ผู้ละอายเกรงกลัวต่อบาปอย่างแรงกล้าคืออาริยะที่แท้จริง.docx
เนื้อหาในไฟล์
ผู้ละอายเกรงกลัวต่อบาปอย่างแรงกล้าคืออาริยะที่แท้จริง _Duangsamorn Kitticharudul (ดวงสมร กิตติชาฤดล) : ผู้เข้าสู่ความเป็นอารยบุคคลย่อมมีความละอายและเกรงกลัวต่อบาปอย่างแรงกล้า มากน้อยแค่ไหนตามฐานภพภูมิธรรมของตน พ่อครูว่า…อธิบายคำว่า อริยะ อารยะ กับอาริยะ ว่าต่างกัน (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) แต่อริยะ กับอารยะ เขาปฏิบัติกันไม่มีมรรคผล แต่อาตมามาใช้คำว่า อาริยะ แทน ถ้ามีความละอายเกรงกลัวต่อบาปอย่างแรงกล้า ผู้นั้นเป็นอาริยะ ที่แท้ ถ้าหากเป็นผู้ที่ไม่มีความละอายต่อบาปหรือแม้แต่รู้ว่าตัวเองเป็นผู้ที่มีบาปไม่ถูกต้อง ผู้ที่ถูกต้องเป็นอีกคนนึง คนนี้ยังไม่เกิดจิตละอายหรือเกรงกลัวต่อ เราก็ต้องละอายที่คนนั้นเขาเจริญที่เรามุ่งความเจริญ เราเห็นความเจริญแบบนั้นมันถูกต้อง จริงด้วย เรายังไม่เกิดความละอายคนนี้ก็ยังไม่กระเตื้องยังไม่มีเทวธรรม ก็ยังถือตัวถือดียังไม่ยอมลดราวาศอก ยังจะถือดีถือตัวยึดมั่นที่ตัวเองอยู่ ได้ตำแหน่งหรือพอจะรู้แล้วก็ตามแต่ก็ยังไม่ยอม อย่างนี้ก็ไม่เข้าข่ายที่จะเจริญพัฒนาโลกุตรธรรมได้ ต้องมีความยินดี มีความละอาย มีความจริงใจที่แม้ว่าเกิดอาการจิตอย่างนี้ ยิ่งละอายชัดเจนเพราะรู้จริงๆว่า ตนเองยึดผิดว่าถูก แล้วมาเถียงมาแย้งมาโต้มาต้าน ดีไม่ดียกสิ่งผิดไปข่มสิ่งถูก มันน่าอายนะ เอาขี้หมาไปแข่งทองคำ มันน่าอาย ช่างงมงายเหลือเกินเรานี่ มันจะละอายจริงๆ นี่เป็นสัจธรรม ธาตุจิตที่มันจะเกิดสภาวะอย่างนั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่าธาตุที่แสดงถึงความเป็นเทวะเป็นความเจริญ เป็นความสูงขึ้น เทวธรรม จึงมีหิริโอตัปปะเป็นตัวยืนยัน ซึ่งไม่ง่ายที่จะเข้าใจความจริงอันนี้ อาตมาก็ต้องพยายามอธิบาย มันจะเกิดอาการจริงทางใจ ถ้าเกิดอาการละอายกลัวต่อความผิดพลาดที่เราได้ทำไปแล้วละอายจริงๆ กลัว ยิ่งโอ้โห ทำแล้ว อ
อ่านต่อ
าการแรงกล้า ติปพัง กลัวมาก ถ้ากลัวมันก็จะสำนึก กลัวไม่เอา ก็จะต้องแก้ไข แต่ถ้ามันไม่มีอาการมีน้ำหนักถึงขนาดนั้น มันก็ดื้อๆบื้อๆตาใสอยู่อย่างนั้น แล้วจะไปแก้ไขตัวเองยังไง คนนั้นก็จมอยู่กับอันเก่า พูดไปแล้วอาตมาก็เห็นความจริงที่คนอย่างนี้ยังมีในสังคมศาสนาพุทธ น่าสงสารก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ได้แต่พูดไป อธิบายความจริง หากท่านฟังด้วยดีไม่มีอคติ สุสูสัง ละภะเต ปัญญัง จะได้ปัญญา จะได้เกิดความฉลาดขึ้น รู้ความจริงแล้วก็ต้องมาเป็นผู้ที่ละอายต่อความจริง เกรงกลัวต่อความจริง เขาก็จะเกิดความรักความจริงดีขึ้นมา แต่ถ้ายังไปคว้าเอาความจริงเอาความผิดพลาด ความเก๊ๆ ก็น่าสงสาร เพราะฉะนั้นผู้ที่มีปัญญาก็น่าจะเกิดสำหรับผู้มีความเฉลียวฉลาด แต่เห็นอาการติดยึดหลงงมงายไหม ผู้ข้องอยู่ในถ้ำ คุหัฏฐกสุตตทิทเทส อาตมาเห็นอันนี้แล้วอยากจะมาขยายความ แต่ก็ยังติดอยู่ที่ปัญญาอยู่นี่ เอามาเตือนเพื่อให้คุณรู้ว่าจมอยู่ในลักษณะต่างๆเหล่านี้หรือไม่ พระพุทธเจ้าแจกแจงรายละเอียดชัดเจนว่าความเสื่อมของคนมันจะเป็นอย่างนี้ เสื่อมเมื่อใด ลักษณะจะเป็นคนที่ติดในถ้ำป่าเขา ไปนั่งสะกดจิตจมลแล้วหลงว่าเกิดพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ เป็นพระพุทธเจ้าอยู่ในนั้นหมด นั่งหลับตานั่นแหละจะได้เป็นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าหลับตาใต้ต้นโพธิ์ก็ต้องเข้าใจอย่างนั้นและจะเอาเป็นอย่างนั้นเรียกว่า เห็นช้างขี้อย่าขี้ตามช้างด้วย ไม่รู้ว่าตัวเองที่แท้ยังไม่ใช่ช้าง ตัวเองเป็นแมงหวี่ อย่าไปขี้อย่างช้าง อันนี้เขาก็ไม่รู้ตัวกัน สติปัฏฐาน อานาปานสติ สติปัฏฐาน อธิบาย อานาปานสติ คือ คนที่ยังไม่ตาย มีลมหายใจเข้าออก คนนั่นแหละจะต้องมีสติปัฏฐาน แยกกันไม่ได้นะ สติปัฏฐานต้นก็คือ 4 พิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม อานาปานสติ ไม่ได้มีการพิจารณาอะไรมีแต่มืดจมลงอยู่ในความจมลงไปในถ้ำอยู่อย่างนั้น อยู่ในถ้ำจมลงเป็นความหลงว่าต้องเป็นอย่างนั้น พยัญชนะก็คืออยู่ในถ้ำติดถ้ำ จมอยู่ในความหลงแค่นี้ก็หนักหนาสาหัสแล้ว เราเป็นคนอย่างนี้เชียวหรือ อย่างนั้นแหละยังมีอยู่เยอะ เห็นทางโทรทัศน์จอ SBB จอของกลุ่มมหาบัว น่าสงสาร หัวโล้นมันๆ ถ่ายภาพมาน่าสงสาร สนิทนิ่งสงบศรัทธาเลื่อมใสมุ่งมั่นตั้งใจ เห็นแล้วก็น่าสงสาร ไม่รู้จะทำยังไง คนเราจะไปบีบบังคับให้คนฉลาด ให้คนรู้ตื่น มันบังคับไม่ได้ก็ได้แต่ไปอย่างนี้แหละ กระตุกอยู่เรื่อย เขย่าแทงให้รู้สึกตัวว่าตื่นๆๆ ไม่ยอมชาคริยะ ไม่ตื่น ไม่สะดุ้งสะเทือนเฉย อย่าว่าแต่แทงด้วยเข็มเลย แทงด้วยหอก 100 เล่ม เช้า กลางวัน เย็น ก็เฉย ยิ่งกว่าหินผา พูดก็เมื่อยแล้ว
640416_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ผู้ไม่รู้ตัวเองไม่รู้ทั้งหมด ผู้รู้ทั้งหมด รู้ตัวเอง