141010 พุทธศาสนาสอนอย่างไร-พ่อท่าน-วัดมหาธาตุ-r002 กำลังจัดหน้า
เนื้อหาในไฟล์
141010 พุทธศาสนาสอนอย่างไร-พ่อท่าน-วัดมหาธาตุ-r002
10 ตุลาคม 2514 วันนี้ก็ที่จริงมันตายกันไปหมดถ้าจะออกไปแต่เช้าจนกระทั่งมาฉันมหาลัยที่นี่เลยสายัณห์สัญญาก็ไม่บอกไม่รู้ซะก่อนมีหัวหน้าทีมรู้เรื่องก่อนแล้วจะมาที่นี่ไม่งั้นตายไปแย่ต้องมีอะไรวันนี้นิดหน่อยก็คุยกันบ้างเล็กน้อยแต่เรื่องที่จะบังคับบัญชากันมากที่สุดก็คือว่าเพื่อนเกี่ยวกับทุกๆเวลาทุกๆเช้า ที่เราเป็นอยู่มีชีวิตอยู่ประจำวันทุกๆเวลาอย่าเพิ่งคิดว่าแต่เพียงว่าเราจะมานั่งสมาธิชั่วคราวอาทิตย์นึงก็มานั่งเดี๋ยวหนึ่งครึ่งชั่วโมง 2 ชั่วโมงอะไรเวลาว่างๆอยู่ที่บ้านก็ได้นั่งกลางคืนนึกว่าอะไรเวลาวันหนึ่งสักชั่วโมงสองชั่วโมงแค่นั้นมันไม่พอมันไม่พอแน่นอนไม่พอเด็ดขาดเลยถ้าแม้ว่าผู้ใดที่พากเพียรเพื่อที่จะทำให้มันได้ถึงสุขหรือว่าได้มาถึงผลแล้วก็เอาแค่มานั่งเสานึงแค่ครึ่งชั่วโมง 2 ชั่วโมงเวลากลางคืนนั่งได้ชั่วโมง 2 ชั่วโมงทุกคืนก็หมดมันจะต้อง ภาพเพี้ยนตลอดเวลาแม้กระทั่งยืนเดินนั่งนอนตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งจบหลับอีกทีนึงตลอดไปทุกเวลาให้ได้อย่างนั้นมันถึงจะพอมันถึงจะเพียงพอได้ถ้าแม้ว่าคุณได้ประมาทเพียงแต่คิดว่าเราจะบำเพ็ญแค่นี้แหละพอกินแค่ที่เป็นนั่งสมาธิกันหรือแค่เวลาวันใดและเวลาใดที่เรากำหนดจำกัดลงไปว่าเราจะไปวัดไปวาหรือจะไปทำอะไรใครที่วัดมันไม่พอหรอกเหตุที่ไม่พอนั้นก็เพราะว่าเราเองที่คนที่มาเกิดในช่วงยุคนี้เนี่ยเป็นผู้ที่มีบาปเยอะ มีบาปกันมามากมายเพราะฉะนั้นบาปต่างๆพวกนี้แหละมันจะต้องมาเลาะมาล่อมาพากเพียรกำจัดออกไปไอ้ที่จะกำจัดออกไปนั้นเราก็จะต้องกำจัดให้มันมากที่สุดเพราะธรรมดามันไม่อยากจะออกจากตัวเราอยู่แล้วมันเป็นของเหนียวของแน่นและเหตุนั้นเราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้เวลามากกว่ามากที่จะมารับและโดยเฉพาะเราได้ประมาทมาแล้วตั้งแต่เด็กทุก
อ่านต่อ
คนเกิดมาไม่มีเวรมีกรรมอยู่อย่างหนึ่งเวรกรรมอันนั้นก็คือว่าพอเกิดมาตั้งแต่เด็กเนี่ยจะต้องถูกหลอกเสมอจะต้องถูกพ่อแม่ หลอกอะไรหลอกให้เป็นคนโลกโลกหลอกให้เป็นผู้ที่เอาโลกนี้แหละใส่ตัวเองเอาโลกมาใส่ตัวไม่ใช่โรคนะโรคหรือโลกีย์โลกิยะเนี่ยมึงมาใส่ตัวตนเพราะอะไรเพราะพ่อแม่ผู้ที่จะมีลูกขึ้นมาก็เป็นผู้ที่อยู่กับโลกอยู่กับโลกีย์มีแต่โลกีย์แล้วก็เป็นไปด้วยโลกีย์ทั้งนั้นไม่ได้มีโรคอุจจาระหรือว่าไม่มีธรรมะพอกันไม่ได้ว่าจะเป็นท่านมักท่านผลอะไรเมื่อเหตุนั้นจึงหลอกไปตามโลกอยู่เรื่อยตั้งแต่เป็นอยู่มีความมีชีวิตอยู่นั่นแหละเป็นอยู่โดยที่เราว่ากินอยู่หลับนอนหรืออะไรก็ตามแต่ทั้งหมดทั้งมวลเป็นอันเดียวกันหมดซึ่งเรียกว่าโลกีย์ทั้งนั้น และผู้ที่ดำเนินตนอยู่ในโลกีย์นั้นก็คือผู้ที่เป็นไปตามธรรมดาธรรมชาติคือมีโลภะมีโลภะให้ตัวเป็นธรรมดาธรรมชาติเลยโปโลพระเป็นตัวค้ำจุนโลกตัวโลภะเป็นตัวที่จะยึดทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้หมดเลยเป็นตัวยึดแท้ๆเป็นตัวที่จะครองความเป็นตัวตนความเป็นอัตตาความเป็นกลุ่มความเป็นก้อนอยู่คือโลกิยะทั้งนั้นคือโลภะถ้าเผื่อว่าไม่มีรอพระซะแล้วทุกอย่างไม่ยึดเป็นตัวเป็นตนทุกอย่างมายึดอะไรทั้งหมดความละเอียดชั้นละเอียดที่สุดแห่งที่สุดก็คืออำนาจความเกาะเกี่ยวเอาไว้แม้กระทั่งตัวตนร่างกายเท่า รูปภาพตัวที่สุดแห่งที่สุดที่พูดเกินไปขอบเขตของโลกิยะที่จะเล่าให้ฟังนี้มันถึงขั้นที่เรียกว่าเยื่อใยแห่งแม่เหล็กใหญ่สุดท้ายที่มันจะทิ้งออกไปในภาวะที่คนผู้นั้นสามารถที่จะทำลายความเป็นแม่เหล็กอันนั้นได้เพราะงั้นที่เราจะเรียนรู้เนี่ยเราจะเรียนรู้ถึงสิ่งที่มันยึดเกาะองุ่นต่างๆไว้ในตัวเราเองมีร่างกายอยู่ตลอดไปได้จนกระทั่งตายก็เพราะอำนาจของแม่เหล็กทั้งนั้นอำนาจของความยึดเกาะและอำนาจแม่เหล็กอันนี้แหละคือตัวโลภะคือความดึงดูดพลังดูดถ้าไม่มีพลังอันนี้ซะแล้วไม่มีหรอกทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีพลังงานก็ไม่เกิดการดูดพลังงานที่มันมีอยู่ในใจของเรานี่เราเรียกว่าจิตดวงวิญญาณมันมีความดูดมีความที่จะยึดเกาะกลุ่มกันเอาไว้แล้วมันก็ไปทำให้ร่างกายยึดเกาะอีกทีนึงเป็นชั้น 1 เหมือนกับพลังแม่เหล็กที่มันมีอยู่ในเนื้อเหล็กพลังแม่เหล็กที่มีอยู่ในเนื้อเหล็กถ้ามีพลังพอธรรมดามันก็ยึดเกาะอโนของเหล็กเอาไว้เป็นแพ่งถ้ามันมีมากมันก็ส่งออกมาข้างนอกแค่นั้นก็เป็นแท่งแม่เหล็กเห็นชัดๆถ้าเผื่อมันไม่มากมันก็เหลือแต่ความเกาะกลุ่มที่มาจากความเป็นเหล็กเอาไว้ถ้าเผื่อว่ามันน้อยลงน้อยลงน้อยลงมันก็เสร็จก่อนเป็นสนิมเหล็กเป็น อะไรๆที่จะปล่อยปล่อยคลายอารมณ์ของแท่งเหล็กไม่ให้มันเสื่อมสลายออกไปเรื่อยๆเรื่อยๆนั่นแหละคืออำนาจของความเกาะกลุ่มมันลดลงลดลงลดลงเหมือนกันคนก็เหมือนกันเพราะว่าในร่างของคนมีอำนาจที่มันเกาะกลุ่มอยู่จริงๆแท้ๆก็คืออำนาจของจิตหรือตัวแม่เหล็กเยื่อใยสำคัญอำนาจของจิตถ้าหมดลงไปหมายคำว่าจิตด้วยวิญญาณออกจากนอกตัวไปครับเหลือแต่ร่างกายไม่เกาะกลุ่มแล้วประเดี๋ยวก็ค่อยๆพูดค่อยๆร่อนออกมาเปื่อยหน้าผุพังออกไปตามระดับตามระดับนั่นคืออำนาจของความเกาะกลุ่มอำนาจของจิตอำนาจของแม่เหล็กและอำนาจใดๆที่มันจะเหลืออยู่แม้แต่ในร่างกายของเรานั้นถ้าเผื่อว่าเราไม่มีความสามารถที่จะทำลายอำนาจนั้น มันก็จะทิ้งอำนาจพวกนี้ล่ะเอาไว้ที่ร่างกายก็ยังมีออกจากร่างกายออกไปสะเด็ดลอยฟ่องไปที่ได้หาที่ยึดที่เกาะใหม่ก็มีแต่ความเป็นจริงแต่มันเป็นความละเอียดละออที่ถ้าผู้ใดไม่สามารถที่จะทำลายได้แล้วเจ็บตัวที่จะล่องลอยออกไปก็ทำลายไม่ได้แม้ที่สุดจิตที่มันยังจะเกาะอยู่ในกระดูกกระเดี้ยวเจาะเกราะอยู่ในอะไรก็ตามแต่ในร่างกายสังขารของเรานี่มันก็จะยังเกาะอยู่ในนั้นพระพุทธเจ้าเมื่อเวลาท่านทำลายจิตของท่านได้แล้วไม่มีจิตตัวไหนที่จะออกไปไหนหนึ่งคือไม่มีพลังงานอะไรที่จะออกไปจากร่าง 2 พลังงานที่เหลือในร่างกายของท่านเองท่านก็ทำ ลงไปให้มันเป็นความเป็นกลางทำลายโดยที่เราไม่ให้มีอำนาจการเกาะกลุ่มไม่ให้มีความดึงดูดให้มันสลายออกไปจนกระทั่งมันไม่ดูดอะไรเอาไว้ในร่างกายของท่านเจ้าหน้าที่สุดเมื่อเวลาตรงศพแล้วมีการพระราชทานเพลิงอะไรเรียบร้อยออกไปสิ่งที่จะเป็นอำนาจเกาะสมุยต่างๆอยู่ในร่างกายมันก็ดึงดูดไว้ไม่ได้จึงแตกสลายเป็นสิ่งที่เป็นเม็ดข้าวสารเม็ดงาเป็นอะไรต่ออะไรแตกออกเป็นเสียงหมดที่เรียกว่าพระบรมสารีริกธาตุเพราะมันไม่มีความเกาะกลุ่มมันจึงแตกออกเป็นเสียงไปหมดเลยเป็นเม็ดแหลกละเอียดไปหมดเป็นทุนเลยเพราะความเกาะกลุ่มไม่มีพลังอำนาจแห่งจิตสูญสลายจึงไม่มีความคิด ยึดความเกาะอันนั้นก็ไปตกอยู่แยกกันอยู่ในส่วนต่างๆของพระบรมสารีริกธาตุแยกหน่วยออกกระจัดกระจายออกอย่างละเอียดที่สุดกว่าที่จะเอียดใดๆเพราะเป็นความสามารถของพระพุทธเจ้าท่านสามารถที่จะล้างอำนาจการปรับปรุงนั้นได้จริงๆมันจึงแหลกละเอียดแตกสลายเป็นผงเป็นปุ๋ยออกไปเลยเป็นอันนึงจริงๆเป็นพระอังคารบ้างเป็นพระธาตุบังซึ่งจะไม่มีอรหันต์องค์ใดพระสาวกองค์ใดที่จะมีความสามารถทำให้ภาคหรือว่าดินน้ำลมไฟในร่างกายแต่ละองค์เนี่ยแตกสลายได้มากครับพระพุทธเจ้าไม่มีพระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่สามารถ ทำให้มันแตกสลายได้มากที่สุดเพราะท่านล้างอำนาจความเกาะกุมความยึดเหนี่ยวความยึดถือความที่จะดึงดูดเป็นตัวเป็นตนเอาไว้ได้มากกว่าใครที่สุดเพราะงั้นอรหันต์สมัยนี้ยังแม้จะเป็นอรหันต์อย่างพระอาจารย์มั่นจะมีพระธาตุน้อยแต่ออกมาเป็นเม็ดๆเล็กๆน้อยนอกนั้นก็เป็นขี้ข้าแล้วก็เป็นขี้เถ้านั้นมันสลายตัวเพราะเหตุว่าถูกความร้อนทำลายไม่ได้สลายตัวร้อนอำนาจของการทำลายร่างทำลายกายเองจริงๆนะเพราะมันเป็นแท่งกระดูกอยู่ก็ยังมีเยอะแยะอย่างพุทธเจ้าที่เหลือเป็นก้อนพอดูได้ นั่นแหละหมดเลยไม่เหลือว่าอะไรเป็นอะไรดูยากที่สุดสำหรับพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าเพราะท่านทำลายด้วยอำนาจของท่านเองวิทยาศาสตร์ก็ตามหรือพุทธศาสก็ตามถ้าแม้ว่าเข้าใจได้ถึงพลังอำนาจของพลังงานศาสนาอย่างนี้ได้แล้วล่ะก็จะเข้าใจได้อย่างไม่มีข้อสงสัยไม่มีข้อกังขาไม่งอมวยเลยว่าทำไมพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์เวลาเผาแล้วจึงแตกเป็นเสี่ยงออกเป็นเม็ดอย่างนั้นได้ไม่มีไม่มีไม่มีการสงสัยไม่มีวิธีการอะไรเพราะมันเป็นไปได้เหตุของเหตุและผลของสสารและพลังงานธรรมดาเป็นไปด้วยความเป็นจริงในนั้นนักวิทยาศาสตร์เองที่เขาไม่มีปัญญาเพียงพอเขาก็ไม่รู้เขาก็หาว่าเอ้อเป็นเรื่องโม้ฟัง ประวัติพระพุทธเจ้าแล้วก็เป็นเรื่องโม้เป็นเรื่องเล่าอะไรต่ออะไรกันและทิ้งไว้เฉยๆให้มันดูคลิปไม่ใช่หรอกเป็นเรื่องจริงและเป็นไปด้วยความเป็นจริงมีเหตุผลแม้แต่หลักเอาหลักวิทยาศาสตร์มาอธิบายกันก็ได้ถ้านักวิทยาศาสตร์สามารถที่จะเพ่งตามไปหรือว่าคิดอ่านพิจารณาตามไปให้ถึงได้มันไม่มีอะไรปิดตลาดอะไรเป็นเรื่องไปเป็นจริงๆเป็นสัจธรรมเพราะงั้นถ้าผมนึกถึงสมัยนี้แล้วนิตยสารเจริญเราก็สามารถที่จะแยกเอาสักคำว่าจิตคำว่ากายออกมาให้มันละเอียดละออลงไปว่าจิตนั้นก็คือพลังงานตายนั้นก็คือสสารซื้อวัตถุก็ได้ไม่มีผิดแปลกไม่มี เขียนอะไรเลยสักนิดเดียวแต่ว่ามันมีความละเอียดละออเข้าไปจนกระทั่งแม้แต่พลังงานเองเขาก็แบ่งแยกออกเป็นพลังงานแม่เหล็กพลังงานไฟฟ้าพลังงานแสงเสียงอะไรต่างๆนานาเยอะแยะเลยโดยความละเอียดละออของพลังงานของทางวิทยาศาสตร์มันก็มีแยะเพราะฉะนั้นทางจิตมันยิ่งเยอะกว่าแปลว่าภาษามันไม่ลงตัวกันเท่านั้นถ้าเข้าใจภาษาลงตัวกันแล้วจะเป็นพลังงานแม่เหล็กพลังงานแสงพลังงานเสียงพลังงานไฟฟ้าอะไรก็ตามแต่มันก็มีภาษาของธรรมะเรียกให้มันตรงตัวกันได้ทั้งนั้นเลยทั้งนั้นเป็นต้นว่าพลังงานของแม่เหล็กเราเรียกว่าตัวอุปาทานก็ได้อันเดียวกันอุปทาน คือพลังงานแม่เหล็กรูปกับนามก็คือโปรตอนกับอิเล็กตรอนถ้าไม่มีผิดอะไรพลังงานแสงก็คือพวกโอภาสอโศกาหรือว่าเทวาสัญญาพวกนี้ก็เป็นทุกโอภาสพลังงานแสงพลังงานเสียงเป็นของธรรมดาเลยโปรดคิดนี่มันก็เป็นพลังงานเสียงโสดคลิปนี้เป็นพลังงานเสียงที่มีคือวันที่หรือมีความถี่ละเอียดยิ่งกว่าเสียงธรรมดาตรวจผิดเพราะฉะนั้นผู้ที่ได้อำนาจพิเศษอภิญญาขั้นสุดได้ยินเสียงเนี่ยได้ยินเสียงเกินกว่าหูคนธรรมดาเพราะฉะนั้นโครงภาพหรืออวกาศสัญญาที่ว่าสัญญาอำนาจของแสง ที่ว่านั้นด้วยภาษาบาลีนั้นผู้ที่เห็นโอภาสได้เห็นทิวาสัญญาได้หรืออโรคาสัญญาได้ก็เป็นผู้ที่มีศักดิ์สุทธิเรียกว่าสามารถเห็นแสงที่เหนือกว่าตาเนื้อคนธรรมดาเห็นได้อีกเพราะฉะนั้นรำพันแต่แสนธรรมดาที่เห็นกันจนๆแจ้งๆอยู่ในตาคนธรรมดาอย่างทุกวันนี้นั้นเป็นของขี้หมูเลยสำหรับพุทธศาสนาเป็นของธรรมดาธรรมดาโลกอยู่แล้วซึ่งวิทยาศาสตร์เรียนกันหัวแต่พังแต่พระพุทธศาสนาท่านบอกว่าเรื่องนี้เรื่องมนุษย์ธรรมดาของนักศึกษาท่านเรียนเมตตาฟิสิกส์เข้าไปถ้าเรียนก็ไปถึงขนาดนั้นละเอียดฟิสิกส์ธรรมดาแค่นี้ครับไม่ว่าจะเป็น ที่เป็นหูที่เป็นจับคู่ที่เป็นอะไรที่ต่างๆนานาก็เป็นขั้นละเอียดลออที่ลึกซึ้งเข้าไปยิ่งกว่าที่เรามาเรียนกันอยู่นี้ที่เรามาฝึกกันอยู่นี้จึงเป็นการเรียนวิทยาศาสตร์ขั้นเมตตาธรรมเมตตาใส่มึงเลยเป็นการละเอียดลออขั้นสูงละเอียดขึ้นไปอีกแล้วก็อีกนานมากกว่าทางวิทยาศาสตร์เขาจะติดตามไม่ว่าจะรู้ได้อย่างที่เรารู้แต่นั่นแหละวิชาวิทยาศาสตร์ก็ตามวิชาที่อาตมาแยกแยะไปให้ฟังเมื่อกี้นี้ก็ตามถ้าเราหลงใหลไปเรียนมันไปเรียนไม่ทราบฟิสิกส์อย่างที่อาตมาว่าเมื่อกี้นี้ไปเรียนถึงพลังงานแสงเสียงแม่เหล็กอะไรที่ว่าเมื่อกี้นี้มันก็ไม่ใช่หน่วยตรงมันก็ไม่ใช้วิชาพุทธศาสนา มันเป็นเดรัจฉานวิชาเหมือนกันแต่ที่เล่าให้ฟังเมื่อกี้นี้เพื่อที่จะแยกแยะให้ฟังว่าเราเรียนนี้เราเรียนแล้วมันจะรู้หมดเลยนะพุทธศาสนาพุทธะแปลว่าผู้รู้ไม่ใช่รู้เล็กๆน้อยๆไม่ใช่รู้แต่เฉพาะไอ้เปลือกกับผีไอ้นอกๆรู้จนกระทั่งรู้โลกจริงๆโลกะวิทูรู้โลกจริงๆว่าอะไรเกิดมาเป็นโลกโลกเกิดมาในระดับไหนอย่างไหนแล้วมันจะเวียนวนกันไปเป็นกลับเป็นกันอย่างไรอย่างไรรู้ทั้งโลกอย่างนั้นไม่ใช่แค่รู้โลกเล็กๆน้อยๆนี่คือความละเอียดละออของพุทธศาสนาแต่นั่นแหละเราจะรู้สิ่งเหล่านั้นได้ก็ต่อเมื่อถึงระดับเราจะรู้ว่าฟิสิกส์ได้ รู้กันอนุรักษ์มณูขั้นนิวเคลียร์ไปได้เราก็ต้องเรียกว่าต้องเรียนวิทยาศาสตร์ถึงขั้นปริญญาโทปริญญาเอกท่านดอกเตอร์ขึ้นไปจริงๆแต่เพียงปริญญาตรีธรรมดาก็เรียนแค่กระปิดกระปอยเหรียญพ่อขอลูกๆก็เป็นการแค่นั้นเพราะฉะนั้นจึงต้องเรียนตามลำดับเช่นเดียวกันแม้วิทยาศาสตร์ก็ต้องเรียนตามลำดับและปริญญาตรีปริญญาโทปริญญาเอกคือเราจะเรียนไปจนกระทั่งไปถึงขั้นละเอียดละออขั้นสูงทีนี้เราเรียนพุทธศาสนาก็เช่นเดียวกันเราก็ต้องเรียนไปเป็นลำดับสำคัญโลกที่ว่าพระพุทธเจ้าท่านย่นย่อลงมาแค่ตายของเราโลกในรูปกายยาวนานคือกว้าง 2 ของเรานี่แหละเป็นโรคโรคอันหนึ่งที่เราจะเรียนรู้ให้มันได้ว่ามันมีกายกับจิตหรือ มีสสารกับพลังงานที่ทำงานร่วมกันอยู่แค่เอาแค่นี้ก่อนเอาแค่ตัวนี้ก่อนเมื่อเรารู้ตัวนี้ชัดเจนแล้วเรียบร้อยไปหมดเลยเราก็จะยกสูตรอันนี้พอเราได้เรียบร้อยเรารู้กายกับจิตของเราเรียบร้อยเสร็จหมดแล้วเราจะยกเอาสูตรอันนี้แหละไปแทนค่าหรือไปทำไปหาวิธีทำไปโต๊ะเอาผ้าของโลกที่โตขึ้นหรือละเอียดขึ้นหรือทุกข์ยากขึ้นมาได้เราต้องรู้สูตรคูณซะก่อนเราจึงจะทำเลขคณิตได้เช่นเดียวกันเราเรียนตัวร่างกายจิตประกายของเราให้ได้ก่อนแล้วเราจึงจะไปสามารถ เรียนรู้ถึงโลกที่มันโตใหญ่ที่สุดร่างกายของเราออกไปได้อีกถ้าเราไม่ท่องสูตรคูณมาก่อนเราจะไปทำเลขคณิตไม่ได้ฉันใดเราเรียนรู้ร่างกายของเรายังไม่ละเอียดเราจะไปรู้โลกทั้งโลกและก็ไปรู้จนกระทั่งดาราศาสตร์จนกระทั่งจักรวาลจนกระทั่งเอกภพไม่ได้เพราะมันไกลเกินกว่าที่เราจะเอื้อมมือไปหยิบมาง่ายๆแต่เราจะรู้ได้โดยเรารู้สูตรที่เป็นสูตรโครงสร้างเป็นสูตร basic ไปสู่รากฐานซะก่อนแล้วมันถึงจะกว้างถึงจะก้าวเลยระดับเป็นไปได้นี่เป็นเรื่องของการเริ่มต้นและการที่ปลายเพราะฉะนั้นในยุคของพระพุทธเจ้าเองพระสมณโคดมองค์นี้องค์ที่เป็นพระพุทธเจ้าของเรา ที่ปัจจุบันนี้ที่เรายึดถืออยู่เดี๋ยวนี้นั้นเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่เกิดมาสั่งสอนคนในยุคกับที่จะถึงขั้นมอดสิ้นเรียกว่าสอนคนรุ่นสุดท้ายแล้วหลังจากพระสมณโคดมแล้วคนรุ่นนี้จะไม่มีอีกคนรุ่นนี้จะไม่เหลือหรอกต่อไปอีกคนรุ่นนี้จะล้างโลกเลยรุ่นเรานี่ที่เหลือมานี่กำลังปลายแถวมาเต็มๆทีเต็มทีแล้วเพราะฉะนั้นองค์พระสมณโคดมจงเป็นผู้ที่มาสอนขั้นประถมที่สุดในวิชาของพุทธศาสนาเป็นขั้นขี้หมูราขี้หมาแห้งเลยพระพุทธเจ้าจึงได้ยืนยันว่าพระพุทธเจ้าสอนคนรุ่นนี้แค่ใบไม้กำมือเดียวท่านซ้อน ใบไม้กำมือเดียวจริงๆให้รู้แค่นี้พอแล้วแต่วิชาความรู้ที่มีนั้นมันมากยิ่งกว่าใบไม้กำมือเดียวเป็นใบไม้ทั้งป่าดังที่ท่านใดจัดเอาไว้กับสาวกที่ป่าศรีษะปลาบันทึกเกิดจากเอาไว้ใครเคยได้ยินมาแล้วก็คงจะพอนึกได้เพราะเหตุนั้นความรู้ขั้นที่เราเรียนนี้จึงเป็นความรู้ที่เรียนเพื่อเอาตัวรอดเท่านั้นเองเพื่อเอาตัวรอดทำตัวเองให้หลุดพ้นให้ได้หรือว่าให้สุขให้ได้เท่านั้นเองขั้นต่ำเมื่อ 2,500 กว่าปีมาแล้วพระพุทธเจ้าสอนสาวกของท่านท่านสอนคนรุ่นนั้นยังสอนแค่นี้ใบไม้กำมือเดียวเพราะฉะนั้นขณะนี้พุทธศาสนาผ่านมาอีกตั้ง 2,500 ปี อาตมากำลังพูดกับพวกเราอยู่นี่จึงสอนใบไม้ไม่ถึงครึ่งกำมือแก่พวกเราใบไม้ไม่ถึงครึ่งกำมือที่พูดกันอยู่เดี๋ยวนี้อยากไปเที่ยวคิดว่าแหมอะไรต่ออะไรต่างๆที่มันจะเป็นของที่เหมือนกันเท่ากันตลอดไปตามยุคตามสมัยไม่ใช่เลยแต่ละยุคแต่ละการผิดกันเพราะฉะนั้นจึงเป็นการกระทำที่มันผิดแผนเพี้ยนออกมาตลอดเวลาสิ่งที่เหมือนมีอยู่สิ่งที่ไม่เหมือนจำเป็นที่จะกระทำให้เป็นไปได้ตามเวลาตามกาละก็ต้องทำให้ได้ตามสาระด้วยเหตุนั้นเองถ้าสมัยพระพุทธเจ้าแล้วมีมานั่งมากราบพระพุทธรูปอยู่แบบนี้ท่านบอกท่านไม่เอาหรอกมันนั่งกล่าวพระพุทธรูปอย่างนี้ท่านบอกถ้าไม่เอาหรอกไม่มีความ เป็นอะไรเลยแต่เดี๋ยวนี้ต้องมีการอนุโลมตามพอสมควรแต่เมื่อกี้อาตมาไปทำนิ่มวัดวิมลมาที่ศาลมีการแพทย์นี่ก็มานั่งสวดก็ขนาดเป็นนายแพทย์ไปเมืองนอกเมืองนากันมาทั้งนั้นแหละถ้าเรียกกันในสมัยนี้ก็เรียกว่าท่านปัญญาชนหรือวิญญูชนทั้งนั้นไม่ใช่คนโง่แต่ก็นับถือศาสนาพุทธไปแค่ได้เศษหนึ่งส่วนล้านของศาสนาพุทธยึดถือเอาแต่เพียงว่าจะเปิดร้านประสานมิตรการแพทย์ก็เอาพระมานั่งสวดอาตมาก็ต้องไปนั่งเป็นพระอันดับเพราะเขานิมนต์เฉพาะตัววันนี้ว่าจะต้องให้อาตมาไปด้วยอาตมาก็ไปนั่งก็คงจะมีผู้พระที่เป็นหัวหน้าก็คงจะบอกว่าอาตมาไม่ค่อยจะรับนิมนต์และแม้รับนิมนต์อาตมาไปฉันก็ฉันเป็นฉันอาหาร จะทำให้เรียบร้อยอาตมาก็มามากับพระพรรคพวกในวัดไม่เท่าไหร่ถ้าให้ไปนิมนต์ไปกับพระวัดอื่นอาตมาไม่ไม่ไปด้วยเพราะว่ามันไม่มันมีการดูแคลนกันซึ่งเป็นบาปแต่จิตใจของเขาเองเขามานั่งดูใครอาตมาก็เห็นอาตมาก็ทำไม่เหมือนเขาอย่างน้อยที่สุดอาตมาไม่ทำเหมือนเขาก็คือท่องมนต์แต่เขาไม่ได้สวดมนต์กับเขาไม่เป็นแต่อย่างพระในวัดเนี่ยอาตมาเองเขารู้ว่าอาตมาสวดมนต์ไม่เป็นเค้าก็ไม่ว่าอะไรก็ไม่มานั่งดูแฟนเขาก็จิตของเขาก็บริสุทธิ์อยู่มันก็ไม่มีการทำบาปอะไรก็ไม่เป็นไรแต่ถ้าไปวัดอื่นที่เป็นพระวัดอื่นที่เขาไม่เข้าใจไม่รู้สมุทัยเรื่องนี้เลยแล้วก็มันจะเป็นบาปศาสนาอะไรเรียกเสมอแม้กระนั้นก็ดีเมื่อออกมานี้ที่อาตมายกขึ้นมาเล่าให้ฟังนี้ เรื่องจริงแล้วก็เกิดการปัจจุบันทันด่วนยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างเป็นอุทาหรณ์เล่าสู่กันฟังให้ได้มันจะได้ไม่ใช่ว่าพูดกันโดยไม่มีหลักฐานอ้างอิงคู่กันเป็นสิ่งที่มีหลักฐานอ้างอิงเกิดจริงเป็นจริงและเกิดเดี๋ยวนี้เป็นเดี๋ยวนี้ก็เอามาเล่าสู่กันฟังเดี๋ยวนี้ก็เงินแม้จะเป็นถึงขั้นหมอเมียก็หมอว่าเมียไม่ใช่หมอผัวหมอน้องสาวกับหมออยู่ร้านนี้เป็นไปเมืองนอกเมืองนาแม้แต่ลูกเขายังไปเกิดเมืองนอกเลยฉันฆ่ามันด้วยกันแต่เชื้อชาติไทยเกิดถึงขนาดนั้นเพราะมันจะไปเรียกว่าเขาไม่ใช่ปัญญาชนมีอยู่ชนไม่ได้เขาก็เป็นปัญญาชนวิญญูชนแต่เขารับเอาศาสนาพุทธได้เพียงแหมเศษเมล็ดงาของศาสนาพุทธเขาได้เท่านั้นจริงๆเพราะเหตุใด นั่งสวดมนต์สวดพรเสร็จแล้วก็มานั่งชยันโตอะไรก็ได้แล้วเขาก็ถวายเงินถวายอะไรก็ได้แต่ได้แก่พระถวายข้าวของถวายอาหารให้พระแล้วก็สวดชยันโตซึ่งเขานั่งอยู่ที่ต่อหน้าที่พระนั่งเป็นอันดับสวดอาตมากล้าชี้หน้าได้เลยว่าเขาไม่รู้เรื่องอะไรเลยที่พระสวดไปสักคำนอกจากไม่รู้เรื่องแล้วเขาก็จะไม่เข้าใจอะไรเลยว่าพระมาพูดอะไรแล้วเขาให้พระมาสวดเขาให้ของแก่พระไปโดยได้ให้ทั้งเงินให้ทั้งของซื้อข้าวซื้อปลามาเลี้ยงเนี่ยเขาลงทุนจับจ่ายออกมาแล้วเนี่ยเขาได้ประโยชน์กับเขาไปเท่าไหร่เท่าไหร่คุ้มกันเพราะเขาไม่ได้เพิ่มปัญญาให้ตัวก็เลยแม้แต่นิดนึงว่าที่พระมาเนี่ยก็บอกว่าให้เขาปฏิบัติดีปฏิบัติชอบได้ไง ไม่ได้รู้โดยไม่มีปัญญาเพิ่มเลยถ้าเขาเป็นคนโลภอยู่เท่าไหร่เขาก็จะเป็นคนโลกอยู่เท่าเดิมเขาเป็นคนขี้โมโหมีโทสะอยู่เท่าไหร่เขาก็จะเป็นคนที่ขี้โทสะอยู่เท่าเดิมเขาจะไม่เกิดบุญเกิดกุศลในจิตใจของเขาเลยว่าเขาจะเปิดร้านค้าร้านหมอนี่เขาจะทำบุญเขาจะทำเพื่อที่จะให้เกิดประโยชน์สุขแก่โลกและทำความพ้นทุกข์ให้แก่โลกทั้งๆที่วิชาหมอนี่เป็นวิชาที่ช่วยช่วยคนนี้พ้นทุกข์ได้อย่างดีที่สุดเลยเขาก็ไม่ได้บรรยายจากการกระทํา พุทธศาสนาสอนอะไรเขาไม่รู้เลยแล้วก็ให้พระอาจารย์องค์ที่นำทีมมานั่งเจอแป้นเจอไปป้ายหน้าร้านครับแล้วก็มาเจอกระจกที่ห้องทำให้กระจกเขามีเครื่องในเคาน์เตอร์ของเขาที่จะทำร้านหมอเสมออะไรข้างในก็ให้มาเจอเค้าก็ได้เท่านั้นดิฉันปัญญาชนนะท่านวิญญูชนเขาได้ปัญญาอะไรเพิ่มปัญญาชนนี่ต้องเอาหาปัญญาเป็นใหญ่แต่เขาหาได้เอาปัญญาไม่เขาได้หาเอาจิตมาจิตคือปัญญาปัญญามันจะเกิดที่จิตแต่ที่เขาทำในวันนี้เขาทำเพื่อวัตถุทั้งสิ้นเขาไม่ได้ทำธุรกิจเลยไม่ได้ทำเพื่อปัญญาพุทธศาสนาพุทธะแปลว่ารู้แปลว่าปัญญามีความรู้มีปัญญาพุทธะแปลว่าตัวผู้ที่รู้ผู้ที่เกิดปัญญาแต่นี่เขาไม่ได้เกิด เพราะเกิดจากการที่จะมาสั่งสมกับความโลภเขาทำเพื่อร้านเขาจะมีคนไข้จะทำเพื่อที่คนจะเข้าร้านมาแล้วก็เอาเงินเอาทองมาให้เจิมป้ายร้านเจิมอะไรต่ออะไรต่างๆนานๆทำเพื่อจะสะสมความโลภพุทธให้ล้างความโลภมันไม่ได้ตรงกันเลยมันไม่ได้ตรงแถวตรงแนวในการกระทำมันสักสิ่งเพราะฉะนั้นต้องบอกว่าคนที่ยืนยันว่าตัวเองเป็นปัญญาชนเป็นวิญญูชนอาตมาก็ยิ่งสงสารขึ้นทุกวันทุกวันสงสารตรงที่ว่าตัวเองเนี่ยเข้าใจหลงตนว่าตัวเองเป็นปัญญาเป็นวิญญูชนแต่ประพฤติในสิ่งที่เป็นโมหะบุคคลคือผู้มืดบอดผู้โง่เง่าผู้ไม่มีความรู้อะไรเอาเลยเสียศักดิ์ศรีของพุทธศาสนิกชนมากๆ เพราะฉะนั้นการกระทำเหล่านี้แหละจึงเป็นการกระทำที่ว่าเราเองเราศึกษาแล้วนี่เราอย่าเสียประโยชน์เปล่าเราเข้ามาแล้วมาเล่ามาเรียนมาประพฤติโดยการที่จะเล่าเรียนวิชาพุทธศาสนาจริงๆเรียนทางโลกและเรียนไปมันก็มีแต่ต่างกระจายกระจายออกไปและเรียนเพื่อที่จะโลกมาให้ตัวเองให้ได้มากที่สุดให้ได้ลาภมากที่สุดให้ได้ยศมากที่สุดให้ได้สรรเสริญมากที่สุดเพียงทางโลกมีเท่านั้นให้โลกออร่าโรคทรยศโลกเอาสรรเสริญมีเท่านั้นจริงๆไม่มีเธอและโลกเอาความสุขที่เขาถือว่าเขาได้สนใจในรากสนใจในยศสมใจในสรรเสริญเพราะถือว่าเป็นสุขเป็นสุขไม่มีทุกข์เพราะฉะนั้นคำว่าปัญญาคำว่าผู้รู้คำว่าผู้ฉลาดคำว่าพูดเข้าใจหรือคำว่าพุทธะนี้ ขอให้เข้าใจเนื้อหาสาระของมันไม่แท้กันแท้ๆเนื้อหาแท้ๆไม่ใช่เปลือกไม่ใช่กะปิของพุทธเรามานั่งฟังมานั่งเรียนมานั่งประพฤตินี้อาตมาถึงพยายามเน้นและพยายามชี้พยายามยกพยายามทำความเข้าใจให้เข้าใจกันให้ได้ว่าเราอย่าประพฤติแต่เพียงที่เรียกว่าสักแต่ว่าพุทธศาสนาแต่มันก็เป็นโรคอยู่นั่นแหละทั้งๆที่ท่านแบ่งแล้วว่าโลกียกับโลกแล้วก็ไปเข้าใจอย่างโลกียตลอดเวลาประพฤติเพื่อที่จะเป็นโลกิยะอยู่ตลอดเวลามันจึงไม่ใช่มันจึงตรงกันข้ามกันอย่างขาวกับดำมันก็ยังเป็นไปทั่วโลกเป็นไปเพื่อโทสะทุกคนก็รู้ว่าพุทธศาสนาสอนให้เลิกโลกสอนให้เลิกโทสะสอนให้ไม่ยึดถือในลาภไม่ยึดถือในยศไม่ยึดถือในสรรเสริญ เราจะได้สุขแท้สุขจริงเรียกว่าพ้นทุกข์สุขอันนี้เป็นภาษาโลกที่เขาเรียกกันอยู่โดยแท้จริงสุขมันไม่มีในโลกในโลกของพุทธในโลกของผู้รู้อันแท้จริงมันมีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดอยู่ระดับไปแต่เขาก็มาสมมุติกันว่าถ้าได้สมใจในอะไรสักอย่างนึงเขาเรียกว่าสุขถ้าไม่มีสนใจไม่มีการยึดถือว่าเราจะต้องเอาสิ่งใดมามันก็ไม่มีการสนใจในการมันก็สุขแท้ๆเรียกว่าพ้นทุกข์แท้ๆเพราะงั้นปัญญาญาณต่างๆที่เราจะทำจึงไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนไม่ใช่แสงสว่างไม่ใช่แสงสีไม่ใช่ตัวตนอะไรทั้งสิ้นไม่ใช่การที่จะเอามายึดมาเกาะเป็นการล้างเป็นการทำลายแม้กระทั่งตัวตนเราก็จะทำลายอย่างที่ได้กล่าวมาแล้วแต่ต้นไม่ให้มันยึดมันเกาะไม่ให้มันรวมตัวกันแม้กระทั่งกระดูกกระเดี้ยวเนื้อหนังมังสาของเราแตกต่างไปแล้วก็ให้มันสลายเป็น เป็นปุ๋ยผงลงไปแหลกที่สุดที่จะแหลกได้ไม่ให้มันมาจับมาเกาะมารวมตัวกันอีกเพื่อที่จะเอาเวลามารวมตัวเกิดมาเป็นตัวเป็นตนให้สลายให้ได้อย่างนั้นให้กระจายให้เป็นผุยผงไปได้อย่างนั้นพระพุทธเจ้าท่านพากระจายเนี่ยเรียกวันแรกที่สุดถึงพระบรมสารีริกธาตุแหลกเป็นเม็ดงาเป็นเมล็ดข้าวสารผักเป็นอย่างเก่งซื้อเนื้อก้อนโตที่สุดก็แค่พระอังคารหรือพระแต่ก็ไม่ใช่ร่างกายของพระอะไรเขาเรียกกระดูกไหปลาร้านี่เขาเรียกว่าอะไรที่เหลืออยู่เท่านั้นเองเพราะฉะนั้นเราจึงต้องเข้าใจให้ได้ว่าที่เรามานั่งไม่ได้เอามายึดถือมานั่งเอาตามหรือว่ามานั่งเป็นแสงสีแม้แต่โอภาสแสงสีความสว่างหรือพลังงานแสงพลังงานความร้อนพลังงานแม่เหล็กที่ ยุทธจะเกาะอะไรเราก็ไม่เอาทั้งนั้นเราจะทำลายแม้กระทั่งพลังงานแม่เหล็กลงไปเราจึงจะต้องทำลายหมดแสงสีที่เห็นด้วยความรู้ความอะไรที่เราได้ที่เป็นความรู้ในทางโลกเราก็จะทำลายหมดเพราะว่าถ้าเกิดว่ามาศึกษาพุทธศาสนาแล้วคล้ายๆกันจะทำร้ายทำลายไม่ให้ศึกษาความรู้ทางโลกและชนิดเดียวและก็เป็นจริงด้วยเพราะว่าความรู้ทางโลกทั้งหมดเป็นเดรัจฉานวิชาแต่ความรู้ที่สะสมความรู้เป็นไปเพื่อที่จะเอามาแต่ความรู้ทางพุทธศาสนาเป็นความรู้ที่จะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างออกไปหมดเลยไม่เห็นเหลืออะไรเลยและเมื่อผู้ที่เข้าใจได้แจ้งตลอดในพุทธศาสนาเป็นความรู้ทางพุทธแท้แล้วความรู้อันนั้นมันจะแทงทะลุเดรัจฉานวิชาต่างๆแม้กระทั่ง วิทยาศาสตร์เกษตรศาสตร์สรีระศาสตร์หรือว่าอะไรศาสตร์ก็ตามแต่มันจะแทงทะลุไปเองมันจะรู้ด้วยเหตุด้วยผลเองอย่างแจ่มกระจ่างซึ่งไม่จำเป็นจะต้องไปนั่งท่องหัวข้อไปนั่งท่องเป็นภาษาไปนั่งพ่องคุณสมบัติของภาษาที่เราเรียนกันอยู่ทั้งหมดไม่ต้องแต่เราจะรู้ในจิตเป็นตัวสภาวะแท้ๆเป็นตัวความรู้แท้ๆชัดๆจริงๆเลยเข้าใจได้โดยไม่ยึดมือถือด้วยถ้าจะพยายามไปศึกษาเอาภาษาของเขามาเราก็จะไปเป็นครูสอนแม้กระทั่งสรีระศาสตร์แพทย์ศาสตร์เศรษฐศาสตร์นิติศาสตร์อะไรจะสอนได้ทั้งสิ้นซ้อนได้จริงๆไม่ใช่สอนได้เลยพาไปตรวจดูภาษาผู้ใดที่เป็น ทหารแล้วอย่างตามตามคุณธรรมและคุณภาพหรือคุณวุฒิที่พระพุทธเจ้าท่านกล่าวไว้ตั้งเอาไว้เป็นมาตรการที่จะวัดว่าพระอรหันต์จะเป็นอย่างนั้นแล้วก็คุณธรรมอันนั้นเป็นตัวจิตที่รู้รอบในเรื่อง
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive