พอเข้าใจมั้ยว่า สก เป็นอย่างไร สว เป็นอย่างไร สย เป็นอย่างไรแล้วนึกออกไหม แล้วก็เป็น อาสวะ นิสยะ วิสยะ ใส่เซฟไว้เป็น อนุสยะ นึกออกไหมว่าเป็นสภาวะอย่างไร ใครพอรู้บ้าง ที่อาตมาพูดที่ขยายความไปเป็นสภาวะทั้งนั้น ยิ่งทำให้อาตมารู้ว่าตัวเองเป็นใคร อาตมาบอกให้พวกคุณเข้าใจแล้วเอาไปประพฤติปฏิบัติเป็นสภาวะจริง เกิดสภาวะจริง เกิดอาการจริง ของอาการ ลิงค นิมิต เกิดอาการทางนาม เกิดอาการทางคำพูดเกิดอาการทางตัวตนขึ้นมาจริง แล้วก็เกิดเป็นของแท้ สมปัตติ สมบัติ ปัตติ แปลว่า บรรลุ เข้าถึง สมะ จาก สย สว สก มาเป็น สม ม ตัวนี้คือจิติวญญาณ ก คือตัวต้นของพยัญชนะทั้งหมด ม คือตัวปลายของพยัญชนะทั้งหมด วรรคที่ 1 ก ข ค ฆ ง วรรคที่ 2 จ ฉ ช ฌ ญ วรรคที่ 3 ฏ ฐ ฑ ฒ ณ วรรคที่ 4 ต ถ ท ธ น วรรคที่ 5 ป ผ พ ภ ม
สม ส คือ การเกี่ยวข้องร่วมกันอยู่ก็คือ จิต คือ ม ถ้า ก กับ ม มันทำงานร่วมกันก็เป็น กม ถ้า ม สองตัวเป็น cyclic มีอำนาจจิต มม สองตัวทำงานร่วมกันเป็นสามเส้า ก เป็นรูป ม เป็นนาม ถามข้อสอบ รูปนามเป็น Dynamic หรือ Static รูปเป็น Static นาม เป็น Dynamic นาม มีภาวะคู่ด้วยเสมอ รูป เดี่ยวได้ พลังงานอุตุเป็นรูปแท้ๆไม่มีนามประกอบเลย ได้ แม้แต่พีชะ ยังไม่เรียกว่าพลังงานธาตุรู้ของมัน จะเรียกนามเต็มๆก็ ยังเรียกมันไม่ค่อยได้ จะว่ามันยังไม่มีธาตุรู้ มันก็เริ่มมีธาตุรู้แล้ว แต่ธาตุฟรู้ของมันยังไม่เต็มเต็ง มีแค่สังขารกับสัญญา ยังไม่มีเวทนา ยังไม่มีวิญญาณ วิจัยวิจารณ์ พยัญชนะพวกนี้แล้วเข้าใจเอาไปทำที่ตัวเอง ก็จะจบ อย่างที่คุณฟ้าเจือศีลถามมา สุดท้ายแล้ว คนก็จะอยู่อย่างเป็นคนที่ พระอรหันต์ไม่มีวิญญาณ ไม่มีเวทนา ก็ใช่ จริงๆมีเวทนาที่เป็นเวทนาเดียว ไม่มีเวทนา 2 พระอรหันต์น่ะ มีเวทนาเดียว เวทนาแท้ เวทนาอีกคู่ไม่มี จะบอกว่าไม่มีวิญญาณ ก็ได้ ก็คือไม่มีวิญญาณที่เป็นอวิชชา ก็ไม่มี แต่วิญญาณที่เป็นวิชชา ควบคุมวิญญาณ ดูแลวิญญาณ อาศัยวิญญาณได้ วิญญาณที่เป็นวิชชาคือการเกิดก็ควบคุมได้ มีภพก็ควบคุมได้ มีชาติก็ควบคุมได้ ไม่มีอุปทาน แต่อุปทานก็ควบคุมได้เป็นสมาทาน ตัณหาควบคุมได้เป็นวิภวตัณหา เวทนาก็คุมได้เป็นเวทนาที่ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ จะอนุโลมไปตามคนที่เขายึดถือสุขทุกข์ก็ได้ แต่เราไม่มี เราสำเร็จจริง เรารู้จริงด้วยว่าไปมีมันไว้ทำไมเลอะเทอะ ก็ไม่มี ผู้ที่ไม่มีเวทนาเก๊ ไม่มีตัณหาอุปทานอย่างโลกีย์ มันรู้ทั้งมีและรู้ทั้งไม่มี รู้มี มีอุปาทาน มีตัณหา ที่จะเป็นตัณหาที่มีภพมีชาติอยู่ มันก็เป็นภาระมันก็เป็นตัวที่จะเกิดสภาวะ 2 ความทุกข์ความสุข ไม่ต้องทุกข์ไม่ต้องสุข รู้รอบรู้จริงรู้หมด แล้วคุณจะเอาอะไรอีกล่ะ เหนือเขาด้วย เขาน่ะยังไม่รู้ด้วยซ้ำมีแต่ทุกข์แต่สุข บางคนก็บอก ไม่มีทุกข์หรอกมีแต่สุข แต่ที่ว่าไม่มีทุกข์นั้นมันไม่ได้หรอก เพราะความสุขความทุกข์มันโดยสภาวธรรมแล้วเหมือนกระดาษแผ่นเดียวกัน จะเอาหน้าเดียวไม่เอาอีกหน้าไม่ได้ มันต้องเป็น 2 แยกไม่ออกหรอกเทวะ แยกไม่ออก แต่แยกออก เป็นสิริมหามายา แยกสภาวะที่เกิด ลิงค ที่เกิดต่างกับต่างกันอย่างไร เสร็จแล้วเราก็เกิดไม่มีความต่างเลยได้ ไม่เอาที่มันมีความต่าง มันก็ไม่มีอะไรขัดแย้งกันเลย มันก็ได้แต่หนึ่งเดียวหรือเป็นศูนย์ จนกระทั่งรู้ว่าเหลือ 1 นี่แหละ มันเป็นสิ่งที่อาศัยกันอยู่เท่านั้นเอง เป็นเหตุเป็นปัจจัย 2 อย่างถ้าอันไหนอันหนึ่งดับความสุขดับความทุกข์ก็ดับ ความทุกข์ดับความสุขก็ดับ แต่คนส่วนใหญ่ก็ดับความสุขไม่ได้ แต่คนที่มีปัญญาแล้วก็รู้ว่าความสุขนั้นมันก็คือความว่าง สุ คือดี ข คือว่าง ก็ทำสิ่งที่เป็นกุศลไป สำหรับเราไม่ยึดดียึดชั่วแล้ว แต่ทำแต่สิ่งที่ดีไม่ทำสิ่งที่ชั่ว กรรมกิริยาที่ทำมีแต่ดี กุสะลัสสูปะสัมปะทาดีอย่างเดียว แล้วซื่อสัตย์ไม่ใช่รู้แล้วแอบแฝงมีชั่วผสมอยู่นะ ทำอย่างซื่อสัตย์สุจริตสะอาดตลอดกาลละนานไม่มีอะไรมาแฝงซ่อนตัวชั่ว มีแต่เจตนาดี แล้วองค์ประกอบประชุมคนรู้ไม่ได้ว่าปรุงแต่งนัจจะ คีตะ วาทิตะ ไม่ดี แต่ที่รู้การแสดงออกทางกายวาจาให้ได้สัดส่วนพอเหมาะ ปโหติ แล้วเราก็จะได้ประโยชน์ตรงที่เราได้ช่วยคนให้ประโยชน์ผู้อื่น ไม่ได้ทำลายใครเลย แต่คนไม่รู้ก็นึกว่าทำลายฉัน ฉันของคุณก็คืออัตตาของคุณ คุณไม่ยอมให้ทำลายเท่านั้นเอง เพราะคุณไม่รู้หรือคุณยังเหนียว อย่ามาแตะนะอัตตาข้าใครอย่าแตะ ก็จะขยายความกลับไปกลับมาวนไปวนมา ก็จะเข้าใจมากยิ่งขึ้นเท่านั้น
640416_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ผู้ไม่รู้ตัวเองไม่รู้ทั้งหมด ผู้รู้ทั้งหมด รู้ตัวเอง