141206 เรียนธรรมตามลำดับ-พ่อท่าน-วัดมหาธาตุ กำลังจัดหน้า

โฟลเดอร์2514 TXT ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.google-apps.document)
ขนาดไฟล์64 KB
วันที่แก้ไข12 กรกฎาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

141206 เรียนธรรมตามลำดับ-พ่อท่าน-วัดมหาธาตุ

ธันวาคม 2514 เราจะได้ฟังการบรรยายธรรมะเรื่องเวียนธรรมะตามลำดับโดยท่านพระโพธิรักษ์มาบรรยายไว้ ณ ที่วัดมหาธาตุขอเชิญท่านสาธุชนสดับรับฟังได้ณบัดนี้

รับรองเงินเดือนเอาเรื่องของธรรมะเรียนตามลำดับมาเล่าสู่กันฟังเพราะมันเป็นประโยชน์แท้ประโยชน์จริงด้วยซึ่งเราเองเราจะได้เอาไปประพฤติตัวกับเราถ้าเราไม่รู้ลำดับแล้วเราก็ไปเอาของที่ชั้นสูงกว่ามาเรียนบางคนที่ไปเอาปรมาณูมาเรียนแม้กระทั่งมัธยมเรายังไม่จบ ที่อยู่ในฐานะประธานท่านจะถูกต้องอาตมาจะทวนนิดนึงในคราวที่แล้วลำดับต้นที่พระพุทธเจ้าท่านได้สอนได้เรียงลำดับมาให้ฟังการประพฤติธรรมของพระพุทธเจ้านั้นหรือว่าในธรรมวินัยนี้นั้นจะต้องเริ่มต้นด้วยศีลคือสังวรในศีลถ้าเป็นผู้ปฏิบัติธรรมดาก็ระลึกถึงศีลธรรมดาเป็นศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 หรือศีลที่จะละเอียดมากขึ้นไปจนกระทั่งถึงศีลภิกษุเป็นศีลปาฏิโมกข์ 27 ก็ตามก็ได้ขึ้นเรื่อยๆตามลำดับมันจะมีความละเอียดละออมากขึ้นไปตามลำดับเรื่อยไปแต่สีจึงเป็นตัวเบื้องต้นจึงเป็นหลักฐานเป็นหลักใจเป็นหลักยึด แรกเริ่มทีเดียวที่เราจะสังวรที่เราจะเอามาประพฤติคนทุกวันนี้ที่เป็นพุทธศาสนิกชนเดี๋ยวนี้ละเมิดศีลหรือว่าไม่ดูได้ดูได้ไม่ใช่ไม่ดูได้หรือว่าดูได้ในศีลไม่เอาศีลมาประพฤติต่างคนต่างเข้าใจว่าศีลรู้แล้วใครก็รู้แล้วศีลจึงเรียกว่ายังเป็นผู้ที่มีศีลพระตัดปรามาสอยู่ลูกทำไมจะไม่รู้ลูกๆคลำๆอยู่แท้ๆเลยศีลแต่ไม่เอาสีมาประยุกต์เป็นแต่เพียงศีลไม่เอาสีมาใช้เป็นข้อควบคุมให้เราประพฤติให้เป็นจริงเป็นจังขึ้นไปจึงเรียกว่ามันไม่ได้มันไม่ได้โดยแท้จริงมันเป็นแต่เพียงลูกๆทองคำอยู่นอกจากที่จะลูกๆคลำๆแล้วก็ ยังไม่พอยังมีการติดจารีตประเพณีซึ่งจารีตประเพณีเหล่านั้นมันได้กลบเกลื่อนสภาวะที่จะเอาไปประพฤติด้วยเป็นต้นว

อ่านต่อ

่าจารีตในการไปขอศีลไปอาราธนาศีลเราก็ไปหาพระไปหาพระอาราธนาศีลขึ้นมาเป็นจารีตทีเดียวมีมายังภันเตขึ้นมาเลยว่ากันเป็นภาษาบาลีเมื่อขอเป็นภาษาบาลีเสร็จพระก็ขึ้นธรรมาสน์ขึ้นมาก็นั่งสวดนะโมตัสสะเสร็จก็ให้เลยไปทีเดียวให้นับถือไตรสรณคมน์เสร็จพอใจในอนาคตเสร็จก็ถึงปาณาติปาตาเวก็ท่องตามคนจ่อยเลยผู้ที่อยู่ข้างล่างก็ต้องการไปปาณาติปาตาเวตาลก็ไป อยู่กันเสร็จแล้วจบพอเย็นนี้มีเลี้ยงที่บ้านแล้วก็เล่นกันใหญ่เลยมุสาวาทาเวระมะณีพูดกันอึกทึกครึกโครมหยาบคายด้วยวงเหล้ากินเหล้าเอะอะเฮฮาไม่เข้าใจทั้งสิ้นเพราะฉะนั้นให้ไปอาราธนามาทำให้ศีลให้เสียเวลาอาราธนาพระต้องใช้เวลาพูดคนก็เสียเวลารับมาเสร็จแล้วไม่ได้เอาไปประพฤติไม่เอาไปปฏิบัติโดยแท้จริงนั้นไม่ต้องไปขอสีจากข้าร้องศาสนาพุทธทุกวันนี้เจริญรุ่งเรืองมากทุกคนรู้จักศีลดีไม่ต้องไปขอจากพระศีลทุกคนรู้อยู่แล้วแล้วเอามันมาเอาอะไรมาเอาหลักการต่างๆนั่นมาแล้วเอามาบังคับคนครูเอามากดตัวเราเอง ไปตามที่ศีลท่านบอกบอกไว้ว่าปาณาติปาตาเวยังไงไม่บังเบียดสัตว์ยังไงก็ให้ทำอย่างนั้นอาทิตย์หน้าถ้านาวีมึงทำยังไงไม่บังเบียดใจผู้อื่นไม่ไปขโมยรับชกของผู้อื่นให้เขาเจ็บอกเจ็บใจยังไงก็เอามาทำอย่างนั้นให้ได้กาเมสุมิจฉาจารลูกเขาเมียใครที่เขามีเจ้าของอยู่เขายังไม่อนุญาตอย่าไปวุ่นวายเขาก็เอามาทำให้มันจริงโดยสารอย่าพูดยาวก็ไม่ดีพูดปดก็ไม่ดีพูดต่อเสร็จก็ไม่ดีพูดเพ้อเจ้อก็ไม่ดียังไงเอามาฝากเพลงกระทำสุรามีระยะของเมาสุราเป็นของดื่มที่รัฐบาลมีระยะก็เป็นของติดของมึนเมาของมัวเมาทำให้มัวเมาหลงติดไม่ใช่ว่าแต่สุราอย่างเดียวเป็นอื่นๆที่มันจะมัวเมาหลง ยังไงถ้ารถติดอยู่ก็รักออกก็เอามาทำให้ได้จริงๆอย่างนี้จึงจะเรียกว่าสังวรในศีลแล้วก็มีศีลเป็นเบื้องต้นถ้าเราไม่มีการสังวรในศีลมีศีลเป็นเบื้องต้นอย่างนี้จริงๆเราก็จะทำอะไรไม่จริงมันก็ไม่เกิดผลถ้าเราเดิมๆศีลได้ดีแล้วเราก็เอาศีลเป็นหลักแล้วหลักต่อมาก็ให้ประพฤติภายนอกคือให้ระวังตายระวังตำรวจอินทรีย์อินทรีย์ภายนอกมี 5 ทวารก็ให้มันทั้งรวมไปด้วยและยิ่งขึ้นหมายความว่าให้สำรวมอินทรีย์ภายในซึ่งเรียกว่าทวารใจเป็นอินทรีย์ทวารถ้าเป็นทวารใจเป็นมันอินทรีย์ทวารที่ 6 เข้าไปด้วยนี่เป็นข้อ สำรวมอินทรีย์ข้อที่ 3 โภชเนมัตตัญญุตา ฝนที่จะตกแต่งประดับร่างกายอะไรต่างๆเพราะฉะนั้นอาหารนี่ไม่ใช่ว่าประมาณอันนี้จะหมายความว่าการได้เฉพาะขนาดนี้นะกินแค่นี้นะไม่ใช่แค่นั้นมันมีความหมายกว้างกว่านั้นหมายความว่าจะต้องให้พิจารณาถึงรถถึงรูปถึงกลิ่นถึงสัมผัสอะไรของมันเข้าไปด้วยต้องประมาณต้องอย่าไปติดไปหลงไปยึดมีการสละคืนมีการเปลือกออกมีการไม่มัวเมาไม่ไปหลงยึดติดอยู่ตลอดเวลาเพราะฉะนั้นคำว่าประมาณหรือว่ามะตันอยู่เนี่ยแปลว่าความพอดีความเหมาะสมความพอควรตามฐานะที่แท้จริงกินอาหารตามฐานะที่แท้จริงก็คือกินให้มันร่างกายตั้งอยู่ว่าจะกินอาหารในฐานะต้องกินให้มันโก้เหมือนจะไปแหมมีฉลองอะไรก็เอา เหล้าแก้วเบียร์มาแล้วเอาฉลองดื่มเพื่อประดับตกแต่งให้โก้เฉยๆนะไม่ได้ไม่ใช่ฐานะที่แท้จริงการกินในฐานะที่แท้จริงได้กินเข้าไปในกระเพาะให้มันไปทำปฏิกิริยาให้มันไปเสริมไอ้ตัวธาตุต่างๆในร่างกายแล้วให้กลายเป็นตั้งอยู่ได้เท่านั้นฐานะที่แท้จริงของคนของลักษณะการกินของอาหารที่เสริมใส่ร่างกายเข้าไปไม่ใช่เพื่อตกแต่งไม่ใช่เพื่อมัวเมาไม่ใช่เพื่อนเล่นก็หัวอะไรทั้งนั้นข้อ 4 ข้อ 4 ต้องต่อจากโพชฌงค์เอวัตสันอยู่ตาแล้วก็เป็นเรื่องของการบำเพ็ญตนการบำเพ็ญตนด้วยการทำตนให้มีสติท่าน พัทยาหรือโยคะคือการชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอาวรทำธุรกิจที่บริสุทธิ์จากอาวรณ์ธรรมในข้อที่ท่านอธิบายนี้พระพุทธเจ้าท่านอธิบายถึงว่าเราก็พยายามหัดฝึกให้มีสติอยู่กับตัวด้วยการเดินจงกรมก็ตามหรือด้วยการนั่งตลอดวันก็ตามแต่โปรดสังเกตว่าที่ท่านใช้คำว่าด้วยการเดินจงกรมและการนั่งตลอดวันเนี่ยท่านไม่ได้หมายความว่าให้นั่งหลับตานะไม่ได้หมายความว่าให้นั่งหลับตาก็ไม่ได้ใช้ศัพท์คำนั้นเลยคำว่าให้นั่งตลอดวันนั้นมันหมายความว่าเราอย่าไปวุ่นวายทุกทีตีวงกรุงแต่งอะไรให้มันกระโดดโลดเต้นมากมายให้เป็นผู้รู้อยู่เป็นผู้มีสติคุ้มครองตนให้ได้ซะก่อนในฐานะที่เรายังไม่มี คุ้มครองตอนที่ฝึกเมื่อเรามีสติคุ้มครองตนแล้วเราจะออกไปที่ไหนเราก็สามารถที่จะให้สติมันนำพาได้อันนั้นเราก็ออกไปได้แต่ในระยะแรกที่เรายังไม่มีสติครองตนนั้นจงพยายามเถิดฝึกก็ดีด้วยการนั่งก็ดีก็พยายามทำแล้วเราจะมีสติชาโลมีเป็นผู้มีสติตื่นรู้อยู่ตลอดเวลาและก็ใช้สติตื่นรู้อยู่นั่นแหละครองตนหรือว่าช่วยรักษาตนให้ตนนั้นมีความเป็นอยู่ไปในทางที่จะสร้างกุศลธรรมเรื่อยไปเรื่องอกุศลธรรมมันจะได้ลดลงนี่เป็นข้อที่ 4 ที่อาตมาได้พูดไปแล้วแล้วก็ได้แยกแยะอธิบายออกไป มากมายก่ายกองจนหมดเวลาเป็น 1 วันแล้วทีนี้ข้อที่ 5 ข้อที่ 5 ก็ขอเริ่มต้นด้วยภาษาของพระพุทธเจ้าที่ท่านตรัสไว้เลยดูกระดูกพรานในเมื่อภิกษุเป็นผู้ประกอบเนืองๆซึ่งความเป็นผู้ตื่นอยู่นี่หมายความว่าได้ฝึกให้ความเป็นผู้ตื่นอยู่ได้แล้วนะคือวิชาพระยามีโยคะเป็นสติได้แล้วในเมื่อภิกษุเป็นผู้ประกอบหนึ่งๆซึ่งความเป็นผู้ตื่นอยู่ได้ถ้าหากคนต้องแนะนำเธอให้ยิ่งขึ้นไปว่าดูกรภิกษุมาเถิดเธอจงเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะเพิ่มเติมสามารถชำระเข้าไปต่อจากตัวสเต็กนิดนึงคือทำความรู้สึกในตัว ในเวลา 9 ไปในเวลาถอยกลับในเวลาแลดูและเดี๋ยวดูในเวลางอแขนละเอียดแขนในเวลาทรงค่าสังคติบาทและจีวรในเวลาฉันดื่มเคี้ยวและลิ้มรสในเวลาถ่ายอุจจาระและปัสสาวะในเวลาเดินยืนนั่งนอนหลับตื่นพูดและนิ่งเถิดนี่ถ้าหน้าที่บายไปถึงอากับกริยาต่างๆพวกนี้หมายความว่าเมื่อเรามีสติครองตนได้แล้วเราจะเป็นผู้รู้เราจะเป็นผู้รู้เมื่อเป็นผู้รู้แล้วท่านให้นอกจากรู้ธรรมดาและถ้าให้เติม คือตัวอ่านรู้เฉยๆรู้แล้วนิ่งเฉยนั่นเป็นการดับแต่ถ้ารู้และมีสัมปชัญญะเรียกว่ารู้อย่างพิจารณารู้อย่างที่จะรู้อยากเข้าใจไม่ใช่รู้นิ่งเฉยเรื่อยไปถ้ารู้นิ่งเฉยเรื่อยไปก็ไปเป็นก้อนหินซะดีกว่าไม่มีปัญหารู้นิ่งเฉยเลยเป็นก้อนอิฐก้อนหินมันก็ตายตายอยู่อย่างนั้นเองไม่มีอะไรแต่รู้ให้มีสัมปชัญญะให้มีตัวต่อไปจากสตินิดนึงมีทั้งประชันยารับรู้ว่าไอ้รู้เรารู้อยู่ขณะนี้คืออะไรถ้าโลกสมมุติว่าสิ่งนี้เป็นของควรรู้เราก็รู้ตามโลกเขาสิ่งนี้โลกเขาบอกว่าเขาอายุลงยอมให้มีก็มี เขาได้สิ่งนี้โลกเขาเรียกว่ามันเป็นของไม่ดีมันทารุณแก่โลกเขาก็ให้อย่าไปวุ่นวายเสียโลกเขายึดถือว่าไอ้นี่เป็นอกุศลแล้วก็อย่าไปยุ่งอย่าไปวุ่นวายอย่าไปยึดเอามาแต่ถ้าโลกเขาเห็นว่าไอ้นี่เป็นกุศลอยู่พอใช้ได้ก็อนุโลมตามเขาบ้างได้เป็นระดับๆไปผู้ที่มีความรู้มีสัมปชัญญะที่จะแยกแยะแจกแจงความละเอียดของควรและไม่ควรตามลำดับนี้ได้ก็เป็นผู้ที่มีวิจารณญาณสูงเป็นผู้แยกได้ว่าอย่างนี้เหมาะสมสำหรับคนขั้นนี้อย่างนี้เหมาะควรไว้สำหรับคนคันนี้มันเป็นระดับๆอยู่เพราะฉะนั้นถ้าไม่เอา ทุกวันนี้ศาสนาพุทธก็ดีเยี่ยมศาสนาพุทธในประเทศไทยดีเยี่ยมก็หลายประเทศดีเยี่ยมกับทิเบตที่อาตมากล้าพูดว่าดีเยี่ยมกว่าทิเบตเพราะว่าเดี๋ยวนี้ทิเบตก็พังไปแล้วถ้าศาสนาพุทธของทิเบตก็พังไปแล้วเหตุที่พังเพราะอะไรเพราะศาสนาพุทธของทิเบตนั้นไปติดไปติดยึดในพิธีจารีตกันมากจนกระทั่งพิธีจารีตมันกลบเกลื่อนเลยมันกลบเกลื่อนเนื้อหาอัตถะตัวคุณธรรมแท้จริงของคุณไปหมดเป็นมนตระการเอาแต่ท่องมนต์ท่องสวดมนต์ๆแต่ไม่มีการใช้ปัญญาเมื่อไม่มีการใช้ปัญญาจึงมีแต่ศรัทธานำหน้าและศรัทธาอันนั้นก็เป็นศรัทธาแบบไปเชื่อถือบนเชื่อถือแต่คาถา แต่ไม่ให้คาถานั้นมันมามีตัวแสดงบทบาทจะให้คาถามาแสดงบทเองโดยตนเองไม่กระทำตามคาถาคาถาคาถาคาถาคาถาหรือบทมนต์ที่เราท่องบ่นอยู่ทุกวันนี้จากที่สวดมนต์เช้าสวดมนต์เย็นหรือว่าจะสวดอะไรก็ตามแต่จะเป็นคาถาบทไหนก็ตามเถอะเป็นคาถาธรรมจักรกัปปวัตนสูตรอนันตราชันสูตรหรืออะไรต่างๆนานาทั้งนั้นแหละหรือจะเป็นแม้กระทั่งในบทภาวนาคุณของพระพุทธเจ้าของพระธรรมของพระสงฆ์ไปจนกระทั่งแม้แต่ปัจจะเวกคณะมั่งอะไรต่ออะไรบ้างพวกนี้เป็นคาถาที่เราจะต้องเอาเนื้อหาอัตถะของคาถานั้นน่ะเขาบอกให้ทำอะไรเอามาปฏิบัติไม่ใช่เราไปท่องคาถาแล้วให้คาถามันแสดงฤทธิ์ออกมาเองไม่ใช่ ทิเบตไปหลงหลงแบบนี้หลงให้คาถามันออกมาแสดงฤทธิ์เองพอเขาถามไม่ได้นี่มันก็ถามมันจะแสดงนิดอะไรได้หลงไปบนจักรยานกันไปจนกระทั่งท่องจำบ่นๆให้คาถามันออกฤทธิ์จึงกลายเป็นพวกศรัทธาหลงคาถาอย่างเดียวก็เลยถูกเขากลืนไปซะแล้วทิเบตก็จะไม่มีแล้วถูกการเมืองของประเทศต่างๆเขากลบกลืนกลืนไปเสียเลยไม่มีพุทธศาสนาของเด็กอยู่แล้วควรจะศาสนาของไทยก็ดีพุทธศาสนาของเอ่อพม่าก็ตามของญวนก็ตามขณะนี้พม่าก็อ่อนไปกว่าพุทธศาสนาของไทยมากแล้วเพราะฉะนั้นพม่าจึงถูกการเมืองถูกไอ้พวกที่เขาฉลาด ฝากกลืนเข้าไปอีกแล้วเพราะอะไรเพราะไปหลงยึดติดจารีตประเพณีอีกแหละโดยเฉพาะพม่านี่ไปติดอภิธรรมและอภิธรรมคือไปติดตัวสมมุติภาษาไปติดตัวหนังสือภาษาอภิธรรมนี่เป็นปรัชญาเป็นอภิปรัชญาเป็นภาษาอภิปรัชญาซึ่งสูงละเอียดลออหน้าศึกษาหน้าค้นคว้าแล้วน่ารักน่าชอบน่าติดมันจึงติดเมื่อไปติดภาษาของอภิธรรมก็ไปหลงจากภาษาก็เอาไปทำไม่เอาภาษาของอภิธรรมนั้นมาปฏิบัติประพฤติมาประพฤติและไปประพฤติเหมือนกันและประพฤติไปในแนวทางอื่นซะด้วยซึ่งไม่ใช่ที่จริงอภิธรรมไม่ใช่ตัวที่จะไปศึกษาแต่อภิธรรมเป็นตัวเกิดมันจะเกิดในตัวคนเนี่ยใช้ประพฤติธรรมแล้ว ทำตัวใดเกิดตัวนั้นเรียกมันว่าอภิธรรมมีปฏิเวธทำสภาวะปฏิเวธธรรมเกิดขึ้นมาในตัวเองตัวนั้นแหละเป็นอภิธรรม 7 ตัวไหนที่มันเกิดขึ้นมาในใจเรารู้แจ้งสว่างขึ้นมาอ้อหยิบตัวนี้ตัวโลภะจิตตัวนี้ตัวโทสะจิตตัวนี้ตัวมหากษัตริย์จิตต์ตัวโสภณในจิตรู้มันชัดๆขึ้นมาอย่างนั้นตัวรู้ตัวนั้นแหละรู้ที่จิตมันโผล่โผล่ขึ้นมาอย่างนั้นเรียกว่าอภิธรรมเป็นปฏิเวธธรรมไม่ต้องไปตั้งชื่อตั้งภาษาเรียกมันหรอกมันไม่ใช่ตัวไปเอาภาษามาได้ภาษามากี่ห่อกี่ห่อกี่กระบุงโกยก็ไม่มีตัวจิตนี่มันก็ไม่ใช่อภิธรรมมันเป็นภาษาเป็นปรมัตถ์ที่เรียกกันอยู่ในบัญญัติเท่านั้นเองบัญญัติทั้งหลายแหล่หรือภาษาเขียนทั้งหลายแหล่นั่นแหละไปหลงกันว่าเป็นปรมัตถ์แล้วก็มาเถียงกันด้วยภาษาอังกฤษเพราะมันเป็นเหมือนสูตรคูณ มีสูตรคูณแล้วก็มาเถียงกันก็เอาสูตรคูณต่างคนต่างยกสูตรคูณมาใส่กันยกแล้วก็เรียกว่าทำบวกลบคูณหารออกมาด้วยอ้าวใครถามปัญหาอะไรมายกองค์ธรรมขึ้นมาอ้าวองค์ธรรมนั้นจะต้องมีอะไรเป็นหลักมีอะไรเป็นสมุทัยมีอะไรเป็นเอ่อมักมีอะไรเป็นนิโรธเพียงกันได้วนอยู่นั่นแหละมีแต่ภาษาตอบกันได้ขาดฐานแต่ไม่มีตัวสภาวะธรรมได้แต่สภาวะของภาษาเพราะฉะนั้นถ้าใครเป็นหลงอยู่ติดอยู่แต่ภาษาแล้วก็บอกว่าฉันรู้แล้วเก่งแล้วฉันโดนอะไรออกมาได้ทุกตัวเลยใครถามปัญหาของธรรมะธรรมชาติ เห็นจิตไปจุติเห็นจิตไปปฏิสนธิเป็นประวัติการณ์ต่อไปอย่างยืดยาวเลยพูดราวกับตัวเองเห็นจริงๆอ่ะนะนี่พวกนักอธิษฐานสิ้นเดือนอภิธรรมแต่แท้จริงอยากจะรู้เหลือเกินวรรณะอภิธรรมเหล่านั้นเห็นตัวจิตตัวนั้นไปเกิดจริงหรือเปล่าเห็นจริงไหมไม่งั้นจริงหรอกไม่ได้เห็นไปเกิดจริงๆเลยไม่ได้มีเจโตปริยญาณมีจู่ๆก็มาทะยานจริงเลยไม่มีแต่มีภาษากับหลักสูตรมีสูตรเนี่ยเอาไปต่อออกมาตามสูตรเขาเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เอาเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เช็คๆๆๆออกมาเลยได้ผลตอบได้เท่านั้นเพราะฉะนั้นต้องบอกว่าไม่ ถึงกำลังศาสนาเสื่อมลงไปก่อนเรากำลังกำลังเสือกลงไปก่อนล่ะเพราะไปหลงพาไปทำก่อนแล้วก็ไปหลงยึดติดแต่ในภาษามันน่าฟังนะอภิปรัชญาโดยภาษานี้น่าเรียนนะหน้าศึกษานะมันมีเหตุมีผลในตัวของมันเองเลยเป็นตรรกะวิทยาเป็นตรรกะชั้นสูงเลยเป็นรอยจิตใจดีเพราะฉะนั้นต้องบอกมันน่าสนใจทีเดียวแต่มันไม่ใช่ตัวสภาวะที่มันเกิดในจิตคนพูดบรรลุไม่ใช่เอาภาษามาบรรลุผู้บรรลุจะต้องมีปฏิเวธทำเกิดเนื่องมาจากการปฏิบัติการประพฤติการลงมือกระทำจริงๆมียถาภูตญาณเกิดขึ้นมาจริงๆจึงเรียกว่าตัวจริง พม่าก็ตามหรือแม่ลาวก็ตามลาวก็ยึดถือไปจากไทยก็พุทธศาสนาอ่อนลงพุทธศาสนาที่จะหวังพึ่งได้มากที่สุดเดี๋ยวนี้ก็อยู่ในเมืองไทยนี่แหละอยู่ในเมืองไทยนี่แหละยังมีตัวเนื้อหายังมีตัวการประพฤติยังมีอัตถะมีธรรมะอย่างแท้แท้จริงๆพร้อมกันนั้นก็มีพยัญชนะที่จะมาร้อยเรียงอธิบายความกันให้รู้ให้เข้าใจให้จะแจ้งได้อยู่ในเมืองไทยนี่แหละจึงพยายามพูดกันให้เข้าใจว่าเราอย่าไปหลงเราอย่าไปหลงตามภาษามากนักโดยสภาวะมันละเอียดกว่าภาษาอีกเป็นร้อยเท่าสภาวะที่ละเอียดกับภาษาอีก 100 เท่า เพราะฉะนั้นถ้าใครรู้สภาวะแท้จริงแล้วอภิธรรมที่มาเขียนเป็นหนังสือเนี่ยเขียนให้ละเอียดกว่าอภิธรรมนั่นก็ได้ได้จริงๆอาตมาคาบพาเพราะเห็นว่าตัวจิตนั้นมันเร็วยิ่งกว่ามันละเอียดยิ่งกว่าพระอภิธรรมที่เขียนเอาไว้นั้นซะอีกใครสามารถจะยังความละเอียดนั้นลงไปให้ได้มากเท่าใดผู้นั้นก็สามารถที่จะรู้ระดับหรือว่าจะอย่างระดับของจิตเหล่านั้นลงไปได้ถ้ายังรู้ไม่ได้ก็ไม่เห็นภาษาที่เขาเขียนไว้ว่าละเอียดเหลือเกินแค่พระอภิธรรมที่เขียนไม่กล้าปฏิเสธยังไม่ละเอียดเลยยังไม่ละเอียดเพราะฉะนั้นจะอย่างภาษานี่ลงไปอีกเนี่ยได้สำหรับผู้ที่เขาเข้าใจถ้าใครยังรักษาลงไปไม่ได้ก็เห็นเขียนไว้ละเอียดเยอะเกินโอ้โหลึกซึ้งแบบนี้ต้องพระพุทธเจ้าท่านนั้นเป็นคนตรัสคนอื่นสักไม่ได้ เขียนอย่างนี้ก็จะพูดอย่างนี้ก็จะสงสัยอย่างนี้เพราะตัวเองไม่มีปัญญาตีภาษานั้นแตกหมดจึงเห็นว่าภาษานี้สูงจริงหนอสูงละเอียดจริงหนอมากมายลึกซึ้งจริงหรอก็จึงหลงแค่ภาษานี้ว่ามันเป็นของสูงสุดเท่านั้นโดยแท้จริงมันสูงสุดมีมากกว่าอภิธรรมเจ้าปฏิเสธนี้อีกมีมากกว่าจริงๆไอ้กล้าปฏิเสธนี่ยังไม่ไม่มากหรอกยังไม่ละเอียดเราออกพอด้วยเหตุเหล่านี้และคนเข้าใจไม่ได้จึงยังหลงถ้าคนเข้าใจได้จะไม่หลงไม่ยึดติดไม่บูชาซะจนแม้ใครจะต้องก็ไม่ได้ใครพูดนี้พูดลอยลงนรกซะด้วยพูดแค่ภาษาแค่นี้มันเป็นลงนรกอะไรภาษามันไม่มีอะไรอ่ะตัวหนังสือตัวภาษานี่ไปมันจะไปทำให้ทำให้ลงนรกได้อย่างไรมันไม่ลงนรกหรอกนอกจาก คู่นั้นน่ะเข้าไปเอาสภาวะธรรมมาประพฤติบาปประพฤติชั่วที่เขารณรงค์ถ้าเขาเข้าใจในสภาวะของภาษาที่เขาอธิบายในพระอภิธรรมดีเขาจะเอาพระอภิธรรมนี่ไปวางอยู่ในส้วมยังไงมันก็ไม่ตรงนรกตรงไหนเลยไม่ตรงนรกตรงไหนหรอกไม่แปลกประหลาดอะไรก่อนสำคัญไม่มีทางลงนรกจึงได้พูดย้ำไปย้ำมาอาตมาจึงได้พยายามชี้แจงหรือว่าพยายามแนะนำว่าให้เข้าใจให้ได้ว่าเดี๋ยวนี้ไปหลงกันหลายพวกหลายทางจึงได้มีสัมปชัญญะเมื่อมีสติแล้วให้มีสัมปชัญญะต่อคือพิจารณาธรรมอย่าเอาจะรู้นิ่งเฉยๆรู้นิ่งเฉย เท่านั้นเองไม่มีอะไรไม่ได้ต้องรู้รู้แล้วก็ต้องมีปัญญาไม่ใช่รู้นิ่งเฉยรู้มีปัญญาสุดท้ายถึงค่อยนิ่งเฉยรู้แล้วต้องมีปัญญาตัวสติเป็นตัวรู้ตัวสัมปชัญญะเป็นตัวปัญญาวิจัยมันไม่ออกว่าเป็นปัญญาเป็นตัวที่ควรหรือไม่ควรเป็นตัวดีหรือชั่วเมื่อเรารู้ดีเรารู้ชั่วแล้วเราก็เลือกก็ดีไว้ชั่วคราวทิ้งไปนี่เรียกว่าปัญญาถ้าไม่มีสัมปชัญญะระลึกรู้ตัวอยู่อย่างนี้แล้วเราก็จะเลือกดีเลือกชั่วไม่ออกเมื่อเรื่องนี้เรื่องชั่วไม่ออกกินก็กินเลอะเทอะเปรอะเปื้อนนี่ท่านอธิบายว่าให้รู้เวลาแลดูเหลียวดูเวลางอแขนเหยียดแขนคอทรงผ้าทั้งสติบาดจีวร ตอนนี้รู้แล้วเคี้ยวเคี้ยวขี้หมาเข้าไปก็นิ่งเฉยชาเขียวไม่ใช่ขี้หมาก็นิ่งเฉยไม่ได้นี่เราต้องรู้ด้วยมีปัญญาอ่อนตอนนี้เคี้ยวของไม่ควรเกาะไม่เหมาะไม่ควรมันยังมีอื่นที่จะเคี้ยวอยู่ก็เคี้ยวดีกว่านี้พอสมควรแต่ดีเกินไปเป็นการปรุงแต่งด้วยรูปรสกลิ่นเสียงก็เป็นการฟุ้งเฟ้อก็ไม่เอาอีกและอยู่ในฐานะปานกลางมัชฌิมาปฏิปทากินให้รู้ฐานะว่ากินเพื่อตั้งอยู่ไม่ได้กินเพื่อลูกรถขึ้นเสียงระเบียบละไมอะไรและไม่ได้กินจนกว่าร่างกายอะไรไม่ใช่เพราะฉะนั้นกินก็ให้รู้ตัวว่าเรากินอย่างพอเหมาะพอเจาะเราจะงอแขนเข้าเหยียดแขนออกก็ให้รู้ว่านี่เหมาะควรจะรอเข้าไหม อยู่ต่อหน้าธาระกำนันอย่างนี้เราจะสลัดแข้งสลัดขาให้มันเกินกว่าขอบเขตไหมให้รู้เป็นมัชฌิมาปฏิปทาถ้าจะวางกายกรรมหรือว่าทำกายกรรมให้มีไกด์ทุจริตหรือว่ากายสุจริตแค่ไหนเหมาะควรแค่ใดก็ประพฤติออกมาจะประพฤติว่าตีกันให้พอดีพอดีสุจริตแค่ไหนทุจริตแค่ไหนก็ประพฤติออกมาตามเบาะตามควรเป็นมัชฌิมาปฏิปทาการพูดธรรมะหรือพูดต่อหน้าบุคคลก็ตามหรือไม่ใช่ธรรมะก็ตามมันมีความพอดีมันที่มาขนาดไหนเป็นผู้รู้ระลึกรู้อยู่เสมอมีสติและมีสัมปชัญญะอย่างนั้นทำอย่างนั้นเพราะฉะนั้นทุกอย่างเลยเวลาฉันเวลาดื่มเวลาเคี้ยวเวลา เวลาถ่ายอุจจาระปัสสาวะก็เหมือนกันไม่ใช่ว่าปวดอุจจาระนั่งถ่ายมันกลางลานก็ไม่เว้นมัชฌิมาปฏิปทามันเกินไปมันเกินควรเพราะฉะนั้นความเกินควรอันนี้แหละไม่ใช่มัชฌิมาพระพุทธเจ้าจึงต้องให้ไม่มีสติและให้มีสัมปชัญญะให้มีสัมมามีมัชฌิมาให้รู้เหมาะรู้ควรพอดีพอดีกับสภาพสิ่งแวดล้อมพอดีพอดีกับสิ่งที่ควรไม่ให้เกินขอบเขตและไม่ให้ต่ำเกินไปจึงเรียกว่าวัดที่มาเพราะงั้นอุจจาระก็ดีปัสสาวะก็ดีเวลาเดินก็ดีเวลายืนก็ดีนั่นพอดีนอนหลับก็ดีเวลาตื่นก็ดีเวลาพูดก็ดีหรือแม้กระทั่งเวลานิ่งอยู่ก็ตามก็ให้รู้ว่านี่ควรจะยิ่งเวลาไหนยิ่งควรจะนิ่งขนาดไหนทุกอย่างนี่แหละคือความละเอียดของ พระพุทธเจ้าท่านสอนเป็นลำดับที่ 5 ให้มีสติและให้มีสัมปชัญญะระมัดระวังตนทุกอากาศกริยาอย่างนี้เดินยืนเยี่ยวกินอุจจาระปัสสาวะทุกอย่างให้ใช้ระบบพิจารณาฝึกฝนตนเองให้เกิดอย่างนี้ให้เกิดความพอดีเสมออย่าให้เกินไปอ้าวทีนี้ข้อต่อไปดูกระถางในเมื่อภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะได้หมายความว่าได้ฝึกข้อ 5 มาแล้วนะมีการได้ฝึกด้วยสติสัมปชัญญะได้แล้วตถาคตย่อมแนะนำเธอให้ยิ่งขึ้นไปว่าดูกราฟภิกษุมาเถิดเธอจงพอใจในเสนาสนะอันสงัดคือป่าคนไม้ ภูเขาศอกเขาข้ามบนภูเขาป่าช้าป่าชัดที่แจ้งและร้องกวางเถิดภิกษุนั้นจึงพอใจในเสนาสนะอันสงัดคือป่าโคนไม้ภูเขาศอกเขาทำบนภูเขาป่าช้าป่าชัดที่แจ้งและร้องความเธอกลับจากบิณฑบาตภายหลังเวลาอาหารแล้วนั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรงดำรงสติมั่นเฉพาะหน้าและอธิษฐานในโลกแล้วมีใจปราศจากอธิษฐานอยู่ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอภิชาได้ละความชั่วคือพยาบาทแล้วเป็นผู้มีจิตไม่พยาบาท อนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์และพูดอยู่เอาแค่นี้ก่อนนะเอาแค่นี้ก่อนแค่นี้ท่านหมายความว่าหากแค่นี้ท่านหมายความว่าท่านหมายความว่าเมื่อเวลาผู้นั้นเมื่อเวลาผู้นั้นหัดมีสติสัมปชัญญะพอสมควรได้แล้วเมื่อหัดมีได้แล้วก็เอาสติสัมปชัญญะนั่นน่ะมาพยายามที่จะให้ตัวเองจัดตัวเองให้รู้อยู่เสนาสนะหมายความว่าที่ เพราะฉะนั้นพี่อยู่อันนี้ถ้าเราไม่มีสติสัมปชัญญะเราก็จะเอาตัวเราเองไปวางไว้หน้าโรงหนังบ้างไปเลือกเอาในกลางใจกลางไนท์คลับบ้างเอาไปวางไว้ในสภาผู้แทนบ้างเอาไปวางไว้กลางไอ้สมาคมอะไรที่ต้องแก่ประชุมบ้างเอาไปวางไว้ในหมู่ชนที่เขากำลังถกเถียงกันเพื่อที่จะหาเงินเป็นมหาเศรษฐีบ้างไอ้ตัวนั้นย่านค้าตรงนั้นย่านค้าตรงนี้เขาจะมีการทำไอ้โน่นเขามีการก่อสร้างไอ้นี่ก็จะไปเอาตัวเองไปวางไว้อย่างนั้นบ้างหรือแม้ที่สุดในกลุ่มชนหมู่ชนที่เขาคลุกคลีเป็นไปด้วยโลกเราเองก็จะเอาตัวเองไปตั้งไปวางไว้ตามที่อยู่เหล่านั้นเหล่านั้นบ้างเป็นต้นเพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดมีสติมี อยากรู้หมอรู้ควรแล้วตัวเองก็จะจัดเอาตัวเองไปหาเสนาสนะหรือไปหาที่อยู่ที่หมอกควันที่เหมาะควรที่ไหนล่ะพระพุทธเจ้าท่านก็ชี้แจงให้ฟังว่าป่าไงล่ะคนไม้ไงล่ะภูเขาไงล่ะหรือชอบเขาถ้ำบนภูเขาหรือป่าช้าหรือเปล่าครับหรือที่แจ้งที่แจ้งก็ได้ไม่ใช่อยู่ในถ้ำเป็นที่แจ้งก็ได้หรือพวกเราฟังต่างๆพวกนี้แหละคือที่อยู่ในพระพุทธเจ้าท่านแนะนำถ้าไม่แนะนำว่าไปน่ะดูเดี๋ยวเขาประชุมกันเป็นหมู่เป็นกลุ่มไปนั่งอยู่กับเขาเนี่ยเขามีการแข่งขันอะไรต่ออะไรกันเข้าไปนั่งดูเขาสิเปล่าดูเนี่ยเขามีระเบียงละครไปนั่งเพลินๆนะครับท่านไม่ได้เคยแนะนำอย่างนั้นเลยท่านไม่เคยไปสิไปนั่งอยู่กลางลานตรงนั้นน่ะ เขาเสพกลางกันแล้วก็ไปทำใจใจว่างๆอยู่ตรงนั้นนะเขากำลังเสพกามกันแล้วก็ไปทำใจว่างๆอยู่ตรงนั้นนะถ้าไม่เคยแนะนำถ้าไม่แนะนำอย่างนั้นท่านไม่ให้คนประมาทถึงขนาดนั้นถ้าไม่ฝึกจริงๆถ้าได้หัดจริงๆให้รักให้วางจริงๆให้รู้ในสภาวะธรรมที่มันไม่มีอารมณ์อย่างนั้นอย่างนั้นมันเป็นสภาวะว่างสภาวะเปล่าสภาวะเงียบสภาวะสงบสภาวะสงัดๆและระงับวิเวกอย่างไรพระพุทธเจ้าท่านแนะนำให้คนไปเก็บให้ไปรู้ไปรับรู้อารมณ์อย่างนั้นหรือว่าไปรับรู้สภาว่าอย่างนั้นจริงๆไม่ใช่ว่าเอาตัวเองตะลอนตะลอนก็ไปหมดเลยในแดนไหนก็ได้อยู่กับกิเลสกินกับกิเลสแล้วก็ทำใจให้มันว่างๆเอาโดยภาษาแต่ใจมันว่างไม่ได้หรอก ใจมันไม่ใช่ของพูดเอาง่ายๆใจมันจะต้องได้รับการฝึกหัดเพราะฉะนั้นระดับที่ 6 ที่พระพุทธเจ้าท่านแนะเนี่ยเมื่อเรามีสติสัมปชัญญะรู้แล้วจงอ่านหาที่อยู่ของตัวเองให้บอกควรตามลำดับคือหาเสนาสนะที่เหมาะควรแล้วเราก็แยกตัวของเราให้ไปอยู่ในที่อยู่อันหมอบขวดนั้นๆแล้วก็ฝึกตนฝึกจิตดับสิ่งที่ควรดับละสิ่งที่ควรละเลิกสิ่งที่ควรเลิกให้มันได้เด็ดขาดไปตามลำดับเถอะแล้วเราก็จะเป็นผู้ขาดจริงๆผู้วางจริงๆผู้หลุดแล้วจริงๆหรือมีวิมุตในตัวแล้วจริงๆตามขณะที่เราได้ไปฝึกได้ก็จะทำถ้าไม่เป็นเช่นนั้นแล้วมันไม่เป็นจริงต่อนิดนึงทีนี้ถ้าผู้ใดได้ อยู่ในป่าในเขาไปอยู่ในที่ที่เราจัดเป็นเสนาสนะอันสงัดอย่างนั้นแล้วท่านก็บอกว่าถึงแม้กระนั้นก็ตามก็ต้องให้พยายามพากเพียรเข้าไปรู้จิตนะจะรู้จิตเราได้อย่างไรดำรงสติคงมั่นพยายามนั่งตั้งกายตรงเมื่อเวลาหลังจากกินอาหารแล้วฉันอาหารแล้วไปนั่งเพ่งดำรงสติให้คงมั่นเฉพาะหน้าแล้วก็ละอภิชาในโลกสิและอภิชาในโลกคืออะไรอภิชาหมายความว่าจิตของเราไปเพ่งไปเพ่งเล็งไปที่ในเกาะเกี่ยวอยู่กับเรื่องใดๆต่างๆในโลกจิตเรานี่แหละไปนึกถึงเรื่องโน้นเรื่องนี้เรื่องนี้เรื่องนั้นเรื่องโน้นอะไรก็ตามแต่เป็นอภิชาการเพ่งหาจุดนั้นจุดนั้น เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเราเองเราจะเป็นผู้ที่อยู่ปลอดโปร่งอยู่ในภาวะสงบระงับนิเวศอยู่ในภาวะถนัดจริงๆแล้วล่ะก็เราจะต้องไปนั่งทำใจละไอ้ความคิดที่มันกระโดดโลดเต้นไปต่างๆนานาเหล่านั้นให้ได้ไปละไปนั่งดำรงสติของมันและอภิชาเหล่านั้นคือธุรกิจที่ไปเคร่งไปยึดไปถือไปซึ่งคิดถึงอะไรอยู่ทั้งหลายให้หลุดออกมาเมื่อปราศจากอภิชาอยู่เวลานั้นแหละย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอภิชาได้ถ้าผู้ใดที่มีจิตดึงมาหมดแล้วไม่ให้มันเป็นอะไรมันมาอยู่ที่เราได้แล้วคิดอย่างนั้นเขาพระพุทธเจ้าท่านว่าย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอภิชาได้ผิดอย่างนี้แหละเรียกว่าจิต ชำระอภิชาคือไม่ไปยุ่งกับอะไรละความชั่วคือพยาบาทแล้วพยาบาลตัวนี้ไม่ใช่ของถึงขนาดว่าแม้เราจะไปฆ่าเขาคนนี้เราอย่าไปตามฆ่าพยาบาลคำนี้ไม่ได้กินความหยาบถึงขนาดนั้นนะพยาบาลคำนี้กินความละเอียดมีความสูงขึ้นมาแค่ว่าถ้าใครพูดว่าพยาบาลอย่างคนธรรมดาเข้าใจเนี่ยเข้าใจว่าพยาบาลคล้ายๆว่าเราไปจองล้างจองผลาญก็อยู่เท่านั้นเองเราจะต้องตามไปฆ่าไปฟันเขาตามไปแกงเขาไปแก้แค้นเขาเท่านั้นเองพยาบาลพระพุทธเจ้าไม่ได้หมายความว่าแค่นั้นพยาบาลของพระพุทธเจ้านี่หมายความว่าผิดจะเอาที่ยังไปผูกพันเป็นความพยายามที่ไปปาทะ เป็นห่วงบ่วงบาดตายะห่วง

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน