ปัญญาข้อที่ 1 ในปัญญา 8 ต้องได้ฟังจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.36 KB
วันที่แก้ไข14 เมษายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

ปัญญาข้อที่ 1 ในปัญญา 8 ต้องได้ฟังจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า ปัญญาข้อหนึ่ง คุณต้องได้ฟังจากสัตบุรุษ ได้ฟังจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้านั่นแหละเป็นยอด แต่หาโอกาสจะได้พบพระพุทธเจ้านั้นยาก เพราะฉะนั้นยากก็ไม่ต้องรอ พบพระโพธิสัตว์ พบสัตบุรุษนี่แหละเอา หรือผู้อยู่ในฐานะครู ท่านก็บรรยายไว้หมดแล้วพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นในคำว่าผู้อยู่ในฐานะครู เพื่อนพรหมจรรย์ผู้อยู่ในฐานะครู ก็ต้องหมายความว่า ในฐานะผู้ที่จะสอนเราได้ ต้องมีสัมมาทิฏฐิ อย่างน้อยถ้าแม้ว่าครูผู้นั้นจะยังไม่บรรลุต้องสัมมาทิฏฐิ สอนสิ่งที่ถูกต้องไม่ผิดเพี้ยน ถ้าหากผิดเพี้ยนมันก็เละเทะสิ ก็ต้องถ่ายทอดสิ่งที่ถูกต้องมา เป็นบัญญัติ เป็นภาษา เป็นพยัญชนะ เป็นความรู้ เป็นตรรกะอะไรก็แล้วแต่ แล้วค่อยๆสะสมเป็นความจริง สะสมลงเป็นสัจจะความจริง ที่เราจะเป็นสภาวะลงในตัวเราเรื่อยๆ เริ่มเป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ไปตามลำดับ ความจริงของพระพุทธเจ้าเมื่อเราได้รับจากพระพุทธเจ้าเราก็ต้องขยันเข้าไปหาไปไต่ถาม มันจะเกิดสัจจะความจริงที่ความละอาย ฟังแล้วก็ยากที่จะเข้าใจว่า ทำไมต้องละอาย อาตมาก็ขยายความแต่ยังไม่เก่ง ก็ทำไมไม่ละอายเล่า ก็เราเองยังโง่ ไปเที่ยวทำเละเทะแสดงสิ่งที่ไม่น่าแสดง ไปเปิดเผยสิ่งที่ไม่น่าเปิดเผย ดีไม่ดีอย่าว่าแต่เปิดเผยเลย หลงว่ามันดีแล้วอวดโอ่อีกด้วย ไปทำเลอะเทอะมาตั้งเยอะ พอมาเจอผู้อยู่ในฐานะครู หรือสัตบุรุษ หรือผู้เป็นพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นผู้มีสำนึก มีปฏิภาณปัญญารู้ว่า โธ่เอ๋ย! เรานี่นะ ถ้าที่เรารู้ผิดและยึดถือผิดมา ถ้าแบ่งแยกเป็นความรู้ถูก เราทำถูก เราทำผิด แบ่งแยกเป็นธรรมะ 2 เราไปยึดถืออันที่ผิดปฏิบัติ มาทำ มามีลูกศิษย์ลูกหา มีผู้ที่นับถือเรายกย่องเราต่างๆนานาก็พาเขาลงนรก สรุปแล้วก็คือพาเขาลงนรกก็เป็นโจร เป็นโจรท

อ่านต่อ

ำลายศาสนา ทำลายครูบาอาจารย์ ทำลายธรรมะของพระพุทธเจ้า โทษมันแรงมากนะ ละอายมาก เราจะไปทำผิดอย่างอื่นก็ทำไปเถอะแต่มาทำของพระพุทธเจ้าท่านเสียหาย บกพร่อง ผิดพลาด แล้วเราเป็นตัวเหตุด้วย เป็นตัวสำคัญ เป็นตัวผู้นำ เป็นตัวพาลงนรกนะ เฮ้ย! ไม่ละอายเมื่อนี้จะไปละอายเมื่อไหน เราทำไมมันโง่จัง หรือจะใช้ภาษาพ่อขุนราม หรือภาษาท่านพุทธทาสบอกว่า กูทำไมโง่จัง มันก็จะรู้ตัวเอง ละอายต่อความชั่ว ความเลว ความไม่ดี ความบกพร่องของตนเอง เพราะธรรมะที่เราทำนั้นมันย้อนแย้ง มันทำลายสิ่งที่จริง มันไม่จริงก็ทำลายสิ่งที่จริง เสร็จแล้วเราไปเปิดเผยแล้วไปขยายความ ไปเน้น ดีไม่ดีได้ด่าว่าได้ลบหลู่ผู้ที่ถูกต้องด้วย แล้วคุณจะไม่สำนึกเมื่อไหร่ คำว่าสำนึกนี้มันสูงส่งนะ แล้วคุณไม่สำนึกเมื่อนี้ที่มันรู้แล้วว่าตัวเราหนอที่ผ่านมานั้นเราพากันหลงเลอะๆเทอะๆไป ทั้งๆที่ท่านยืนยันว่าอย่างนี้ถูกอย่างนี้ถูก เราก็ไม่เชื่อ ต้องว่าเราถูก นี่แหละมันถึงต้องละอายอย่างแรงกล้า ติพพัง ทั้งหิริ โอตตัปปะ เรียก หิโรตัปปัง หิริ มันละอาย โอตตัปปะ มันกลัว หิโรตัปปัง คือทั้งกลัว ทั้งละอาย อยู่ในตัวเลย ติพพัง อย่างแรงกล้า จึงเกิดความดูดดึงหรือเกิดความรัก เปมัง คนนี้ควรรัก แต่ไม่ใช่ความรักอย่างโลกีย์ มิติที่ 1 หรือ 2 แต่เป็นมิติที่ 7 ขึ้นไป อย่างน้อยรักอย่างพระเจ้า ยิ่ง มิติที่ 8 เป็นพุทธก็ยิ่งเป็นความรักที่ละตัวตน ละความนิรันดร ละความติดยึด ที่เป็นโลกีย เทวนิยม มาเป็นโลกุตระ มาเป็นอเทวนิยม เสร็จแล้วก็คารโว เคารพนับถืออย่างยิ่ง เข้าไปไต่ถามไปสอบถามตามกาลอันควร ไม่ใช่ไปจู้จี้จุกจิกอะไรกันมากมาย ต้องตามพอสมควร ตามที่เป็นไปด้วยดี ไม่เป็นการรบกวน มันถือเป็นบาปด้วย ถ้ารบกวน ใช่ไหม

640414_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ โพชฌงค์ 7 สัปปุริสธรรม 7 โดยพิสดาร

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน