สลายอัตตาละอุปาทานในขันธ์ 5.docx
เนื้อหาในไฟล์
สลายอัตตาละอุปาทานในขันธ์ 5 _ฟ้าเจือศีล...ดิฉันสะดุดคำสอนพ่อครู ในวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา เรื่องพระอรหันต์เป็น พีชนิยาม ถ้ามีคำสอนต่อว่าเป็นสภาวะที่ซับซ้อนมาก ถ้าไม่มีคำนี้ก็จะงงมาก เฉพาะตรงนี้ พ่อครูคงต้องอธิบายขยายความอีกยาว เพราะความรู้ก่อนหน้านั้นรู้ว่าพระอรหันต์อยู่เหนือจิตนิยามและอยู่เหนือธรรมนิยาม และอีกคำว่า พระอรหันต์ไม่มีวิญญาณ ไม่เป็นพีชะด้วย ก็ต้องคิดเอาเองว่า พระอรหันต์ไม่มีวิญญาณที่ไม่รู้ (พระอรหันต์ ท่านรู้ไม่มีวิญญาณที่ท่านไม่รู้ ท่านรู้จนจบแล้ว หรือพระอรหันต์ไม่มีวิญญาณที่อวิชชา ใช้พยัญชนะอย่างนี้พูดก็ถูก เข้าใจอย่างนี้ถูกไหมคะ พ่อครูว่า...พยัญชนะกับสภาวะมันลงตัวจริงๆ ลงไปในตัวเนื้อแท้ของสิ่งนั้น จะมีสภาวะ 2 ที่ต้องสรุปเป็นหนึ่ง ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 สัจจะมีหนึ่งเดียวเท่านั้น ไม่เกิดภาวะที่มี อันตา มีสิ่งที่เลยไปด้านไหนเป็น 1 บ้องแบ๊วอยู่ในนี้ คนที่เกิดความเป็นเช่นนั้น ตัวเลขไทยชัดเจน ๑ เป็นปลายเปิดหางออกไป อ.อ่าง วนอยู่ในอ่าง อ.อ่างไม่มีปลายออกมา หาก อ.อ่างมีปลายออกมาก็วนไปหาโลก เข้าสู่สิ่งที่ควรอธิบายให้ฟังต่อไป มาไล่จากธาตุรู้ ธาตุรู้ก็ต้องมีคู่ ส่วนจึงจะชื่อว่าวิญญาณหรือว่าอัตตา ผู้มีอัตภาพเกิดเป็นจิตวิญญาณขึ้นมาแล้ว แม้คุณจะเป็นสัตว์เซลล์เดียว พัฒนามาจาก พีชะแล้วก็ตาม สัตว์มันหลุดจากที่แล้วแต่ว่าพืชมันไม่หลุดจากที่รากมันจะยึดกันอยู่ด้วยดิน หรือแม้จะอยู่บนอากาศรากมันก็จะหาอาหารจากอากาศหรืออาศัยน้ำ ในดินก็อาศัยดิน สัตว์มันก็เคลื่อนไปเพื่อรักษาตัวเอง มันเคลื่อนตัวเองไปได้ ถ้าหากเป็นการวิวัฒนาการของธรรมชาติก็เกิดในตัวมันเองได้ หรือมันได้รับเชื้อจา
อ่านต่อ
กผู้อื่น เชื้อที่เจริญมาก็ได้เร็วได้มาก หากจะรอมันพัฒนาตัวเองจากอุตุเป็นพีชะ จากพีชะเป็นจิต ยิ่งจิตไม่ได้พบสัตบุรุษก็ไม่ได้เรียนกรรมวิบาก พอจะเข้าใจว่าจิตนิยามหรือจิตวิญญาณมันต้องมีพลังงานที่เรียกว่ากรรมเป็นของของตน กรรมตัวเองทำ ไม่ใช่ไปฝากไว้กับ GOD ไม่เช่นนั้นคุณก็ไม่พัฒนาตัวเองต้องพึ่งพา GOD ตลอดตายเกิดแล้วตายอีกนั่นแหละ ถ้ามารู้ว่าเรานั่นแหละจัดการธาตุ 2 ของเราเองจัดการธาตุ 2 ของเราเอง การเกิดรู้เช่นนี้ขึ้นมาโดยสภาวะ นี่แหละคือการพ้นสักกายทิฏฐิ รู้กาย 2 ที่มีทั้งภายนอกและภายใน มีทั้งรูปกับนามทำงานร่วมกัน สังเคราะห์สังขารกันตลอดไป จากหยาบ จึงมาศึกษาจากหยาบ แล้วเราก็มาปลงรูปภายนอก ปล่อยรูปภายนอกเข้าใจรูปภายนอกให้ได้ว่า มันเป็นสิ่งหนึ่งที่พร้อมจะหลุดเป็นอย่างอื่นได้ ส่วนของเราข้างในก็เป็นธาตุที่เราเกาะกลุ่มเป็นตัวเราเอง ข้างนอกก็เป็นกาย ข้างในก็เป็นอัตตา กายกับอัตตา หรือกายกับจิต เพราะฉะนั้นกายนี้ขาดภายนอกไม่ได้ แต่จิตขาดภายนอกได้ ถึงวาระที่จะขาด ถ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิก็ไม่รับเสียดื้อๆ หลับตาซะเลย ไม่รับรู้ภายนอกเลย เข้าไปแต่จิต คนนี้ไม่มีวันแก้ไขจิตตัวเองที่จะพัฒนาให้มันเข้าใจถ้วนรอบในเทวะใน 2 อย่างแล้วเลือกสลายเทวะจน นิพพาน ปรินิพพาน ทำไม่เป็น เรียนรู้ไม่ได้ พวกหลับตาอาตมาก็ได้จะย้ำซ้ำพูดด้วยความสงสาร น่าสงสารสังเวชจริงๆ ท่านจะจมไปอีกนานเท่าไหร่ ที่จะติดยึดอยู่กับการหลับตานี่หนอ ก็เอาก็ช่วยกันไป ผู้ที่แสวงหาไม่มีอคติไม่ติดยึดจมอย่างพวกนั่งหลับตา ก็จะค่อยๆเกิดภูมิปัญญาว่ามันน่าลองดูอย่างนี้ หรือเกิดปฏิภาณว่าอย่างนี้แหละใช่ ถ้าอย่างนั้นยังหลงอยู่เลย มันสมบูรณ์แบบนั้นมันจะเป็นปัญญาปฏิภาณที่ฉลาดเฉลียวเลย มันมีเหตุปัจจัยอะไรต่ออะไรที่อาตมาขยายความแล้วมันชัดมันครบ ผู้ที่มีปฏิภาณปัญญาเกิดไอ้นั้นมันพร่อง มันไม่ครบ ก็หลับตาแล้วตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็ไม่มีแล้ว อันนี้มันก็อยากตื่นชัดอยู่แล้ว อยากจะบอกว่าหลับตาแล้วจะเกิดปัญญา อาตมาก็อ้างอิงที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้หลายแห่งหลายหนว่าปัญญาจะเกิด แบบนั่งหลับตาแล้วโผล่ขึ้นมานั้น มันไม่ใช่ ทุกอย่างมาแต่เหตุ ต้องมีเหตุตั้งแต่เริ่มต้นได้ยินจากผู้อื่น แล้วต้องมีครบทั้งนอกและใน ผู้อื่นที่เป็นสัตบุรุษ ผู้เป็นครู ผู้เป็นสัมมาทิฏฐิ ก็จะสอน 1 ใน 2, สอน 2 ใน 1 ตราบที่เรายังมีชีวยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน เราก็ต้องอาศัย 2 ไปอาศัย อยู่ในกาละก็ต้องมีอย่างนี้ไปตลอดจนกว่าคุณจะทำปรินิพพานเป็นปริโยสาน แยกธาตุเป็นอุตุได้ จาก 2 แยกกายสเภทาปรัมมรณา ก็อนัตตา ก็ 0 ไม่มีตัวตน ไม่มีอะไรเหลือ หลังจากการตายเมื่อกายแตก แต่ถ้าคุณจะอยู่เป็นจิตนิยาม คุณต้องมีร่างกายก็สักแต่ว่าอาศัย มีรูปอาศัยมีนาม 4 โดยขันธ์นะ เพราะฉะนั้นก็ต้องเรียนรู้ นาม ที่มันเป็นตัวนามธรรม เป็นตัวการใหญ่เลย ปลอมตัวเป็นตัวเราแฝงซ้อน หลอกตัวเราเองว่าเป็นตัวเราเอง ที่จริงมันเป็นแขกจร มันเป็นอื่น แต่เราไปยึดถือเป็นเราด้วยอวิชาด้วยความโง่ มาฝังอยู่ในรูปว่าเป็นเรา มาฝังอยู่ในวิญญาณว่าเป็นเรา ฝังในเวทนาสัญญาสังขารว่าเป็นเรา มันแฝงมันฝังอยู่ เพราะฉะนั้นคนตาไม่ดีแยกแยะจับตัวมันไม่ได้ เพราะว่ามันสนิทแน่นมาก ทำตัวเป็นตัวเราเฉยตีกินไปนิรันดร กว่าจะมาแยกแยะรู้ได้ รู้ว่าตัวนี้เป็นตัวโทษภัย กลิ จับอาการ ลิงค นิมิตได้ นี่เป็นอุปธิตัวที่1 แล้วมันก็มาฝังแฝง อยู่ในรูปนามขันธ์ 5 จนกระทั่งมาศึกษาอภิสังขารแยกแยะได้ ประหารตัว กลิ ตัวไม่ดีไม่ได้ ก็เหลือแต่รูปนามขันธ์ 5 ที่สะอาดปราศจากรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่มี กลิ ตัวกิเลสนี่ กิเลสคือตัวองค์ใหญ่ แต่กลิ คือ หัวใจพลังงาน รากเหง้าของกิเลส พอเราสามารถแยก 1. คือกิเลสหรือกลิได้ 2. มันแฝงในขันธ์ 5 และ 3. อภิสังขาร อยู่ที่รู้ อุปธิ 3 ก็จัดการ สังขารเป็นสำคัญอย่างยิ่งอย่างผู้เจริญยอดเป็นอภิปัญญา ก็คือ การปรุงแต่งให้มันสะอาดจากกิเลส ขันธ์ก็สะอาดหมด กระนั้นแล้ว ขันธ์ก็ไม่ใช่เรา รูปก็ไม่ใช่เรา เวทนาก็ไม่ใช่เรา สัญญาก็ไม่ใช่เรา สังขารก็ไม่ใช่เรา วิญญาณก็ไม่ใช่เรา เรายึดไปเป็นเรา ถ้าไปหลงยึดมั่นถือมั่นก็เวียนวนโดนหลอก อาการของยึดมั่นถือมั่นคืออย่างไร อาการของยึดอาศัยคือขนาดไหน
640416_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ผู้ไม่รู้ตัวเองไม่รู้ทั้งหมด ผู้รู้ทั้งหมด รู้ตัวเอง